พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 601 (เล่ม 44)

แม้เพียงเท่านี้ แก่พวกเหล่านี้ พวกเหล่านี้ก็จะคิดว่า พวกเราละบุตรและ
ภรรยา ได้รับการกินและการนอนลำบากเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่พระ-
ราชานี้ พระราชานี้ไม่ทรงกระทำแม้เพียงความยำเกรงพวกเรา เพราะ
เมื่อทรงทำความยำเกรงเป็นต้นนั้น ผู้คนจะไม่เชื่อพวกเราว่าเป็นพวกสอด-
แนม จักเข้าใจเราว่าเป็นบรรพชิตจริง จะประโยชน์อะไรด้วยการบอก
ความจริงแก่พระราชานี้ จึงปกปิดสิ่งที่ตนเห็นและได้ยินมาไม่บอก แต่
เมื่อทรงทำอย่างนั้น ชนเหล่านั้นจักนอกโดยไม่ปกปิด. อีกอย่างหนึ่ง แม้
เพื่อจะทรงทราบอัธยาศัยของพระศาสดา พระราชาจึงทรงกระทำอย่างนั้น
และ ได้ยินว่า พระราชาแม้เมื่อเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ไม่ทรง
เชื่อพระสัมมาสัมโพธิญาณ สิ้นกาลเล็กน้อย. ด้วยเหตุนั้น พระราชาจึง
มีพระดำริอย่างนี้ว่า ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเหตุทั้งปวงไซร้ เมื่อ
เรากระทำความยำเกรงต่อพวกเหล่านี้แล้วพูดว่า ชนพวกนี้เป็นพระอรหันต์
ก็จะไม่พึงยินยอม ถ้าว่าพระองค์ทรงยินยอมคล้อยตามเรา พระองค์จะ
เป็นพระสัพพัญญูได้ที่ไหน. ท้าวเธอได้ทรงกระทำอย่างนั้น เพื่อจะทรง
ทราบอัธยาศัยของพระศาสดา ด้วยประการฉะนี้. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทราบว่า เมื่อเราตถาคตกล่าวไปตรง ๆ ว่า พวกนี้ไม่ใช่สมณะ เป็น
คนสอดแนม แม้ถ้าพระราชาพึงเชื่อไซร้ ฝ่ายมหาชนเมื่อไม่ทราบความ
นั้นก็จะไม่พึงเชื่อ พึงกล่าวว่า พระสมณโคดมตรัสคำอะไร ๆ จนคล่อง
พระโอฐว่า พระราชาฟังคำของพระองค์ ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อมิใช่
ประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนานแก่มหาชนนั้น ทั้งงานลับของพระราชา
จะพึงเปิดเผยขึ้น พระราชาจักตรัสว่า พวกเหล่านั้นเป็นคนสอดแนมด้วย
พระองค์เอง จึงตรัสคำมีอาทิว่า ข้อนั้นรู้ได้ยากแล.

601
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 602 (เล่ม 44)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตสมฺพาธสยนํ ได้แก่ ทรงนอน
เบียดเสียดกับพระโอรสและพระมเหสี. ก็ในการนี้ ท่านแสดงถึงการ
กำหนดเอาพระมเหสี โดยยกพระโอรสขึ้นเป็นประธาน. ท่านแสดงถึง
ความที่จิตของชนเหล่านั้นเศร้าหมอง โดยถูกความโศกมีราคะเป็นต้น
ครอบงำ โดยความที่พระราชามีจิตติดข้องอยู่ในบุตรและภรรยา. ก็ด้วย
บทว่า กามโภคินา นี้ ท่านแสดงถึงถูกราคะครอบงำ. แม้ด้วยบททั้ง ๒
แสดงถึงความที่ชนเหล่านั้นมีจิตฟุ้งซ่าน. บทว่า กาสิกจนฺทนํ ได้แก่
จันทน์ละเอียด. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ผ้าที่ทำในแคว้นกาสีและไม้จันทน์.
บทว่า นาลาคนฺธวิเลปนํ ได้แก่ ทรงไว้ซึ่งระเบียบดอกไม้ เพื่อต้องการ
สีและกลิ่น ซึ่งของหอม เพื่อต้องการความหอม ซึ่งการลูบไล้ เพื่อต้องการ
ย้อมผิว. บทว่า ชาตรูปรชตํ ได้แก่ ทอง และทรัพย์ที่เหลือ. บทว่า
สาทิยนฺเตน ได้แก่ รับไว้. แม้ด้วยทุกบทก็ประกาศถึงความที่ชนเหล่า-
นั้นติดอยู่ในกามทั้งนั้น.
บทว่า สํวาเสน แปลว่า ด้วยการอยู่ร่วม. บทว่า สีลํ เวทิตพฺพํ
ความว่า อันผู้อยู่ร่วม คืออยู่ร่วมในที่เดียวกัน ก็พึงทราบว่า ผู้นี้เป็น
ผู้มีศีล หรือเป็นผู้ทุศีล. บทว่า ตญฺจ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตเรน
ความว่า ก็ศีลนั่นพึงทราบโดยกาลนาน ไม่พึงทราบโดยกาลที่จะพึงมีพึง
เกิด. จริงอยู่ ในวันเล็กน้อย ใคร ๆ อาจแสดงเป็นผู้มีอาการสำรวม
และอาการสำรวมอินทรีย์. บทว่า มนสิกโรตา โน อมนสิกโรตา ความว่า
ศีลแม้นั้นบุคคลผู้ใส่ใจ คือพิจารณาว่า เราจักกำหนดศีลของเขา อาจรู้
ได้ บุคคลนอกนี้หารู้ได้ไม่. บทว่า ปญฺญวตา ความว่า ศีลแม้นั้น
เฉพาะผู้มีปัญญา คือบัณฑิตอาจรู้ได้. เพราะคนเขลาใส่ใจอยู่ก็ไม่อาจรู้.

602
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 603 (เล่ม 44)

บทว่า สํโวหาเรน แปลว่าด้วยการกล่าว. จริงอยู่ วาณิชกรรม ชื่อว่า
โวหาร ในประโยคนี้ว่า
ก็บรรดามนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่งค้าขายเลี้ยงชีพ ดูก่อน
วาเสฏฐะ ท่านจงรู้เถอะว่า ผู้นั้นเป็นพ่อค้า ไม่ใช่
พราหมณ์.
เจตนา ชื่อว่าโวหาร ในประโยคนี้ว่า อริยโวหาร ๔ อนริยโวหาร ๔.
บัญญัติชื่อว่าโวหาร ในประโยคนี้ว่า การนับ สมัญญา บัญญัติ ชื่อว่า
โวหาร. ถ้อยคำ ชื่อว่าโวหาร ในประโยคนี้ว่า เขาพึงกล่าวด้วยเหตุสักว่า
กล่าว. แม้ในที่นี้ ท่านประสงค์โวหาร คือถ้อยคำนั้นนั่นเอง. จริงอยู่ การ
กล่าวต่อหน้าของคนบางคน ย่อมไม่สมกับถ้อยคำที่กล่าวลับหลัง และถ้อยคำ
ที่กล่าวลับหลัง ไม่สมกับคำที่กล่าวต่อหน้า ถ้อยคำที่กล่าวก่อนก็เหมือนกัน
ไม่สมกับคำที่กล่าวทีหลัง และถ้อยคำที่กล่าวทีหลังก็ไม่สมกับคำที่กล่าวก่อน
ผู้นั้นเมื่อกล่าวอยู่นั่นแล ใครๆ อาจรู้ได้ว่า บุคคลนั้นไม่สะอาดแล. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงประกาศว่า สำหรับผู้ที่มีความสะอาดเป็นปกติ
บทที่กล่าวไว้ก่อน ย่อมสมกับบทที่กล่าวไว้หลัง และบทที่กล่าวไว้หลัง
ย่อมสมกับบทที่กล่าวไว้ก่อน บทที่กล่าวไว้ต่อหน้า ย่อมสมกับบทที่กล่าว
ไว้ลับหลัง และบทที่กล่าวไว้ลับหลัง ย่อมสมกับบทที่กล่าวไว้ต่อหน้า
เพราะฉะนั้น ผู้ที่กล่าวจึงสามารถรู้ได้ว่า ผู้นี้เป็นคนสะอาด จึงตรัสคำมี
อาทิว่า บัณฑิตพึงทราบความสะอาดด้วยการกล่าวดังนี้.
บทว่า ถาโม ได้แก่ กำลังแห่งญาณ. ก็ผู้ที่ไม่มีกำลังแห่งญาณ ย่อม
ไม่มองเห็น สิ่งที่ควรถือเอา คือกิจที่ควรทำ ในเมื่ออันตรายเกิดขึ้น จึง
เที่ยวไปเหมือนเข้าเรือนที่ไม่มีประตู. ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า

603
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 604 (เล่ม 44)

ดูก่อนมหาบพิตร พึงทราบกำลัง ในเมื่ออันตรายเกิดขึ้นแล ดังนี้
เป็นต้น.
บทว่า สากจฺฉาย แปลว่า ด้วยการสนทนากัน. จริงอยู่ ถ้อยคำ
ของผู้มีปัญญาทราม ย่อมเลือนลอยไปเหมือนลูกข่างในน้ำ. สำหรับผู้มี
ปัญญาเมื่อพูด ย่อมมีไหวพริบ ไม่มีที่สุด. จริงอยู่ ปลาเขารู้ได้ว่า ตัว
ใหญ่ หรือตัวเล็ก ก็ด้วยน้ำที่กระเพื่อมนั่นเอง.
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้ตรัสถึงคนเหล่านั้นแก่พระราชา
โดยตรงทีเดียวว่า พวกเหล่านี้แล้ว จึงประกาศอุบายเป็นเหตุรู้ถึงพระอร-
หันต์ หรือผู้มิใช่พระอรหันต์. พระราชา ทรงทราบดังนั้นแล้ว มีความ
เลื่อมใสยิ่ง ในพระสัพพัญญุตญาณ และเทศนาวิลาส ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า จึงทรงประกาศความเลื่อมใสของพระองค์ โดยนัยมีอาทิว่า น่า
อัศจรรย์ พระเจ้าข้า บัดนี้ เมื่อจะตรัสบอกคนเหล่านั้น แด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ตามความเป็นจริง จึงตรัสคำมีอาทิว่า บุรุษของข้าพระองค์
เหล่านี้เป็นโจร พระเจ้าข้า ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โจรา ความว่า บุคคลผู้ไม่ได้เป็น
บรรพชิตเลย บริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น โดยรูปของบรรพชิต
เพราะเป็นผู้ปกปิดกรรมชั่วไว้. บทว่า โอจรกา แปลว่า เป็นคนสอดแนม.
จริงอยู่ พวกโจร เมื่อเที่ยวไปตามยอดภูเขา ก็ชื่อว่าเป็นคนสอดแนม
เหมือนกัน เพราะมีกรรมอันเลวทราม. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โอจรกา
ได้แก่ จารบุรุษ. บทว่า โอจริตฺวา ได้แก่ ผู้เที่ยวพิจารณาสอดส่อง
อธิบายว่า รู้เรื่องนั้น ๆ ในที่นั้น ๆ. บทว่า โอยายิสฺสามิ แปลว่า จัก
ดำเนินไป อธิบายว่า จักกระทำ. บทว่า รโชชลฺลํ ได้แก่ ธุลี และ

604
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 605 (เล่ม 44)

มลทิน. บทว่า ปวาเหตฺวา ได้แก่ กำจัด คือชำระให้สะอาด. บทว่า
กปฺปิตเกสมสฺสุ ได้แก่ ใช้ช่างกัลบกตัดผมโกนหนวดตามวิธีที่กล่าวแล้ว
ในอลังการศาสตร์. บทว่า กามคุเณหิ ได้แก่ ส่วนแห่งกาม หรือเครื่อง
ผูกคือกาม. บทว่า สมปฺปิตา ได้แก่ ติดข้องด้วยดี. บทว่า สมงฺคิภูตา
แปลว่า พรั่งพร้อม. บทว่า ปริจริสฺสนฺติ ได้แก่ ให้อินทรีย์เที่ยวไป
โดยรอบ หรือจักเล่น.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบความนี้ กล่าวคือ
การที่ราชบุรุษเหล่านั้น เป็นผู้ลวงโลกโดยเพศบรรพชิต เพราะเหตุแห่ง
ท้องของตน. บทว่า อิมํ อุทานํ ได้แก่ ทรงเปล่งอุทานนี้ อันประกาศ
ถึงข้อห้ามความผิดและความเป็นผู้ลวงโลก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น วายเมยฺย สพฺพตฺถ ความว่า
บรรพชิต ไม่พึงพยายาม คือไม่พึงทำความพยายามขวนขวาย ในการทำ
ความชั่วทั้งหมด มีความเป็นทูต และกระทำการสอดแนมเป็นต้น เหมือน
ราชบุรุษเหล่านี้ อธิบายว่า ไม่พึงทำความพยายามในกรรมอย่างใดอย่าง
หนึ่งทั้งหมด พึงพยายามเฉพาะในบุญ แม้มีประมาณน้อยเท่านั้น. บทว่า
นาญฺญสฺส ปุริโส สิยา ได้แก่ ไม่พึงเป็นคนรับใช้คนอื่น โดยรูปบรรพ-
ชิต. เพราะเหตุไร ? เพราะจะต้องทำกรรมชั่วมีสอดแนมเป็นต้น แม้เห็น
ปานนี้. บทว่า นาญฺญํ นิสฺสาย ชีเวยฺย ได้แก่ เป็นผู้ไม่อาศัยบุคคลอื่น
มีอิสรชนเป็นต้น มีความคิดอย่างนี้ว่า สุขทุกข์ของเรา เนื่องด้วยผู้นั้น
ดังนี้แล้วเลี้ยงชีพ คือเป็นผู้มีตนเป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัย อย่ามีคนอื่นเป็นที่พึ่ง
ที่อาศัยเลย. อีกอย่างหนึ่ง ไม่พึงอาศัยอกุศลกรรมอื่นเลี้ยงชีพ เพราะ
ได้นามว่า ผู้อื่น เหตุนำมาซึ่งความพินาศ. บทว่า ธมฺเมน น วณีจเร

605
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 606 (เล่ม 44)

ความว่า ไม่พึงกล่าวธรรมเพื่อต้องการทรัพย์. เพราะผู้แสดงแก่ชนเหล่า-
อื่น ด้วยเหตุแห่งทรัพย์เป็นต้น ย่อมชื่อว่านำธรรมไปทำการค้า. อย่า
เที่ยวเอาธรรมไปทำการค้าอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ทำกรรมมี
การสอดแนมเป็นต้น เหมือนคนของพระเจ้าโกศล ทำการสอดแนมเพื่อ
ประโยชน์แก่ทรัพย์เป็นต้น ดำรงตามกิจมีการสมาทานเพศบรรพชาเป็นต้น
โดยไม่ให้คนอื่นสงสัย ชื่อว่านำธรรมมาทำการค้า. ฝ่ายบุคคลใด แม้
ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ในศาสนานี้ ก็ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อ
ปรารถนาเทพนิกายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง แม้บุคคลนั้นก็ชื่อว่า นำธรรมมาทำ
การค้า อธิบายว่า ไม่พึงประพฤติ คือไม่พึงกระทำการค้าด้วยธรรม
อย่างนี้.
จบอรรถกถาปฏิสัลลานสูตรที่ ๒
๓. อาหุสูตร
ว่าด้วยการพิจารณาอกุศลและกุศลธรรม
[๑๓๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ทรงพิจารณาอกุศลบาปธรรมเป็นอันมากที่พระ-
องค์ทรงละได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอันมากที่ถึงความเจริญบริบูรณ์.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอกุศลบาปธรรมเป็น
อันมากที่พระองค์ทรงละได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอันมากที่ถึงความเจริญ
บริบูรณ์ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

606
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 607 (เล่ม 44)

สิ่งทั้งปวงได้มีแล้วในกาลก่อน ไม่มีแล้วในกาล
นั้น สิ่งทั้งปวงไม่มีแล้วในกาลก่อน ได้มีแล้วในกาล
นั้น ไม่มีแล้วจักไม่มี และย่อมไม่มีในบัดนี้.
จบอาหุสูตรที่ ๓
อรรถกถาอาหุสูตร
อาหุสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อตฺตโน อเนเก ปาปเก อกุสเล ธมฺเม ปหีเน ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพิจารณากิเลส ๑๐๐๕ อันเป็นไปตลอดกาลหา
เบื้องต้นมิได้ ในสันดานของพระองค์ มีโลภะ โทสะ โมหะ วิปริตมนสิการ
อหิริกะ อโนตตัปปะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา
สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ตัณหา อวิชชา
อกุศลมูล ๓ ทุจริต ๓ สังกิเลส ๓ มลทิน ๓ วิสมสัญญา ๓ วิตก ๓ ปปัญจะ ๓
วิปัลลาส ๔ อาสวะ ๔ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ คัณฐะ ๔ ถึงอคติ ๔
ตัณหุปาทาน ๔ เจโตขีละ ๕ เจโตวินิพพันธะ ๕ นีวรณ์ ๕ อภินันทนะ ๕
วิวาทมูล ๖ ตัณหากาย ๖ อนุสัย ๗ มิจฉัตตะ ๘ ตัณหามูลกะ ๙
อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทิฏฐิ ๖๒ และตัณหาวิปริต ๑๐๘ เป็นต้นเป็น
ประเภทก็ดี ธรรมอันชั่วช้าลามกเป็นอเนก ที่ชื่อว่าเป็นอกุศล เพราะ
อรรถว่าเกิดแต่ความเป็นผู้ไม่ฉลาด แม้ที่เกิดร่วมกับกิเลส ๑๐๐๕ นั้นก็ดี
ที่พระองค์ทรงละแล้ว คือตัดขาดแล้วด้วยอริยมรรค ณ ควงแห่งโพธิ-

607
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 608 (เล่ม 44)

พฤกษ์นั่นเอง พร้อมด้วยวาสนา คือพระองค์นั่งพิจารณาตามลำดับบทว่า
กิเลสแม้นี้ เราละได้แล้ว กิเลสแม้นี้ เราละได้แล้ว ดังนี้.
บทว่า อเนเก จ กุสเล ธมฺเม ได้แก่ พระองค์ทรงนั่งพิจารณา
กุศล คือธรรมที่หาโทษมิได้ของพระองค์เป็นอเนก มีอาทิอย่างนี้คือ ศีล
สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔ มรรค ๔ ผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ ญาณเครื่องกำหนด
กำเนิด ๔ อริยวงศ์ ๔ เวสารัชญาณ ๔ องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร ๕
สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ สัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยญาณ ๕ อินทรีย์ ๕ พละ ๕
นิสสารณียธาตุ ๕ วิมุตตายตนญาณ ๕ วิมุตติปริปาจนียสัญญา ๕
อนุสติฏฐาน ๖ คารวะ ๖ นิสสารณียธาตุ ๖ สตตวิหารธรรม ๖
อนุตริยะ ๖ นิพเพธภาคิยสัญญา ๖ อภิญญา ๖ อสาธารณญาณ ๖
อปริหานิยธรรม ๗ อริยทรัพย์ ๗ โพชฌงค์ ๗ สัปปุริสธรรม ๗
นิชชรวัตถุ ๗ สัญญา ๗ ทักขิเณยยปุคคลเทศนา ๗ ขีณาสวพลเทศนา๗
ปัญญาปฏิลาภเหตุเทศนา ๘ สัมมัตตะ ๘ โลกธรรมาติกกมะ ๘ อารัมภ-
วัตถุ ๘ อักขณเทศนา ๘ มหาปุริสวิตก ๘ อภิภายตนเทศนา ๘ วิโมกข์ ๘
ธรรมที่มีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ๙ องค์แห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเพียร
อันบริสุทธิ์ ๙ สัตตาวาสเทศนา ๙ อาฆาตปฏิวินยเทศนา ๙ สัญญา ๙
นานัตถะ ๙ อนุปุพพวิหาร ๙ นาถกรณธรรม ๑๐ กสิณายตนะ ๑๐
กุศลกรรมบถ ๑๐ สัมมัตตะ ๑๐ อริยวาส ๑๐ อเสกขธรรม ๑๐ ตถาคต-
พละ ๑๐ อานิสงส์แห่งเมตตา ๑๑ อาการแห่งจักร ๑๒ ธุดงค์คุณ ๑๓
พุทธญาณ ๑๔ วิมุตติปริปาจนียธรรม ๑๕ อานาปานสติ ๑๖ อปรันตป-
นียธรรม ๑๖ มหาวิปัสสนา ๑๘ พุทธธรรม ๑๘ ปัจจเวกขณญาณ ๑๙

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 609 (เล่ม 44)

ญาณวัตถุ ๔๔ อุทยัพพยญาณ ๕๐ กุศลธรรมเกิน ๕๐ ญาณวัตถุ ๗๗
สมาบัติมหาวชิรญาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐. โกฏิ ปัจจเวกขณเทศนาญาณอันเป็น
วิสัยแห่งสมันตปัฏฐานซึ่งมีนัยหาที่สุดมิได้ ญาณที่ประกาศอัธยาศัยเป็นต้น
ของสัตว์ทั้งหลาย ผู้หาที่สุดมิได้ในโลกธาตุ อันหาที่สุดมิได้ เหมือนกัน
อันถึงแล้วซึ่งความเจริญเต็มที่ แห่งการบำเพ็ญพระบารมี และการเจริญ
มรรค ตลอดกาลหาที่สุดมิได้ กระทำพุทธคุณอันบ่ายหน้าต่อมนสิการให้
เป็นวรรค ๆ คือให้เป็นกอง ๆ ด้วยอำนาจพระหฤทัยว่า ธรรมอันหาโทษ
มิได้ แม้เหล่านี้มีอยู่ในเรา ธรรมอันหาโทษมิได้ แม้เหล่านี้มีอยู่ในเรา.
ก็ธรรมเหล่านั้นอาจมนสิการได้ โดยมีการแสดงยังเหลืออยู่ทีเดียว ไม่อาจ
มนสิการได้โดยหมดสิ้น. พุทธคุณทั้งหมด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่อาจ
มนสิการตามลำดับบทได้หมดสิ้น. เพราะเป็นธรรมหาที่สุดมิได้ หาปริมาณ
มิได้. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
แม้พระพุทธเจ้าจะพึงพรรณนาคุณของพระพุทธ-
เจ้า หากไม่ตรัสอย่างอื่นแม้ตลอดกัป กัปก็จะพึง
หมดสิ้นไปในระหว่างกาลนาน คุณของพระตถาคต
ทั้งหลายก็ไม่หมดสิ้น.
ตรัสไว้อีกว่า
ใคร ๆ ไม่พึงนับนามของพระมเหสีเจ้า โดย
พระคุณที่มีอยู่ พึงยกพระนามขึ้นโดยพระคุณ แม้
ตั้งพันนาม.
ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลัง
ภัต เสด็จเข้าพระวิหารประทับยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฎี เมื่อภิกษุทั้งหลาย

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 610 (เล่ม 44)

แสดงวัตรแล้วหลีกไป จึงเสด็จเข้ามหาคันธกุฎี ประทับนั่งเหนือบวร
พุทธอาสน์ที่บรรจงจัดไว้ ทรงส่งพระญาณอันมีอดีตชาติของพระองค์
เป็นอารมณ์ไป. ลำดับนั้น อดีตชาติของพระองค์มีประเภทหาที่สุดหา
ประมาณมิได้ ปรากฏชัดแจ้งตลอดกาลหาระหว่างมิได้. พระองค์ทรงส่ง
ญาณจารซึ่งมีกิเลสเป็นอารมณ์ว่า กิเลสเหล่านี้ เป็นมูลแห่งทุกขันธ์
อันใหญ่หลวงอย่างนี้ ทรงพิจารณากิเลสเหล่านั้นตามลำดับ โดยมุขคือ
ปหานะ เมื่อจะพิจารณาอริยมรรค พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งปริวาส
พร้อมทั้งอุทเทส อันกระทำการละกิเลสเหล่านั้นอีกว่า กิเลสเหล่านี้หนอ
เราละได้เด็ดขาดแล้วด้วยดี จึงทรงกระทำไว้ในพระทัย ซึ่งธรรมอันหา
โทษมิได้มีศีลเป็นต้นของพระองค์ อันมีประเภทหาที่สุดหาประมาณมิได้.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ
นั่งพิจารณาอกุศลธรรม อันลามกเป็นอเนกที่พระองค์ละได้แล้ว และ
กุศลธรรมเป็นอเนก ที่ถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนา. ครั้นทรงพิจารณา
อย่างนี้แล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงปีติและปราโมทย์อันเกิด
ขึ้นแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ ปุพฺเพ ความว่า ก็ก่อนแต่เกิด
อรหัตมรรคญาณ หมู่กิเลสมีราคะเป็นต้นทั้งหมดนี้ ได้มีในสันดาน
ของเราแล้ว ในหมู่กิเลสนี้ แม้กิเลสไร ๆ จะไม่มีก็หามิได้. บทว่า ตทา
นาหุ ความว่า ในกาลนั้น คือเวลานั้น ได้แก่ในขณะอริยมรรค หมู่
กิเลสไม่ได้มี คือไม่ได้มีเลย. ในหมู่กิเลสนั้น กิเลสแม้มีประมาณน้อย
ชื่อว่าเรายังไม่ได้ละในขณะอริยมรรค ย่อมไม่มี. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า

610