ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 166 (เล่ม 45)

อรรถกถาสัมปชานมุสาวาทสูตร
ในสัมปชานมุสาวาทสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
อะไรเป็นเหตุให้เกิด บทว่า เอกธมฺมํ อตีตสฺส. เรื่องมีอยู่ว่า
ลาภสักการะเป็นอันมากเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์ เสื่อมจาก
พวกเดียรถีย์. พวกเดียรถีย์เมื่อเสื่อมจากลาภสักการะก็อับเฉา หมดฤทธิ์เดช
เกิดริษยา จึงพากัน ไปชักชวนปริพาชิกา ชื่อจิญจมาณวิกาว่า นี่แน่น้องสาว
เธอจงกล่าวผู้มีพระสมณโคดม ด้วยคำไม่จริงทีเถิด. นางจิญจมาณวิกา ก็เข้า
ไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งกำลังทรงแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท ได้กล่าวตู่
ด้วยคำไม่จริง ท้าวสักกะได้ประกาศความไม่จริงของนาง ในท่ามกลางบริษัท
มหาชนพากันแช่งด่าว่า อีหญิงกาลกิณี แล้วฉุดกระชากออกจากวิหาร
แผ่นดินได้แยกออกเป็นช่อง นางจิญจมาณวิกา เป็นดุจฟืนติดเปลวไฟนรกไป
บังเกิดในอเวจีมหานรก พวกเดียรถีย์ยิ่งเส อมจากลาภสักการะมากขึ้น.
ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย นาง
จิญจมาณวิกาด่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นทักษิไณยบุคคลผู้เลิศ ทรงคุณยิ่ง
ด้วยคำไม่จริง ได้ถึงความพินาศยิ่งใหญ่ ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัย
เหตุนั้น จึงตรัสมหาปทุมชาดกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นางจิญจมาณวิกาได้
ด่าเราด้วยคำไม่จริง แล้วถึงความพินาศยิ่งใหญ่ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อ
ก่อนก็เหมือนกัน เมื่อจะทรงแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้นไป จงตรัสพระสูตรนี้ด้วย
บทว่า เอกธมฺมมตีตสฺส ดังนี้ เพื่อให้เรื่องนี้เกิดขึ้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอกธมฺมํ ได้แก่ ธรรมคือวจีสัจอย่างหนึ่ง.
บทว่า อตีตสฺส ความว่า เมื่อบุคคลล่วงเลยมารยาท อันพระอริยะทั้งหลาย

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 167 (เล่ม 45)

เว้นโวหารอันมิใช่อริยะ ๘ ประการแล้ว เพื่อดำรงมั่นอยู่ในโวหารอันเป็นอริยะ
๘ ประการ จึงยึดมั่นอยู่ด้วยบทว่า สจฺจํ ภเณ น อลิกํ ควรพูดความจริง
ไม่ควรพูดเหลาะแหละดังนี้ เป็นต้น. บุคคลคือบุรุษ ชื่อว่า บุรุษบุคคล.
อันบุรุษบุคคลนั้น. บทว่า อกรณียํ ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะทำ. จริงอยู่ บุคคล
พูดเท็จทั้ง ๆ รู้ กระทำบาปกรรมไร ๆ ไว้ เนื้อเขาพูดว่า ท่านทำกรรมนี้ ยัง
จักยืนยันด้วยคำเท็จว่า เราไม่ได้ทำดังนี้. ก็เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ยังทำบาป-
กรรมเรื่อย ๆ ไป ย่อมไม่ละอายในบาปกรรมนั้น เพราะล่วงเลยคำสัจอันเป็น
มารยาทที่ดี. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กตมํ เอกธมฺมํ
ยทิทํ ภิกฺขเว สมฺปชานมุสาวาโท ดูก่อนภิกษุทั้งหลา ธรรมอย่างหนึ่ง
เป็นไฉน คือ สัมปชานมุสาวาท ดังนี้.
พึงทราบอธิบายความในคาถา ดังต่อไปนี้. บทว่า มุสาวาทิสฺส
ได้แก่ มักพูดเท็จ ไม่จริง ไม่แท้ เพื่อให้คนอื่นรู้. คำพูด ๑๐ คำ ไม่มี
คำพูดจริงแม้แต่คำเดียว บทว่า ชนฺตุโน ได้แก่สัตว์. จริงอยู่ สัตว์ท่าน
เรียกว่า ชนฺตุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้เกิด. บทว่า วิติณฺฆณปรโลกสฺส ได้แก่
สละโลกหน้าเสียแล้ว. เพราะบุคคลเช่นนี้ย่อมไม่เห็นสมบัติแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้
คือ มนุษย์สมบัติ เทวโลกสมบัตินิพพานสมบัติในที่สุด. บทว่า นตฺถิ ปาปํ
ได้แก่ บาป ชื่อนี้ที่คนเช่นนั้นจะไม่พึงทำ ไม่มี.
จบอรรถกถาสัมปชานมุสาวาทสูตรที่ ๕

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 168 (เล่ม 45)

๖. ทานสูตร
ว่าด้วยให้ทานที่ให้แล้วมีผลมาก
[๒๐๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการจำแนกทาน
เหมือนอย่างเรารู้ไซร้ สัตว์ทั้งหลายยังไม่ให้แล้ว ก็จะไม่พึงบริโภค อนึ่ง
ความตระหนี่อันเป็นมลทิน จะไม่พึงครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้น
ไม่พึงแบ่งคำข้าวคำหลังจากคำข้าวนั้นแล้วก็จะไม่พึงบริโภค ถ้าปฏิคาหกของ
สัตว์เหล่านั้นพึงมี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ผลแห่งการ
จำแนกทานเหมือนอย่างเรารู้ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายไม่ให้แล้วจึงบริโภค อนึ่ง
ความตระหนี่อันเป็นมลทินจึงยังครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลาย พึงรู้ผลแห่งการ
จำแนกทาน เหมือนอย่างที่ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ตรัสแล้วโดย
วิธีที่ผลนั้นเป็นผลใหญ่ไซร้ สัตว์ทั้งหลาย
พึงกำจัดความตระหนี่ อันเป็นมลทินเสีย
แล้ว มีใจผ่องไส พึงให้ทานทีให้แล้ว มี
ผลมาก ในพระอริยบุคคลทั้งหลายตาม
กาลอันควร อนึ่ง ทายกเป็นอันมาก ครั้น

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 169 (เล่ม 45)

ให้ทักษิณาทาน คือ ข้าวในพระทักษิไณย-
บุคคลทั้งหลายแล้ว จุติจากความเป็นมนุษย์
นี้แล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์ และทายกเหล่านั้น
ผู้ใคร่กาม ไม่มีความตระหนี่ ไปสู่สวรรค์
แล้วบันเทิงอยู่ในสวรรค์นั้น เสวยอยู่ซึ่ง
ผลแห่งการจำแนกทาน.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบทานสูตรที่ ๖
อรรถกถาทานสูตร
ในทานสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เอวํ ในบทว่า เอวญฺเจ นี้ เป็นไปในความอุปมา. บทว่า
เจ เป็นนิบาตลงในปริกัป. บทว่า สตฺตา ได้แก่ ผู้ข้อง คือ ผู้ซ่านไปใน
อารมณ์มีรูปเป็นต้น. บทว่า ชาเนยฺยุํ แปลว่า พึงรู้. บทว่า ทานสํวิภาคสฺส
ได้แก่ เจตนาที่รวบรวมไทยธรรมมีข้าวเป็นต้น ให้แก่คนอื่นโดยการอนุเคราะห์
และการบูชาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทาน (การให้) ส่วนเจตนาที่แบ่งส่วน
หนึ่งของวัตถุที่ตนถือเอาไว้บริโภคแล้วให้ชื่อว่า สํวิภาค (การจำแนก). บทว่า
วิปากํ คือ ผล. บทว่า ยถาหํ ชานามิ ได้แก่ เหมือนอย่างเรารู้. ข้อนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้
พึงรู้ผลแห่งการจำแนกทานเหมือนอย่างเรารู้ด้วยกำลังญาณอันเป็นผลแห่งกรรม
โดยประจักษ์ในบัดนี้ มีอาทิว่า ผลทานย่อมมีถึงร้อยเท่าโดยให้ทานแม้แก่สัตว์

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 170 (เล่ม 45)

เดียรัจฉาน แล้วเสวยสุขเป็นไปในร้อยอัตภาพ ดังนี้. บทว่า น อทตฺวา
ภุญฺเชยฺยุํ ความว่า สัตว์ทั้งหลายยังไม่ให้ของที่ควรบริโภคอันมีอยู่แก่ตน
แก่ผู้อื่นก่อนแล้วก็จะยังไม่บริโภค ต่อเมื่อให้แล้วจึงบริโภค. บทว่า น จ
เนสํ มจฺเฉรมลํ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺเฐยฺย อนึ่ง ความตระหนี่อันเป็น
มลทินจะไม่ครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น ความว่า ความตระหนี่อันเป็นมลทิน
อย่างใดอย่างหนึ่งของบรรดาธรรมฝ่ายดำอันเป็นอุปกิเลสทำลายความผ่องใสของ
จิต มีลักษณะไม่ยอมให้สมบัติของตนทั่วไปแก่คนอื่น. อีกอย่างหนึ่ง ความ-
ตระหนี่และมลทินมีอิสสา โลภะและโทสะเป็นต้นอันทำอันตรายแก่ทานแม้อื่น
จะไม่พึงครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น โดยอาการที่ไม่มีเจตนาจะให้หรือมีเจตนา
ไม่บริสุทธิ์ . ก็ใครเล่าเมื่อรู้ผลของทานโดยชอบจะพึงให้โอกาสแก่ความตระหนี่
อันเป็นมลทินในจิตของตนได้. บทว่า โยปิ เนสํ อสฺส จริโม อาโลโป
ได้แก่ พึงมีคำข้าวคำหลังทั้งหมดของสัตว์เหล่านั้น. บทว่า จริมํ กพลํ
เป็นไวพจน์ของคำว่า อาโลโป นั่นเอง. ข้อนี้ท่านอธิบายว่า ตามปกติ
สัตว์เหล่านี้มีชีวิตอยู่ได้เองด้วยคำข้าวเพียงเท่าใด เหลือคำข้าวไว้คำหนึ่ง
ในคำข้าวเหล่านี้. เพื่อประโยชน์แก่ตน แล้วให้คำข้าวทั้งหมดนอกจาก
ที่เหลือไว้คำหนึ่งนั้นแก่คนที่ต้องการที่มาหา คำข้าวที่เหลือไว้นั้นชื่อว่า
คำหลังในที่นี้. บทว่า ตโตปิ น อสํวิภชิตฺวา ภุญฺเชยฺยุํ สเว เนสํ
ปฏิคฺคาหกา อสฺสุ สัตว์เหล่านั้นไม่พึงแบ่งคำข้าวคำหลังจากคำข้าวนั้น
แล้วก็จะไม่พึงบริโภค ถ้าปฏิคคาหกของสัตว์เหล่านั้นพึงมี ความว่า ถ้า
ปฏิคคาหกของสัตว์เหล่านั้นพึงมี สัตว์ทั้งหลายพึงแบ่ง แม้จากคำข้าวมีประมาณ
ตามที่กล่าวแล้ว พึงให้ส่วนหนึ่งแล้วจึงบริโภค สัตว์ทั้งหลายพึงรู้เหมือนอย่าง
ที่เรารู้ผลของการจำแนกทานโดยชัดแจ้งฉะนั้น. ด้วยบทว่า ยสฺมา จ โข
เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังความตามพระพุทธประสงค์ ให้สำเร็จด้วย
เหตุว่า สัตว์เหล่านี้ ไม่รู้ผลในการจำแนกทานอย่างนี้ เพราะผลของกรรม

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 171 (เล่ม 45)

ยังไม่ประจักษ์ ด้วยบทนี้พึงเห็นว่าพระองค์ทรงแสดงถึงเหตุแห่งการไม่ปฏิบัติ
ในบุญอื่นและแห่งการปฏิบัติในสิ่งมิใช่บุญในคาถาทั้งหลายมีอธิบายดังต่อไปนี้
บทว่า ยถาวุตฺตํ มเทสินา ความว่า เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ผู้ให้ทานแก่สัตว์เดียรัจฉาน
พึงหวังผลทานถึงร้อยเท่า ดังนี้ หรือโดยนัยมีอาทิในสูตรนี้ว่า เอวญฺเจ
สตฺตา ชาเนยฺยํ ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการจำแนกทานอย่างนั้นดังนี้
อธิบายว่า เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยพระญาณ คือ ทรง
ทราบทางจิต. บทว่า วิปากํ สวิภาคสฺส ได้แก่ ผลแห่งกาจำแนก.
ก็จะพูดถึงทานอย่างไรเล่า. บทว่า ยถา โหติ มหปฺผลํ ควรผูกเป็น
ใจความว่า ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น พึงรู้โดยวิธีที่ผลนั้นเป็นผลใหญ่ไซร้.
บทว่า วิเนยฺย มจฺฉรมลํ ความว่า สัตว์ทั้งหลายพึงกำจัดความตระหนี่อันเป็น
มลทิน มีจิตผ่องใสโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยความเชื่อผลแห่งกรรม และด้วย
ความเชื่อในพระรัตนตรัย พึงให้ทานที่ให้แล้วแม้น้อยก็มีผลมากในพระอริย-
บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลายตาม
กาลอันควร. ท่านผู้ควรแก่ทักษิณาทาน เพราะทำให้มีผลมาก ชื่อว่า ทักษิไณย-
บุคคล คือ เป็นผู้ปฏิบัติชอบ. ให้ทักษิณา คือ ไทยธรรมที่ผู้ให้เธอโลกหน้า
ในทักษิไณยบุคคลเหล่านั้นโดยที่ทานนั้นเป็นทานใหญ่. อีกอย่างหนึ่ง ถามว่า
ควรจะให้ทานอย่างไร. ตอบว่า ควรให้ทักษิณาทานในทักษิไณยบุคคล. อนึ่ง
ผู้ให้จุติจากความเป็นมนุษย์นี้แล้วย่อมไปสู่สวรรค์ ด้วยการปฏิสนธิ. บทว่า
กามกามิโน ความว่า ทายกผู้ใคร่กาม คือ มีความพร้อมในกามทุกอย่าง
เพราะเป็นผู้ทำความดี โดยได้รับกรรมอันเป็นสมบัติแห่งเทพสมบัติอันโอฬาร
ที่ควรใคร่ ย่อมบันเทิง คือ ได้รับความบำรุงบำเรอตามชอบใจ.
จบอรรถกถาทานสูตรที่ ๖

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 172 (เล่ม 45)

๗. เมตตาภาวสูตร
ว่าด้วยบุญไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งเมตตาจิต
[๒๐๕] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอุปธิสมบัติ
เป็นเหตุบุญกิริยาวัตถุทั้งหมดนั้น ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งเมตตาเจโต-
วิมุตติ เมตตาเจโตวิมุตตินั้นแล ครอบงำบุญกิริยาวัตถุเหล่านั้น สว่างไสว
ไพโรจน์เปรียบเหมือนรัศมีแห่งดาวชนิดใดชนิดหนึ่ง รัศมีดาวทั้งหมดนั้นย่อม
ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งรัศมีพระจันทร์ รัศมีพระจันทร์นั่นแล ครอบงำรัศมีดาว
เหล่านั้น สว่างไสวไพโรจน์ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนในเมื่อ
อากาศโปร่งปราศจากเมฆในสารทสมัย ในเดือนท้ายแห่งฤดูฝน พระอาทิตย์
ลอยขึ้นไปสู่ท้องฟ้า กำจัดอากาศอันมืดทั้งปวง สว่างไสวไพโรจน์ฉะนั้น อนึ่ง
เปรียบเหมือนดาวประกายพฤกษ์ในปัจจุสสมัยแห่งราตรี สว่างไสวไพโรจน์
ฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูจนนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ผู้ใดมีสติ เจริญเมตตาไม่มีประมาณ
สังโยชน์ทั้งหลาย ของผู้นั้นผู้พิจารณาเห็น
ซึ่งธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ ย่อมเป็น
ธรรมชาติเบาบาง ถ้าว่าผู้นั้นมีจิตไม่ประ-
ทุษร้ายซึ่งสัตว์มีชีวิต แม้ชนิดหนึ่ง เจริญ-

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 173 (เล่ม 45)

เมตตาอยู่ไซร้ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีกุศล
เพราะการเจริญเมตตานั้น อันพระอริย-
บุคคลมีใจอนุเคราะห์ซึ่งมีสัตว์มีชีวิตทุกหมู่-
เหล่า ย่อมกระทำบุญเป็นอันมาก พระ-
ราชฤาษีทั้งหลายทรงชนะซึ่งแผ่นดิน อัน
เกลื่อนกล่นด้วยหมู่สัตว์ ทรงบูชาอยู่ซึ่ง
บุญเหล่าใด ( คือ อัสสเมธะ ปุริสเมธะ
สัมมาปาสะ วาชเปยยะ นิรัคคฬะ) เสด็จ
เที่ยวไป บุญเหล่านั้นย่อไม่ถึงแม้เสี้ยวที่
๑๖ แห่งเมตตาจิต อันบุคคลเจริญดีแล้ว
(เหมือนหมู่ดาวทั้งหมด ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่
๑๖ แห่งรัศมีพระจันทร์ฉะนั้น) ผู้ใดมี
ส่วนแห่งจิตประกอบด้วยเมตตาให้สัตว์ทุก
หมู่เหล่า ย่อมไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า
ไม่ชนะเอง ไม่ใช่ผู้อื่นให้ชนะ เวรของ
ผู้นั้นย่อมไม่มีเพราะเหตุอะไร ๆ เลย.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบเมตตาภาวสูตรที่ ๗
จบตติยวรรคที่ ๓

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 174 (เล่ม 45)

อรรถกถาเมตตาภาวสูตร
ในเมตตาภาวสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ยานิ กานิจิ ได้แก่ บุญกิริยาวัตถุไม่มีเหลือ. บทว่า
อปธิกานิ ปุญฺญกิริยาวตฺถูนิ เป็นคำกำหนดถึงบุญกิริยาวัตถุเหล่านั้น.
ขันธ์ทั้งหลายท่านเรียกว่าอุปธิในบทนั้น. ศีลเป็นเหตุแห่งอุปธิ หรือ ความ
ขวนขวายอันเป็นอุปธิของขันธ์เหล่านั้น ชื่อว่า โอปธิกะ (มีอุปธิสมบัติเป็นเหตุ)
ทำให้เกิดในอัตภาพในสมบัติภพ คือ ให้ผลอันเป็นไปในปฏิสนธิ. บทว่า
ปุญฺญกิริยาวตฺถูนิ คือ ชื่อว่าบุญกิริยาวัตถุ เพราะเป็นบุญกิริยาและเป็น
วัตถุแห่งผลานิสงส์นั้น ๆ. ก็บุญกิริยาวัตถุเหล่านั้นโดยย่อมี ๓ อย่าง คือ
ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ ๑ สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล ๑ ภาวนา-
มัย บุญสำเร็จด้วยการภาวนา ๑. ในบุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่างนั้น ข้อที่ควร
กล่าวจักมีแจ้งในอรรถกถาติกนิบาตต่อไป.
บทว่า เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ได้แก่การเข้าฌานหมวด ๓
และหมวด ๔ ที่ได้ด้วยเมตตาภาวนา. ก็เมื่อกล่าวว่าเมตตาย่อมหมายทั้งอุปจาร
ทั้งอัปปนา. แต่เมื่อกล่าวว่า เจโตวิมุตฺติ ย่อมหมายถึงอัปปนาฌานอย่างเดียว.
ก็อัปปนาฌานนั้นท่านเรียกว่า เจโตวิมุตติ เพราะจิตพ้นด้วยดีจากธรรมอันเป็น
ข้าศึกมีนิวรณ์เป็นต้น. บทว่า กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ ได้แก่บุญกิริยา-
วัตถุมีอุปธิเป็นเหตุ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งเมตตาธรรมวิหาร. ข้อนี้ท่าน
อธิบายไว้ว่า กระทำผลแห่งเมตตาเจโตวิมุตติให้เป็น ๑๖ เสี้ยว คือ ให้เป็น
๑๖ ส่วนแล้วทำส่วนหนึ่งจาก ๑๖ ส่วนนั้นให้เป็น ๑๖ ส่วนอีก บุญกิริยา-
วัตถุ มีอุปธิสมบัติเป็นเหตุเหล่าอื่น ยังไม่ถึงส่วนหนึ่งในส่วนที่ ๑๖ นั้น.

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 175 (เล่ม 45)

บทว่า อธิคฺคเหตฺวา คือครอบงำแล้ว. บทว่า ภาสเต คือย่อม
สว่างไสวเพราะหมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง. บทว่า ตปเต ได้แก่เผาธรรมอัน
ปฏิปักษ์ไม่ให้มีเหลืออีกเลย. บทว่า วิโรจเต ได้แก่ย่อมไพโรจน์ด้วยสมบัติ
ทั้งสอง. จริงอยู่ เมตตาเจโตวิมุตติ ย่อมสว่างไสวดุจความแจ่มใสอันปราศจาก
ความเศร้าหมอง ได้แก่ความสว่างของดวงจันทร์ ย่อมกำจัด คือ เผาธรรม
เป็นข้าศึก ดุจแสงสว่างกำจัดความมืด ย่อมสว่างไสวไพโรจน์ ดุจดาว
ประกายพฤกษ์โชติช่วง ฉะนั้น.
บทว่า เสยฺยถาปิ เป็นนิบาตลงในอรรถแสดงความเปรียบเทียบ.
บทว่า ตารกรูปานํ ได้แก่ ความรุ่งเรื่อง. บทว่า จนฺทิยา ชื่อว่า จนฺที
เพราะอรรถว่ามีรัศมี. อธิบายว่า แห่งรัศมี คือ แห่งแสงสว่างของดวงจันทร์
นั้น. บทว่า วสฺสานํ ได้แก่ฤดู อันได้ชื่อเป็นพหูพจน์ว่า วสฺสานิ ดังนี้.
บทว่า ปจฺฉิเม มาเส ได้แก่ในเดือน ๑๒. บทว่า สรทสมเย ได้แก่ใน
สารทกาล (ฤดูใบไม้ร่วง). เดือนอัสสยุชะ (เดือน ๑๑) และเดือนกัตติกะ
(เดือน ๑๒) ท่านเรียกฤดูสารทในโลก. บทว่า วิทฺเธ ได้แก่ ลอยขึ้นไป.
อธิบายว่า เคลื่อนคล้อยไปโดยปราศจากเมฆ. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า วิคตวลาหเก
ปราศจากฝน. บทว่า เทเว ได้แก่ในอากาศ. บทว่า นถํ อพฺภุสฺสกฺกมาโน
ได้แก่ลอยขึ้นสู่อากาศจากที่โผล่ขึ้น. บทว่า ตมคตํ ได้แก่อากาศมืด. บทว่า
อภิหฺจจ ได้แก่ทำลาย คือ กำจัด. บทว่า โอสธิตารกา ได้แก่ดาวใดชื่อว่า
โอสธิ (ดาวประกายพฤกษ์) เพราะเป็นเหตุทำให้มีรัศมีมากขึ้น หรือเพราะ
ดาวประกายพฤกษ์เพิ่มให้มีพลังมากขึ้น.
ในบทนี้ท่านกล่าวว่า ก็เพราะเหตุไร เมื่อยังมีอาสวะอยู่ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เมตตาวิเศษกว่าบุญมีอุปธิสมบัตินอกนี้เล่า. ท่านแก้ว่า
เพราะความปฏิบัติชอบในสัตว์ทั้งหลายด้วยความประเสริฐสุดและกามไม่มีโทษ.

175