ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 146 (เล่ม 45)

ที่เขาสั่งสมมาแล้ว ควรทำบุญโดยเคารพ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชักชวนใน
การทำบุญ และให้เกิดความเอาใจใส่ในการทำบุญนั้นของเขาเหล่านั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกมาอ้างถึงวิบากของบุญอันกว้างขวาง
อย่างยิ่ง ปกปิดระหว่างภพ เสวยบุญกรรมที่พระองค์ได้ทำแล้วในสมัยเป็น
สุเนตตะตลอดกาลนาน เมื่อจะทรงกระทำความนั้นให้ปรากฏ จึงตรัสคำเป็น
อาทิว่า อภิชานามิ โข ปนาหํ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิชานามิ ได้แก่เรารู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่ง
คือ เรารู้โดยชัดเจน. บทว่า ทีฆรตฺตํ ได้แก่ สิ้นกาลนาน. บทว่า ปุญฺญานํ
ได้แก่ กุศลธรรมมีทานเป็นต้น. บทว่า สตฺต วสฺสานิ ได้แก่ ตลอด ๗ ปี.
บทว่า เมตฺตจิตฺตํ ความว่า ชื่อว่า เมตตา เพราะอรรถว่า รักใคร่
อธิบายว่า ผูกเยื่อใย. ชื่อว่า เมตตา เพราะความเจริญเป็นไปในมิตร หรือความ
เจริญนั่นเป็นไปต่อมิตร. พึงทราบวินิจฉัยเมตตาโดยลักษณะเป็นต้นต่อไปนี้
เมตตามีอัน เป็นไปในอาการให้ประโยชน์เกื้อกูลเป็นลักษณะ มีการนำสิ่งที่เป็น
ประโยชน์เกื้อกูลเป็นรส มีการปลดเปลื้องความอาฆาตเป็นเครื่องปรากฏ มีการ
แสดงความพอใจของสัตว์ทั้งหลายเป็นปทัฏฐาน. ความสงบพยาบาทเป็นสมบัติ
ของเมตตานั่น ความมีเสน่หาเป็นวิบัติของเมตตา. ชื่อว่า เมตตาจิต เพราะ
จิตมีเมตตา.
บทว่า ภาเวตฺวา ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมาธิด้วยหัวข้อ
แห่งจิตอันสหรคตด้วยเมตตา เพราะเหตุนั้น จึงยังเมตตาสมาธิ ยังเมตตา-
พรหมวิหารให้เกิดและให้เจริญ. บทว่า สตฺต สํวฏฺฏวิวฏฏกปฺเป ได้แก่
มหากัป ๗. จริงอยู่ ท่านถือเอาแม้สังวัฏฏฐายิและวิวัฏฏฐายิ ด้วยสังวัฏฏะและ
วิวัฏฏศัพท์นั่นเอง. บทว่า อิมํ โลกํ ได้แก่กามโลก. บทว่า สํวฏฺฏมาเน สุทํ
ได้แก่ กัปฉิบหายอยู่. บทว่า สุทํ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ฉิบทายอยู่.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สํวฏฺฏมาเน สุทํ ดังนี้. บทว่า กปฺเป ได้แก่

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 147 (เล่ม 45)

โลก. ก็ท่านกล่าวว่าโลกโดยหัวข้อแห่งกัป. แม้เมื่อโลกสิ้น กัปก็สิ้นไปด้วย.
ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา
กาลย่อมกินสรรพสัตว์กับทั้งตนเอง. พึงทราบว่า การอยู่ตลอดกัปในโลกนี้ด้วย
เตโชสังวัฏฏกัปเพราะพระองค์ตรัสไว้ว่า เราเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ.
บทว่า อาภสฺสรูปโค ความว่า เราเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ โดย
การถือปฏิสนธิในพรหมโลกนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้น
อาภัสสระ. บทว่า วิวฏฺฏมาเน ได้แก่ ดำรงอยู่ อธิบายว่า เกิดอยู่. บทว่า
สุญฺญํ พฺรหฺมวิมานํ อุปฺปชฺชามิ ความว่า เราเข้าถึงวิมานแห่งพรหม
กล่าวคือภูมิแห่งปฐมฌานอันเกิดแล้วแต่ต้น ซึ่งว่าง เพราะไม่มีสัตว์ไร ๆ
อันจะเกิดในที่นั้น ด้วยการถือเอาปฏิสนธิ. บทว่า พฺรหฺมา ความว่าชื่อว่า
พรหม เพราะอรรถว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ชั้นกามาวจร และเพราะอรรถว่า
เกิดจากพรหมวิหารธรรม เพราะงอกงามด้วยคุณธรรมอย่างนั้น ๆ. ชื่อว่า
มหาพรหม เพราะเป็นพรหมผู้ใหญ่กว่าพรหมปาริสัชชะ และพรหมปุโรหิต
ชื่อว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เพราะปราบปรามพรหมเหล่านั้นได้. ชื่อว่า เป็นผู้อันใคร
ครอบงำไม่ได้ เพราะไม่มีใครครอบงำได้ด้วยคุณธรรม. บทว่า อญฺญทตฺถุ
เป็นนิบาตลงในคำแน่นอน. บทว่า ทโส คือ มีปกติเห็น. พระองค์สามารถ
เห็นอดีต อนาคต และปัจจุบันได้. อธิบายว่า เราย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็นด้วย
ความรู้ยิ่ง. เรายังพรหมที่เหลือและยังจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจของเราด้วย
กำลังอิทธิบาทภาวนา เพราะเหตุนั้น ควรประกอบว่า วสวตฺติ โหมิ เรา
เป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์แม้ได้สมาบัติ ๘ ก็ยังทรง
ตรวจดูประโยชน์เกื้อกูลของสัตว์อย่างนั้น และการบำเพ็ญบารมีของพระองค์
ยังความใคร่ในภูมิฌานสองเหล่านั้นให้เกิด ทรงท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ด้วย

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 148 (เล่ม 45)

เมตตาพรหมวิหารธรรม. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สตฺต
วสฺสานิ ฯเปฯ วสวตฺตี ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศวิบากอันยิ่งใหญ่ของบุญอันเป็น
รูปาวจรแล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงวิบากอันยิ่งใหญ่ แม้ของบุญอันเป็น
กามาวจรจึงตรัสคำมีอาทิว่า ฉตฺตึสกฺขตฺตุํ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สกฺโก อโหสึ ความว่า เราไม่เกิดในที่อื่น
ได้เป็นท้าวสักกะจอมเทพ คือ เป็นเทวราชชั้นดาวดึงส์ตลอดเวลา ๓๖ ครั้ง.
ในบทว่า ราชา อโหสึ เป็นต้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้ ชื่อว่า ราชา
เพราะยังชาวโลกให้ชื่นชมยินดีด้วยอัจฉริยธรรม ๔ และด้วยสังคหวัตถุ ๔.
ชื่อว่า จักรพรรดิ เพราะยังจักรรัตนะให้หมุนไป จักรรัตนะย่อมหมุนไปด้วย
สมบัติจักร ๔ ทั้งยังจักรรัตนะอื่นให้หมุนไปด้วยสมบัติจักร ๔ เหล่านั้น ทั้งมี
จักร คือ อิริยาบถ ๔ หมุนไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลอื่น. อนึ่ง คำว่า
ราชา ในบทนี้เป็นคำสามัญ. บทว่า จกฺกวตฺติ เป็นวิเสสนะ. ชื่อว่า ธมฺมิโก
เพราะประพฤติโดยธรรม. อธิบายว่า ย่อมประพฤติโดยระเบียบแบบแผน
โดยเสมอ. ชื่อว่า ธมฺมราชา เพราะได้รับสมบัติโดยธรรมจึงเป็นพระราชา.
หรือ ชื่อว่า ธมฺมิโก เพราะประพฤติธรรมเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น. หรือชื่อว่า
ธมฺมราชา เพราะประพฤติธรรมเพื่อประโยชน์แก่ตน. ชื่อว่า จาตุรนฺโต
(เป็นพระราชามีสมุทรสาคร ๔ เป็นขอบเขต) เพราะเป็นอิสระในสมุทรสาคร ๔
อธิบายว่า เป็นอิสระในแผ่นดินเพราะมีสมุทร ๔ เป็นขอบเขต และเพราะมี
ทวีป ๔ แวดล้อม. ชื่อว่า วิชิตาวี (ชนะวิเศษแล้ว) เพราะชนะข้าศึกใน
ภายใน และพระราชาทุกพระองค์ในภายนอก โดยไม่ต้องลงอาชญา ไม่ต้องใช้
ศัสตรา. ชื่อว่า ชนปทตฺถาวริยปฺปตฺโต (ผู้ถึงความเป็นผู้มั่นคงในชนบท)
เพราะเป็นผู้ถึงความมั่นคง คือ ความยั่งยืนในชนบทอันใคร ๆ ไม่สามารถ

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 149 (เล่ม 45)

ให้เคลื่อนไปจากนั้นได้ หรือชนบทถึงความเป็นชนบทมั่นคง ณ ที่นั้นไม่ต้อง
ขวนขวาย ยินดีการงานของตน ไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน. ชื่อว่า
สตฺตรตนสมนฺนาคโต (ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ) เพราะถึงพร้อมด้วย
รัตนะ ๗ ประการเหล่านี้ คือ จักรแก้ว ๑ ช้างแก้ว ๑ ม้าแก้ว ๑ แก้วมณี ๑
หญิงแก้ว คหบดีแก้ว ๑ ปริณายกแก้ว ๑.
จริงอยู่ ในรัตนะเหล่านั้น พระราชาจักรพรรดิทรงชนะแคว้นที่ไม่มี
ใครชนะได้ด้วยจักรรัตนะ เสด็จเที่ยวไปในแคว้นด้วยช้างแก้ว และม้าแก้ว
อย่างสบาย ทรงปกครองแคว้นด้วยปริณายกแก้ว ทรงเสวยอุปโภคสุขด้วย
รัตนะที่เหลือ. พระเจ้าจักรพรรดินั้นทรงประกอบความสามารถทางอุตสาหะด้วย
รัตนะที่ ๑. ทรงประกอบความสามารถทางพระปัญญาด้วยรัตนะสุดท้าย. ทรง
ประกอบความสามารถทางอำนาจเต็มบริบูรณ์ด้วยช้างแก้ว ม้าแก้ว คหบดีแก้ว.
ผลจากการประกอบความสามารถ ๓ อย่าง ด้วยหญิงแก้ว และแก้วมณี.
พระเจ้าจักรพรรดินั้นเสวยโภคสุขด้วยหญิงแก้วและแก้วมณี. เสวยอิสริยสุขด้วย
รัตนะที่เหลือ. อนึ่ง โดยความต่างกัน ๓ รัตนะข้างต้นของพระเจ้าจักรพรรดิ
สำเร็จด้วยอานุภาพของกรรมอันเกิดจากกุศลมูลคืออโทสะ. ๓ รัตนะตอนกลาง
สำเร็จด้วยอานุภาพของกรรมอันเกิดจากกุศลมูล คือ อโลภะ. รัตนะ ๑ สุด
ท้ายพึงทราบว่า สำเร็จด้วยอานุภาพกรรมอันเกิดจากกุศลมูล คือ อโมหะ.
บทว่า ปเทสรชฺชสฺส ได้แก่ แคว้นน้อย ๆ. บทว่า เอตทโหสิ
ความว่า พระเจ้าจักรพรรดิเมื่อทรงพิจารณาถึงสมบัติของพระองค์ได้มีพระดำริ
มีอาทิว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไรของเราหนอ ในกาลเป็นจักรพรรดิครั้ง
สุดท้าย. ความดำริได้สำเร็จทุกประการในภพนั้น ๆ. นี้เป็นการประกอบด้วย
สามารถจักกวัตติกาลในภพนั้น. บทว่า เอวํมหิทฺธิโก ความว่า พระเจ้า
จักรพรรดิมีฤทธิ์มากอย่างนี้ เพราะถึงพร้อมด้วยการทรงไว้ซึ่งท้องพระคลังอัน

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 150 (เล่ม 45)

มีแก้วมณีและช้างแก้ว เป็นต้นเป็นประมุข และเพราะถึงความเป็นผู้มั่นคงใน
ชนบท. บทว่า เอวํมหานุภาโว ความว่า พระเจ้าจักรพรรดิมิได้ทรงทำการ
เบียดเบียนใคร ๆ ด้วยส่งจักรแก้วเป็นต้นไปทำลาย ทรงมีอานุภาพมากอย่างนี้
เป็นต้นว่า เสด็จขึ้นสู่เวหาสมีพระบัญชาให้พระราชาทุกพระองค์ต้อนรับด้วย
เศียรเกล้า. บทว่า ทานสฺส ได้แก่ ทรงบริจาคไทยธรรมมีข้าวเป็นต้น. บทว่า
ทมสฺส ได้แก่ ทรงฝึกอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น และทรงข่มกิเลสมีราคะเป็นต้น
ด้วยการสมาทาน. บทว่า สญฺญมสฺส ได้แก่ เป็นผู้สำรวมกายและวาจา.
ใน ๓ ประการนั้น การกำจัดกิเลสด้วยการสมาทานอันใด อันนั้นเป็นบุญ
สำเร็จด้วยภาวนา. ก็บุญนั้นแลเป็นเมตตาพรหมวิหาร ท่านประสงค์ในที่นี้.
ในอุปจารและอัปปนาทั้งสองอย่างนั้น บุญใดถึงอัปปนา ความเกิดขึ้นใน
ภูมิฌานสองตามที่กล่าวแล้วมีได้ด้วยบุญนั้น. พึงทราบว่า ความเป็นจักร-
พรรดิเป็นต้น ตามควรมีได้ด้วยวิบาก ๓ อย่างนี้.
ด้วยประการดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำพระองค์ให้เป็น
กายสักขี แล้วทรงประกาศความที่บุญมีผลมาก บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความ
นั้นโดยคาถาประพันธ์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ปุญฺญเมว ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุญฺญเมว โส สิกฺเขยย ความว่า
กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงศึกษา พึงดำรงมั่น พึงเสพธรรมเป็นกุศล ๓ อย่าง
อันได้ชื่อว่า บุญ เพราะให้เกิดผลน่าบูชา และเพราะชำระสันดานของตน.
บทว่า อายตคฺคํ ความว่า บุญ ชื่อว่า อายตคฺคํ เพราะมีผลไพบูลย์
มีผลยิ่งใหญ่ หรือสูงสุดต่อไป เพราะมีผลน่ารักน่าพอใจ หรือเพราะเลิศด้วย
ความเจริญ คือ ด้วยความยิ่งใหญ่และสูงสุดด้วยปัจจัย มีโยนิโสมนสิการเป็นต้น.
ต อักษร เป็นบทสนธิ. อีกอย่างหนึ่ง บุญ ชื่อ อายตคฺคํ เพราะเลิศ คือ

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 151 (เล่ม 45)

เป็นประธานทางความเจริญ อันเป็นผลน่าพอใจ. อธิบายว่า ต่อจากนั้นก็มีสุข
เป็นกำไร คือ มีสุขเป็นวิบาก.
ท่านถามว่า ก็บุญนั้นเป็นไฉน และกุลบุตรพึงศึกษาบุญได้อย่างไร.
ตอบว่า พึงบำเพ็ญทาน สมจริยา และเมตตาจิต.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมจริยํ ได้แก่ ศีลอันบริสุทธิ์มีการประพฤติ
ระเบียบทางกายเป็นต้น เพราะเว้นความประพฤติที่ไม่เป็นระเบียบทางกาย
เป็นต้น . บทว่า ภาวเย ได้แก่ พึงให้เกิด คือ ให้เจริญในสันดานของตน.
บทว่า เอเต ธมฺเม ได้แก่สุจริตธรรมมีทานเป็นต้นเหล่านี้. บทว่า สุขสมุทฺรเย
ได้แก่ มีสุขเป็นอานิสงส์. อาจารย์บางพวกแสดงว่า แม้อานิสงส์ผลก็เป็นสุข
แท้ของธรรมเหล่านั้น. บทว่า อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลกํ ได้แก่ โลกอัน
ไม่มีความเบียดเบียน คือ ไม่มีทุกข์ เพราะเว้นจากพยาบาท อันมีกามฉันทะ
เป็นต้น. แต่ไม่มีคำพูดถึงการไม่มีความเบียดเบียนต่อผู้อื่น. พรหมโลกของ
ฌานและบุญ ชื่อว่า เป็นสุข และชื่อว่าเป็นสุขโดยส่วนเดียว เพราะมากด้วย
ความสุข ด้วยอำนาจฌานและสมาบัติ. แต่บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมเข้าถึงโลก
อันเป็นสุข กล่าวคือความเป็นผู้มีสมบัติอื่นจากนั้นของบุญนอกนี้.
ด้วยประการดังนี้ ในสูตรนี้และในคาถาทั้งหลายท่านกล่าวถึงวัฏฏ-
สมบัติอย่างเดียว ฉะนั้นแล.
จบอรรถกถาปุญญสูตรที่ ๒

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 152 (เล่ม 45)

๓. อุโภอัตถสูตร
ว่าด้วยธรรมอย่างหนึ่งยึดประโยชน์ ๒ อย่าง
[๒๐๑] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มาก
แล้ว ย่อมยึดประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ๑ ประโยชน์
ในสัมปรายภพ ๑ ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน คือ ความไม่ประมาทในกุศล-
ธรรมทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งนี้แลอันภิกษุเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมยึดประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ๑
ประโยชน์ในสัมปรายภพ ๑.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความ
ไม่ประมาท ในบุญกิริยาทั้งหลาย บัณฑิต
ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยึดประโยชน์นี้ทั้งสอง
ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ๑ ประ-
โยชน์ในสัมปรายภพ ๑ นักปราชญ์
กาวว่าเป็นบัณฑิต เพราะการได้ประโยชน์
ทั้ง ๒ นั้น.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนั้นแล.
จบอุโภอัตถสูตรที่ ๓

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 153 (เล่ม 45)

อรรถกถาอุโภอัตถสูตร
ในอุโภอัตถสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภาวิโต ได้แก่ ทำให้เกิดขึ้น และให้เจริญขึ้น. บทว่า
พหุลีกโต ได้แก่ ทำบ่อย ๆ. บทว่า อตฺโถ ได้แก่ ประโยชน์เกื้อกูล.
จริงอยู่ ประโยชน์เกื้อกูลนั้นท่านกล่าว อตฺโถ เพราะความไม่มีข้าศัก เพราะ
ควรเข้าไปถึง. บทว่า สมธิคฺคยฺห ติฏฐติ ได้แก่ ยึดไว้โดยชอบ คือ
ไม่ละยังเป็นไปอยู่. บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกํ ได้แก่ อัตภาพที่เห็นประจักษ์
ท่านเรียกว่า ทิฏฐธรรม. ความเจริญในทิฏฐธรรม ชื่อว่า ทิฏฐธรรมิกะ.
อธิบายว่า ความเจริญอัน เนื่องอยู่ในโลกนี้. บทว่า สมฺปรายิกํ ได้แก่โลกอื่น
ชื่อสัมปรายะ เพราะควรไปในเบื้องหน้าด้วยอำนาจธรรม. ความเจริญใน
เบื้องหน้า ชื่อว่า สัมปรายิกะ. ท่านอธิบายว่า ความเจริญอันเนื่องในโลกหน้า.
ถามว่า ประโยชน์ปัจจุบันนั้นคืออะไร หรือประโยชน์ภพหน้าคืออะไร
ตอบว่า กล่าวเพียงโดยย่อ อันใดเป็นความสุขในโลกนี้ และอันใดนำความสุข
มาให้ในโลกนี้ เดี๋ยวนี้ นี้แหละคือประโยชน์ปัจจุบัน. เช่นสุขของคฤหัสถ์
ก่อนมีอาทิอย่างนี้ คือ ของใช้ที่ดี การงานไม่วุ่นวายสับสน รู้วิธีรักษาสุขภาพ
ทำของใช้สะอาด จัดการงานดี ช่างฝ่ายมือและแสวงหาความรู้ สงเคราะห์บริวาร.
ส่วนความสุขของบรรพชิต มีอาทิอย่างนี้ คือ เครื่องใช้ประจำตัว เครื่องใช้
ได้แก่จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช เหล่าใด การได้เครื่องใช้เหล่านั้น
โดยไม่ยาก อนึ่ง การเสพด้วยการพิจารณา การเว้นด้วยการพิจารณาในของใช้
เหล่านั้น การทำวัตถุให้สะอาด ความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัด
ความไม่คลุกคลี. พึงทราบว่า การอยู่ในประเทศอันสมควร การคบสัตบุรุษ

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 154 (เล่ม 45)

การฟังพระสัทธรรม การทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นต้น เป็นธรรมทั่วไปแก่
คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสอง และเป็นความสมควรทั้งสองฝ่าย.
ความไม่ประมาทในบทว่า อปฺปมาโท นี้ พึงทราบโดยตรงกันข้าม
กับความประมาท. ถามว่า ก็ชื่อว่าความประมาทนี้ คืออะไร. ตอบว่า คือ
อาการเลินเล่อ. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ในความประมาทและ
ความไม่ประมาทนั้น ความประมาทเป็นไฉน การปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕
ด้วยกายทุจริตก็ดี วจีทุจริตก็ดี มโนทุจริตก็ดี การเพิ่มพูนจิตให้เพลินไปใน
อารมณ์ การไม่ทำความเคารพในการบำเพ็ญกุศลธรรม การทำความเพียรไม่
ติดต่อ การทำอันไม่ยั่งยืน ความประพฤติย่อหย่อน การหมดฉันทะ การ
ทอดธุระ การไม่คบหา การไม่อบรม การไม่ทำให้มาก ความประมาท
ความเลินเล่อ ความเผอเรอเห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า ปมาโท (ความประมาท).
เพราะฉะนั้น พึงทราบความไม่ประมาท โดยตรงกันข้ามกับความประมาท
ดังที่กล่าวแล้ว. แท้จริง ความไม่ประมาทนั้นโดยอรรถ ได้แก่การไม่อยู่
ปราศจากสติ. คำว่าไม่ประมาทนี้เป็นชื่อของสติ ที่เข้าไปตั้งไว้เป็นนิจนั่นเอง.
แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ขันธ์ไม่มีรูป ๔ ที่เป็นไป โดยประกอบด้วย
สติสัมปชัญญะ ชื่อว่า ความไม่ประมาท.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภาวิโต พหุลีกโต อันภิกษุเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ดังนี้ ถามว่า ความไม่ประมาทนี้พึงให้เจริญอย่างไร. ตอบว่า
การเจริญอย่างเดียวกัน แต่แยกกัน หาชื่อว่า เจริญความไม่ประมาทไม่. การ
ทำบุญ ทำกุศลทั้งหมดอย่างใดอย่างหนึ่ง พึงทราบว่าเป็นการเจริญความไม่
ประมาททั้งนั้น. แต่โดยต่างกันอันได้แก่การเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งหมด
หมายถึงอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ (นิพพาน) การถึงสรณะ และการสำรวมทางกาย

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 155 (เล่ม 45)

และทางใจ เพราะเหตุนั้น การเจริญกุศล การเจริญธรรมอันไม่มีโทษพึงทราบ
ว่าเป็นการเจริญความไม่ประมาท.
จริงอยู่ บทว่า อปฺปมาโท นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงถึง
ประโยชน์ใหญ่ คือ ทรงยึดถือประโยชน์มากดำรงอยู่. ไม่ควรกล่าวว่า
พระธรรมกถึกนำเอาพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎกแม้ทั้งสิ้น มากล่าวทำอรรถ
แห่งบท คือ อัปปมาท ออกนอกทางไป. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า
เพราะความไม่ประมาทเป็นธรรมข้อใหญ่. เป็น ความจริงดังนั้น พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า เมื่อใกล้จะปรินิพพานทรงบรรทม ณ ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ ใกล้
เมืองกุสินารา ทรงรวบรวมธรรมที่พระองค์ทรงแสดงมาในเวลา ๔๕ พรรษา
ตั้งแต่การตรัสรู้ลงด้วยบทเดียว จึงได้ประทานพระโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด.
และทรงกล่าวขยายความต่อไปว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้ง
หลายบนแผ่นดินเหล่าใดเหล่าหนึ่ง รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมรวมลงใน
รอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างท่านกล่าวว่า เลิศกว่ารอยเท้าสัตว์ทั้งหมด เพราะ
เป็นรอยเท้าใหญ่ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นกุศลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ทั้งหมดนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่
ประมาท เรากล่าวว่าเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น ด้วยประการฉะนี้
อธิบายความในคาถาทั้งหลายต่อไปนี้. บทว่า อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ
ความว่า บัณฑิตทั้งหลายผู้มีปัญญา มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมสรรเสริญ
คือ ย่อมพรรณนา ย่อมยกย่องความไม่ประมาทในการทำบุญมีทานเป็นต้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะบัณฑิตผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อม
ถือประโยชน์ทั้งสองไว้ได้. ถามว่า ก็ประโยชน์ทั้งสองเหล่านั้น คืออะไร.
ตอบว่า คือประโยชน์ในปัจจุบัน ๑ ประโยชน์ในอนาคต ๑. พึงทราบ

155