ที่เขาสั่งสมมาแล้ว ควรทำบุญโดยเคารพ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชักชวนใน
การทำบุญ และให้เกิดความเอาใจใส่ในการทำบุญนั้นของเขาเหล่านั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกมาอ้างถึงวิบากของบุญอันกว้างขวาง
อย่างยิ่ง ปกปิดระหว่างภพ เสวยบุญกรรมที่พระองค์ได้ทำแล้วในสมัยเป็น
สุเนตตะตลอดกาลนาน เมื่อจะทรงกระทำความนั้นให้ปรากฏ จึงตรัสคำเป็น
อาทิว่า อภิชานามิ โข ปนาหํ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิชานามิ ได้แก่เรารู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่ง
คือ เรารู้โดยชัดเจน. บทว่า ทีฆรตฺตํ ได้แก่ สิ้นกาลนาน. บทว่า ปุญฺญานํ
ได้แก่ กุศลธรรมมีทานเป็นต้น. บทว่า สตฺต วสฺสานิ ได้แก่ ตลอด ๗ ปี.
บทว่า เมตฺตจิตฺตํ ความว่า ชื่อว่า เมตตา เพราะอรรถว่า รักใคร่
อธิบายว่า ผูกเยื่อใย. ชื่อว่า เมตตา เพราะความเจริญเป็นไปในมิตร หรือความ
เจริญนั่นเป็นไปต่อมิตร. พึงทราบวินิจฉัยเมตตาโดยลักษณะเป็นต้นต่อไปนี้
เมตตามีอัน เป็นไปในอาการให้ประโยชน์เกื้อกูลเป็นลักษณะ มีการนำสิ่งที่เป็น
ประโยชน์เกื้อกูลเป็นรส มีการปลดเปลื้องความอาฆาตเป็นเครื่องปรากฏ มีการ
แสดงความพอใจของสัตว์ทั้งหลายเป็นปทัฏฐาน. ความสงบพยาบาทเป็นสมบัติ
ของเมตตานั่น ความมีเสน่หาเป็นวิบัติของเมตตา. ชื่อว่า เมตตาจิต เพราะ
จิตมีเมตตา.
บทว่า ภาเวตฺวา ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมาธิด้วยหัวข้อ
แห่งจิตอันสหรคตด้วยเมตตา เพราะเหตุนั้น จึงยังเมตตาสมาธิ ยังเมตตา-
พรหมวิหารให้เกิดและให้เจริญ. บทว่า สตฺต สํวฏฺฏวิวฏฏกปฺเป ได้แก่
มหากัป ๗. จริงอยู่ ท่านถือเอาแม้สังวัฏฏฐายิและวิวัฏฏฐายิ ด้วยสังวัฏฏะและ
วิวัฏฏศัพท์นั่นเอง. บทว่า อิมํ โลกํ ได้แก่กามโลก. บทว่า สํวฏฺฏมาเน สุทํ
ได้แก่ กัปฉิบหายอยู่. บทว่า สุทํ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ฉิบทายอยู่.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สํวฏฺฏมาเน สุทํ ดังนี้. บทว่า กปฺเป ได้แก่