ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 56 (เล่ม 45)

ถามว่า ก็นางทำกรรมอะไรไว้จึงเกิดเป็นหญิงมีปัญญามาก ? ตอบว่า
เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น นางอยู่ในพระราชวังของพระเจ้าพาราณสี
เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ เปลี่ยน (มือ) อุ้มบาตรที่เต็มด้วยข้าวปายาส
ร้อน (ที่รับ) จากพระราชวังก็ได้ถวายวลัยงา ๘ อัน ซึ่งเป็นของตนพลาง
เรียนว่า ขอพระคุณเจ้าโปรดวาง (บาตร) ไว้บนวลัยนี้ แล้วอุ้ม (บาตร) เถิด.
พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ทำตามนั้นแล้วมองดู (นาง) นางเรียนว่า วลัย
เหล่านี้ ดิฉันสละถวายแด่พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าจงถือไปเถิด พระปัจ-
เจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ได้ไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะ แม้จนวันนี้ วลัยเหล่านั้น
ก็ยังไม่ผุกร่อนเลย. นางเกิดเป็นหญิงมีปัญญามากเพราะผลแห่งกรรมนั้น
ต่อมา สตรี ๕๐๐ นางซึ่งมีพระนางสามนาวดีเป็นประมุข ได้กล่าวกะ
นางว่า ข้าแต่แม่ ขอแม่จงไปยังสำนักของพระศาสดาทุกวัน สดับธรรมที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว (มา) แสดงแก่เราบ้าง. นางได้ทำตามนั้น
ในเวลาต่อมาจึงกลายเป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฎก. เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึง
ตั้งนางไว้ในเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาอุบาสิกาสาวิกาของเรา
ที่เป็นพหูสูต ขุชชุตตรานี้เป็นเลิศ อุบาสิกาขุชชุตตรา ผู้เป็นอริยสาวิกา
ได้บรรลุปฏิสัมภิทาอัน พระศาสดาทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะ เพราะเป็นพหูสูต
เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี ได้ไปยังสำนักพระศาสดาตามกาล
อันสมควร ได้ฟังธรรมแล้ว กลับไปภายในราชสำนัก เมื่อจะกล่าวธรรมตาม
ที่ได้ฟังมา ตามนิยามที่พระศาสดาทรงแสดงแก่สตรีอริยสาวิกา ๕๐๐ นางมี
พระนางสามาวดีเป็นประมุข เมื่อจะเปลื้องตนประกาศความที่ธรรมตนได้
สดับในสำนักพระศาสดา จึงยกนิทาน (คำเริ่มต้น) ขึ้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า
ก็คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว คือ พระอรหันต์ตรัสไว้แล้วดังพรรณ-
นามาฉะนี้.

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 57 (เล่ม 45)

ก็เพราะเหตุที่นางขุชชุตตรานั้นได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าในนครนั้นแล แล้วกล่าวแก่สตรีเหล่านั้น ในวันนั้นด้วย
ฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะอ้างเวลาและสถานที่ว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี เพราะเวลาและสถานที่ปรากฏชัดอยู่แล้ว.
ฝ่ายภิกษุณีทั้งหลายก็ได้เรียนเอาสูตรเหล่านี้ในสำนักนางขุชชุตตรานั้น. แม้ใน
หมู่ภิกษุ นิทาน(คำเริ่มต้น) ที่นางขุชชุตตรานั้นยกขึ้นไว้ก็ปรากฏโดยสืบทอด
กันมาอย่างนี้. ต่อมาท่านพระอานนท์ นั่งสั่งคายนาพระธรรมอยู่ในท่ามกลาง
คณะพระเถระ ผู้เชี่ยวชาญมี พระมหากัสสปะเป็นประมุข ในสัทธรรมมณฑป
ที่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงให้สร้างขึ้นที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ภายหลังจากเวลา
ที่พระตถาคตเจ้าปรินิพพาน เมื่อจะหลีกเลี่ยง (ไม่ต้องการให้) นิทานของ
สูตรเหล่านี้มี ๒ นิทาน จึงยกนิทานขึ้นตามนิยามที่นางขุชชุตตรานั้นยกไว้
แล้วแล. แต่อาจารย์บางพวกขยายประการในที่นี้ให้มากออกไป. ประโยชน์
อะไรด้วยประการเหล่านั้น.
อิติวุตตกะมี ๑๑๒ สูตร
อีกอย่างหนึ่ง พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย สังคายนาพระธรรมวินัยไว้
โดยนัยต่าง ๆ. จริงอยู่ พระมหาเถระผู้สังคายนาพระธรรมเป็นพระอนุพุทธะ
(ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า). พระมหาเถระเหล่านั้นรู้อาการสังคายนาพระธรรม
วินัย โดยชอบแท้ทีเดียวในทีบางแห่งจึงตั้งนิทาน(คำเริ่มต้น) ไว้โดยนัยเป็นต้น
ว่า เอวมฺเม สุตํ ในที่บางแห่งตั้งนิทานไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เตน สมเยน
ในที่บางแห่งตั้งนิทาน โดยเป็นคาถาพันธ์ (แต่) ในที่บางแห่งไม่ตั้งนิทาน
ไว้ทั้งหมด สังคายนาพระธรรมวินัย โดยแยกเป็นวรรคสังคหะเป็นต้น. บรรดา
อาคตสถานเหล่านั้น ในที่นี้ พระสังคีติกาจารย์ตั้งนิทานไว้โดยนัยเป็นต้นว่า

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 58 (เล่ม 45)

วุตฺตํ เหตํ แล้วสังคายนา (พระธรรมวินัย). พุทธวจนะนี้มีองค์ ๙ โดยแยก
เป็น สุตตะ เคยยะ เป็นต้นของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็เป็นเหมือน
พุทธวจนะมีองค์ ๙ นั่น. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า ก็พุทธวจนะมีองค์
๙ คือ สุตตะ เคยยะ ฯลฯ ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นมีน้อย เป็นต้น. ในบรรดา
องค์เหล่านั้น องค์ คือ อิติวุตตกะไม่ปรากฏนิทานอะไร ๆ อย่างอื่นเลย
ยกเว้นคำนี้ว่า วุตฺตํ เหตํ ฯเปฯ เม สุตํ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของอิติวุตตกะ
นั้น . ด้วยเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า สูตร ๑๑๒ สูตร
ที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตา จัดเป็นอิติวุตตกะ เพราะ
เหตุนั้น พึงทราบว่า พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย หรือแม้พระอริยสาวิกา
ผู้รู้พระประสงค์ของพระศาสดา จึงได้ตั้งนิทานไว้โดยนัยนี้แล เพื่อให้ทราบว่า
สูตรเหล่านี้จักเป็นองค์ คือ อิติวุตตกะ.
กล่าวคำนิทานไว้ทำไม ?
ถามว่า ก็พระอานนท์เมื่อจะทำการรวบรวมพระธรรมวินัย ได้กล่าว
คำนิทานไว้เพื่ออะไร ? ท่านควรทำการรวบรวมพระดำรัสที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้มิใช่หรือ ? ข้าพเจ้าจะเฉลย พระอานนท์กล่าวคำนิทานไว้
เพื่อยังความดำรงมั่น ความไม่เลอะเลือน และความเป็นของควรเธอแห่งเทศนา
ให้ถึงพร้อม. เป็นความจริง เทศนาที่ผูกพันอยู่กับข้ออ้าง คือ กาละ (เวลา)
เทสะ (สถานที่) ผู้แสดง และบริษัท ย่อมเป็นเทศนาดำรงอยู่ได้มั่นคง
ไม่เลอะเลือน และเป็นเทศนาควรเธอ. การวินิจฉัยโวหารเป็นเหมือนผูกพัน
อยู่กับเครื่องหมาย คือ เทสะ กาละ กัตตา (ผู้ทำ) และโสตา (ผู้ฟัง)
ก็ท่านพระอานนท์ผู้เป็นขุนคลังแห่งพระธรรมนั้นแล เมื่อพระมหากัสสปะ
ทำการปุจฉาถึงเทสะ (สถานที่ตรัส) เป็นอาทิแห่งพรหมชาลสูตรละมูลปริยาย-

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 59 (เล่ม 45)

สูตรเป็นต้น จะทำการวิสัชนาปุจฉาเหล่านั้นจึงกล่าวคำนิทานไว้โดยนัยเป็น-
ต้นว่า เอวมฺเม สุตํ แต่ในที่นี้ท่านกล่าวเหตุไว้แล้วแลในเพราะระบุถึงกาละ
และเทสะ.
อีกประการหนึ่ง คำนิทานท่านกล่าวไว้เพื่อประกาศสมบัติของพระ-
ศาสดา. จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระตถาคต ทรงสำเร็จ
ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะไม่มีการรจนาไว้ก่อน ไม่มีการ
อนุมาน และไม่มีตรรกในปริยัติ. ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีความต้ออง
การด้วยการรจนาไว้ก่อนเป็นต้น เพราะทรงมีพระญาณสอดส่องไปไม่ถูก
ขัดขวางในธรรมทั้งปวง และเพราะทรงมีประมาณเป็นหนึ่ง ในไญยธรรม
ทั้งหลาย. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสำเร็จเป็นพระขีณาสพได้ เพราะ
ไม่มีกำมือของอาจารย์ คือ ความตระหนี่ธรรม และความยินดีแม้แต่น้อยใน
ผู้ฟังคำสอน (ของพระองค์) เพราะว่า ธรรมเหล่านั้นหาเกิดขึ้นแก่พระขีณาสพ
โดยตลอดไม่ เพราะฉะนั้น พฤติกรรมที่อนุเคราะห์ผู้อื่น จึงเกิดแก่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ผู้ทรงบริสุทธิ์อย่างยิ่ง. ความสำเร็จเวสารัชชญาณ ๒ ข้อข้างต้น
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า (สัมมาสัมพุทธปฏิญญา ๑ ขีณาสวปฏิญญา ๑)
มีได้ด้วยสัมพุทธภาวะ (ตรัสรู้เองโดยชอบ) และวิสุทธภาวะ (ทรงหมดจด)
ที่บ่งถึงความไม่มีโดยสิ้นเชิงแห่งอวิชชาและตัณหา อันเป็นตัวประทุษร้ายทิฏฐิ-
สัมปทา และสีลสัมปทาเป็นสังกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) ของผู้แสดง และ
ที่ทำญาณสัมปทา และปหานสัมปทาให้ปรากฏ และความสำเร็จเวสารัชชญาณ
๒ ข้อหลัง (อันตรายิกธรรมวาทะ ๑ นิยยานิกธรรมเทศนา ๑) มีได้ เพราะทรง
สำเร็จความไม่งมงายในอันตรายยิกธรรม และนิยยานิกธรรมนั้น. เพราะเหตุนั้น

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 60 (เล่ม 45)

ด้วยคำนิทาน เป็นอันพระอานนทเถระประกาศ การที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประกอบด้วย เวสารัชชญาณ ๔ อย่าง อันเป็นที่อาศัยบำเพ็ญประโยชน์
เพื่อพระองค์ และประโยชน์เพื่อผู้อื่น เพราะทรงแสดงพระธรรมเทศนา
ด้วยพระปฏิภาณที่เกิดขึ้นตามฐานะที่ควร เหมาะสมกับอัธยาศัยของบริษัท
ผู้ประสบ (พระองค์) แล้วในที่นั้น ๆ. แต่ในที่นี้ ควรประกอบคำพูดว่า การ
ละโทษของกาม โดยไม่มีส่วนเหลือ และโดยการแสดงถึงพระธรรมเทศนา
ตามวิธี ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ว่า ท่าน(พระอานนท์)กล่าวนิทานพจน์
ไว้ เพื่อประกาศพระคุณสมบัติของพระศาสดา.
อนึ่ง ในเรื่องนี้ ท่านแสดงถึงการประกาศเนื้อความให้แจ่มแจ้ง ตาม
ที่ได้กล่าวมาแล้ว ในหนหลังนั่นเอง ด้วยบทเหล่านั้นว่า ภควตา อรหตา.
อนึ่ง พระอานนทเถระ กล่าวคำนิคมไว้ เพื่อประกาศคุณสมบัติของพระ-
ศาสนา (คำสอนของพระองค์) เพราะว่า ข้อปฏิบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ทรงมีพระกิริยาทุกอย่างอันพระญาณและพระกรุณาประคองไว้ ที่ไร้ประโยชน์
หรือเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พระองค์ เท่านั้น คือการเห็นแก่ตัวจะไม่มี เพราะ
ฉะนั้น กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม แม้ทั้งหมดของพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระกิริยาทุกอย่างที่เป็นไปแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นทีเดียว
ที่กำลังกล่าวถึงตามที่เป็นไปแล้ว ชื่อว่า เป็นคำสอน (เหมือนกัน ) เพราะอรรถ
ว่าเป็นเหตุสอนสัตว์ทั้งหลายได้เนือง ๆ ตามความเหมาะสมกับประโยชน์ชาตินี้
ประโยชน์ชาติหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะรจนาไว้ทั้งหมด.
ท่านประกาศพระจริตของพระศาสดานี้นั้นไว้ตามสมควร ด้วยนิทานพจน์
ทั้งหลาย ที่อ้างถึงกาละเทสะผู้แสดงและบริษัท. แต่ในที่นี้ ควรประกอบ
ถ้อยคำว่า ที่อ้างถึงผู้แสดงและบริษัทเข้าไว้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า
(สาสนสมฺปตฺติปฺปกาสนตฺถํ นิทานวจนํ ท่านกล่าวนิทานพจน์ไว้ เพื่อ

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 61 (เล่ม 45)

ประกาศคุณสมบัติของพระศาสนา).
อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวนิทานพจน์ไว้เพื่อแสดงว่า คำสอนเอาเป็น
ประมาณได้ เพราะประกาศว่า พระศาสดาเอาเป็นประมาณได้. ก็การแสดงว่า
คำสอนนั้น เอาเป็นประมาณได้นั้น พึงทราบว่าได้ประกาศไว้แล้ว ด้วยบทเหล่า
นี้ว่า ภควตา อรหตา ตามแนวแห่งนัยที่ได้กล่าวไว้แล้ว ในหนหลัง. ใน
ที่นี้ คำนี้แสดงเพียงช่องทางของประโยชน์แห่งคำนิทานเท่านั้น ดังนี้แล.
จบนิทานวรรณนา
เอกนิบาตวรรณนา
บัดนี้ ถึงโอกาสแห่งการพรรณนาพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ยกขึ้นโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงละธรรม
อย่างหนึ่ง ดังนี้. ก็การพรรณนาความนี้นั้น เพราะเป็นการปรากฏทีท่าน
กล่าววิจารณ์ ถึงบทตั้งของพระสูตรไว้ ฉะนั้น เราจักวิจารบทตั้งของพระสูตร
ก่อน.
จริงอยู่ บทตั้ง (ของพระสูตร) มี ๔ อย่าง คือ อัตตัชฌาสยะ ๑
ปรัชฌาสยะ ๑ ปุจฉาวสิกะ ๑ อัตถุปปัตติกะ ๑. อันที่จริง พระสูตร
ทั้งหลาย แม้มีประเภทตั้งแสนมิใช่น้อย ก็ไม่เกิน ๑๖ อย่างไปได้โดยปัฏฐานนัย
(การเริ่มต้น) มีสังกิเลสภาคิยะ (เป็นไปในส่วนแห่งความเศร้าหมอง) เป็นต้น
ฉันใด พระสูตรทั้งหลายย่อมไม่เกิน ๔ อย่างไปได้ โดยบทตั้งของพหูสูตร
มีอัตตัชฌาสยะเป็นต้น ฉันนั้น ด้วยประการฉะนี้. ใน ๔ อย่างนั้น อัตตัชฌาสยะ
และอัตถุปปัตติ ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับปรัชฌาสยะและปุจฉา เพราะมีความ
สืบเนื่องกันแห่งอัตตัชฌาสยะ และปุจฉา คือ อัตตัชฌาสยะ และปรัชฌาสยะ
อัตตัชฌาสยะ และปุจฉาวสิกะ อัตถุปปัตติกะ และปรัชฌาสยะ อัตถุปปัตติกะ

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 62 (เล่ม 45)

และปุจฉาวสิกะ ฉันใด เป็นความจริงแท้ที่แน่นอนที่อัตถุปปัตติ ย่อมมีความ
เกี่ยวข้อง แม้ด้วยอัตตัชฌาสยะ ฉันนั้น แต่อัตถุปปัตติไม่มีความเกี่ยวข้อง
ด้วยอัตตัชฌาสยะเป็นต้น อันเกิดขึ้นแต่ต้น เพราะฉะนั้น ปัฏฐานนัยอันไม่มี
เศษเหลือ จึงไม่เกิด. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงบทตั้งของ
พระสูตรไว้ ๔ อย่าง ด้วยตั้งข้อมูลของบทตั้งที่เหลือ อันเกิดขึ้นเพราะหยั่งลง
ภายในของนัยนั้น.
พึงทราบเนื้อความในสูตรนั้นดังต่อไปนี้ ชื่อว่า นิกเขปะ เพราะ
อรรถว่า อันเขาตั้งไว้. บทตั้งคือพระสูตร ชื่อว่า สุตตนิกเขปะ. อีกอย่างหนึ่ง
การตั้งความ ชื่อว่า นิกเขปะ. การตั้งความแห่งพระสูตร ชื่อว่า สุตตนิกเขปะ.
อธิบายว่า แสดงพระสูตร. อัธยาศัยของตน ชื่อว่า อัตตัชฌาสยะ. ชื่อว่า
อัตตัชฌาสยะ เพราะเป็นเหตุผลของตนนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อัตตัชฌาสยะ
เพราะมีอัธยาศัยของตน แม้ในปรัชฌาสยะ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน . ชื่อ ปุจฉาวสะ.
เพราะอำนาจแห่งคำถาม ชื่อว่า ปุจฉาวสิกะ เพราะมีอำนาจแห่งคำถาม.
เรื่องราวอันเป็นเหตุแสดงพระสูตรเกิดขึ้น ชื่อว่า อัตถุปปัตติ อัตถุปตติ
นั้นแล ชื่อว่าอัตถุปปัตติกะ. ชื่อว่าอัตถุปปีตตกะ เพราะมีเรื่องเกิดขึ้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า นิกเขปะ เพราะเป็นเครื่องยกพระสูตรขึ้น ได้แก่
อัตตัชฌาสยะเป็นต้นนั่นเอง. ในอรรถวิกัปนี้ อัธยาศัยของตนชื่อว่า อัตตัชฌาสยะ
อัธยาศัยของคนอื่นชื่อว่า ปรัชฌาสยะ. ชื่อว่าปุจฉา เพราะถูกถาม ได้แก่
เนื้อความที่ควรถาม. ถ้อยคำของผู้รับธรรม อันเป็นไปด้วยคำถาม ชื่อว่า
ปุจฉาวสะ. คำนั้นท่านกล่าวโดยเป็นปุลลิงค์ว่า ปฺจฺฉาวสิโก เพราะเพ่งถึง
ศัพท์ นิกฺเขป. อนึ่ง พึงทราบความในบทนี้ อย่างนี้ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น
นั้นเอง ชื่ออัตถุปปัตติกะ.

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 63 (เล่ม 45)

อีกอย่างหนึ่ง ความที่อัตตัชฌาสยะเป็นความตั้งของพระสูตร ต่าง
ออกไปควรแล้ว เพราะมิได้เพ่งถึงเหตุ มีความแก่กล้าของอินทรีย์เป็นต้น
ของบุคคลเหล่าอื่น. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ด้วยอัชฌาสัยของตนอย่างเดียว
ดังนี้. เพราะให้เทศนาเป็นไป เพื่อดำรงแบบแผนของพระธรรมไว้. ข้อนี้
ไม่ควรท้วงว่า ความไม่กีดกันอัชฌาสยะ และปุจฉาของคนเหล่าอื่น อันเป็น
ปรัชฌาสยะ. และปุจฉาวสิกะ อันเป็นเหตุของเทศนานิมิตที่เป็นไปแล้วใน
อุปปัตติ ในอัตถุปปัตติกะได้อย่างไร หรือความไม่กีดกันของปุจฉาวสิกะ และ
อัตถุปปัตติกะที่เป็นไปแล้ว ด้วยไม่เข้าไปกีดกันปรัชฌาสยะ ในปรัชฌาสยะ
ได้อย่างไร. เป็นการแยกถือเอาแห่งปรัชฌาสยะ และปุจฉาวสิกะ เพราะถือ
เอาโดยความเป็นอัตถุปบัติ แห่งความเกิดของเหตุแสดงพระสูตร อันนอกเหนือ
จากอภินิหารและการสอบถามเป็นต้น. เป็นความจริงดังนั้น การแสดงคุณ
โทษและความเกิดแห่งอามิสเป็นต้น ของพรหมชาลสูตร และธัมมทายาทสูตร
เป็นต้น ท่านเรียกว่า นิมิต. ท่านแสดงปรัชฌาสยะกระทำอัชฌาสยะ เว้นจาก
คำถามของคนเหล่าอื่นให้เป็นนิมิต ท่านแสดงปุจฉาวสิกะ ด้วยสามารถคำถาม
เพราะเหตุนั้น เนื้อความนี้ปรากฏชัดแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าอันผู้อื่นมิได้
ทูลเชิญ ตรัสพระสูตรเหล่าใดโดยอัชฌาสัยของพระองค์อย่างเดียวเท่านั้น เช่น
อากังเขยยสูตรตุวัฏฏกสูตรเป็นต้น อัตตัชฌาสัยเป็นความตั้งของสูตรเหล่านั้น.
พระสูตรเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจตราอัชฌาสัย ความอดทน
อภินิหารและความรู้ของคนเหล่าอื่นว่า ธรรมอันแก่กล้า อันจะอบรมราหุลให้
พ้นมีอยู่เราพึงนำราหุลไปในความสิ้นอาสวะให้ยิ่งขึ้นไปแล้ว เช่น ราหุโลวาท-
สูตรธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นต้น โดยปรัชฌาสยะ ปรัชฌาสยะเป็นความ
ตั้งของสูตรเหล่านั้น.

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 64 (เล่ม 45)

ก็เหล่าเทวดามนุษย์ บริษัท ๔ วรรณะ ๔ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า แล้วทูลถามปัญหาอย่างนั้น ๆ พระสูตรเหล่าใดมีโพชฌงคสังยุต
เป็นต้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามีผู้ทูลถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระองค์ตรัสโพชฌงค์ โพชฌงค์ ขอพระองค์ตรัสนิวรณ์ นิวรณ์ ดังนี้เป็นต้น
แล้วตรัส ปุจฉาวสิกะเป็นความตั้งของพระสูตรเหล่านั้น. ก็พระสูตรเหล่าใด
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอาศัยเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว เช่นธัมมทายาทสูตร ปุตต-
มังสูปมสูตร ทารุกขันธูปมสูตรเป็นต้น อัตถุปัตติกะเป็นความตั้งของพระสูตร
เหล่านั้น. ในความตั้งพระสูตร ๔ เหล่านี้ ปรัชฌาสยะเป็นความตั้งของ
พระสูตรนี้ ด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ ท่านยกสูตรนี้ขึ้นด้วยสามารถปรัชฌาสยะ.
ถามว่า ท่านยกขึ้นด้วยอัชฌาสัยของบุคคลเหล่าไหน. ตอบว่า ด้วยอัชฌาสัย
ของบุคคลผู้ไม่เห็นโทษในความโลภ. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เป็น
อัตตัชฌาสยะ.
เอกศัพท์ในบทเป็นต้นว่า เอกธมฺมํ ภิกฺขเว ในสูตรนั้นย่อมมีใน
ความอื่น ดังในประโยคเป็นต้นว่า คนพวกอื่นย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและ
โลกเที่ยง นี้เท่านั้นเป็นสัจจะ อย่างอื่นเป็นโมฆะ. ย่อมมีในความประเสริฐ
ดังในประโยคเป็นต้นว่า เจตโส เอโกทิภาวํ ความที่มีจิตผุดขึ้นดวงเดียว.
ย่อมมีในความไม่มีเพื่อน ดังในประโยคเป็นต้นว่า เอโก วูปกฏฺโฐ ผู้เดียว
หลีกไป. ย่อมมีในความนับดังในประโยคเป็นต้นว่า เอโก จ โข ภิกฺขเว
ขโณ จ สมโย จ พฺรหฺมจริยวาสาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขณะและ
สมัยหนึ่งแล เพื่ออยู่พรหมจรรย์. แม้ในสูตรนี้พึงเห็นว่า ย่อมมีในความนับ.
ธัมมะศัพท์ ย่อมปรากฏในความมี ปริยัติ สัจจะ สมาธิ ปัญญา
ปกติ บุญ อาบัติ สุญญตา เญยยะ สภาวะ เป็นต้น. มีความว่าปริยัติ
ในบทมีอาทิว่า ตถาหิสฺส อิธ ภิกฺขุ ธมฺมํ ปริยาปุณาติ เป็นความจริง

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ – หน้าที่ 65 (เล่ม 45)

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเรียนธรรม. มีความว่า สัจจะในบทมีอาทิว่า ทิฏฺฐ-
ธมฺโม เห็นธรรมแล้ว. มีความว่า สมาธิในบทมีอาทิว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
เหล่านั้น ได้เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้. มีความว่า ปัญญาในบทมีอาทิว่า สจฺจํ
ธมฺโม ธิติ จาโค สเว เปจฺจ น โสจติ
ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ๔ ประการ คือ
สัจจะ ธรรม ปัญญา จาคะ ละโลกนี้
ไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.
มีความว่า ปกติในบทมีอาทิว่า ชาติธมฺมานํ ภิกฺเว สตฺตานํ เอวํ อิจฺฉา
อุปฺปชฺชติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาของสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีชาติ
เป็นปกติ ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้. มีความว่า บุญในประโยคมีอาทิว่า ธมฺโม หเว
รกฺขติ ธมฺมจารี บุญแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม. มีความว่า
อาบัติในประโยคมีอาทิว่า ติณฺณํ ธมฺมานํ อญฺญตเรน วเทยฺย ปาราชิ-
เกน วา สงฺฆาทิเสน วา ปาจิตฺติเยน วา ภิกษุพึงกล่าวถึงอาบัติ ๓ อย่าง คือ
ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์อย่างใดอย่างหนึ่ง. มีความว่า สุญญตา
ในบทมีอาทิว่า ตสฺมึ โข ปน สมเย ธมฺมา โหนฺติ ก็ในสมัยนั้นแล
ธรรมทั้งหลายย่อมมี. มีความว่า เญยยะ (ธรรมที่ควรรู้) ในบทมีอาทิว่า
สพฺเพ ธมฺมา สพฺพากาเรน พุทฺธสฺส ภควโต ญาณมุเขน อาปาถํ
อาคจฺฉนฺติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงย่อมมาสู่คลอง โดยญาณมุขของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะโดยอาการทั้งปวง. มีความว่า สภาวะในบทมีอาทิว่า
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล ธรรมทั้งหลาย
ที่เป็นอกุศล. พึงทราบว่า ในที่นี้ได้แก่สภาวธรรม. เพราะฉะนั้น บทว่า
เอกธมฺมํ ประสงค์เอาสภาวธรรมอันเศร้าหมองอย่างเดียว. ชื่อว่า เอกธรรม
เพราะอรรถว่าเป็นธรรมเดียว. [พวกเธอจงละ] ซึ่งเอกธรรมนั้น.

65