ได้แก่ ผู้มีปกติประพฤติธรรม มีความมักน้อยเป็นต้น อันขัดเกลาอย่างยิ่ง
คืออันสมควรแก่ปฏิปทานั้น . บทว่า สกํ อาจริยกํ ได้แก่ ซึ่งอาจริยวาท
ของตน. บทว่า อาจิตกฺขิสฺสนฺติ ได้แก่ จักแสดงแต่เบื้องต้น อธิบายว่า
จักให้ผู้อื่นเล่าเรียน โดยทำนองที่ตนเรียนมา. บทว่า เทเสสฺสนฺติ ได้แก่
จักบอก อธิบายว่า จักบอกบาลี โดยชอบ. บทว่า ปญฺญเปสฺสนฺติ
แปลว่า จักให้รู้ชัด อธิบายว่า จักประกาศ. บทว่า ปฏฺฐเปสฺสนฺติ แปลว่า
จักตั้งไว้ โดยประการทั้งหลาย. บทว่า วิวริสฺสนฺติ แปลว่า จักกระทำ
ความเปิดเผย. บทว่า วิภชิสฺสนฺติ แปลว่า จักทำการจำแนก. บทว่า
อุตฺตานีกริสฺสนฺติ ได้แก่ จักกระทำอรรถที่ไม่ตื้น คือที่ลึกซึ้งให้ตื้น คือ
ให้ปรากฏ. บทว่า สหธมฺเมน ได้แก่ ด้วยคำอันเป็นไปกับด้วยเหตุ
คืออันเป็นไปด้วยการณ์. บทว่า สปฺปาฏิหาริยํ ได้แก่ ทำจนให้ออก
จากทุกข์. บทว่า ธมฺมํ เทเสสฺสนฺติ ความว่า จักยังหมู่สัตว์ให้ตรัสรู้ คือ
จักประกาศโลกุตรธรรม ๙. ก็ในบทเหล่านั้น ด้วยบท ๖ บท มีอาทิว่า
ปญฺญเปสฺสนฺติ ท่านแสดงถึงบทที่เป็นอรรถ ๖ บท. ก็ด้วย ๒ บทข้าง
ต้น ท่านแสดงถึงบทที่เป็นพยัญชนะ ๖ บทแล. ด้วยลำดับคำเพียงเท่านี้
พระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก เป็นอันท่านสงเคราะห์แสดง โดยนัย
แห่งสังวรรณนา. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในเนตติปกรณ์ว่า บท ๑๒ บท
จัดเป็นสูตร สูตรทั้งหมดนั้น เป็นพยัญชนะ ๑ เป็นอัตถะ ๑.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ศาสนพรหมจรรย์ทั้งสิ้นที่สงเคราะห์ด้วย
ไตรสิกขา. บทว่า อิทฺธํ ได้แก่ สำเร็จโดยยังฌานให้เกิดขึ้น. บทว่า
ผีตํ ได้แก่ ถึงความเจริญ คือ เผล็ดผลแพร่หลาย โดยเพียบพร้อมด้วย
อภิญญา. บทว่า วิตฺถาริกํ ได้แก่ กว้างขวาง โดยการประดิษฐานอยู่ใน