ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 86 (เล่ม 45)

เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบโกธสูตรที่ ๔
อรรถกถาโกธสูตร
ในโกธสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โกธํ คือ โทสะ เพราะโทสะนั้นแล ท่านกล่าวอย่างนี้รู้ด้วย
อัธยาศัยของบุคคลผู้รู้โดยปริยายของโกธะ ฉะนั้น พึงทราบความในสูตรนี้
โดยนัยที่กล่าวแล้วในสูตรที่ ๒ นั่นแล. อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความโกรธมี
ความขัดเคืองเป็นลักษณะ มีทำความอาฆาตเป็นรส มีความวิบัติแห่งจิตเป็น
อาการปรากฏ ความเน่าของจิต. พึงทราบความต่างกันแม้นี้.
จบอรรถกถาโกธสูตรที่ ๔
๕. มักขสูตร
ว่าด้วยละมักขะได้เป็นพระอนาคามี
[๑๘๓] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่งได้ เราเป็นผู้
รับรองเธอทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 87 (เล่ม 45)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่ง คือ มักขะได้ เราเป็นผู้
รับรองเธอทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ชนผู้เห็นแจ้งทั้งหลาย รู้ชัดด้วยดีซึ่ง
มักขะอันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้ลบหลู่ไปสู่ทุคติ
แล้วละได้ ครั้นละได้แล้ว ย่อมไม่มาสู่
โลกนี้อีกในกาลไหน ๆ.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบมักขสูตรที่ ๕
อรรถกถามักขสูตร
ในมักขสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มกฺขํ ได้แก่ ลบหลู่คุณท่าน. จริงอยู่ ผิว่าคนลบหลู่นั้นเหมือน
จับคูถแล้วประหารผู้อื่น กายของตนย่อมเปื้อนก่อนทีเดียว แม้ดังนั้น ท่านก็กล่าว
ว่า เป็นผู้มักลบหลู่คุณผู้อื่น เพราะการทำเช่นนั้น โดยประสงค์จะลบหลู่คุณของ
ผู้อื่น. เป็นความจริง คนลบหลู่นั้นย่อมลบหลู่ คือ ล้างคุณของผู้อื่นให้พินาศไป
ดุจผ้าเช็ดน้ำ เช็ดน้ำที่ติดตัวของผู้อาบน้ำ ฉะนั้น จริงอยู่ ท่านกล่าวว่า
มกฺโข (ผู้ลบหลู่คุณท่าน) เพราะทำลายกำจัดสักการะอัน ใหญ่ ซึ่งเป็นที่ปรากฏ
แก่คนเหล่าอื่น. พึงเห็นว่าคนลบหลู่นั้น มีการลบล้างคุณผู้อื่นเป็นลักษณะ

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 88 (เล่ม 45)

มีการทำให้คนทั้งหลายพินาศเป็นกิจรส มีการปกปิดคุณของเขาเป็นอาการ
ปรากฏ. แต่โดยใจความ พึงเห็นว่า คนลบหลู่เป็นผู้มีจิตตุบาทสหรคต ด้วย
โทมนัสอันเป็นไป โดยอาการลบล้างคุณของผู้อื่น. บทว่า ปชหถ อธิบายว่า
เธอทั้งหลายจงพิจารณาโทษมีประเภทดังกล่าวแล้วในมักขะนั้น และโทษมีนัย
ดังกล่าวแล้วในโทสะ และอานิสงส์ในการละโทษตามที่กล่าวนั้น แล้วละ
ด้วยตทังคะเป็นต้นในส่วนเบื้องต้น ขวนขวายให้เกิดวิปัสสนา แล้วละไม่ให้มี
ส่วนเหลือด้วยตติยมรรค.
บทว่า มกฺขิตาเส ได้แก่ เป็นผู้ลบล้างคุณของผู้อื่น คือ ป้ายร้าย
ความดีของผู้อื่น. อธิบายว่า เป็นผู้ขจัดคุณแม้ของตน จากการที่ลบล้างคุณ
ของผู้อื่นนั้นด้วย. บทที่เหลือมีนัยดังได้กล่าวแล้วนี้แล.
จบอรรถกถามัขสูตรที่ ๕
๖. มานสูตร
ว่าด้วยละมานะได้เป็นอนาคามี
[๑๘๘] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับ
มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่งได้ เราเป็นผู้
รับรองเธอทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่ง คือ มานะได้ เราเป็นผู้รับรอง
เธอทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 89 (เล่ม 45)

ชนผู้เห็นแจ้งทั้งหลาย รู้ชัดด้วยดีซึ่ง
มานะอันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้ถือตัวไปสู่ทุคติ
แล้วละได้ ครั้นละได้แล้ว ย่อมไม่มาสู่
โลกนี้ในกาลไหน ๆ.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล.
จบมานสูตรที่ ๖
อรรถกถามานสูตร
ในมานสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มานํ ได้แก่ มีใจหยิ่งอาศัยชาติเป็นต้น. ด้วยว่าคนมีใจพอง
นั้น ท่านกล่าวว่า มาโน (ผู้มีความถือตัว) เพราะอรรถว่า เป็นเหตุทำให้
สำคัญโดยนัยเป็นต้นว่า เสยฺโยหมสฺมิ เราเป็นผู้ประเสริฐ หรือสำคัญตนเอง
หรือเป็นผู้ยกย่องการนับถือ. มานะนี้นั้นมี ๓ อย่าง คือ มานะว่า เราเป็นผู้
ประเสริฐกว่า ๑ มานะว่า เราเป็นผู้เสมอเขา ๑ มานะว่า เราเป็นเลว ๑. พึง
เห็นมานะมีการหยิ่งเป็นลักษณะอีก ๙ อย่าง คือ มานะว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ
กว่าผู้ประเสริฐ ๑ เสมอกับผู้ประเสริฐ ๑ เลวกว่าผู้ประเสริฐ ๑ ประเสริฐ
กว่าผู้เสมอ ๑ เสมอกับผู้เสมอ ๑ เลวกว่าผู้เสมอ ๑ ประเสริฐกว่าผู้เลว ๑
เสมอกับผู้เลว ๑ เลวกว่าผู้เลว ๑ มีการถือตัวเป็นกิจรส หรือมีการยกย่อง
เป็นกิจรส มีความเป็นคนพองเป็นอาการปรากฏ หรือมีความยิ่งใหญ่เป็น
อาการปรากฏ เป็นดุจคนบ้า มีความโลภปราศจากทิฏฐิเป็นปทัฏฐาน.

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 90 (เล่ม 45)

บทว่า ปชหถ มีอธิบายว่า เธอทั้งหลายจงพิจารณาโทษมีประเภท
เป็นต้นอย่างนี้ว่า มานะทั้งหมดนั้นมีการยกตนและข่มผู้อื่นเป็นนิมิต เป็นเหตุ
ไม่ทำการกราบไหว้การต้อนรับ อัญชลีกรรมและสามีจิกรรมเป็นต้นในท่านผู้
อยู่ในฐานะที่ควรเคารพ เป็นเหตุให้ถึงความประมาทโดยความเมาในชาติและ
เมาในคนเป็นต้น และอานิสงส์ของความไม่มีมานะอันตรงกันข้ามกับโทษนั้น
แล้วเริ่มตั้งจิตอ่อนน้อมในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ดุจคนจัณฑาลเข้าไปสู่
ราชสภาแล้วละมานะนั้นด้วยตทังคปหานในส่วนเบื้องต้น เจริญวิปัสสนา ละด้วย
อนาคามิมรรค. ในสูตรนี้ท่านประสงค์มานะอันอนาคามิมรรคพึงฆ่าเท่านั้น.
บทว่า มตฺตาเส ได้แก่เป็นผู้มัวเมาด้วยมานะมีมัวเมาในชาติและมัว
เมาในคนเป็นต้น อันเป็นเหตุให้ถึงความประมาทเป็นต้น ยกย่องตนแล้ว
มัวเมา. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
แต่ใน ๖ สูตร หรือในคาถาทั้งหลายตามลำดับเหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ยังภิกษุทั้งหลายให้ถึงอนาคามิผลแล้วจึงจบเทศนา.
ในท่านผู้บรรลุอนาคามิผลนั้นได้เป็นพระอนาคามี ๕ ด้วยอำนาจภพที่
เกิด คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา. บรรดาพระอนาคามี ๕
เหล่านั้น ท่านที่เกิดในชั้นอวิหา ชื่อว่า อวิหา. ท่านเหล่านั้นมี ๕ คือ
อนฺตราปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง) ๑
อุปหจฺจปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานต่อเมื่ออายุพันกึ่งแล้วจวนถึงที่สุด) ๑
อสํขารปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง) ๑
สสํขารปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานด้วยต้อใช้ความเพียรเรี่ยวแรง) ๑
อุทฺธํโสโตอกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑. ท่าน
ที่ชื่ออัตปปา สุทัสสา สุทัสสี ก็เหมือนอย่างนั้น แก่ท่านผู้เป็นอุทธังโสโต
อกนิฏฐคามี ย่อมสิ้นสุดในชั้นอกนิฏฐา.

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 91 (เล่ม 45)

บรรดาพระอนาคามี ๕ เหล่านั้น ท่านผู้เกิดในชั้นวิหาเป็นต้นแล้ว
ปรินิพพานด้วยการดับกิเลสเพื่อบรรลุพระอรหัต ไม่เกินกึ่งอายุ ชื่อว่า อนุ-
ตราปรินิพฺพายี. ท่านผู้ปรินิพพานพ้นกึ่งอายุ คือ ๕๐๐ กัป เป็นเกณฑ์
เริ่มต้นในชั้นอวิหาเป็นต้น ชื่อว่า อุปหจฺจปรินิพพายี. ท่านผู้ปรินิพพาน
ด้วยการดับกิเลสโดยลำบากน้อยไม่ต้องทำความเพียรนัก ชื่อว่า อสํขารปริ-
นิพฺพายี. ท่านผู้ปรินิพพาน ด้วยความยากลำบากต้องทำความ. เพียรแรงกล้า
ชื่อว่า สํขารปรินิพฺพายี. ส่วนท่านที่ชื่อว่า อุทฺธํโสโต เพราะมีกระแส
คือตัณหา และกระแสคือมรรคในเบื้องบนโดยถือเบื้องบนในชั้นวิหาเป็นต้น.
ชื่อว่า อกนิฏฺฐคามี เพราะไม่อาจเกิดในชั้นอวิหาเป็นต้น แล้วบรรลุพระ-
อรหัตได้ จึงดำรงอยู่ในชั้นนั้นชั่วอายุแล้ว จึงไปสู่ชั้นอกนิฏฐาด้วยการถือเอา
ปฏิสนธิ.
ก็ในสูตรนี้พึงทราบอกนิฏฐคามี ๔ หมวดคือ อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐ-
คามี ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑ อุทฺธํโสโจ นอกนิฏฺฐ-
คามี (ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไม่ไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑ นอุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐ-
คามี (ท่านผู้ไม่มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑ น อุทฺธํโสโต น อก-
นิฏฺฐคามี (ผู้ไม่มีทั้งกระแสเบื้องบน ทั้งไม่ไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑. ถามว่า
อย่างไร. ตอบว่า ผู้ที่ชำระเทวโลก ๔ ตั้งแต่ชั้นอวิหาแล้วไปสู่ชั้นอกนิฏฐาจึง
ปรินิพพาน ชื่อ อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี. ท่านผู้ชำระเทวโลก ๓ แล้ว
ดำรงอยู่ในเทวโลกชั้นสุทัสสี จึงปรินิพพาน ชื่อว่า อุทธํโสโต นอกนิฏฺฐ-
คามี ท่านผู้ไปสู่อกนิฏฐภพต่อจากนี้นั่นแลชื่อว่า นอุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี.
ส่วนผู้ที่ดำรงอยู่ในเทวโลก ๔ ชั้นต่ำ แล้วปรินิพพานที่ชั้นนั้น ๆ ชื่อว่า น
อุทฺธํโสโต นอกนิฏฺฐคามี.
บรรดาพระอนาคามีเหล่านั้น พระอนาคามี ๓ จำพวกคือท่านผู้เกิด

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 92 (เล่ม 45)

ในชั้นอวิหา แล้วปรินิพพานต่ำกว่า ๑๐๐ กัป ๑ ท่านผู้ปรินิพพานในที่สุด ๒๐๐
กัป ๑ ท่านผู้ปรินิพพาพในเมื่อยังไม่ถึง ๕๐๐ กัป ๑ ชื่อว่าอันตราปรินิพพายี.
สมดังที่ท่านกล่าวว่า อุปฺปนฺนํ วา สมนนฺตรา อปฺปตฺตํ วา เวมชฺฌํ
เกิดขึ้นแล้วในระหว่างหรือว่ายังไม่บรรลุในท่ามกลาง ดังนี้. จริงอยู่ท่าน
สงเคราะห์แม้มรรคที่บรรลุแล้วด้วย วา ศัพท์.
พระอนาคามีผู้เป็นอันตรายปรินิพพายี ๓ จำพวกอย่างนี้เป็นอุปหัจจปริ-
นิพพายี พวก ๑ เป็นอุทธังโสโต พวก ๑. ในท่านเหล่านั้น ท่านที่เป็นอสังขาร
ปรินิพพายี ๕ เป็นสสังขารปรินิพพายี ๕ รวมเป็น ๑๐. อนึ่ง สุทธาวาส ๔ คือ
ในชั้นอตัปปา สุทัสสา สุทัสสี มีอย่างละ ๑๐ หมวดรวมเป็น ๔๐. เพราะไม่มี
กระแสในเบื้องบนในชั้นอกนิฏฐา จึงเป็นอันตราปรินิพพายี ๓ เป็นอุปหัจจปริ-
นิพพายี ๑ เป็นอสังขารปรินิพพายี เป็นสสังขารปรินิพพายี ๔ รวมเป็น ๘
จึงเป็นพระอนาคามี ๔๘ เหล่านี้ด้วยประการฉะนี้. พึงเห็นว่าในพระสูตรนี้ท่าน
ถือเอาพระอนาคามีทั้งหมดเหล่านั้น ด้วยคำอันไม่ต่างกัน.
จบอรรถ กถามานสูตรที่ ๖
๗. สัพพสูตร
ว่าด้วยละสรรพธรรมทั้งปวงล่วงทุกข์ได้
[๑๘๕] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พระสูตรนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสเเล้ว เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าได้สดับมา
แล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งทั้งปวง ไม่กำหนด
รู้ธรรมที่ควรกำหนดนั้น ยังละกิแลสวัฏไม่ได้ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 93 (เล่ม 45)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งทั้งปวง กำหนดรู้ธรรมที่ควร
กำหนดรู้ทั้งปวง ยังจิตให้คลายกำหนัด ในธรรมที่ควรรู้ยิ่งและธรรมที่ควร
กำหนดรู้นั้น ละกิเลสวัฏได้ เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
ผู้ใดรู้ธรรมเป็นรูปในภูมิ ๓ ทั้งปวง
โดยส่วนทั้งปวง ย่อมไม่กำหนัดในสักกาย-
ธรรมทั้งปวง ผู้นั้นกำหนัดรู้ธรรมเป็นไป
ในภูมิ ๓ ทั้งปวงแล้ว ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้
โดยแท้.
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
ได้สดับมาแล้ว ฉะนั้นแล.
จบสัพพสูตรที่ ๗
อรรถกถาสัพพสูตร
ในสัพพสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สพฺพํ คือไม่มีเหลือ. สัพพศัพท์นี้บอกถึงสิ่งที่ไม่เหลือ.
สัพพศัพท์นั้นแสดงถึงความไม่มีเหลือของความทั้งหมด เช่นรูปทั้งหมด เวทนา
ทั้งหมดในธรรมอันเนื่องด้วยสักกายะทั้งหมด. อนึ่ง สัพพศัพท์นี้มี ๒ อย่าง
คือสัปปเทสวิสัย (มีบางส่วน) นิปปเทสวิสัย (สิ้นเชิง). จริงดังนั้น สัพพ-
ศัพท์นี้มีข้อที่เห็นได้ในวิสัย ๔ คือ สัพพสัพพวิสัย (ทั้งหมดสิ้นเชิง) ปเทส-

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 94 (เล่ม 45)

สัพพวิสัย (ทั้งหมดเป็นบางส่วน) อายตนสัพพวิสัย (ทั้งหมดเฉพาะอายตนะ)
สักกายสัพพวิสัย (ทั้งหมดเฉพาะสักกายะ). ในวิสัยเหล่านั้น วิสัยอันมาแล้วใน
สัพพสัพพวิสัย ดังในบทมีอาทิว่า ธรรมทั้งปวงมาสู่พระญาณของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะโดยสิ้นเชิง. มาในสัพพปเทสวิสัย ดังในพุทธพจน์
มีอาทิวา ดูก่อนสารีบุตร เราได้กล่าวแล้วเป็นบางส่วนแก่พวกเธอ มาในอายตน-
สัพพวิสัย ดังในพุทธพจน์มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงจักษุ รูป
ฯลฯ ใจและธรรมทั้งหมดแก่พวกเธอ. มาในสักกายสัพพวิสัยดังในพุทธพจน์
มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมบางส่วนอันเป็นมูลแห่งธรรม
ทั้งปวง. สัพพศัพท์อันมาในสัพพสัพพวิสัยนั้นชื่อนิปปเทสวิสัย. มาใน ๓ วิสัย
นอกนั้น ชื่อสัปปเทสวิสัย. แต่ในที่นี้พึงทราบว่า มาในสักกายสัพพวิสัย. ก็
บทว่า สพฺพํ ในที่นี้ท่านถือเอาธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ อันเป็นอารมณ์แห่ง
วิปัสสนาโดยไม่มีส่วนเหลือ.
บทว่า อนภิชานํ ความว่า ภิกษุไม่รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ทั้งปวง โดย
ความเป็นจริงไม่วิปริต คือไม่รู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่งมีอาทิว่าธรรมเหล่านี้เป็น
กุศล เหล่านี้เป็นอกุศล เหล่านี้มีโทษ เหล่านี้ไม่มีโทษ และมีอาทิว่า เหล่า
นี้เป็นธาตุ ๑๘ นี้เป็นทุกขอริยสัจ นี้เป็นทุกขสมุทยอริยสัจ.
บทว่า อปริชานํ ได้แก่ไม่กำหนดรู้. จริงอยู่ ผู้ใดกำหนดรู้ธรรม
เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด ผู้นั้นย่อมรู้ด้วยปริญญา ๓ คือด้วยญาตปริญญา
(กำหนดรู้ด้วยการรู้) ๑ ด้วยตีรณปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา) ๑
ด้วยปหานปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการละเสีย) ๑.
ในปริญญา ๓ นั้น ญาตปริญญาเป็นไฉน. ภิกษุกำหนดรู้นามรูปเป็น
ไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด คือรูปมีประเภทเป็นต้นว่า ภูตรูปและปสาทรูปและนาม
มีประเภทเป็นต้นว่า ผัสสะ ว่านี้ รูป รูปมีเท่านี้ ยิ่งไปจากนี้ไม่มี นี้นาม นามมี

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 95 (เล่ม 45)

เท่านี้ ยิ่งไปจากนี้ไม่มี. โดยความเป็นลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐาน และ
กำหนดปัจจัยของนามรูปนั้นมีกรรมและอวิชชาเป็นต้น นี้ชื่อว่าญาตปริญญา.
ตีรณปริญญาเป็นไฉน ภิกษุพิจารณาปัจจัยทั้งหมดนั้นทำให้รู้โดยอาการ ๔๒
คือ โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นโรคเป็นต้น นี้ชื่อว่า
ตีรณปริญญา. ปหานปริญญาเป็นไฉน ภิกษุครั้น พิจารณาอย่างนี้แล้วละ
ฉันทราคะในอาการทั้งหมดด้วยมรรคอันเลิศ นี้ชื่อว่าปหานปริญญา. แม้ทิฏฐิ-
วิสุทธิ (ความหมดจดแห่งทิฏฐิ) กังขาวิตรณวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณ
เป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย) ก็ชื่อว่าญาตปริญญา. มัคคามัคคญาณทัสสน-
วิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง) ปฏิปทา-
ญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเครื่องรู้ทางปฏิบัติ) หรือปัญญามี
การพิจารณาธรรมเป็นหมวดเป็นกอง (กลาป) เป็นเบื้องต้นมีอนุโลมเป็นที่สุด
ชื่อว่าตีรณปริญญา การละด้วยอริยมรรค ชื่อว่า ปหานปริญญา. ภิกษุใดกำหนด
รู้ธรรมทั้งหมด ภิกษุนั้น ชื่อว่ากำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ เหล่านี้. แต่ในที่นี้พึง
ทราบว่า กำหนดรู้ด้วยอำนาจแห่งญาตปริญญาและตีรณปริญญา เพราะการละ
วิราคะท่านถือเอาต่างกันด้วยการปฏิเสธ. ความไม่กำหนดรู้ท่านกล่าวหมายถึงผู้ที่
ไม่รู้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตํ อวิราชยํ ความว่า ภิกษุไม่ยังจิต-
สันดานของตนให้คลายกำหนัด คือไม่คลายกำหนดในธรรมที่ควรรู้ยิ่งนั้น คือ
ในธรรมที่ควรกำหนดรู้อย่างวิเศษ อธิบายว่า ไม่ยังวิราคานุปัสสนา (การ
เห็นเนือง ๆ ในวิราคะ) ให้เกิดขึ้น โดยที่ไม่มีราคะในธรรมที่ควรรู้ยิ่งนั้น.
บทว่า อปฺปชหํ ได้แก่ไม่ละกิเลสวัฏ อันควรจะละในธรรมที่ควรรู้ยิ่งนั้น
ด้วยมรรคปัญญาอันร่วมกับวิปัสสนาปัญญาโดยไม่มีส่วนเหลือ. พึงทราบแม้
ธรรมที่ควรรู้ยิ่งเป็นต้นด้วยมรรคเจือปนกัน เหมือนข้อนั้น. พึงทราบด้วย

95