พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 681 (เล่ม 44)

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงได้
ทรงอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
พระอริยบุคคลใดไม่มีอวิชชาอันเป็นมูลราก ไม่มี
แผ่นดิน คืออาสวะ นิวรณ์ และอโยนิโสมนสิการ
ไม่มีเถาวัลย์ คือมานะและอติมานะเป็นต้น ใบ คือ
ความมัวเมา ประมาท มายา และสาเถยยะเป็นต้น
จะมีแต่ที่ไหน ใครเล่าจะควรนินทาพระอริยบุคคลนั้น
ผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก แม้เทวดา
ก็ชม ถึงพรหมก็ย่อมสรรเสริญพระอริยบุคคลนั้น.
จบตัณหักขยสูตรที่ ๖
อรรถกถาตัณหักขยสูตร
ตัณหักขยสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โกณฺฑญฺโญ ในบทว่า อญฺญาโกณฺฑญฺโญ นี้ เป็นชื่อของ
ท่านที่มาโดยโคตร. ก็ในบรรดาสาวกทั้งหลาย พระเถระปรากฏในพระ-
ศาสนาว่า อัญญาโกณฑัญญะนั่นแล โดยคำอุทานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ก่อนพระ-
สาวกทั้งหมด.
บทว่า ตณฺหาสงฺขยวิมุตฺตึ ชื่อว่า ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา
เพราะเป็นที่สิ้นตัณหา คือเป็นที่ละตัณหา ได้แก่ พระนิพพาน ความ
หลุดพ้นในเพราะความสิ้นไปแห่งตัณหานั้น. อีกอย่างหนึ่ง อริยมรรค

681
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 682 (เล่ม 44)

ชื่อว่าธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เพราะเป็นเหตุสิ้นคือเป็นเหตุละตัณหา.
ชื่อว่าตัณหาสังขยวิมุตติ เพราะวิมุตติเป็นผลหรือเป็นที่สุด แห่งอริยมรรค
โดยนิปปริยาย ได้แก่สมาบัติอันสัมปยุตด้วยอรหัตผล. เป็นผู้นั่งพิจารณา
สมาบัติอันสัมปยุตด้วยอรหัตนั้น. จริงอยู่ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะนี้
เข้าผลสมาบัติมาก. เพราะฉะนั้น แม้ในที่นี้ท่านก็ได้ทำอย่างนี้.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ครั้นทรงทราบ การ
พิจารณาอรหัตผล ของพระอัญญาโกณฑัญญะนี้แล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้
อันแสดงถึงความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส มูลํ ฉมา นตฺถิ ความว่า พระ-
อริยบุคคลใด ไม่มีอวิชชาอันเป็นดุจรากของต้นไม้คืออัตภาพ และไม่มี
แผ่นดิน กล่าวคือ อาสวะ นีวรณ์ และอโยนิโสมนสิการ อันเป็นที่ตั้ง
อาศัยของอวิชชานั่นเอง เพราะถอนขึ้นได้ด้วยอรหัตมรรค. พึงทราบ
สัมพันธ์บท ในบทว่า ปณฺณา นตฺถิ กุโต ลตา นี้ว่า เครือเถาไม่มี ใบ-
ไม้จะมีแต่ที่ไหน. อธิบายว่า แม้เครือเถา กล่าวคือกิ่งใหญ่กิ่งน้อยเป็นต้น
อันต่างด้วยมานะและอติมานะเป็นต้น ย่อมไม่มี ใบไม้คือ มทะ ปมาทะ
มายา และสาไถยเป็นต้น จักมีแต่ที่ไหนเล่า. อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า
ปณฺณา นตฺถิ กุโต ลตา ความว่า เมื่อหน่อไม้งอกงามขึ้น ใบไม้ก็
บังเกิดขึ้นก่อน ภายหลัง ท่านกล่าวตั้งชื่อว่า ลตา คือ กิ่งใหญ่ กิ่งน้อย.
ในคำนั้น มูลคืออวิชชา และกิเลสมีอาสวะเป็นต้น อันเป็นที่ตั้งอาศัยของ
มูลคืออวิชชานั้น ย่อมไม่มีแก่ต้นไม้ คืออัตภาพใด อันควรแก่การเกิด
ขึ้น ในเมื่อไม่มีการเจริญอริยมรรค เพราะเจริญอริยมรรคแล้ว. ก็ในที่นี้

682
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 683 (เล่ม 44)

ด้วยมูลศัพท์นั่นเอง พึงทราบว่าท่านถือเอา แม้ภาวะที่กรรมอันเป็นที่ตั้ง
แห่งพืช เพราะเป็นเหตุแห่งมูลนั่นเอง. ก็เมื่อพืชคือกรรมไม่มี หน่อคือ
วิญญาณ ซึ่งมีพืช คือกรรมเป็นเครื่องหมาย และ ใบ กิ่ง มี นามรูป
สฬายตนะเป็นต้น เป็นอาทิ อันมีหน่อคือวิญญาณเป็นเครื่องหมาย จักไม่
บังเกิดขึ้นเลย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระอริยบุคคลใดไม่มี
อวิชชาเป็นมูลราก ไม่มีเครือเถาคือมานะเป็นต้น ใบคือความมัวเมาเป็นต้น
จักมีแต่ที่ไหน. บทว่า ตํ ธีรํ พนฺธนา มุตฺตํ ความว่า ซึ่งพระอริยบุคคล
นั้น ผู้ชื่อว่า ธีระ เพราะชำนะมาร ด้วยการประกอบความเพียรคือสัม-
มัปปธาน ๔ ผู้พ้นจากเครื่องผูก คืออภิสังขารอันเป็นตัวกิเลสทั้งหมดนั้น
นั่นแล. บทว่า ตํ ในบทว่า โก ตํ นินฺทิตุมรหติ นี้ เป็นนิบาต. ใคร
เล่า ผู้มีชาติแห่งวิญญูชน ควรเพื่อจะนินทา ครหา ผู้พ้นจากสัพพกิเลส
ผู้ประกอบด้วยคุณอันยอดเยี่ยมมีศีลคุณเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ เพราะ
ไม่มีการนินทาเป็นเครื่องหมายนั่นเอง. บทว่า เทวาปิ นํ ปสํสนฺติ ความว่า
โดยที่แท้ ทวยเทพผู้รู้คุณวิเศษ มีท้าวสักกะเป็นต้น ก็ย่อมสรรเสริญด้วย
อปิศัพท์ แม้มนุษย์มีกษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตเป็นต้น ก็ย่อมทรงสรรเสริญ.
ยิ่งขึ้นไปอีกเล็กน้อย แม้พรหมก็สรรเสริญ คือมหาพรหมก็ดี พรหม
นาค ยักษ์ และคนธรรพ์เป็นต้น แม้เหล่าอื่นก็ดี ก็ย่อมสรรเสริญ คือ
ย่อมชมเชยเหมือนกันแล.
จบอรรถกถาตัณหักขยสูตรที่ ๖

683
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 684 (เล่ม 44)

๗. ปปัญจชยสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเนิ่นช้า
[๑๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งพิจารณาการละส่วนสัญญา อันสหรคตด้วยธรรม
เครื่องเนิ่นช้าของพระองค์อยู่.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบการละส่วนสัญญาอัน
สหรคตด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้าชองพระองค์แล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ใน
เวลานั้นว่า
ผู้ใดมีกิเลสเครื่องให้เนิ่นช้าและความตั้งอยู่ (ใน
สงสาร) ก้าวล่วงซึ่งที่ต่อคือตัณหาทิฏฐิ และลิ่มคือ
อวิชชาได้ แม้โลกคือหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวโลก ย่อม
ไม่ดีหมิ่นผู้นั้น ผู้ไม่มีตัณหา เป็นมุนี เที่ยวไปอยู่.
จบปปัญจขยสูตรที่ ๗
อรรถกถาปปัญจขยสูตร
ปปัญจขยสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปปญฺจสญฺญาสงฺขาปหานํ ความว่า กิเลสชื่อว่าธรรมเป็น
เครื่องเนิ่นช้า เพราะเป็นที่เกิดขึ้นเอง ทำให้เนิ่นช้า คือขยายความสืบต่อ
นั้นให้กว้างขวาง ได้แก่ ให้ตั้งอยู่นาน โดยพิเศษ ได้แก่ ราคะ โทสะ

684
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 685 (เล่ม 44)

โมหะ ทิฏฐิ และมานะ. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ธรรมเป็นเครื่อง
เนิ่นช้า คือ ราคะ โทสะ โมหะ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ. อีกอย่างหนึ่ง
ธรรมมีอรรถว่าเศร้าหมอง ชื่อว่าอรรถแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้า ธรรมมี
อรรถดุจหยากเหยื่อ ชื่อว่าอรรถแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้า. ในธรรมเครื่อง
เนิ่นช้าเหล่านั้น สุภสัญญาเป็นเครื่องหมายของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือราคะ
อาฆาตวัตถุเป็นเครื่องหมาย ของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือโทสะ อาสวะเป็น
เครื่องหมายของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือโมหะ เวทนาเป็นเครื่องหมาย
ของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหา สัญญาเป็นเครื่องหมายของธรรมเครื่อง
เนิ่นช้าคือทิฏฐิ และวิตกเป็นเครื่องหมายของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือมานะ.
สัญญา ที่เกิดพร้อมกับธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านั้น ชื่อว่า ปปัญจสัญญา.
ส่วน ภาคะ โกฏฐาสะ แห่งสัญญาเป็นเครื่องเนิ่นช้า ชื่อว่าส่วนแห่ง
สัญญาเป็นเครื่องเนิ่นช้า ว่าโดยอรรถ ได้แก่ กองกิเลส อันเป็นฝ่ายแห่ง
ธรรมเครื่องเนิ่นช้านั้น ๆ พร้อมทั้งนิมิต. ก็ในที่นี้ศัพท์ว่า สัญญา ย่อม
มีโดยปปัญจธรรมนั้น เป็นเหตุที่ทั่วไปแก่ส่วนนั้น ๆ. สมจริงดังคำที่
ท่านกล่าวไว้ว่า ความจริง ส่วนแห่งปปัญจธรรม มีสัญญาเป็นเหตุ. การละ
ซึ่งส่วนแห่งปปัญจธรรมเหล่านั้น. อธิบายว่า ตัดกิเลสมีราคะเป็นต้น
ด้วยมรรคนั้น ๆ ได้เด็ดขาด.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณากิเลส อัน
เป็นเหตุแห่งความพินาศในอดีตชาติของพระองค์ อันนับได้หลายแสนโกฏิ
ที่ทรงละได้พร้อมทั้งวาสนา ณ ประเทศเป็นที่ผ่องใสแห่งโพธิญาณ ด้วย
อริยมรรคในภพสุดท้ายนี้ และทรงเห็นสันดานของสัตว์ที่เพียบไปด้วยกิเลส
เศร้าหมองไปด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น ที่เปลื้องได้แสนยาก เหมือนกะ-

685
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 686 (เล่ม 44)

โหลกน้ำเต้าที่เต็มไปด้วยน้ำข้าว เหมือนภาชนะที่เต็มไปด้วยเปรียง และ
เหมือนท่อนผ้าเก่าที่ชุ่มด้วยน้ำมันเหลว จึงทรงเกิดปีติปราโมทย์ขึ้นว่า
กิเลสวัฏนี้ ชื่อว่าเป็นรกชัฏอย่างนี้ ที่เกิดขึ้นตลอดกาลหาเบื้องต้นมิได้
เราละได้แล้วโดยเด็ดขาด เราละแล้วด้วยดีอย่างน่าอัศจรรย์ จึงทรงเปล่ง
อุทาน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทราบการละส่วนแห่งสัญญาอันเป็นธรรมเครื่องเนิ่นช้า แล้วจึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส ปปญฺจา ธิติ จ นตฺถิ ความว่า
เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงออกเฉพาะพระองค์ ให้เหมือน
ผู้อื่น ฉะนั้น อัครบุคคลใด ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ซึ่งมีลักษณะดัง
กล่าวแล้ว และไม่มีความตั้งใจอยู่ในสงสารที่ปปัญจธรรมเหล่านั้นสร้างขึ้น.
แต่ในเนตติท่านกล่าวไว้ว่า อนุสัย ชื่อว่าธิติ. จริงอยู่ อนุสัย ก็เป็นมูล
รากของการเกิดในภพ. บาลีว่า สตฺเต สํสาเร ฐเปติ และว่า ปปญฺจฏฺฐิติ
ดังนี้ก็มี. บาลีนั้น มีอธิบายดังนี้ ความตั้งอยู่ คือความที่ปปัญจธรรมยัง
ปรากฏอยู่ ได้แก่ ยังตัดไม่ขาดด้วยมรรค ชื่อว่าปปัญจัฏฐิติ. อีกอย่างหนึ่ง
ความตั้งอยู่แห่งวัฏฏะ โดยเป็นเหตุแห่งความเกิดขึ้นแห่งกุศล อกุศล และ
วิบากที่ยังเหลือ คือปปัญจธรรม ชื่อว่าปปัญจัฏฐิติ. ปปัญจัฏฐิตินั้นไม่มี
แก่อัครบุคคลใด. บทว่า สนฺธานํ ปลิฆญฺจ วีติวตฺโต ความว่า บุคคลใด
ก้าวล่วงตัณหาและทิฏฐิ อันได้นามว่า สันธานะ เพราะเป็นเสมือนที่ต่อ
เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องผูกพัน และก้าวล่วงอวิชชา กล่าวคือลิ้ม เพราะ
เป็นเหมือนลิ่ม เพราะกีดกันการเข้าไปสู่นครคือพระนิพพาน คือก้าวล่วง
โดยพิเศษ ด้วยการละกิเลส พร้อมทั้งวาสนา. แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่ง

686
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 687 (เล่ม 44)

กล่าวความโกรธว่า สันธานะ. คำนั้นไม่ควรถือเอา. ก็ ธิติ นั้น ท่าน
เรียกว่า ทำเหตุให้บุคคลอื่นข้องอยู่แล. บทว่า ตํ นิตฺตณฺหํ มุนึ จรนฺตํ
ความว่า ซึ่งพระอริยบุคคลนั้น ชื่อว่าผู้ปราศจากตัณหา เพราะไม่มีตัณหา
แม้โดยประการทั้งปวง ชื่อว่ามุนี เพราะรู้โลกทั้งสอง และรู้ประโยชน์ตน
และประโยชน์ผู้อื่น ชื่อว่าผู้เที่ยวไปด้วยอิริยาบถ ด้วยการยังสมาบัติ
ต่าง ๆ ให้เที่ยวไป และด้วยการยังญาณอันไม่ทั่วไปแก่ญาณอื่นให้เที่ยว
ไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง โดยส่วนเดียวนั่นเอง. บทว่า
นาวชานาติ สเทวโกปิ โลโก ความว่า สัตวโลก ที่เกิดมาด้วยปัญญาของ
ตน พร้อมทั้งเทวโลก พร้อมทั้งพรหม แม้ในกาลไหน ๆ ก็ไม่รู้ ไม่ได้
เสวย โดยที่แท้กระทำให้หนักแน่น ยินดีในการบูชาสักการะโดยเคารพว่า
ผู้นี้เท่านั้น เป็นผู้เลิศ ประเสริฐสูงสุด ประเสริฐยังในโลก ดังนี้แล.
จบอรรถกถาปปัญจขยสูตรที่ ๗
๘. มหากัจจานสูตร
ว่าด้วยพระมหาหัจจานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง
[๑๕๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่าน
พระมหากัจจานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง มีกายคตาสติตั้งมั่นดีแล้วเฉพาะ
หน้าในภายใน ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ทรงเห็นท่านพระมหากัจจานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง มีกายคตาสติตั้งมั่น
ดีแล้วเฉพาะหน้าในภายใน ในที่ไม่ไกล.

687
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 688 (เล่ม 44)

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ผู้ใดพึงตั้งกายคตาคติไว้มั่นแล้วเนือง ๆ ในกาลทุก
เมื่อว่า อะไรๆ อันพ้นจากขันธปัญจกไม่พึงมี อะไร ๆ
ที่ชื่อว่าเป็นของเราก็ไม่พึงมี อะไร ๆ ที่ชื่อว่าตนอัน
พ้นจากขันธ์จักไม่มี และอะไร ๆ ที่เนื่องในตนจักไม่
มีแก่เรา ผู้นั้นมีปกติอยู่ด้วยอนุปุพพวิหาร ตามเห็น
อยู่ในสังขารนั้น พึงข้ามตัณหาได้โดยกาลเกิดขึ้น
แห่งอริยมรรคแล.
จบมหากัจจนสูตรที่ ๘
อรรถกถามหากัจจานสูตร
มหากัจจานสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
อชฺฌตฺต ศัพท์นี้ ในบทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ มาในอรรถว่า เกิดภายใน
ในประโยคมีอาทิว่า อายตนะภายใน ๖ ดังนี้. มาในอรรถว่า เกิดในตน
ในประโยคมีอาทิว่า ธรรมทั้งหลาย เกิดในตน หรือตามเห็นกายในกาย
ภายในตน. มาในอรรถว่า เป็นภายในแห่งอารมณ์ ในประโยคมีอาทิว่า
เพราะไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวง ภิกษุเข้าถึงสุญญตะอันเป็นภายในอยู่
อธิบายว่า ในตำแหน่งที่เป็นใหญ่. จริงอยู่ ผลสมาบัติ ชื่อว่าเป็นฐาน
อันใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. มาในอรรถว่า เป็นภายในแห่งโคจร
ในประโยคมีอาทิว่า อานนท์ ภิกษุนั้น พึงตั้งจิตไว้ด้วยดี เฉพาะภายใน

688
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 689 (เล่ม 44)

ในสมาธินิมิต อันเป็นเบื้องต้นนั้นเท่านั้น. แม้ในที่นี้ ท่านพึงเห็นว่ามา
ในอรรถว่ามีโคจรเป็นภายในนั่นเอง. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า บทว่า
อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ในอารมณ์กัมมัฏฐาน อันเป็นอารมณ์ภายใน. บทว่า
ปริมุขํ แปลว่า ตรงหน้า. บทว่า สุปฏฺฐิตาย ได้แก่ มีสติไปในกายอัน
ตั้งมั่นด้วยดี. ก็ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงฌาน โดยยกสติขึ้นเป็นประธาน.
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า ภิกษุเข้าฌานอันเป็นภายใน คืออันยิ่งที่ตน
ได้ โดยกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
ก็พระเถระนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี
วันหนึ่ง เที่ยวบิณฑบาต ณ กรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตภายหลังฉัน
อาหารเสร็จแล้วเข้าไปสู่วิหาร แสดงวัตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งพัก
ผ่อนในที่พักกลางวัน ยับยั้งอยู่ด้วยสมาบัติต่าง ๆ ตลอดวัน ในเวลาเย็น
หยั่งลงสู่ท่ามกลางวิหาร เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งที่พระคันธกุฏี
จึงคิดว่า นี้ไม่ใช่เวลาที่จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน กำหนดเวลาแล้ว
นั่งเข้าสมาบัติดังกล่าวแล้ว ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่งไม่ไกลแต่พระคันธกุฎี.
พระศาสดา ประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นเอง ทอดพระเนตรเห็นเธอนั่ง
อยู่อย่างนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา
มหากจฺจายโน ฯ เป ฯ สุปฏฺฐิตาย ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการทั้ง
ปวง ถึงการที่ท่านพระมหากัจจานเถระ เข้าฌานที่ตนบรรลุด้วยสติปัฏ-
ฐานภาวนา ให้เป็นบาท แล้วจึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส สิยา สพฺพทา สติ สตตํ กายคตา
อุปฏฺฐิตา ความว่า สติอันไปแล้วในกายทั้งสองอย่าง โดยความต่างแห่ง

689
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 690 (เล่ม 44)

นามและรูป คือมีกายเป็นอารมณ์ พึงเป็นคุณชาต อันภิกษุใด ผู้เริ่ม
บำเพ็ญวิปัสสนา ดำรงไว้ด้วยอำนาจความพยายามอันเป็นไปติดต่อเนือง ๆ
ไม่ขาดสาย โดยพิจารณาลักษณะ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น แห่งอุปาทาน
ขันธ์ ๕ ในกาลทั้งหมด โดยแบ่งวันหนึ่งออกเป็น ๖ ส่วน.
เล่ากันมาว่า ท่านพระมหากัจจานะนี้ ยังฌานให้บังเกิด โดย
กายคตาสติกัมมัฏฐานก่อน แล้วกระทำฌานนั้นให้เป็นบาท เริ่มตั้ง
วิปัสสนา โดยมุข คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว บรรลุพระอรหัต.
ถึงในกาลต่อมา โดยมาก ท่านเข้าฌานนั้นนั่นแหละออกแล้ว พิจารณาเห็น
โดยประการนั้นนั่นแล แล้วเข้าผลสมาบัติ. พระศาสดา เมื่อทรงแสดง
วิธีที่เป็นเหตุให้ท่านบรรลุพระอรหัต จึงตรัสว่า ผู้ที่มีสติในกาลทุกเมื่อ
พึงตั้งกายคตาสติไว้ติดต่อกัน เพื่อจะให้อาการที่กายคตาสตินั้นปรากฏแจ่ม
ชัด จึงตรัสว่า กิเลสกรรมอันพ้นจากขันธปัญจก ไม่พึงมี กิเลสธรรม
ที่ชื่อว่าเป็นของเรา ไม่พึงมี กิเลสกรรม ที่ชื่อว่าตนอันพ้นจากขันธ์
จักไม่มี และกิเลสกรรมที่เนื่องในตน จักไม่มีแก่เรา ดังนี้.
ความข้อนั้น เมื่อว่าโดยพิจารณา พึงทราบโดยเป็น ๒ ส่วน คือ
ด้วยส่วนเบื้องต้น ๑ ด้วยขณะพิจารณา ๑.
ใน ๒ อย่างนั้น พึงทราบโดยส่วนเบื้องต้นก่อน. บทว่า โน จสฺส
โน จ เม สิยา ความว่า หากว่า ในอดีตกาล กิเลสกรรมของเราไม่พึง
มีไซร้ ในกาลอันเป็นปัจจุบันนี้ อัตภาพนี้ จะไม่พึงมีแก่เรา คือไม่พึง
เกิดแก่เรา. ก็เพราะเหตุที่กรรมและกิเลสได้มีแก่เราในอดีตกาล ฉะนั้น
อัตภาพของเราในบัดนี้ ซึ่งมีกรรมกิเลสนั้นเป็นเครื่องหมาย ย่อมเป็นไป.
บทว่า น ภวิสฺสติ น จ เม ภวิสฺสติ ความว่า ในอัตภาพนี้ เพราะปราศ-

690