ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 66 (เล่ม 45)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ภิกฺขเว ดังนี้. ถามว่า
ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม ย่อมตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ไม่ทรง
แสดงธรรมทีเดียว เพื่ออะไร. ตอบว่า เพื่อให้เกิดสติ. ด้วยว่าภิกษุทั้งหลาย
นั่งคิดอย่างอื่นบ้าง นั่งพิจารณาธรรมบ้าง นั่งมนสิการกรรมฐานบ้าง เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสเรียกก่อน ทรงแสดงธรรมไปเลย ภิกษุทั้งหลาย
ไม่อาจกำหนดได้ว่า เทศนานี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นปัจจัย. ต่อเมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกแล้ว ภิกษุทั้งหลายจึงสามารถตั้งสติกำหนดได้.
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อให้เกิดสติจึงตรัสเรียกว่า ภิกฺขเว ดังนี้.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประการข้อปฏิบัติที่ชนเสพที่หย่อน
และยิ่ง ด้วยความสำเร็จในการประกอบคุณ มีความเป็นผู้มีศีลเป็นต้น แก่
ภิกษุเหล่านั้น จึงทรงทำการปรามในความที่จิตน้อมไปในความฟุ้งซ่าน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงการทำภิกษุเหล่านั้นให้หันหน้าต่อพระองค์ ด้วยพระ-
ดำรัส อันแผ่ไปด้วยพระกรุณา น้ำพระทัยเยือกเย็น มีดวงพระเนตรเชื่อมฉ่ำ
เป็นเบื้องต้น ทรงให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดความใคร่ที่จะฟัง ด้วยพระดำรัสอัน
แสดงถึงความเป็นผู้ใคร่ เพื่อจะกล่าวนั้นเอง ทรงชักจูงให้ตั้งใจฟังด้วยดี
ด้วยมุ่งให้เกิดความรู้นั้นเอง. จริงอยู่ การถึงพร้อมด้วยคำสอนอาศัยการตั้งใจฟัง.
ถามว่า เมื่อเทวดาและมนุษย์แม้เหล่าอื่น อันเนื่องด้วยบริษัทมีอยู่. เพราะ
เหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายเล่า. ตอบว่า เพราะ
ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้นั่งใกล้ เป็นผู้ใกล้ชิด
ทุกเมื่อ จริงอยู่ พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมสาธารณ์แก่
บริษัททั้งปวง. ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นผู้เจริญที่สุดในบริษัท เพราะเป็นผู้
เกิดก่อน ชื่อว่าประเสริฐที่สุด เพราะปฏิบัติตามพระจริยาของพระศาสดา
เริ่มตั้งแต่การออกบวชเป็นต้น และเพราะรับคำสอนไว้ทั้งหมด ชื่อว่าเป็นผู้

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 67 (เล่ม 45)

ใกล้ เพราะเมื่อภิกษุทั้งหลายนั่งในที่นั้น เป็นผู้อยู่ใกล้. ชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ชิด
ทุกเมื่อ เพราะเป็นผู้อยู่ในสำนักของพระศาสดา. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้น
ชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ชิดทุกเมื่อ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอน อันเป็นที่ตั้งแห่ง
พระธรรมเทศนา และเพราะเป็นผู้มีความวิเศษ. เทศนานี้ หมายถึงภิกษุ
บางพวก เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้น.
ว่าด้วยการละ ๕ อย่าง
ชื่อว่าปหานะ ในบทนี้ว่า ปชหถ นี้ มี ๕ อย่าง คือ ตทังคปหาน ๑
วิกขัมภนปหาน ๑ สมุจเฉทปหาน ๑ ปฏิปัสสัทธิปหาน ๑ นิสสรณ-
ปหาน ๑ ในปหานะ ๕ อย่างนั้น การละความโลภเป็นต้น ด้วยความไม่โลภ
เป็นต้น การละสิ่งไม่มีประโยชน์นั้นๆ ด้วยวิปัสสนาญาณ มีการกำหนดนามรูป
เป็นต้น เพราะเป็นปฎิปักษ์กัน เหมือนการกำจัดความมืดด้วยแสงประทีป
ฉะนั้น เช่นการละมลทินมีโลภเป็นต้นด้วยการบริจาค การละทุศีลมีปาณาติบาต
เป็นต้นด้วยศีล การละความไม่มีศรัทธาเป็นต้น ด้วยศรัทธา การละสักกายทิฏฐิ
ด้วยกำหนดนามรูป การละทิฏฐิอันเป็นอเหตุกะและวิสมเหตุ ด้วยการกำหนด
ปัจจัย การละความสงสัยด้วยการข้ามพ้นความสงสัยส่วนอื่นๆ นั้นเสียได้ การ
ละความถือมั่นว่าเราของเรา ด้วยพิจารณาเห็นเป็นกลาปะ (กอง) การละความ
เห็นในสิ่งที่ไม่เป็นมรรคว่าเป็นมรรค ด้วยกำหนดมรรคและอมรรค การละ
อุจเฉททิฏฐิ ด้วยการเห็นความเกิด การละสัสสตทิฏฐิด้วยเห็นความเสื่อม การละ
ความสำคัญในสิ่งที่เป็นภัยว่าไม่เป็นภัย ด้วยการเห็นภัย การละความสำคัญใน
สิ่งที่ชอบใจ ด้วยการเห็นโทษ การละความสำคัญ ในสิ่งที่น่าอภิรมย์ ด้วยการ
พิจารณาถึงความเบื่อหน่าย การละความที่ไม่อยากหลุดพ้น ด้วยญาณ คือ ความ
อยากพ้น การละความไม่วางเฉย ด้วยอุเบกขาญาณ การละธรรมฐิติ ด้วย
อนุโลม การละความเป็นปฏิโลม ด้วยนิพพาน การละความเป็นสังขารนิมิต
ด้วยโคตรภู การละนี้ชื่อว่า ตทังคปหาน (การละชั่วคราว).

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 68 (เล่ม 45)

การละธรรมมีนิวรณ์เป็นต้น เหล่านั้น ๆ ด้วยอุปจาระและอัปปนาสมาธิ
เหมือนการกำจัด สาหร่ายที่หลังน้ำ ด้วยการทุ่มหม้อน้ำลงไป เพราะห้ามความ
เป็นไป การละนี้ชื่อว่า วิกขัมภนปหาน (การละด้วยการข่มไว้).
การตัดขาดกองกิเลส อันเป็นฝ่ายที่จะให้ตัณหาเกิด ซึ่งท่านกล่าวไว้
โดยนัยเป็นต้นว่า จตุนฺนํ อริยมคฺคานํ ภาวิตฺตา ตํตํมคฺควโต อตฺตโน
สนฺตาเน ทิฏฺฐิคตานํ ปหานาย เพื่อละทิฏฐิในสันดานของตนผู้มีมรรค
นั้น ๆ เพราะเจริญอริยมรรค ๔ ได้แล้ว การละนี้ชื่อว่า สมุจเฉทปหาน
(ละได้เด็ดขาด).
การละกิเลสทั้งหลาย อันเป็นความสงบในขณะแห่งผล การละนี้ชื่อว่า
ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยความสงบกิเลส). การดับที่ละเครื่องปรุงแต่ง
ทั้งหมดได้แล้ว เพราะสลัดเครื่องปรุงแต่งทั้งหมดได้ นี้ ชื่อว่า นิสสรณปหาน
(การละด้วยการสลัดออก). ในสูตรนี้พึงทราบว่า ได้แก่ สมฺจเฉทปหาน
เพราะท่านประสงค์เอาการละที่ทำให้เป็นพระอนาคามี ด้วยการละ ๕ อย่าง ด้วย
ประการฉะนี้. เพราะฉะนั้น บทว่า ปชหถ จึงมีความว่า เธอทั้งหลายจงสละ
จงตัดขาดดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอ้างถึงพระองค์ ด้วยคำว่า อหํ. บทว่า โว
มีวินิจฉัยดังนี้ โวศัพท์นี้ ปรากฏในปฐมาวิภัตติ ทุติยาวิภัตติ ตติยาวิภัตติ
ฉัฏฐีวิภัตติ ปทปูรณะ และจตุตถีวิภัตติ. โว ศัพท์มาในปฐมาวิภัตติ ในบท
เป็นต้นว่า กจฺจิ ปน โว อนุรุทฺธา สมคฺคา สมฺโมทมานา ดูก่อนอนุรุทธะ
และพวกเธอยังพร้อมเพรียง บันเทิงกันดีอยู่หรือ. มาในทุติยาวิภัตติ ในบท
เป็นต้นว่า คจฺฉถ ภิกฺขเว ปณาเมมิ โว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ
จงไป เราประณามพวกเธอ. มาในตติยาวิภัตติ ในบทเป็นต้นว่า น โว มม
สนฺติเก วตฺถพฺพํ อันพวกเธอไม่ควรอยู่ในสำนักของเรา. มาในฉัฏฐีวิภัตติ

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 69 (เล่ม 45)

ในบทเป็นต้นว่า สพฺเพสํ โว สารูปุตฺต สุภาสิตํ คำสุภาษิตของพวกเธอ
ทั้งหมด. มาในปทปูรณะ ในบทเป็นต้นว่า เย หิ โว อริยา ปริสุทฺธ-
กายกมฺมนฺตา พระอริยะเหล่าใดแลเป็นผู้มีการงานทางกายบริสุทธิ์. มาใน
จตุตถีวิภัตติ ในบทเป็นต้นว่า ปรมตฺถปริยายํ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปรมัตถปริยายแก่พวกเธอ. ในที่นี้พึงทราบว่า
โว ศัพท์มาในจตุตถีวิภัตติ.
บทว่า ปาฏิโภโค ได้แก่ ผู้รับรอง. จริงอยู่ ผู้นั้นอาศัยผู้รับรอง
ยืมทรัพย์ของผู้มีทรัพย์ ฝากไว้แก่ผู้รับรอง เมื่อถึงคราวจะใช้ก็นำทรัพย์จาก
ผู้รับรองนั้นมาใช้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปฏิโภโค (ผู้รับรอง). ผู้รับรอง
นั่นแล ชื่อว่า ปาฏิโภโค. บทว่า อนาคามิตาย ได้แก่ เพื่อความเป็น
พระอนาคามี. ชื่อว่าอนาคามี เพราะไม่มาสู่กามภพ ด้วยการถือปฏิสนธิ.
มรรคที่ ๓ พร้อมด้วยผล ชื่อว่าอนาคามี ท่านเรียกว่า อนาคามี เพราะบรรลุ
ธรรมนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงฉลาดในการฝึกเวไนยสัตว์ ทรงแสดงธรรม
อันยิ่งใหญ่ คือ ตติยมรรค อันอนุกูลแก่อัธยาศัยของเวไนสัตว์ ทรงกระทำให้
หนักแน่น ด้วยความบริบูรณ์ในธรรมอันหนึ่ง โดยอุบายฉับพลัน จึงสมเป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายอันตติยมรรค
พึงทำลาย มีปฏิฆสังโยชน์เป็นต้น แม้เป็นไปในภูมิอื่นก็ไม่พ้นการละกามฉันทะ
ไปได้.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้ง
พระองค์ไว้ในความเป็นผู้รับรองเล่า. ตอบว่า เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดความ
อุตสาหะในการบรรลุอนาคามิมรรค. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า
เมื่อเรากล่าวว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่งได้ เรา

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 70 (เล่ม 45)

เป็นผู้รับรองเธอทั้งหลาย เพื่อความเป็นพระอนาคามี ดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย
เหล่านี้ จะสามารถละธรรมอย่างหนึ่งนั้น แล้วบรรลุตติยภูมิได้แน่นอน ทั้ง
จะเกิดความอุตสาหะว่า พระธรรมสามีตรัสเป็นครั้งแรกว่า เราเป็นผู้รับรอง
ดังนี้ เพราะอย่างนั้น จักสำคัญถึงข้อที่ควรปฏิบัติ ดังนี้ ฉะนั้น. เพื่อให้
ภิกษุทั้งหลายเกิดความอุตสาหะ จึงทรงตั้งพระองค์ไว้ในความเป็นผู้รับรอง
ภิกษุเหล่านั้น เพื่อความเป็นพระอนาคามี.
ว่าด้วยปุจฉา ๕
บทว่า กตมํ ในบทว่า กตมํ เกธมฺมํ นี้ เป็นคำถาม. ก็ธรรมดา
คำถามมีอยู่ ๕ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ๑ ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ๑
วิมติเฉทนาปุจฉา ๑ อนุมติปุจฉา ๑ กเถตุกัมยตาปุจฉา ๑.
ในคำถามเหล่านั้น ตามปกติคนเรายังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่พิจารณา
ไม่ไตร่ตรอง. ไม่เข้าใจ ไม่แจ้ง ไม่ชัดถึงลักษณะ จึงถามปัญหา เพื่อรู้
เพื่อเห็น เพื่อพิจารณา เพื่อไตร่ตรอง เพื่อเข้าใจ เพื่อแจ้งชัดถึงลักษณะนั้น
นี้ชื่ออทิฎฐโชตนาปุจฉา (ถามเพื่อความสว่างในสิ่งที่ตนไม่เห็น). ตามปกติ
คนรู้แล้ว เห็นแล้ว พิจารณาแล้ว ไตร่ตรองแล้ว เข้าใจแล้ว แจ้งชัดแล้ว
ซึ่งลักษณะ เขาถามปัญหาเพื่อเทียบเคียงกับบัณฑิตเหล่าอื่น นี้ชื่อ ทิฏฐ-
สังสันทนาปุจฉา (ถามเพื่อเทียบเคียงกับสิ่งที่เห็นแล้ว. ตามปกติคนเป็นผู้ตก
อยู่ในความสงสัย ในความไม่รู้ ในความเคลือบแคลงว่า อย่างนี้หรือหนอ
ไม่ใช่หรือหนอ เป็นอะไรหนอ เป็นอย่างไรหนอ ดังนี้ เขาจึงถามปัญหา
เพื่อขจัดความสงสัย นี้ชื่อ วิมติเฉทนาปุจฺฉา (ถามเพื่อขจัดความสงสัย).
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามปัญหา เพื่อคล้อยตามความเห็น
ด้วยพระดำรัสมีอาทิว่า ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 71 (เล่ม 45)

นี้ชื่อว่า อนุมติปุจฺฉา (ถามเพื่อคล้อยตาม). พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม
ปัญหา เพราะมีพระประสงค์เพื่อจะตรัสบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า จตฺตาโรเม
ภิกฺขเว อาหารา ภูตานํ วา สตฺตานํ  ิติยา สมฺภเวสีนํ วา
อนุคฺคหาย กตเม จตฺตาโร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ เหล่านั้นย่อม
เป็นไปเพื่อดำรงชีวิตของเหล่าสัตว์ที่เกิดแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์เหล่าสัตว์
จำพวกสัมภเวสี (ผู้แสวงหาที่เกิด) อาหาร ๔ คืออะไรบ้าง นี้ชื่อกเถตุกัม-
ยตาปุจฉา (ถามเพื่อประสงค์จะบอก).
ในคำถามอย่างเหล่านั้น คำถาม ๓ ข้อข้างต้น มิได้มีแก่พระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย. ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่มี. ตอบว่า เพราะว่า ในทางทั้ง ๓
สังขตธรรมไรๆ หรืออสังขตธรรม (นิพพาน) พ้นจากทางไปแล้ว ที่จะไม่เห็น
ไม่พิจารณา ไม่ไตร่ตรอง ไม่เข้าใจ ไม่แจ้งชัด มิได้มีแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น คำถามเพื่อความสว่างในสิ่งที่ไม่เห็น จึงไม่มีแก่พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น. การเทียบเคียงกับสมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร
พรหมอื่น แห่งสังขตธรรมและอสังขตธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น
แทงตลอดแล้วด้วยพระญาณของตน ๆ มิได้มี ด้วยเหตุนั้น แม้คำถามเพื่อ
เทียบเคียงในสิ่งที่เห็นแล้ว จึงมิได้มีแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น. ก็เพราะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะทั้งหลาย ไม่มีความเคลือบแคลง. ข้ามพ้น
วิจิกิจฉา ปราศจากความสงสัยในธรรมทั้งปวง ฉะนั้น แม้คำถามเพื่อขจัดความ
สงสัย จึงมิได้มีแก่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น. ส่วนคำถามอีก ๒ ข้อนั้นมีอยู่. ใน
คำถาม ๒ ข้อนั้น พึงทราบว่า คำถามนี้หมายถึง กเถตุกัมยตาปุจฉา.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความที่พระองค์ตรัสถาม
ด้วยคำถามนั้นโดยสรุป จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า โลภํ ภิกฺขเว เอกธมฺมํ
ดังนี้ .

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 72 (เล่ม 45)

ในบทว่า โลภํ นั้นจึงทรงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่า โลภ
ด้วยอรรถว่า เป็นเครื่องอยากได้ หรืออยากได้เอง หรือเพียงอยากได้เท่านั้น.
ความโลภนั้นพึงเห็นว่า มีลักษณะยึดอารมณ์ ดุจลิงติดตัง มีการเกาะเกี่ยว
อารมณ์เป็นกิจดุจชิ้นเนื้อเขาใส่ลงในกะทะร้อน มีการไม่บริจาคเป็นผลดุจ
สีแห่งน้ำมันแสะยาหยอดตา มีทัศนะในการยินดี ในธรรมอันเป็นเครื่องผูกมัด
เป็นที่ยึดถือเป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น เจริญผุดขึ้นเสมอโดยเป็นแม่น้ำ คือตัณหา
พัดพาสัตว์ไปสู่อบาย ดุจแม่น้ำมีกระแสเชี่ยว พัดพาสัตว์ไปสู่มหาสมุทรฉะนั้น.
โลภศัพท์นี้เป็นคำสามัญที่ว่าด้วยความโลภทั้งปวงก็จริง แต่ในที่นี้พึงทราบว่า
เป็นคำที่ว่าด้วยความกำหนัดในกาม เพราะความโลภนั้นถูกอนาคามิมรรคฆ่า.
บทว่า ปฺน ภิกฺขเว นี้เป็นคำร้องเรียกเพื่อให้ภิกษุผู้หันหน้ารับธรรม
เกิดความเอาใจใส่ในธรรมนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงวางหลักการบรรลุปหานด้วยบทว่า ปชหถ นี้.
อนึ่ง การบรรลุปหานนั้นย่อมเป็นไปกับด้วยการบรรลุ ปริญญา สัจฉิกิริยาและ
ภาวนาด้วย ไม่แยกกันเลย. เป็นอันว่าท่านจัดกิจแห่งสัมมาทิฏฐิ ๔ อย่างลง
ในอริยสัจ ๔ นั่นเอง. อนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอละโลภะ
ดังนี้ เป็นอันตรัสถึงการละแม้โทสะเป็นต้นด้วย เพราะมีความเป็นอันเดียว
กับปหาน โดยเนื้อความฉันใด เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงการบรรลุปหาน
อันเป็นกิจแห่งสัมมาทิฏฐิ อันเป็นลักษณะแห่งสมุทยสัจ ก็ฉันนั้น เป็นอัน
พระองค์ตรัสถึงลักษณะและกิจของสมุทยสัจ แม้แห่งองค์มรรคที่เหลือ มีสัมมา-
สังกัปปะเป็นต้น อันเป็นเหตุทำร่วมกันแห่ง สัมมาทิฏฐิ นั้นนั่นเอง เพราะ
เหตุนั้น. พึงเห็นว่า ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงความขวนขวายในอริย-
มรรคที่ครบถ้วนแล้ว. ความที่ท่านกล่าวถึงความขวนขวายโพธิปักขิยธรรมมี
สติปัฏฐานเป็นต้นไว้ในที่นี้ย่อมมีโดยนัยนี้. พึงให้พิสดารตามสมควร.

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 73 (เล่ม 45)

อีกอย่างหนึ่งในสูตรนี้ ท่านกล่าวถึงปหานปริญญา(การกำหนดรู้ด้วย-
การละ) ด้วยบทว่า ปชหถนี้. เป็นอันท่านตรัสรู้ ปริญญา แม้ทั้ง ๓ โดย
ความเป็นอธิษฐาน คือ ปหานปริญญานั้น มีตีรณปริญญาเป็นอธิษฐาน และ
ตีรณปริญญา มีญาตปริญญาเป็นอธิษฐาน. ในที่นี้พึงเห็นอย่างนี้ว่า ท่าน
ประกาศกระทำจตุสัจจกรรมฐาน ให้บริบูรณ์พร้อมด้วยผล อีกอย่างหนึ่ง
ท่านแสดง ญานทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญานทัสสนะ)พร้อมด้วยผล.
ก็ญาณทัสสนวิสุทธินั้น มีปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณ-
เป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ) เป็นที่อาศัย ฯลฯ จิตตวิสุทธิ (ความหมดจดแห่ง
จิต) มีสีลวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งศีล) เป็นที่อาศัย เพราะเหตุนั้น พึงทราบ
ว่า ท่านแสดงวิสุทธิ ๗ แม้ทั้งหมดพร้อมด้วยผล โดยความที่มีลำดับต่าง ๆ
กัน. อันผู้ประสงค์จะละความโลภ ด้วยการบำเพ็ญปริญญา ๓ เพื่อความ
บริสุทธิ์นี้ พึงพิจารณาถึงโทษของความโลภ แล้วปฏิบัติเพื่อละความโลภนั้น
โดยนัยต่าง ๆ ตามแบบบทพระสูตรมีอาทิอย่างนี้ว่า
ความโลภให้เกิดความพินาศ ความ
โลภยังจิตให้กำเริบ ภัยเกิดแต่ภายใน ชน
ย่อมไม่รู้ถึงภัยนั้น คนโลภ ย่อมไม่รู้จัก
อรรถ คนโลภ ย่อมไม่เห็นธรรม
ความโลภ ย่อมครอบงำคน ผู้บอดมืด
ตลอดกาล.
คนที่ถูกราคะย้อมครอบงำ มีจิตยึดถือแล้ว ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง ลัก-
ทรัพย์บ้าง ตัดช่องย่องเบาบ้าง ปล้นสะดมบ้าง ทำคนอยู่เรือนหลังเดียวบ้าง
ตกอยู่ในอันตรายบ้าง ล่วงเกินภรรยาคนอื่นบ้าง พูดปดบ้าง ตัณหานั้นเมื่อ

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 74 (เล่ม 45)

สมณพราหมณ์ผู้เจริญ ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ ตกอยู่ในตัณหา ก็ทำให้
สะดุ้งหวั่นไว้ได้เหมือนกัน
บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไป
ตลอดเวลายาวนาน ไม่ล่วงพ้นสงสารอัน
มีความเป็นอย่างนี้ และมีความเป็นอย่าง
อื่นไปได้ ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี โทษ
เสมอด้วยโทสะไม่มี
เราถูกกามราคะเผา จิตของเราถูก
เผาด้วย ผู้ที่ถูกราคะย้อมย่อมตกไปสู่กระ
แสตัณหา เหมือนแมงมุมตกไปสู่ตาข่ายที่
คนทำเองฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลาย ๖ ประการย่อมเป็นไปเพื่อละ
กามราคะได้ คือ การถือเอาอสุภนิมิต ๑ การบำเพ็ญอสุภภาวนา ๑
การคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ การรู้จักประมาณในการ
บริโภค ๑ การคบมิตรดี ๑ การสนทนาเป็นที่สบาย ๑. จริงอยู่แม้เมื่อ
ถือเอาอสุภนิมิต ๑๐ อย่าง ก็ละกามราคะได้ แม้เมื่อขวนขวายบำเพ็ญ
อสุภภาวนาในอสุภะ ที่มีวิญญาณด้วยการเจริญกายคตาสติ ในอสุภะที่ไร้
วิญญาณด้วยพิจารณาศพที่ขึ้นนพองเป็นต้น ก็ละกามราคะได้ แม้ปิดทวารด้วย
ประตู คือ สติ โดยสำรวมในอินทรีย์มีใจเป็นที่ ๖ ก็ละกามราคะได้ แม้เมื่อ
มีโอกาสกลืนคำข้าว ๔-๕ คำจึงดื่มน้ำ แล้วรู้ประมาณในโภชนะเพียงเพื่อให้
ชีวิตเป็นไปตามปกติ ก็ละกามราคะได้. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 75 (เล่ม 45)

บริโภคคำข้าว ๔-๕ คำ แล้วพึงดื่ม
น้ำเพียงพอเพื่ออยู่อย่างสบาย ของภิกษุผู้
ปฏิบัติตน.
แม้เมื่อคบคนดี ผู้ยินดีในการเจริญอสุภกรรมฐาน ก็ละกามราคะได้
แม้ในการสนทนาเป็นที่สบายถึงเรื่องอสุภะ ๑๐ ก็ละกามราคะได้. สมดังที่ตรัส
ไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสุภนิมิตมีอยู่ การมนสิการโดยแยบคาย การ
ทำให้มาก การเพิ่มกำลัง ในอสุภนิมิตนั้นย่อมเป็นไป เพื่อไม่ให้เกิดกามฉันทะ
ที่ยังไม่เกิด หรือเพื่อละกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว. ภิกษุปฏิบัติเพื่อละโลภะ
อันได้แก่กามราคะในส่วนเบื้องต้นอย่างนี้ ขวนขวายวิปัสสนาย่อมตัดโลภะนั้น
ได้ด้วยตติยมรรคโดยไม่มีเหลือ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า โลภํ
ภิกฺขเว เอกธฺมมํ ปชหถ อหํ โว ปาฏิใภโค อนาคามิตาย ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอละธรรมอย่างหนึ่ง คือ โลภะได้ เราเป็นผู้รับรองพวก
เธอเพื่อความเป็นพระอนาคามี.
ในข้อนี้เกจิอาจารย์กล่าวว่า ก็โลภะที่ละในสูตรนี้เป็นอย่างไร
เป็นโลภะในอดีต หรืออนาคต หรือปัจจุบัน. อันที่จริง โลภะในสูตร
นี้พึงละไม่ใช่ทั้งอดีต ทั้งอนาคต เพราะยังไม่มีอดีตอนาคตเหล่านั้น ท่าน
กล่าวไว้ว่า ความจริง จิตดับแล้วหรือยังไม่เกิดหามีไม่. อนึ่ง ความพยายามที่ไม่
มีผลย่อมได้รับ. เมื่อเป็นเช่นนั้นต้องเป็นโลภะปัจจุบันแม้ด้วยประการอย่างนี้
ความพยายามไม่มีผล และมรรคภาวนาเศร้าหมองย่อมได้รับ เพราะความ
พยายามนั้นได้สลายไปเสียแล้ว อีกอย่างหนึ่ง โลภะที่ปราศจากจิตจะพึงมีได้
นัยนี้ท่านไม่ต้องการ. ควรจะกล่าวว่า ความโลภที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน
ละได้โดยนัยที่กล่าวแล้ว. เหมือนอย่างว่าต้นไม้อ่อนยังไม่มีผล บุรุษพึงเอา
จอบตัดต้นไม้นั้นที่โคน เมื่อไม่มีการตัดต้นไม้ ผลเหล่าใดพึงเกิด ผลเหล่า

75