เพราะกิเลส และด้วยความเร่าร้อนทางกาย. บทว่า กายสฺส เภทา ได้แก่
ทั้งขันธ์อันมีวิญญาณ (ตาย). บทว่า ปรมฺมรณา ได้แก่ ในการยึดขันธ์
อันเกิดแล้วในระหว่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กายสฺส เภทา ได้แก่
เพราะขาดชีวิตินทรีย์. บทว่า ปรมฺมรณา ได้แก่หลังจากจุติ. บทว่า ทุคฺคติ
ปาฏิกํขา ได้แก่ พึงปรารถนาคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ของอบาย ๔ อันได้แก่
ทุคติ. อธิบายว่า มีส่วนแน่นอน.
บทว่า อคุตฺตทฺวาโร ได้แก่ ไม่สำรวมทวาร. แต่ในบางแห่ง
อาจารย์กล่าวว่า บทว่า อคุตฺตทฺวาโร ได้แก่ ในอินทรีย์ทั้งหลาย. อาจารย์
กล่าวถึงความไม่สำรวมอินทรีย์ อันมีใจเป็นที่ ๖ ด้วยบทนั้น. ชื่อว่า ไม่รู้
ประมาณในโภชนะ เพราะไม่รู้ประมาณในโภชนะด้วยการรับและการบริโภค.
เกจิอาจารย์กล่าวว่า เพราะความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
เพราะความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะบ้าง.
ถามว่า ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอีนทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างไร
หรือความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างไร. ตอบว่า เพราะ
ไม่มีความสำรวม หรือความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์โดยแท้. ด้วยว่าสติก็ดี
ความไร้สติก็ดี หาได้เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุประสาทไม่. อันทีจริง ขณะใด
รูปารมณ์มาสู่ครองจักษุ ขณะนั้น เมื่อภวังค์เกิดขึ้น ๒ ครั้งแล้วดับไป กิริยา-
มโนธาตุยังอาวัชชนกิจให้สำเร็จ เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป จากนั้นจักขุวิญญาณ
ทำหน้าที่เห็น จากนั้นวิปากมโนธาตุ ทำหน้าที่รับ จากนั้นวิปากาเหตุกมโน-
วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่พิจารณา จากนั้นกิริยาเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ยัง
โวฏฐัพพนกิจ (กำหนดอารมณ์) ให้สำเร็จ เกิดแล้วย่อมดับไป ในระหว่างนั้น
ชวนจิต ย่อมแล่นไป. ในชวนะนั้น ความสำรวมก็ดี ความไม่สำรวมก็ดี
ย่อมมีในสมัยแห่งภวังค์ก็หามิได้ ในสมัยแห่งอาวัชชนะเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง