พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 661 (เล่ม 44)

จูฬวรรควรรณนาที่ ๗
อรรถกถาปฐมภัททิยสูตร
จูฬวรรค ปฐมภัททิยสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภทฺทิโย ในคำว่า ลกุณฺฏกภทฺทิยํ นี้ เป็นชื่อของท่านผู้มี
อายุนั้น. ก็เพราะท่านมีรูปร่างเตี้ย เขาจึงจำท่านได้ว่า ลกุณฏกภัททิยะ.*
เล่ากันมาว่า ท่านเป็นกุลบุตรชาวกรุงสาวัตถี มีทรัพย์มาก มีโภคะ
มาก แต่มีรูปร่างไม่น่าเลื่อมใส มีวรรณะไม่งาม ไม่น่าดุ ค่อม. วันหนึ่ง
เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ท่านพร้อมด้วยอุบาสก ไปยัง
วิหาร ฟังธรรมเทศนา กลับได้ศรัทธา ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว เรียน
กัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดา บำเพ็ญวิปัสสนา บรรลุโสดาปัตติผล
แล้ว. ในกาลนั้น เหล่าภิกษุผู้เสกขบุคคล โดยมากเข้าไปหาท่านพระ-
สารีบุตร ขอกัมมัฏฐาน ขอฟังธรรมเทศนา ถามปัญหาเพื่อมรรคเบื้องสูง.
ท่านพระสารีบุตร เมื่อจะทำความประสงค์ ของท่านเหล่านั้นให้บริบูรณ์
จึงบอกกัมมัฏฐานแสดงธรรม แก้ปัญหา. ภิกษุเหล่านั้น พากเพียรพยายาม
อยู่ บางพวกบรรลุสกทาคามิผล บางพวกบรรลุอนาคามิผล บางพวก
บรรลุอรหัตผล บางพวกได้วิชา ๓ บางพวกได้อภิญญา ๖ บางพวก
ได้ปฏิสัมภิทา ๔. ฝ่ายท่านลกุณฏกภัททิยะเห็นเหตุนั้นแล้ว ถึงเป็นพระ-
เสขบุคคล ก็รู้จักกาล และกำหนดความที่ตนบกพร่องในทางจิต เข้าไปหา
พระธรรมเสนาบดี ได้รับการปฏิสันถารแล้ว ขอให้แสดงธรรมเทศนา.
ฝ่ายพระธรรมเสนาบดี ก็ได้แสดงธรรมอันเหมาะสมแก่อัธยาศัยของท่าน.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตร แสดงกะ
ท่านลกุณฏกภัททิยะ ด้วยธรรมีกถา โดยอเนกปริยายเป็นต้น.
*บาลีเป็น ลกุณฐกภัททิยะ.

661
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 662 (เล่ม 44)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกปริยาเยน ความว่า ด้วยเหตุมาก
มายอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ เบญจขันธ์ จึงเป็นของไม่เที่ยง แม้เพราะ
เหตุนี้ เบญจขันธ์ จึงเป็นทุกข์ แม้เพราะเหตุนี้ เบญจขันธ์ จึงเป็นอนัตตา.
บทว่า ธมฺมิยา กถาย ได้แก่ ด้วยธรรมีกถาอันประกาศความเกิดและดับ
ไปเป็นต้น แห่งอุปาทานขันธ์ ๕. บทว่า สนฺทสฺเสติ ได้แก่ แสดงโดยชอบ
ซึ่งลักษณะมี อนิจลักษณะเป็นต้น เหล่านั้นนั่นแล และญาณมีอุทยัพ-
พยญาณเป็นต้น คือแสดงโดยประจักษ์ ดุจเอามือจับ. บทว่า สมาท-
เปติ ความว่า ให้ถือเอาโดยชอบ ซึ่งวิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์
ในลักษณะเหล่านั้น คือ ให้ถือเอา โดยประการที่จิตดำเนินไปตามวิถี.
บทว่า สมุตฺเตเชติ ความว่า เมื่อเริ่มวิปัสสนา เมื่ออุทยัพพยญาณเป็นต้น
แห่งสังขารปรากฏ ท่านย่อมยังวิปัสสนาให้หยั่งลงสู่วิถีอันเป็นสายกลาง
โดยอนุวัตตามโพชฌงค์ ด้วยการประคอง การข่ม และการพิจารณา
ตามเวลาแล้วยังวิปัสสนาจิตให้เกิดความอาจหาญโดยชอบ คือให้ผ่องแผ้ว
ด้วยการทำวิปัสสนาจิตให้หมดจด เพราะกระทำอินทรีย์ให้หมดจด เหมือน
วิปัสสนาญาณนำมาซึ่งความเป็นธรรมชาติกล้า ผ่องใส ฉะนั้น. บทว่า
สมฺปหํเสติ ความว่า ย่อมยังจิตให้ร่าเริงโดยชอบ หรือให้ยินดีด้วยดี โดย
ความยินดีที่ได้มา โดยการเจริญวิปัสสนา อันให้เป็นไปอยู่อย่างนั้น ให้
เป็นไปโดยสม่ำเสมอ และโดยพลังแห่งภาวนาที่จะพึงได้สูง ๆ ขึ้นไป.
บทว่า อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิ ความว่า เมื่อเธอพิจารณา
ลักษณะที่ถ่องแท้ ยังญาณให้เป็นไปตามกระแสเทศนา เพราะเธอถึง
ความแก่กล้าแห่งญาณตามอานุภาพเทศนาของพระเถระ และเพราะตน
สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย โดยประการที่พระธรรมเสนาบดีแสดงธรรม จิตของ

662
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 663 (เล่ม 44)

ท่านไม่ยึดอาสวะอะไร ๆ มีกามาสวะเป็นต้น หลุดพ้นโดยเด็ดขาด ตาม
ลำดับแห่งมรรค อธิบายว่า กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการ
ทั้งปวง ซึ่งอรรถนี้ กล่าวคือท่านพระลกุณฏกภัททิยะ ยินดีในพระ-
อรหัตผลแล้ว จึงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺธํ ได้แก่ ในรูปธาตุ และอรูปธาตุ.
บทว่า อโธ แปลว่า ในกามธาตุ. บทว่า สพฺพธิ แปลว่า ในสังขารแม้
ทั้งหมด. บทว่า วิปฺปมุตฺโต ได้แก่ หลุดพ้นแล้ว โดยประการทั้งปวง ด้วย
วิกขัมภนวิมุตติในส่วนเบื้องต้น และด้วยสมุจเฉทวิมุตติ และปฏิปัสสัทธิ-
วิมุตติ ในส่วนเบื้องปลาย. ก็ในบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อุทฺธํ วิปฺปมุตฺโต
นี้ ทรงแสดงถึงการละสังโยชน์ อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕. ด้วยบทว่า อโธ
วิปฺปมุตฺโต นี้ ทรงแสดงถึงการละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕. ด้วย
คำว่า สพฺพธิ วิปฺปมุตฺโต นี้ ทรงแสดงถึงการละอกุศลทั้งปวงที่เหลือ.
อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า อุทฺธํ เป็นศัพท์แสดงอนาคตกาล. บทว่า อโธ
เป็นศัพท์แสดงอดีตกาล. ด้วยศัพท์ทั้งสองนั้นแหละ เป็นอันถือเอา
ปัจจุบันนัทธา เพราะเกี่ยวกับระหว่างอดีตกาลกับอนาคตกาล. ในสอง
ศัพท์นั้น ด้วยอนาคตกาลศัพท์ เป็นอันถือเอา ขันธ์ อายตนะ ธาตุ
อันเป็นอนาคต. แม้ในบทที่เหลือ ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สพฺพธิ ได้แก่
ในภพทั้งปวงมีกามภพเป็นต้น. มีคำอธิบายดังต่อไปนี้ว่า หลุดพ้นแล้ว
ในภพทั้งปวง ที่สงเคราะห์ด้วย ๓ กาล อย่างนี้ คืออนาคตกาล อดีตกาล
และปัจจุบันนกาล. บทว่า อยมหมสฺมีติ อนานุปสฺสิ ความว่า ผู้ใด
หลุดพ้นอย่างนี้ ผู้นั้น ย่อมไม่ตามเห็น ในรูปเวทนาเป็นต้น อย่างนี้

663
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 664 (เล่ม 44)

โดยสำคัญด้วยอำนาจทิฏฐิและมานะว่า เราเป็นธรรมชื่อนี้ อธิบายว่า ผู้นั้น
ไม่มีเหตุในทัสนะเช่นนั้น. อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า อยมหมสฺมีติ อนานุ-
ปสฺสิ นี้ เป็นบทแสดงอุบายเครื่องบรรลุวิมุตติตามที่กล่าวแล้ว. วิปัสสนาอัน
เป็นวุฏฐานคามิมีอันเป็นส่วนเบื้องต้น อันกระทำความไม่ตั้งมั่น ด้วยความ
สำคัญ อันมีสภาวะที่เป็นไปในสังขารอันเป็นไปในภูมิ ๓ ซึ่งสงเคราะห์
ด้วยกาล ๓ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวของเราแล้ว เกิดขึ้น
อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวของเรา ดังนี้
วิปัสสนานั้น เป็นปทัฏฐานของวิมุตติ. บทว่า เอวํวิมุตฺโต อุทตาริ โอฆํ
อติณฺณปุพฺพํ อปุนพฺภวาย ความว่า พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นแล้ว โดย
ประการทั้งปวง จากสังโยชน์ ๑๐ และจากอกุศลทั้งปวงด้วยประการฉะนี้
ชื่อว่า เป็นผู้ข้ามโอฆะ ๔ อย่างนี้ คือ โอฆะคือกาม ๑ โอฆะคือภพ ๑
โอฆะคือทิฏฐิ ๑ โอฆะคืออวิชชา ๑ ที่ตนยังไม่เคยข้าม แม้ในที่สุด
แห่งความฝัน ในกาลก่อนแต่การบรรลุอริยมรรค หรือข้ามขึ้น คือข้ามพ้น
โอฆะใหญ่ คือสงสารนั่นเอง โดยไม่มีภพใหม่ คือโดยอนุปาทิเสสนิพพาน-
ธาตุ อธิบายว่า ข้ามพ้น ดำรงอยู่ในฝั่ง.
จบอรรถกถาปฐมภัททิยสูตรที่ ๑
๒. ทุติยภัททิยสูตร
ว่าด้วยบุคคลตัดวัฏฏะได้แล้วย่อมสิ้นทุกข์
[๑๔๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่าน

664
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 665 (เล่ม 44)

พระสารีบุตร สำคัญท่านพระลกุณฐกภัททิยะว่า เป็นพระเสขะ จึง
ชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา
โดยอเนกปริยายยิ่งกว่าประมาณ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นท่านพระ-
สารีบุตรสำคัญท่านพระลกุณฐกภัททิยะว่า เป็นพระเสขะ ชี้แจงให้เห็นแจ้ง
ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา โดยอเนกปริยายยิ่ง
กว่าประมาณ.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
บุคคลตัดวัฏฏะได้แล้ว บรรลุถึงนิพพานอันเป็น
สถานที่ไม่มีตัณหา ตัณหาที่บุคคลให้เหือดแห้งแล้ว
ย่อมไม่ไหลไป. วัฏฏะที่บุคคลตัดได้แล้ว ย่อมไม่เป็น
ไป นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์.
จบทุติยภัททิยสูตรที่ ๒
อรรถกถาทุติยภัททิยสูตร
ทุติยภัททิยสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เสโขติ มญฺญมาโน ได้แก่ สำคัญว่า ท่านพระภัททิยะนี้เป็น
พระเสขะ. ในคำนั้น มีวจนัตถะดังต่อไปนี้ ชื่อว่าเสขะ เพราะยังต้องศึกษา.
ศึกษาอะไร ? ศึกษาอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา. อีกอย่างหนึ่ง การ
ศึกษา ชื่อว่าสิกขา การศึกษานั้นเป็นปกติของผู้นั้น เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า
ผู้มีการศึกษา. จริงอยู่ ผู้นั้น ชื่อว่า มีการศึกษาเป็นปกติโดยส่วนเดียว
เพราะมีการศึกษายังไม่จบ และเพราะน้อมใจไปในการศึกษานั้น แต่มิใช่
ผู้จบการศึกษาเหมือนอย่างพระอเสขะ ผู้ระงับการขวนขวายในการศึกษา

665
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 666 (เล่ม 44)

นั้น ทั้งมิใช่ผู้ละทิ้งการศึกษา เหมือนชนมากมาย ผู้ไม่น้อมใจไปในการ
ศึกษานั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเสขะ เพราะเกิดสิกขา ๓ หรือมีใน
สิกขา ๓ นั้น โดยอริยชาติ.
บทว่า ภิยฺโยโส มตฺตาย แปลว่า ยิ่งโดยประมาณ อธิบายว่า ยิ่ง
เกินประมาณ.
จริงอยู่ ท่านลกุณฏกภัททิยะ นั่งอยู่ตามเดิมนั่นแหละบรรลุธรรม
เครื่องสิ้นไปแห่งอาสวะ ด้วยโอวาทแรกตามวิธีดังกล่าวในสูตรแรก. ฝ่าย
พระธรรมเสนาบดีไม่ทราบการบรรลุพระอรหัตนั้นของท่าน โดยมิได้
คำนึงถึง สำคัญว่ายังเป็นพระเสขะอยู่ตามเดิม เหมือนบุรุษผู้มีใจกว้าง
ขวาง เขาขอน้อยก็ให้มากฉะนั้น ย่อมแสดงธรรมเพื่อสิ้นอาสวะ โดย
อเนกปริยายยิ่ง ๆ ขึ้นไปทีเดียว. ฝ่ายท่านลกุณฏกภัททิยะมิได้คิดว่า บัดนี้
เราทำกิจเสร็จแล้ว จะมีประโยชน์อะไรด้วยโอวาทนี้ จึงพึงโดยเคารพ
เหมือนในกาลก่อนทีเดียว เพราะความเคารพในพระสัทธรรม. พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทรงเห็นดังนั้น ประทับนั่งอยู่ในพระคันธกุฎีนั่นแหละ ทรง-
กระทำโดยที่พระธรรมเสนาบดี รู้ธรรมเป็นที่สิ้นกิเลสของท่าน ด้วย
พุทธานุภาพ จึงทรงเปล่งอุทานนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เตน
โข ปน สมเยน เป็นต้น.
คำที่จะพึงกล่าวในข้อนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในอนันตรสูตร
นั้นแล.
ก็ในคาถามีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ บทว่า อจฺเฉจฺฉิ วฏฺฏํ ความว่า
ตัดกิเลสวัฏได้เด็ดขาด ก็เมื่อตัดกิเลสวัฏได้แล้ว ก็เป็นอันชื่อว่าตัด
กัมมวัฏได้ด้วย. ตัณหาท่านเรียกว่า อาสา ความหวัง ในคำว่า พฺยาคา

666
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 667 (เล่ม 44)

นิราสํ นี้ พระนิพพาน ชื่อว่า นิราสะ เพราะไม่มีความหวัง ชื่อว่า
พฺยาคา เพราะถึง คือบรรลุพระนิพพาน อันปราศจากความหวังนั้น
โดยพิเศษ. อธิบายว่า เพราะบรรลุอรหัตมรรคแล้ว จึงชื่อว่า บรรลุ
โดยเว้นจากเหตุแห่งความบรรลุอีก.
เพราะเหตุที่ตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ กิเลสชื่อว่า อันท่านยังละ
ไม่ได้ด้วยการละนั้น ย่อมไม่มี ฉะนั้นเมื่อจะแสดงการละตัณหาให้พิเศษ
แก่ท่าน จึงตรัสคำว่า ตัณหาที่บุคคลให้เหือดแห้งแล้ว ย่อมไม่ไหลไป
ดังนี้เป็นต้น.
คำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ แม่น้ำคือตัณหา อันบุคคลให้เหือดแห้ง
โดยไม่มีส่วนเหลือ ด้วยทำมรรคญาณที่ ๔ ให้เกิดขึ้น เหมือนแม่น้ำใหญ่
เหือดแห้งไป เพราะปรากฏพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ในบัดนี้ ย่อมไม่ไหลไป
คือ ตั้งแต่นี้ไป ย่อมไม่เป็นไป. ก็ตัณหาท่านเรียกว่า สริตา. อย่างที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า
โสมนัสทั้งหลาย อันซ่านไป และมีใยยางย่อม
มีแก่สัตว์.
และว่า ตัณหา อันชื่อว่าสริตาซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ดุจเครือเถา. บทว่า
ฉินฺนํ วฏฺฏํ น วตฺตติ ความว่า วัฏฏะอันขาดแล้ว ด้วยการตัดขาด
กิเลสวัฏอย่างนี้ กัมมวัฏที่ตัดขาด ด้วยการให้ถึงความไม่เกิดขึ้นเป็น
ธรรม และความไม่มีวิบากเป็นธรรม ย่อมไม่เป็นไป คือย่อมไม่เกิด.
บทว่า เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส ความว่า ความไม่เป็นไป แห่งกัมมวัฏ
เพราะกิเลสวัฏไม่มีโดยประการทั้งปวงนั้น คือความไม่เกิดขึ้นแห่งวิปาก-

667
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 668 (เล่ม 44)

วัฏต่อไป โดยส่วนเดียวแท้ ๆ เป็นที่สุด เป็นเขตกำหนด เป็นภาวะ
ที่หมุนเวียน ของสังสารทุกข์ แม้ทั้งสิ้น.
จบอรรถกถาทุติยภัททิยสูตรที่ ๒
๓. ปฐมกามสูตร
ว่าด้วยสัตว์ผู้ต้องข้องอยู่ในกาม
[ ๑๔๙ ] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล มนุษย์
ทั้งหลายในพระนครสาวัตถี โดยมากเป็นผู้ข้องแล้วในกามเกินเวลา เป็น
ผู้กำหนัดแล้ว ยินดีแล้ว รักใคร่แล้ว หมกมุ่นแล้ว พัวพันแล้ว มืดมน
มัวเมาอยู่ในกามทั้งหลาย ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า ภิกษุเป็นอันมาก
นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้นเที่ยว
บิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตในภายหลังภัตแล้ว
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส มนุษย์ทั้งหลายในพระนครสาวัตถี
โดยมากเป็นผู้ข้องแล้วในกามเกินเวลา เป็นผู้กำหนัดแล้ว ยินดีแล้ว
หมกมุ่นแล้ว พัวพันแล้ว มืดมนมัวเมาอยู่ในกามทั้งหลาย.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

668
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 669 (เล่ม 44)

สัตว์ทั้งหลายข้องแล้วในกาม ของแล้วในกาม
ด้วยธรรมเป็นเครื่องข้อง ไม่เห็นโทษในสังโยชน์
ข้องแล้วในธรรม เป็นเครื่องข้องคือสังโยชน์ พึง
ข้ามโอฆะอันกว้างใหญ่ไม่ได้เลย.
จบปฐมกามสูตรที่ ๓
อรรถกถาปฐมกามสูตร
ปฐมกามสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาเมสุ ได้แก่ ในวัตถุกาม. บทว่า อติเวลํ ได้แก่ เกินเวลา.
บทว่า สตฺตา ได้แก่ สัตว์ อธิบายว่าผู้ติด คือ ข้อง โดยไม่เห็นโทษแม้ที่
มีอยู่ ระลึกถึงแต่ความยินดี ติดข้อง เพราะมากไปด้วยอโยนิโสมนสิการ.
บทว่า รตฺตา ชื่อว่า กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้วด้วยฉันทราคะ อัน
เป็นเครื่องทำจิตให้เปลี่ยนแปลง เหมือนผ้าเปลี่ยนไปด้วยการย้อมสีฉะนั้น.
บทว่า คิทฺธา ความว่า ติด คือ ถึงความกำหนัด โดยการเพ่ง ซึ่งมีความ
หวังเป็นสภาวะ. บทว่า คธิตา ความว่า เกี่ยวเนื่องในกามนั้น เพราะเป็น
ภาวะที่เปลื้องได้ยาก ดุจร้อยรัดไว้. บทว่า มุจฺฉิตา ความว่า ไม่มีกิจ
อย่างอื่น คือ ถึงความหมกมุ่นงมงาย ด้วยอำนาจกิเลส ดุจคนสลบฉะนั้น.
บทว่า อชฺโฌปนฺนา ความว่า กลืนให้สำเร็จตั้งอยู่ ทำให้เหมือนสิ่งที่
ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น. บทว่า สมฺมตฺตกชาตา ความว่า ถึงความเป็นผู้ดื่มด่ำ
ในกามทั้งหลาย คือเป็นผู้มัวเมา เมามาย ในสุขเวทนามีประมาณน้อย.
บาลีว่า สมฺโมทกชาตา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า เกิดความบันเทิงใจ คือ

669
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 670 (เล่ม 44)

เกิดความร่าเริงใจ ด้วยบทแม้ทั้งหมด ท่านกล่าวถึงความที่ชนเหล่านั้น
หมกมุ่นด้วยตัณหานั่นเอง ก็ในสูตรนี้ คำต้นท่านกล่าวว่า กาเมสุ แล้ว
กล่าวซ้ำว่า กาเมสุ อีก ก็เพื่อแสดงว่าสัตว์เหล่านั้นมีจิตน้อมไปในกาม
นั้น. ด้วยคำนั้น ท่านแสดงว่า สัตว์เหล่านั้น เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกาม-
คุณ ในทุกอิริยาบถอยู่ในเวลานั้น.
เล่ากันมาว่า สมัยนั้น เว้นพระอริยสาวกเสีย ชาวกรุงสาวัตถี
ทั้งหมด ต่างโฆษณาถึงการเล่นมหรสพ ตระเตรียมพื้นที่การเล่นไปตาม
กำลังสมบัติที่มี กินดื่มบริโภคกามทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ บำเรออินทรีย์
ถึงความดื่มดำในกามทั้งหลาย. พวกภิกษุทั้งหลาย พากันเที่ยวบิณฑบาต
ในกรุงสาวัตถี เห็นมนุษย์ในเรือนนั้น ๆ และในสวนเป็นที่รื่นรมย์เป็นต้น
พากันโฆษณาการเล่นมหรสพ มีจิตน้อมไปในกาม ปฏิบัติอย่างนั้นอยู่
พากันคิดว่า เราจักไปวิหาร ได้ฟังธรรมเทศนาอันละเอียดสุขุม ดังนี้
แล้ว จึงกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า อถ โข สมฺพหุลา ภิกขู ฯ เป ฯ กาเมสุ วิหรนฺติ ดังนี้.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการ
ทั้งปวง ถึงความที่มนุษย์เหล่านั้น ไม่เห็นโทษในกามทั้งหลาย ที่น่ากลัว
อดกลั้นไม่ได้และมีผลเผ็ดร้อน มีที่เล่นอันน่ารื่นรมย์ มีความเร่าร้อนมาก
อันความพินาศเป็นอเนกติดตามผูกพันนี้ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันประ-
กาศโทษแห่งกามและกิเลส.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเมสุ สตฺตา ความว่า ผู้กำหนัด
มัวเมา ข้อง ซ่านไป ติด พัวพัน ประกอบ ในวัตถุกาม ด้วยกิเลสกาม
บทว่า กามสงฺคสตฺตา ความว่า ชื่อว่าผู้ข้อง คือมาข้องด้วยเครื่องข้อง

670