พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 641 (เล่ม 44)

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
เบญจกามคุณ ที่บุคคลถึงแล้วและที่บุคคลจะพึง
ถึง ทั้งสองนี้เกลื่อนกล่นแล้วด้วยธุลีคือราคะ แก่
บุคคลผู้เร่าร้อน ผู้สำเหนียกตามอยู่ อนึ่ง การศึกษา
อันเป็นสาระ ศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์ การอุปัฏ-
ฐากอันเป็นสาระ นี้เป็นส่วนสุคต อนึ่ง การประ-
กอบตนพัวพันด้วยความสุขในกาม ของบุคคลผู้ที่
กล่าวอย่างนี้ว่า โทษในกามไม่มี นี้เป็นส่วนสุดที่ ๒
ดังนั้น ส่วนสุดทั้งสองนี้ จึงเป็นที่เจริญแห่งตัณหา
และอวิชชา ตัณหาและอวิชชาย่อมทำทิฏฐิให้เจริญ
สมณพราหมณ์บางพวกไม่รู้ส่วนสุดทั้งสองนั้น ย่อม
จมอยู่ (ในสงสารด้วยอำนาจการถือมั่นสัสสตทิฏฐิ )
สมณพราหมณ์บางพวกย่อมแล่นไป (ด้วยอำนาจ
การถือมั่นอุจเฉททิฏฐิ) ส่วนท่านผู้ที่ส่วนสุดทั้งสอง
นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่ตกไปในส่วนสุดทั้งสองนั้น และ
ได้สำคัญด้วยการละส่วนสุดทั้งสองนั้น วัฏฏะของ
ท่านผู้ที่ดับไม่มีเชื้อเหล่านั้น ย่อมไม่มีเพื่อจะบัญญัติ.
จบคณิกาสูตรที่ ๘

641
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 642 (เล่ม 44)

อรรถกถาคณิกาสูตร
คณิกาสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เทฺว ปูคา ได้แก่ ๒ คณะ. บทว่า อญฺญตริสฺสา คณิกาย
ได้แก่ หญิงงามเมืองคนหนึ่ง. บทว่า สารตฺตา แปลว่า กำหนัดด้วยดี.
บทว่า ปฏิพทฺธจิตฺตา แปลว่า มีจิตผูกพันด้วยกิเลส.
ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์ ในวันมหรสพวันหนึ่ง พวกนักเลงเป็น
อันมาก เที่ยวกันเป็นพวก ๆ แต่ละคนก็นำหญิงแพศยามาคนหนึ่ง ๆ เข้า
สวนเล่นมหรสพ. หลังจากนั้น ในวันมหรสพ นักเลง ๒-๓ คน พาหญิง
แพศยาคนนั้นแหละมาเล่นมหรสพ ครั้นวันมหรสพวันหนึ่ง พวกนักเลง
แม้เหล่าอื่น ก็ประสงค์จะเล่นมหรสพเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อจะนำหญิง
แพศยามา จึงนำหญิงแพศยาคนหนึ่งที่พวกนักเลงพวกก่อนเคยนำมา ฝ่าย
นักเลงพวกก่อนเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า หญิงนี้อยู่ในปกครองของพวกเรา.
ฝ่ายนักเลงพวกหลังก็ได้กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน. นักเลงทั้ง ๒ พวกนั้น
ก่อการทะเลาะกันว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ปกครองได้ พวกเรา
ก็ปกครองได้ จึงได้ประหัตประหารกันด้วยฝ่ามือเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า เตน โข ปน สมเยน ราชคเห เทฺว ปูคา ดังนี้
เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปกฺกมนฺติ แปลว่า ประหารกัน .
บทว่า มรณมฺปิ นิคจฺฉนฺติ ความว่า เข้าถึงความตายด้วยการประหารกัน
อย่างรุนแรง. ฝ่ายอีกพวกหนึ่งได้รับทุกข์ปางตาย คือมีความตายเป็น
ประมาณ.

642
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 643 (เล่ม 44)

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยอาการทั้งปวง ซึ่ง
ความกำหนัดในกามทั้งหลายนั้นว่า เป็นมูลแห่งความวิวาท และว่าเป็นมูล
แห่งความฉิบหายทั้งปวง. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้
อันประกาศโทษในส่วนสุด ๒ อย่าง และอานิสงส์ในมัชฌิมาปฏิปทา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺจ ปตฺตํ ความว่า เบญจกามคุณมี
รูปเป็นต้นที่บุคคลได้รับ คือที่บุคคลทำทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า หรือไม่ทำไว้
ในเบื้องหน้าว่า โทษในกามไม่มี ได้แล้วคือเสวยอยู่ในบัดนี้. บทว่า ยญฺจ
ปตฺตพฺพํ ความว่า กามคุณใด อันทิฏฐิคติกบุคคลอาศัยทิฏฐิว่า กามเราพึง
บริโภค กามเราพึงใช้สอย กามเราพึงเสพ กามเราพึงเสพเฉพาะ บุคคลใด
บริโภคกาม บุคคลนั้นชื่อว่าทำโลกให้เจริญ บุคคลใดทำโลกให้เจริญ
บุคคลนั้นชื่อว่าประสบบุญเป็นอันมาก ดังนี้แล้ว พึงถึง คือพึงเสวยใน
อนาคต ด้วยกรรมที่ตนไม่สละทิฏฐินั้นกระทำ. บทว่า อุภยเมตํ รชานุ-
กิณฺณํ ความว่า กามคุณทั้งสองนั้นอันบุคคลถึงแล้วและจะพึงถึง เกลื่อน
กล่นด้วยธุลีคือราคะเป็นต้น. จริงอยู่ บุคคลเมื่อเสวยวัตถุกามที่ประจวบ
เข้า ย่อมเป็นอันชื่อว่าเกลื่อนกล่นด้วยธุลีคือราคะ ก็ใน ๒ อย่างนั้น เมื่อ
ผลแห่งจิตที่เศร้าหมองมาถึงในอนาคต จึงเป็นอันชื่อว่าเกลื่อนกล่นด้วยธุลี
คือโทสะ ในเมื่อโทมนัสเกิดขึ้น แม้โดยประการทั้งสอง เป็นอันชื่อว่า
เกลื่อนกล่นด้วยธุลีคือโมหะ. เพื่อจะเฉลยคำถามว่า ก็กามทั้งสองนั้น
เกลื่อนกล่นด้วยธุลีแก่ใคร ? จึงตรัสว่า แก่บุคคลกระสับกระส่าย ผู้
สำเหนียกตามอยู่ อธิบายว่า แก่บุคคลผู้เร่าร้อนเพราะกิเลส ด้วยอำนาจ
ปรารถนากาม และผู้เร่าร้อนเพราะทุกข์ ด้วยผลของกิเลสนั้น ผู้สำเหนียก
กามกิเลสและผลของกิเลส ด้วยมุ่งหวังการตอบแทน แม้ในทั้ง ๒ อย่าง.

643
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 644 (เล่ม 44)

อนึ่ง บทว่า ยญฺจ ปตฺตพฺพํ ความว่า กามคุณใด อันบุคคลถึงแล้ว ด้วย
อำนาจอเจลกวัตรเป็นต้น ชื่อว่ายังตนให้เดือดร้อน. บทว่า ยญฺจ ปตฺตพฺพํ
ความว่า กามคุณใด เป็นผลที่จะพึงถึงในอบาย เพราะเหตุแห่งการสมาทาน
มิจฉาทิฏฐิกรรม. บทว่า อุภยเมตํ รชานุกิณฺณํ ได้แก่ กามคุณทั้งสอง
นั้น เกลื่อนกล่นด้วยธุลีคือทุกข์. บทว่า อาตุรสฺส ได้แก่ ผู้เดือดร้อน
เพราะทุกข์ ด้วยความลำบากทางกาย. บทว่า อนุสิกฺขโต ได้แก่ ผู้สำเหนียก
ตามมิจฉาทิฏฐิ และบุคคลผู้ยึดมั่นมิจฉาทิฏฐินั้น.
บทว่า เย จ สิกิขาสารา ความว่า ก็เหล่าชนที่เขาเรียกว่า บริสุทธิ์
ในสงสารด้วยศีลพรตนี้ เพราะถือเอาสิกขาคือศีลพรตเป็นต้น ที่ตนยึดถือ
โดยเป็นสาระ. ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า ศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์ การ
อุปัฏฐากอันเป็นสาระ ดังนี้เป็นต้น. ในข้อนั้น ข้อที่บุคคลงดเว้น ย่อมไม่
ทำ จัดเป็นศีล การประพฤติลำบากเพราะจะต้องบริโภคตามเวลาเป็นต้น
จัดเป็นวัตร การเป็นอยู่ด้วยความเป็นผู้มีผักเป็นภักษาเป็นต้น จัดเป็นชีวิต
เมถุนวิรัติ จัดเป็นพรหมจรรย์ การที่ศีลพรตเหล่านั้นดำรงอยู่เนืองๆ จัด
เป็นการอุปัฏฐาก อีกอย่างหนึ่ง การปรนนิบัติ พระขันธกุมาร และพระ-
อิศวร เป็นต้น ด้วยการประพรมตั่งของภูตเป็นต้น จัดเป็นการอุปัฏฐาก
ความบริสุทธิ์ในสงสาร ย่อมมีด้วยศีลเป็นต้น ตามที่กล่าวแล้วเหล่านี้ ด้วย
การอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ยึดถือศีลเป็นต้น
เหล่านั้น โดยเป็นสาระดำรงอยู่ พึงทราบว่า ผู้มีการศึกษาเป็นสาระ มีศีล
พรต ชีวิต พรหมจรรย์ และการอุปัฏฐากเป็นสาระ. บทว่า อยเมโก
อนฺโต ความว่า ส่วนสุดนี้ คือการประกอบตนให้ลำบาก โดยการยึดถือ
ศีลพรต เป็นการปฏิบัตินอกทางมัชฌิมาปฏิปทา และชื่อว่าเป็นส่วนสุด

644
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 645 (เล่ม 44)

อันหนึ่ง เพราะอรรถว่า ต่ำทราม. บทว่า อยํ ทุติโย อนฺโต ความว่า
การประกอบตนให้พัวพันอยู่ในกามสุขนี้ จัดเป็นการดื่มด่ำในกามทั้งหลาย
จัดเป็นส่วนสุดที่สอง โดยนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า อิจฺเจเต อุโภ อนฺตา ได้แก่ ที่สุดโต่ง ๒ อย่างเหล่านี้คือ
กามสุขัลลิกานุโยค ๑ อัตตกิลมถานุโยค ๑. ก็ที่สุดทั้งสองนั้นแล ชื่อว่า
ที่สุดโต่ง เพราะเป็นสิ่งต่ำทราม และนอกทาง เหตุผู้ติดอยู่ในกามคุณที่
เกลื่อนกล่นด้วยธุลี คือกิเลสและทุกข์ ที่ตนได้รับในปัจจุบัน และที่จะพึง
ได้รับในอนาคต และติดอยู่ในการทำตนให้เดือดร้อน ชื่อว่าผู้สำเหนียก
ตามความเร่าร้อนเพราะกิเลสและทุกข์ และเพราะผู้เร่าร้อนเพราะกิเลส
และทุกข์ จะพึงดำเนินด้วยตนเอง. บทว่า กฏสิวฑฺฒนา ได้แก่ ความ
ขยายตัวของตัณหาและอวิชชา คือ กฏสิ เพราะอรรถว่า อันธปุถุชนพึง
หวังเฉพาะ. บทว่า กฏสิโย ทิฏฺฐึ วฑฺเฒนฺติ ความว่า ก็ตัณหาและอวิชชา
ที่ชื่อว่ากฏสิเหล่านั้น ย่อมขยายทิฏฐิ มีประการต่าง ๆ. จริงอยู่ บุคคลผู้
ตามเห็นความยินดีในวัตถุกาม ได้ตัณหาและอวิชชาอันเป็นเหตุทำร่วมกัน
ของบุคคลผู้ไม่อาจจะละวัตถุกามนั้นได้ จึงให้ยึดถือซึ่งนัตถิกทิฏฐิ อกิริย-
ทิฏฐิ และอเหตุกทิฏฐิ โดยนัยมีอาทิว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล. ก็แล
ครั้นได้ตัณหา และอวิชชาเป็นเหตุกระทำร่วมกัน ของบุคคลผู้ประกอบ
เนือง ๆ ซึ่งการทำตนให้เดือดร้อน ย่อมให้ถือศีลพรตและการถือผิด โดย
มุ่งหวังความบริสุทธิ์เฉพาะตน โดยนัยมีอาทิว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้
ด้วยศีล ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยพรต ดังนี้. ก็ภาวะแห่งสักกายทิฏฐิ เป็น
ปัจจัยแก่อันธปุถุชนเหล่านั้น ย่อมปรากฏชัดทีเดียว. พึงทราบความที่ตัณหา
และอวิชชาเป็นตัวขยายทิฏฐิ เพราะเข้าไปอาศัยที่สุดโต่ง ๒ อย่าง ดังว่า

645
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 646 (เล่ม 44)

มานี้. ก็อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า กฏสิ นี้ เป็นชื่อของขันธ์ ๕.
อาจารย์บางพวกเหล่านั้นมีความประสงค์ว่า ความบริสุทธิ์ในสงสาร ย่อม
ไม่มีโดยส่วนที่สุดโต่งทั้ง ๒ นั้น ก็ที่สุดโต่งทั้ง ๒ นั้น ย่อมขยายอุปาทาน-
ขันธ์ โดยส่วนนั้น. แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่ง กล่าวอรรถของบทว่า กฏสิ
วฑฺฒนา ว่า ขยายป่าช้า โดยชราและมรณะสืบ ๆ กันมา. อาจารย์เหล่านั้น
กล่าวเฉพาะความมีและความไม่มีแห่งส่วนสุดโต่งทั้ง ๒ ว่า เป็นเหตุแห่ง
ความบริสุทธิ์ในสงสารเท่านั้น. แต่พึงกล่าว ตัณหาและอวิชชาที่ชื่อว่า
กฏสิ เป็นตัวขยายทิฏฐิ.
บทว่า เอเต เต อุโภ อนฺเต อนภิญฺญาย ความว่า อันธปุถุชน
เหล่านั้น เพราะไม่รู้ส่วนสุดโต่งทั้ง ๒ ตามที่กล่าวแล้วนี้ เพราะเหตุไม่รู้คือ
เพราะการณ์ไม่รู้อย่างนี้ว่า ส่วนสุดโต่งเหล่านี้และเหล่านั้น อันอันธปุถุชน
ยึดถือแล้วอย่างนี้ ตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ มีคติอย่างนี้ มีภพเป็นที่ไปในเบื้อง-
หน้าอย่างนี้. พึงทราบอรรถแห่งบทนั้นว่า ใช้ในอรรถแห่งเหตุ เหมือน
ในประโยคมีอาทิว่า ก็เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะของเขาจึงสิ้นไป ดังนี้.
บทว่า โอลียนฺติ เอเก ความว่า คนพวกหนึ่ง ถึงความหดเข้า ด้วยอำนาจ
การประกอบตนในความสุขในกาม. บทว่า อติธาวนฺติ เอเก ความว่า
คนบางพวกก้าวล่วงด้วยอำนาจการประกอบตนให้ลำบาก. จริงอยู่ บุคคล
ผู้ประกอบกามสุข ชื่อว่าย่อมจมลง เพราะถึงความหดเข้าจากสัมมาปฏิบัติ
ด้วยอำนาจความเกียจคร้าน โดยไม่ได้ทำความเพียร. ส่วนผู้ประกอบใน
กระทำตนให้เดือดร้อน เมื่อละความเกียจคร้าน กระทำการปรารภความ
เพียร โดยมิใช่อุบาย ชื่อว่าย่อมแล่นไป เพราะล่วงเลยสัมมาปฏิบัติ. ก็บท
ทั้งสองนั้น ชื่อว่าย่อมแล่นไป เพราะไม่เห็นโทษ ในส่วนสุด ๒ อย่างนั้น.

646
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 647 (เล่ม 44)

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เพราะไม่รู้ส่วนสุดทั้งสองอย่าง บางพวกจึง
จมลง บางพวกจึงแล่นไป ดังนี้. ในคำนั้นพึงทราบว่า จมลงด้วยความ
เพลิดเพลินในตัณหา แล่นไปด้วยความเพลิดเพลินในทิฏฐิ.
อีกอย่างหนึ่ง บางพวกย่อมจมลงด้วยอำนาจยึดถือสัสสตทิฏฐิ บาง
พวกย่อมแล่นไปด้วยอำนาจยึดถืออุจเฉททิฏฐิ. จริงอยู่ คนบางพวกผู้
ประกอบด้วยการทำตนให้เดือดร้อน ด้วยอำนาจโคศีลเป็นต้น เมื่อยึดถือ
สัสสตทิฏฐิว่า เราจักเป็นเทพ หรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่งด้วยศีลนี้ ด้วย
วัตรนี้ ด้วยตบะนี้ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้ เราจักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน แน่นอน
มีความไม่แปรผันเป็นธรรมดา ดำรงอยู่ติดต่อสม่ำเสมอเหมือนอย่างนั้น ใน
เทวโลกนั้น ชื่อว่าจมลงในสงสาร. ส่วนบางพวกประกอบในกามสุข
ยึดถืออุจเฉททิฏฐิ อันคล้อยตามสัสสตทิฏฐินั้น เหมือนนักพรตในโลก
ประสงค์จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วทำอินทรีย์ให้เร่าร้อน ชื่อว่าแล่นไป เพราะ
แสวงหาการขาดสูญแห่งวัฏฏะ โดยหาอุบายมิได้. พึงทราบความจมลง
และความแล่นไป แม้ด้วยอำนาจสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ ด้วยอาการ
อย่างนี้.
บทว่า เย จ โข เต อภิญฺญาย ความว่า ก็พระอริยบุคคลเหล่าใด
แล รู้ที่ส่วนสุดโต่ง ๒ อย่างตามที่กล่าวแล้วนั้น ด้วยญาณอันพิเศษ คือ
ด้วยมรรคปัญญา อันประกอบด้วยวิปัสสนาว่า ที่สุดโต่งเหล่านี้ อันอันธ-
ปุถุชนยึดถือแล้วอย่างนี้ ตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ มีคติอย่างนี้ มีอภิสัมปรายภพ
อย่างนี้ ปฏิบัติโดยชอบ ซึ่งมัชฌิมาปฏิปทา ด้วยสัมมาปฏิบัตินั้น. บทว่า
ตตฺร จ นาเหสุํ ได้แก่ ไม่ได้ตกไปในส่วนสุดทั้ง ๒ นั้น. อธิบายว่า
ละส่วนสุดทั้งสองนั้น. บทว่า เตน จ นามญฺญึสุ ความว่า ก็เพราะละ

647
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 648 (เล่ม 44)

ส่วนสุดสองอย่างนั้น พระอริยบุคคลไม่ได้สำคัญโดยสำคัญตัณหาทิฏฐิและ
มานะด้วยนัยมีอาทิว่า นี้เป็นการละส่วนสุดโต่งของเรา เราได้ละที่สุดโต่ง
สองอย่างแล้ว เพราะการละส่วนสุดโต่งนี้จึงจัดว่าประเสริฐ เพราะละความ
สำคัญทั้งปวงได้โดยชอบทีเดียว. ก็ในที่นี้ เพราะหมายถึงพระอริยบุคคล
ผู้ดำรงอยู่ในอรหัตผล จึงประกาศเทศนานี้ด้วยอำนาจอดีตกาลว่า ไม่ได้
ตกไปในส่วนสุดสองอย่างนั้น และไม่ได้สำคัญด้วยการละส่วนสุดสองอย่าง
นั้น. ก็เมื่อท่านประสงค์เอาขณะแห่งมรรค ก็จำต้องกล่าวถึง ด้วยอำนาจ
ปัจจุบันกาลเหมือนกัน.
บทว่า วฏฺฏํ เตสํ นตฺถิ ปญฺญาปนาย ความว่า ชนเหล่าใด เป็น
บุรุษอันสูงสุด ละความสำคัญทั้งหมดเสียได้ด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อท่าน
เหล่านั้นปรินิพพานโดยหาเชื้อมิได้ วัฏฏะแม้ทั้งสามคือกัมมวัฏ วิปากวัฏ
และกิเลสวัฏ ย่อมไม่มีโดยบัญญัติ. อธิบายว่า หลังจากขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน
ดับไป พระอริยบุคคลเหล่านั้น ก็ถึงภาวะหาบัญญัติมิได้ทีเดียว เหมือน
ไฟหมดเชื้อดับไปฉะนั้น.
จบอรรถกถาคณิกาสูตรที่ ๘
๙. อุปาติสูตร
ว่าด้วยแมลงบินเข้าไป
[๑๔๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระ-

648
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 649 (เล่ม 44)

ผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในที่แจ้งในความมืดตื้อในราตรี เมื่อประทีป
น้ำมันลุกโพลงอยู่ ก็สมัยนั้นแล ตัวแมลงเป็นอันมากตกลงรอบๆ ที่ประทีป
นำมันเหล่านั้น ย่อมถึงความทุกข์ ความพินาศ ความย่อยยับ ลำดับนั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าไค้ทรงเห็นตัวแมลงเป็นอันมากเหล่านั้น ตกลงรอบ ๆ
ที่ประทีปน้ำมันเหล่านั้น ถึงความทุกข์ ความพินาศ ความย่อยยับ.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมแล่นเลยไป ไม่ถึง
ธรรมอันเป็นสาระ ย่อมพอกพูนเครื่องผูกใหม่ ๆ ตั้ง
มั่นอยู่ในสิ่งที่ตนเห็นแล้ว ฟังแล้วอย่างนี้ เหมือนฝูง
แมลงตกลงสู่ประทีปน้ำมันฉะนั้น.
จบอุปาติสูตรที่ ๙
อรรถกถาอุปาติสูตร
อุปาติสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า รตฺตนฺธการติมิสายํ ได้แก่ ความมืดมิดโดยการมืดสนิทใน
ราตรี. จริงอยู่ แม้ราตรีในคืนวันเพ็ญสว่างไสวด้วยแสงจันทร์ข้างขึ้น
เป็นอันชื่อว่าเว้นจากความมืดมิด. แม้ความมืด ก็ไม่ควรจะกล่าวว่ามืดมิด
ในเมื่อกลางวันปราศจากความหมองด้วยหมอกเป็นต้น. จริงอยู่ ความ
มืดมิด ท่านเรียกว่า ติมิสา. ก็ความมืดนี้คือ วันดับ กลางคืน ฝนตก และ
ปกคลุมด้วยกลีบเมฆ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า รตฺตนฺธการ-
ติมิสายํ ได้แก่ ความมืดมิด ด้วยความมืดสนิท ในราตรี ดังนี้.

649
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 650 (เล่ม 44)

บทว่า อพฺโภกาเส ได้แก่ ในโอกาสที่ไม่ปกปิด ได้แก่ลานวิหาร.
บทว่า เตลปฺปทีเปสุ ฌายมาเนสุได้แก่ เมื่อประทีปโชติช่วงด้วยน้ำมัน.
ถามว่า ก็รัศมีด้านละวาของพระผู้มีพระภาคเจ้าตามปกติ แผ่ซ่าน
ไปตลอดที่ประมาณวาหนึ่งข่มแสงจันทร์และแสงอาทิตย์ ฉายแสงสว่างของ
พระพุทธเจ้าที่หนาทึบตั้งกำจัดความมืดมิด แม้รัศมีแห่งพระวรกายก็ฉาย
พุทธรังสีที่หนาทึบ มีพรรณ ๖ ประการ มีสีเขียวและเหลืองเป็นต้น ตาม
ปกติทีเดียว ทั้งทำที่มีประมาณ ๘๐ ศอก โดยรอบให้สว่างไสว เมื่อเป็น
เช่นนั้น ในโอกาสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง อันมีแสงสว่างเป็น
อันเดียวกัน กับแสงสว่างของพระพุทธเจ้านั่นแล ไม่จำต้องมีกิจคือการ
ตามประทีปมิใช่หรือ ? ตอบว่า ไม่มีก็จริง แม้ถึงอย่างนั้น อุบาสกผู้ต้องการ
บุญ ก็ต้องการตามประทีปน้ำมันทุกวัน ๆ เพื่อทำการบูชาพระผู้มีพระภาค-
เจ้า และภิกษุสงฆ์. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในสามัญญผลสูตรว่า ประทีป
เหล่านั้นย่อมโพลงอยู่ในโรงกลม ดังนี้. แม้คำว่า รตฺตนฺธการติมิสายํ นี้
ท่านกล่าวไว้ เพื่อระบุถึงความเป็นจริงของราตรีนั้น แต่หาได้กล่าวโดย
โอกาสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเป็นภาวะที่มืดมิดไม่. จริงอยู่ เพื่อ
จะทำการบูชาเท่านั้น แม้กาลนั้น พวกอุบาสกก็ตามประทีปไว้.
ก็ในวันนั้น อุบาสกชาวเมืองสาวัตถีจำนวนมากชำระร่างกายแต่เช้า
ตรู่ ไปยังวิหารสมาทานองค์อุโบสถ นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประมุข เข้าไปสู่พระนครให้มหาทานเป็นไปแล้ว ส่งเสด็จพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า และส่งภิกษุสงฆ์กลับแล้ว ไปยังเรือนของตน ๆ บริโภคด้วยตน
เอง นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย มีอุตราสงค์เฉวียงบ่า ต่างถือของหอมและ
ดอกไม้เป็นต้น พากันไปยังวิหารบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า บางพวกเข้าไป

650