พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 651 (เล่ม 44)

หาภิกษุผู้ที่ตนชอบใจและนับถือ บางพวกใส่ใจโดยแยบคายยับยั้งอยู่ตลอด
วัน. ครั้นเวลาเย็น อุบาสกเหล่านั้นก็ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เมื่อพระศาสดา ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่บรรจงจัดไว้ใน
กลางแจ้งใกล้พระคันกุฎี ตั้งแต่มณฑปแห่งธรรมสภา และเมื่อภิกษุสงฆ์
เข้าไปเฝ้านั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เพื่อจะชำระอุโบสถให้สะอาด
และเพื่อจะพอกพูนโยนิโสมนสิการ จึงไม่กลับไปยังพระนคร ประสงค์
จะอยู่ในพระวิหารเท่านั้น จึงเหลืออยู่. ครั้งนั้น อุบาสกเหล่านั้น ตาม
ประทีปน้ำมันเป็นอันมาก เพื่อบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้ว
เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วประคองอัญชลีแต่ภิกษุสงฆ์ นั่ง ณ
ส่วนสุดภิกษุสงฆ์ สังสนทนากันว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกเดียรถีย์
เหล่านี้กล่าวยึดถือทิฏฐิต่าง ๆ และเมื่อกล่าวอย่างนั้น บางคราวกล่าวว่า
เที่ยง บางคราวกล่าวว่าไม่เที่ยง ไม่ตั้งอยู่ในทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอุจ-
เฉททิฏฐิเป็นต้น เป็นเสมือนคนบ้า ยกย่องทิฏฐิใหม่ ๆ ว่า สิ่งนี้เท่านั้น
จริง สิ่งอื่นเปล่า เดียรถีย์เหล่านั้น ผู้ยึดถืออย่างนั้น มีคติเป็นอย่างไร
อภิสัมปรายภพของพวกเขาเป็นอย่างไร. ก็สมัยนั้น แมลงเม่าเป็นอันมาก
เมื่อตกลง ก็ตกลงที่ประทีปน้ำมันเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ก็สมัยนั้นแล แมลงเม่าเป็นอันมากตกลง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิปาตกา แปลว่า แมลงเม่าซึ่งท่าน
กล่าวว่า สลภา ดังนี้ก็มี. จริงอยู่ แมลงเม่าเหล่านั้น ท่านประสงค์เอาว่า
อธิปาตกา เพราะตกลงสู่เปลวประทีป. บทว่า อาปาตปริปาตํ แยกเป็น
อาปาตํ ปริปาตํ อธิบายว่า ตกลงทั่ว ๆ ตกลงรอบ ๆ คือหมุนตกลง
ตรงหน้าแล แล้วตกลง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ตกลงรอบ ๆ ในทาง

651
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 652 (เล่ม 44)

ไปมา. อธิบายว่า ในทางที่มา เมื่อมีประทีปอยู่ในทางมาของตน ก็
ตกลง ๆ. บทว่า อนยํ แปลว่า ความไม่เจริญ คือความทุกข์. บทว่า
พฺยสนํ แปลว่า ความพินาศ. จริงอยู่ ด้วยบทต้น ท่านแสดงถึงทุกข์
ปางตาย ด้วยบทหลัง ท่านแสดงถึงความตายของแมลงเม่าเหล่านั้น. ใน
แมลงเม่าเหล่านั้น สัตว์บางพวกตายพร้อมกับการตกลง บางพวกก็ถึง
ทุกข์ปางตาย.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบถึงการที่แมลงเม่าทั้ง-
หลาย ไม่รู้ประโยชน์คนถึงความวอดวายไร้ประโยชน์ ด้วยความพยายาม
ของตนนี้ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความวอดวายของทิฏฐิคติก-
บุคคล โดยการถือผิดเหมือนแมลงเม่าเหล่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปาติธาวนฺติ น สารเมนฺติ ความว่า
ไม่ถึงธรรมอันเป็นสาระ ต่างโดย ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ เป็นต้น
คือไม่ถึงโดยการตรัสรู้สัจจะ ๔. แต่เมื่อธรรมอันเป็นสาระพร้อมทั้งอุบาย
นั้น ยังดำรงอยู่นั่นแหละ. พวกเขาเป็นเสมือนเข้าถึงธรรมอันเป็นสาระนั้น
เพราะหวังธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น ย่อมแล่นไป คือเลยไป ด้วยทิฏฐิ-
วิปัลลาส อธิบายว่า ยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เที่ยง งาม สุข
มีตัวตน. บทว่า นวํ นวํ พนฺธนํ พฺรูหยนฺติ ความว่า ก็เมื่อยึดถืออย่างนั้น
ชื่อว่าย่อมพอกพูน คือขยายธรรมเป็นเครื่องผูกใหม่ ๆ กล่าวคือตัณหา
และทิฏฐิ. บทว่า ปตนฺติ ปชฺโชตมิวาธิปาตา ทิฏฺเฐ สุเต อิติเหเก
นิวิฏฺฐา ความว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เพราะถูกเครื่องผูกคือตัณหา
และทิฏฐิผูกพันไว้อย่างนี้ จึงยึดถือในรูปารมณ์ที่ตนเห็น คือในรูปารมณ์
ที่ตนเห็นด้วยจักขุวิญญาณของตน หรือด้วยทิฏฐิทัสสนะของตนนั่นแล และ

652
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 653 (เล่ม 44)

ในสัททารมณ์ที่ตนได้ยินมา ด้วยเหตุเพียงได้ยินได้ฟังมาเท่านั้นว่า เพราะ
เหตุนั้นแล สิ่งนี้ย่อมเป็นอย่างนี้โดยแน่นอน ยึดถือโดยนัยมีอาทิว่า สิ่ง
ทั้งปวงเที่ยงด้วยการยึดถือผิด ๆ หรือเมื่อไม่รู้ธรรมเป็นเหตุสลัดออกที่เป็น
ประโยชน์โดยส่วนเดียว ย่อมตกไปในหลุมถ่านเพลิงถ่ายเดียว กล่าวคือ
ภพ ๓ ที่ไฟ ๑๑ กองมีราคะเป็นต้นลุกโชนแล้ว เหมือนแมลงเม่าเหล่านี้
ตกไปสู่เปลวเพลิงนี้ฉะนั้น อธิบายว่า เขาไม่อาจจะเงยศีรษะขึ้นได้ จาก
หลุมถ่านเพลิงนั้น.
จบอรรถกถาอุปาติสูตรที่ ๙
๑๐. อุปปัชชันติสูตร
ว่าด้วยแสงหิ่งห้อยกับแสงอาทิตย์
[๑๔๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่าน
พระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น
ในโลก เพียงใด พวกอัญญเดียรถีย์ย่อมเป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ
นับถือ บูชา ยำเกรง และได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัย
เภสัชบริขาร เพียงนั้น แต่เมื่อใด พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก ย่อมเป็นผู้อันมหาชนไม่

653
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 654 (เล่ม 44)

สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง และไม่ได้จีวรบิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ย่อมเป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา
ยำเกรง และได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ จริงอย่างนั้น ดูก่อนอานนท์
จริงอย่างนั้น ดูก่อนอานนท์ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่
เสด็จอุบัติขึ้นโลกเพียงใด...แต่เมื่อใดพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ-
เจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก...
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
หิ่งห้อยนั้น ส่งแสงสว่างอยู่ชั่วเวลาพระอาทิตย์
ยังไม่ขึ้น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นไปแล้ว หิงห้อยนั้นก็อับ
แสง และไม่สว่างได้เลย พวกเดียรถีย์สว่างเหมือน
หิ่งห้อยนั้น ตราบเท่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก แต่เมื่อใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก เมื่อนั้น พวกเดียรถีย์และแม้
สาวกของพวกเดียรถีย์เหล่านั้นย่อมไม่หมดจด พวก
เดียรถีย์มีทิฏฐิชั่วย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์.
จบอุปปัชชันติสูตรที่ ๑๐
จบชัจจันธวรรคที่ ๖

654
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 655 (เล่ม 44)

อรรถกถาอุปปัชชันติสูตร
อุปปัชชันติสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ยาวกีวํ แปลว่า ตลอดกาลเพียงใด. บทว่า ยโต ความว่า
ในกาลใด คือตั้งแต่เวลาใด หรือว่าในกาลใด. ด้วยบทว่า เอวเมตํ
อานฺนท พระองค์ทรงแสดงว่า อานนท์ ข้อที่เธอกล่าวว่า เมื่อตถาคต
อุบัติขึ้น ลาภและสักการะย่อมเจริญยิ่งแก่ตถาคตและแก่สาวกของตถาคต
เท่านั้น ส่วนพวกเดียรถีย์ เป็นผู้ไร้เดช หมดรัศมี เสื่อมลาภและสักการะ
นั่นย่อมเป็นอย่างนั้น ข้อนั้นหากลายเป็นอย่างอื่นไม่ จริงอยู่ เมื่อจักร
รัตนะของพระเจ้าจักพรรดิปรากฏ สัตวโลกละจักรรัตนะ ไม่ทำการบูชา
สักการะและสัมมานะ ให้เป็นไปในที่อื่น แต่สัตวโลกทั้งมวลล้วนสักการะ
เคารพ นับถือ บูชา จักรรัตนะเท่านั้น โดยภาวะทั้งปวง ดังนั้น แม้
วิบากเป็นเครื่องไหลออกเพียงเป็นบุญที่ซ่านไปตามวัฏฏะ ก็ยังมีอานุภาพ
มากถึงเพียงนั้น จะต้องกล่าวไปไยเล่า ถึงพุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ สังฆ-
รัตนะ อันทรงไว้ซึ่งจำนวนคุณหาที่สุดหาประมาณมิได้ ซึ่งเป็นเครื่อง
สนับสนุนพลังแห่งบุญอันส่งผลให้ไปถึงพระนิพพาน.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
แล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เมื่อพระอรหันต์ ๖๑ องค์
บังเกิดขึ้นในโลกตามลำดับ จึงทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ องค์ เพื่อจาริก
ไปตามชนบท พระองค์เสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศ ให้ชฎิล ๑,๐๐๐ คน
มีอุรุเวลกัสสปะเป็นหัวหน้า ดำรงอยู่ในพระอรหัต แวดล้อมไปด้วยพระ-
อรหันต์เหล่านั้น ประทับนั่งที่สวนตาลหนุ่ม ทำชนชาวอังคะและมคธ

655
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 656 (เล่ม 44)

ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ประมาณได้ ๑๒๐,๐๐๐ คน ให้หยั่ง
ลงในพระศาสนาในคราวที่พระองค์ประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์. จำเดิมแต่
นั้น ลาภและสักการะของเดียรถีย์ทุกจำพวก ย่อมกลับเสื่อมลงทีเดียว
โดยประการที่ลาภและสักการะเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
และภิกษุสงฆ์. ภายหลังวันหนึ่ง ท่านพระอานนท์นั่งพักในที่พักกลางวัน
พิจารณาถึงสัมมาปฏิบัติ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระอริยสงฆ์ เกิดปีติ
และโสมนัส จึงรำพึงถึงข้อปฏิบัติของเดียรถีย์เหล่านั้นว่า การปฏิบัติของ
พวกเดียรถีย์เป็นอย่างไรหนอ. ลำดับนั้น การปฏิบัติชั่วแม้โดยประการ
ทั้งปวง ของพวกเดียรถีย์เหล่านั้น ปรากฏแล้วแก่ท่านพระอานนท์. ท่าน
พระอานนท์คิดว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่ามีอานุภาพมากถึงอย่างนี้
ผู้บรรลุพระบารมีอย่างสูงสุด แห่งอุปนิสัยของบุญ และสัมมาปฏิบัติ และ
เมื่อพระอริยสงฆ์ยังทรงอยู่ พวกอัญเดียรถีย์เหล่านี้ จึงปฏิบัติชั่วถึง
อย่างนี้ ไม่เคยทำบุญ เป็นดังคนกำพร้า จึงจักมีลาภ เป็นผู้อันเขา
สักการะอย่างไร จึงเกิดความกรุณาในการเสื่อมลาภและสักการะของพวก
เดียรถีย์ขึ้น ต่อนั้น จึงได้กราบทูลความปริวิตกของตน แด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า โดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลกเพียงใด. ก็พระผู้มีพระภาค-
เจ้าไม่ได้ตรัสกะเธอว่า อานนท์ เธอมีความปริวิตกผิดไปแล้ว ดังนี้แล้ว
จึงตั้งพระศอขึ้นตรง เช่นกับกลองทอง ทรงกระทำพระพักตร์ให้อิ่มเอิบ
อันงดงามปานดอกบัวที่บานสะพรั่ง ให้น่าเลื่อมใสยิ่งนัก ทรงร่าเริงว่า
ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น อานนท์ แล้วทรงอำนวยตามคำของพระอานนท์ โดย

656
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 657 (เล่ม 44)

นัยมีอาทิว่า ยาวกีวญฺจ ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล
ท่านพระอานนท์ ฯ ล ฯ และพระภิกษุสงฆ์ ดังนี้เป็นต้น.
ครั้นเมื่อเกิดเหตุแห่งเรื่องนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสปาเวรุ-
ชาดกว่า แม้ในอดีตกาล เรายังไม่อุบัติขึ้น ชนชั้นต่ำบางพวกได้ความ
นับถือเป็นอันมาก ตั้งแต่เราอุบัติแล้ว อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นก็ได้เป็นผู้
เสื่อมลาภและสักการะ.
บทว่า เอตมตฺถ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการ
ทั้งปวง ซึ่งอรรถนี้ว่า ทิฏฐิคติกบุคคลมีสักการะและสัมมานะ ตลอดเวลา
ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลก นับตั้งแต่เวลาที่พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นอุบัติแล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็เสื่อมลาภสักการะ
หมดรัศมี ไร้เดช และพวกเขาไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ เพราะการปฏิบัติชั่ว
จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอภาสติ ตาว โส กิมิ ความว่า หิงห้อย
นั้นยังสว่างรุ่งโรจน์แผดแสงอยู่เพียงนั้นนั่นแล. บทว่า ยาว น อุณฺณมติ
ปภงฺกโร ความว่า พระอาทิตย์อันได้นามว่า ปภังกร เพราะกระทำให้
มีแสงสว่างในขณะเดียวกัน ในมหาทวีปทั้ง ๔ ยังไม่ทอแสง คือยังไม่ขึ้น
ไปตราบใด. จริงอยู่ เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น พวกหิ่งห้อยก็ได้โอกาส
เปลี่ยนแสง เช่นกับผลไม้มีหนาม ย่อมส่งแสงในที่มืด. บทว่า เวโรจนมฺหิ
อุคฺคเต หตปฺปโภ โหติ น จาปิ ภาสติ ความว่า เมื่อพระอาทิตย์ อันได้
นามว่า วิโรจนะ เพราะมีสภาวะส่องแสง โดยรัศมีแผ่ออกพันดวงกำจัด
ความมืดโดยรอบขึ้นไปแล้ว หิงห้อยหมดรัศมี ไร้เดช เป็นสีดำ ไม่มี

657
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 658 (เล่ม 44)

แสงสว่าง ไม่แผดแสง เหมือนความมืดในราตรี. บทว่า เอวํ โอภาสิตเมว
ติตฺถิยานํ ความว่า หญิงห้อยนั้น ก่อนแต่พระอาทิตย์ขึ้น ย่อมส่องแสงฉันใด
พวกเดียรถีย์อันได้นามว่า ตักกิกา เพราะยึดถือทิฏฐิ ด้วยเหตุเพียงตริตรึก
กำหนด สว่างคือตั้งส่องแสงด้วยเดชแห่งลัทธิของตน ตราบเท่าที่พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลก. บทว่า น ตกฺกิกา สุชฺฌนฺติ
น จาปิ สาวกา ความว่า ก็ในคราวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้น
ในโลก ทิฏฐิคติกบุคคล ย่อมไม่บริสุทธิ์ ย่อมไม่งาม ทั้งสาวกของทิฏฐิ-
คติกบุคคลเหล่านั้น ก็ไม่งาม ถึงกระนั้นก็ถูกกำจัดรัศมี ไม่ปรากฏเหมือน
ลูกศรที่ยิงไปในราตรี. อีกอย่างหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่เสด็จ
อุบัติขึ้นในโลกเพียงใด พวกเดียรถีย์ก็ยังแผดแสงโชติช่วง ตามลัทธิของ
ตน หลังจากนั้นก็ไม่มีแสง. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่พวกเดียรถีย์ไม่
บริสุทธิ์ ทั้งสาวกของเขาก็ไม่บริสุทธิ์. เพราะพวกเดียรถีย์เหล่านั้น กล่าว
ธรรมวินัยไว้ไม่ดี ไร้การปฏิบัติชอบ ย่อมไม่บริสุทธิ์จากสงสารไปได้
เพราะคำสอนไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ผู้มี
ทิฏฐิชั่ว ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ดังนี้เป็นต้น. จริงอยู่ พวกเดียรถีย์
ทั้งหลาย ชื่อว่าผู้มีทิฏฐิชั่ว คือมีทิฏฐิอันยึดถือไว้ผิด ได้แก่มีความเห็น
ผิด เพราะไม่มีลัทธิตามความเป็นจริง ไม่สละทิฏฐินั้นแล้ว แม้ในกาล
ไหน ๆ ก็ไม่พ้นไปจากทุกข์ในสงสารได้เลย.
จบอรรถกถาอุปปัชชันติสูตรที่ ๒
จบชัจจันธวรรควรรณนาที่ ๖

658
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 659 (เล่ม 44)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อายุสมโอสัชชนสูตร ๒. ปฏิสัลลานสูตร ๓. อาหุสูตร ๔. ปฐม-
กิรสูตร ๕. ทุติยกิรสูตร ๖. ติตถสูตร ๗. สุภูติสูตร ๘. คณิกาสูตร-
๙. อุปาติสูตร ๑๐. อุปปัชชันติสูตร และอรรถกถา.

659
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 660 (เล่ม 44)

จูฬวรรคที่ ๗
๑. ปฐมภัททิยสูตร
ว่าด้วยผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว
[ ๑๘๗ ] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่าน
พระสารีบุตร ชี้แจงให้ท่านพระลกุณฐกภัททิยะเห็นแจ้ง ให้สมาทาน
ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาโดยอเนกปริยาย ครั้งนั้นแล เมื่อ
ท่านพระสารีบุตรชี้แจงให้ท่านพระลกุณรกภัททิยะให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน
ให้อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาโดยอเนกปริยาย จิตของท่านพระลกุณ-
ฐกภัททิยะหลุดพ้นแล้วจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ทรงเห็นท่านพระลกุณฐกภัตทิยะผู้อันท่านพระสารีบุตรชี้แจงให้เห็นแจ้ง
ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาโดยอเนกปริยาย จิตของ
ท่านพระลกุณฐกภัททิยะหลุดพ้นแล้วจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้วในสิ่งทั้งปวงในเบื้องบนใน
เบื้องต่ำ ไม่ตามเห็นว่า เราเป็นนี้ บุคคลพ้นวิเศษ
แล้วอย่างนี้ ข้ามได้แล้วซึ่งโอฆะที่ตนยังไม่เคยข้าม
เพื่อความไม่เกิดอีก.
จบปฐมภัททิยสูตรที่ ๑

660