หาภิกษุผู้ที่ตนชอบใจและนับถือ บางพวกใส่ใจโดยแยบคายยับยั้งอยู่ตลอด
วัน. ครั้นเวลาเย็น อุบาสกเหล่านั้นก็ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เมื่อพระศาสดา ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่บรรจงจัดไว้ใน
กลางแจ้งใกล้พระคันกุฎี ตั้งแต่มณฑปแห่งธรรมสภา และเมื่อภิกษุสงฆ์
เข้าไปเฝ้านั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เพื่อจะชำระอุโบสถให้สะอาด
และเพื่อจะพอกพูนโยนิโสมนสิการ จึงไม่กลับไปยังพระนคร ประสงค์
จะอยู่ในพระวิหารเท่านั้น จึงเหลืออยู่. ครั้งนั้น อุบาสกเหล่านั้น ตาม
ประทีปน้ำมันเป็นอันมาก เพื่อบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้ว
เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วประคองอัญชลีแต่ภิกษุสงฆ์ นั่ง ณ
ส่วนสุดภิกษุสงฆ์ สังสนทนากันว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกเดียรถีย์
เหล่านี้กล่าวยึดถือทิฏฐิต่าง ๆ และเมื่อกล่าวอย่างนั้น บางคราวกล่าวว่า
เที่ยง บางคราวกล่าวว่าไม่เที่ยง ไม่ตั้งอยู่ในทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอุจ-
เฉททิฏฐิเป็นต้น เป็นเสมือนคนบ้า ยกย่องทิฏฐิใหม่ ๆ ว่า สิ่งนี้เท่านั้น
จริง สิ่งอื่นเปล่า เดียรถีย์เหล่านั้น ผู้ยึดถืออย่างนั้น มีคติเป็นอย่างไร
อภิสัมปรายภพของพวกเขาเป็นอย่างไร. ก็สมัยนั้น แมลงเม่าเป็นอันมาก
เมื่อตกลง ก็ตกลงที่ประทีปน้ำมันเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ก็สมัยนั้นแล แมลงเม่าเป็นอันมากตกลง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิปาตกา แปลว่า แมลงเม่าซึ่งท่าน
กล่าวว่า สลภา ดังนี้ก็มี. จริงอยู่ แมลงเม่าเหล่านั้น ท่านประสงค์เอาว่า
อธิปาตกา เพราะตกลงสู่เปลวประทีป. บทว่า อาปาตปริปาตํ แยกเป็น
อาปาตํ ปริปาตํ อธิบายว่า ตกลงทั่ว ๆ ตกลงรอบ ๆ คือหมุนตกลง
ตรงหน้าแล แล้วตกลง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ตกลงรอบ ๆ ในทาง