ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
เบญจกามคุณ ที่บุคคลถึงแล้วและที่บุคคลจะพึง
ถึง ทั้งสองนี้เกลื่อนกล่นแล้วด้วยธุลีคือราคะ แก่
บุคคลผู้เร่าร้อน ผู้สำเหนียกตามอยู่ อนึ่ง การศึกษา
อันเป็นสาระ ศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์ การอุปัฏ-
ฐากอันเป็นสาระ นี้เป็นส่วนสุคต อนึ่ง การประ-
กอบตนพัวพันด้วยความสุขในกาม ของบุคคลผู้ที่
กล่าวอย่างนี้ว่า โทษในกามไม่มี นี้เป็นส่วนสุดที่ ๒
ดังนั้น ส่วนสุดทั้งสองนี้ จึงเป็นที่เจริญแห่งตัณหา
และอวิชชา ตัณหาและอวิชชาย่อมทำทิฏฐิให้เจริญ
สมณพราหมณ์บางพวกไม่รู้ส่วนสุดทั้งสองนั้น ย่อม
จมอยู่ (ในสงสารด้วยอำนาจการถือมั่นสัสสตทิฏฐิ )
สมณพราหมณ์บางพวกย่อมแล่นไป (ด้วยอำนาจ
การถือมั่นอุจเฉททิฏฐิ) ส่วนท่านผู้ที่ส่วนสุดทั้งสอง
นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่ตกไปในส่วนสุดทั้งสองนั้น และ
ได้สำคัญด้วยการละส่วนสุดทั้งสองนั้น วัฏฏะของ
ท่านผู้ที่ดับไม่มีเชื้อเหล่านั้น ย่อมไม่มีเพื่อจะบัญญัติ.
จบคณิกาสูตรที่ ๘