พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 571 (เล่ม 44)

๙. สัททายมานสูตร
ว่าด้วยมาณพกล่าวเสียงอื้ออึง
[๑๒๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทกับภิกษุ
สงฆ์หมู่ใหญ่ ก็สมัยนั้นแล มาณพมากด้วยกันเปล่งเสียงอื้ออึงผ่านไปใน
ที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นมาณพมาก
ด้วยกันเปล่งเสียงอื้ออึงผ่านไปในที่ไม่ไกล.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ชนทั้งหลายผู้มีสติหลงลืม อวดอ้างว่าเป็นบัณฑิต
พูดตามอารมณ์ พูดยืดยาวตามปรารถนา ย่อมไม่
รู้สึกถึงเหตุที่ตนพูดชักนำผู้อื่นนั้น.
จบสัททายมานสูตรที่ ๙
อรรถกถาสัททายมานสูตร
สัททายมานสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มาณวกา ได้แก่ คนหนุ่ม คือผู้ตั้งอยู่ในปฐมวัย คือใน
วัยหนุ่มสาว. เด็กพราหมณ์ ท่านประสงค์เอาในที่นี้. บทว่า สธายมาน-
รูปา นี้ ท่านกล่าวหมายเอาคำที่เกิดจากการเย้ยหยัน. อธิบายว่า กล่าว
เย้ยหยันต่อบุคคลเหล่าอื่น และเป็นผู้มีปกติกล่าวคำนั้น. ในข้อนั้นมีอรรถ
แห่งคำดังต่อไปนี้. เมื่อควรจะกล่าวว่า สธยมานา เพราะวิเคราะห์ว่า
การกล่าวคำน่าเกลียด ชื่อว่า สธะ บอกกล่าวคำน่าเกลียดนั้น จึงกล่าวว่า

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 572 (เล่ม 44)

สธายมานา เพราะทำให้เป็นทีฆะ. อีกอย่างหนึ่ง ต่อแต่นั้น จึงกล่าวว่า
สธายมานรูปา เพราะมีสภาวะเป็นอย่างนั้น. บาลีว่า สทฺทายมานรูปา
ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ทำเสียงอื้ออึง คือทำเสียงดัง. บทว่า ภควโต อวิทูเร
อติกฺกมนฺติ ความว่า กล่าวคำที่ชินปากนั้น ๆ ผ่านไปในวิสัยแห่งการ
สดับของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบอรรถนี้ คือทราบว่า
คนเหล่านั้นไม่สำรวมวาจา จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงอรรถนั้นโดย
ธรรมสังเวช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริมุฏฺฐา แปลว่า ผู้เขลา คือ มีสติ
หลงลืม. บทว่า ปณฺฑิตาภาสา ความว่า ชื่อว่าบัณฑิตเทียม เพราะ
เปล่งวาจาว่า ตนนั่นแหละรู้ในอรรถนั้น ๆ ด้วยเข้าใจว่า คนอื่นใครเล่า
จะรู้ พวกเราเท่านั้น รู้ในอรรถนี้. บทว่า วาจาโคจรภาณิโน ความว่า
วาจาเท่านั้นเป็นโคจร คือเป็นอารมณ์ของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ชื่อว่า
มีการกล่าววาจาเป็นอารมณ์ ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าวเพียงวาจาเป็นที่ตั้งเท่านั้น
เพราะไม่กำหนดรู้ถึงอรรถ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าววาจาเป็น
อารมณ์ เพราะพูดมุสาวาท อันไม่เป็นอารมณ์ของวาจา คือมิใช่เป็น
อารมณ์แห่งถ้อยคำของพระอริยะ. อีกอย่างหนึ่ง ท่านทำการรัสสะ อา
อักษรให้เป็น อ อักษร ในบทว่า โคจรภาณิโน นี้. ผู้มักพูดมีวาจา
เป็นอารมณ์ ไม่ใช่พูดมีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์. พูดอย่างไร ? คือ พูด
ยืดยาวตามปรารถนา ได้แก่ พูดไปตามปากที่อยากจะพูด อธิบายว่า
ทำหน้าสยิ้ว เพราะไม่เคารพในผู้อื่น และเพราะไม่สบอารมณ์ตน. อีก
อย่างหนึ่ง อธิบายว่า พูดแต่วาจาเป็นอารมณ์เท่านั้น คือตนเองก็ไม่รู้

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 573 (เล่ม 44)

ถึงบทพูดก็พูดไป. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้นนั่นแล จึงพูดยืดยาวตาม
ปรารถนา คือไม่คิดถึงคำที่เป็นเหตุให้สำเร็จ ปรารถนาเพียงพูดไปตาม
ปากของตน. บทว่า เยน นีตา น ตํ วิทู ความว่า บุคคลผู้ไม่รู้ คือคน
โง่ ถูกบุคคลผู้มีสติหลงลืมเป็นต้น แนะนำแต่ภาวะที่ไม่มียางอาย และ
ภาวะที่สำคัญว่า ตนเป็นบัณฑิต เราเท่านั้นพูดได้ ดังนี้ ด้วยเหตุใด
ย่อมไม่รู้ ซึ่งเหตุนั้นของคนผู้พูดอย่างนั้น.
จบอรรถกถาสัททายมานสูตรที่ ๙
๑๐. จูฬปันถกสูตร
ว่าด้วยการควบคุมสติ
[๑๒๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล ท่าน
พระจูฬปันถกนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้จำเพาะหน้า ในที่
ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นท่านพระจูฬปัน-
ถกนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้จำเพาะหน้า ในที่ไม่ไกล.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ภิกษุมีกายตั้งมั่นแล้ว มีใจตั้งมั่นแล้ว ยืนอยู่ก็ดี
นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี ควบคุมสตินี้ไว้อยู่ เธอพึง

573
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 574 (เล่ม 44)

ได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย ครั้นได้คุณ
วิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายแล้ว พึงถึงสถานที่
เป็นที่ไม่เห็นแห่งมัจจุราช.
จบจูฬปันถกสูตรที่ ๑๐
จบโสณเถรวรรคที่ ๕
อรรถกถาจูฬปันถกสูตร
จูฬปันถกสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า จูฬปนฺถโก ความว่า แม้ในกาลภายหลัง ท่านผู้มีอายุนี้
ปรากฏชื่อว่า จูฬปันถก นั่นเอง โดยได้โวหารในเวลาที่ตนยังเป็นหนุ่ม
เพราะเป็นน้องชายของพระมหาปันถกเถระ และเกิดในหนทางเปลี่ยว.
แต่ว่าโดยคุณพิเศษ ท่านสำเร็จอภิญญา ๖ แตกฉานปฏิสัมภิทา จัดเข้าใน
ภายในพระมหาสาวก ๘๐ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ ๒ ตำแหน่ง ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดา
ภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา ผู้เนรมิตกายสำเร็จด้วยใจ ๑ ผู้ฉลาดในการ
เปลี่ยนแปลงทางใจ ๑ จูฬปันถกเป็นเอตทัคคะแล.
วันหนึ่งภายหลังภัต ท่านกลับจากบิณฑบาตนั่งพักผ่อนในที่พัก
กลางวันของตน ยับยั้งอยู่ด้วยสมาบัติต่าง ๆ ตลอดวัน พอในเวลาเย็น
เมื่อพวกอุบาสก ยังไม่มาฟังธรรมเลย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้า
ไปยังท่ามกลางวิหาร ประทับนั่งในพระคันธกุฎี ท่านคิดว่า ไม่ใช่กาลที่

574
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 575 (เล่ม 44)

จะเข้าไปอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน จึงนั่งขัดสมาธิ ณ ส่วนสุดข้าง
หนึ่ง หน้ามุขพระคันธกุฎี. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็ สมัยนั้นแล
ท่านพระจูฬปันถก นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้ตรงหน้า
ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า. จริงอยู่ ในเวลานั้น ท่านกำหนดเวลา
แล้ว นั่งเข้าสมาบัติ.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบอรรถนี้ คือ ความ
ที่ท่านจุฬปันถก ตั้งกายและจิตไว้โดยชอบ. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า
ทรงเปล่งอุทานนี้ อันประกาศความปรากฏ ในการบรรลุคุณวิเศษ อันมี
อนุปาทาปรินิพพานเป็นที่สุด ของภิกษุแม้อื่น ผู้มีกายสงบ ผู้มีสติปรากฏ
ในอิริยาบถทั้งปวง ผู้มีจิตเป็นสมาธิ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  ิเตน กาเยน ความว่า ผู้มีกายทุกส่วน
ตั้งอยู่โดยความไม่หวั่นไหว กล่าวคือ ความเป็นผู้ไม่มีวิการ โดยสังเขปว่า
มี โจปนกาย ที่ชื่อว่า ตั้งไว้ชอบ เพราะละ คือ ไม่กระทำอสังวรทางกาย-
ทวาร อนึ่ง มีกายอันเป็นไปในทวารทั้ง ๕ ที่ชื่อว่า ตั้งไว้ด้วยดี เพราะ
กระทำอินทรีย์มีจักขุนทรีย์เป็นต้น ให้หมดพยศ หรือมีกรัชกาย ที่ชื่อว่า
ตั้งอยู่โดยความไม่แปรผัน เพราะไม่มีการคะนองมือเป็นต้น เหตุสำรวม
มือและเท้าได้แล้ว. ด้วยคำนั้น พระองค์ทรงแสดงถึงความบริสุทธิ์แห่ง
ศีลของเธอ. ก็บทว่า กาเยน นี้ เป็นตติยาวิภัตติใช้ในลักษณะอิตถัมภูต.
ด้วยคำว่า  ิเต เจตสา นี้ ทรงแสดงความถึงพร้อมแห่งสมาธิ โดย
แสดงถึงความตั้งมั่นแห่งจิต. จริงอยู่ สมาธิ ท่านเรียกว่า ความตั้งมั่น
แห่งจิต. เพราะฉะนั้น เมื่อความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วยอำนาจสมถะ

575
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 576 (เล่ม 44)

หรือด้วยอำนาจวิปัสสนา จิตเป็นอันชื่อว่าตั้งอยู่ โดยเข้าถึงภาวะที่จิตเป็น
เอกผุดขึ้นในอารมณ์ ไม่ใช่ตั้งอยู่โดยประการอื่น.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงว่า การตั้งอยู่ คือการตั้งมั่น ซึ่ง
กายและจิตตามที่กล่าวแล้วนี้ จำปรารถนาทุก ๆ กาลและทุก ๆ อิริยาบถ
จึงตรัสว่า ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี ดังนี้เป็นต้น.
วา ศัพท์ในบาทพระคาถานั้น มีอรรถไม่แน่นอน. ด้วยวาศัพท์
นั้น เป็นอันแสดงถึงอรรถนี้ว่า ยืนอยู่หรือ หรือว่านั่งอยู่ นอนอยู่หรือ
หรือว่าเป็นอิริยาบถอื่นจากนั้น เพราะฉะนั้น แม้การจงกรมก็พึงทราบว่า
ท่านสงเคราะห์เอาในที่นี้. บทว่า เอตํ สตึ ภิกฺขุ อธิฏฺฐหาโน ความว่า
ภิกษุตั้งไว้ คือดำรงไว้ ซึ่งจิตให้คล่องแคล่ว ให้นุ่มนวล ควรแก่การงาน
โดยชอบ ด้วยอำนาจการสงบกายและจิตด้วยการอธิษฐาน ถึงความสุขอัน
หาโทษมิได้ที่ได้มา เพราะกระทำกายและจิตไม่ให้กระสับกระส่าย โดย
การสงบกายและจิตอย่างหยาบ ไม่ต้องกล่าวถึง ผู้มีสมาจารอันบริสุทธิ์
จึงเพิ่มพูนกัมมัฏฐานและให้กัมมัฏฐานถึงที่สุดด้วยสติใด ภิกษุควบคุมสติ
นั้นนั่นแล ที่มีอุปการะมาก ในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด แห่งการ
ประกอบกัมมัฏฐาน ควบคุมไว้ในกิจนั้น ๆ ตั้งต้นแต่ชำระศีลให้หมดจด
จนถึงบรรลุคุณวิเศษ. บทว่า ลเภถ ปุพฺพาปริยํ วิเสสํ ความว่า ท่าน
มีใจอันสติควบคุมแล้วอย่างนี้ เจริญ พอกพูน ทำให้เพิ่มขึ้น ซึ่ง
กัมมัฏฐานให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป พึงได้คุณวิเศษต่างด้วยคุณวิเศษที่ยิ่งและยิ่งกว่า
ทั้งที่มีเบื้องต้นและเบื้องปลาย คือ อันเป็นไปโดยส่วยเบื้องต้นและเบื้อง
ปลาย.

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 577 (เล่ม 44)

ในคำนั้น คุณวิเศษอันเป็นส่วนเบื้องต้นและเบื้องปลายมี ๒ อย่าง
คือ สมถะอย่าง ๑ วิปัสสนาอย่าง ๑. ใน ๒ อย่างนั้น คุณวิเศษที่เป็นไป
ด้วยอำนาจสมถะได้แก่ความเป็นผู้ชำนาญ ตั้งแต่เกิดนิมิตขึ้น จนถึง
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน คุณวิเศษส่วนภาวนาที่เป็นไปอย่างนั้น ได้
แก่ คุณวิเศษอันเป็นส่วนเบื้องต้นและเบื้องปลาย. แต่เมื่อว่าด้วยคุณวิเศษ
ที่เป็นไปด้วยอำนาจวิปัสสนา ได้แก่ คุณวิเศษส่วนภาวนา ที่เป็นไปโดย
กำหนดรูปธรรมของผู้ยึดมั่น โดยยกรูปขึ้นเป็นประธาน ฝ่ายของผู้ยึดมั่น
นอกนี้เป็นไปตั้งแต่กำหนดธรรมนอกนี้ จนถึงบรรลุพระอรหัต ชื่อว่า
คุณวิเศษอันเป็นไปในส่วนเบื้องต้นและเบื้องปลาย. ก็คุณวิเศษนี้แหละ
ท่านประสงค์เอาในที่นี้.
บทว่า ลทฺธาน ปุพฺพาปริยํ วเสสํ ความว่า ได้บรรลุบารมีอย่าง
สูงสุด คือ พระอรหัต ในคุณวิเศษอันเป็นส่วนเบื้องต้นและเบื้องปลาย.
บทว่า อทสฺสนํ มจฺจุราชสฺส คจฺเฉ ความว่า พึงถึงสถานที่อันมัจจุไม่
เห็น คือสถานที่อันไม่เป็นอารมณ์ เพราะก้าวล่วงภพ ๓ อันเป็นอารมณ์
ของมรณะ กล่าวคือมัจจุราช เพราะครอบงำสรรพสัตว์ ด้วยอำนาจการ
เข้าไปตัดเสียซึ่งชีวิต.
คำที่ข้าพเจ้า ไม่ได้กล่าวไว้ในวรรคนี้ มีนัยดังกล่าวแล้วในหน
หลังนั่นแล.
จบอรรถกถาจูฬปันถกสูตรที่ ๑๐
จบมหาวรรควรรณนาที่ ๕

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 578 (เล่ม 44)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ราชสูตร ๒. อัปปายุกาสูตร ๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร
๔. กุมารกสูตร ๕. อุโปสถสูตร ๖. โสณสูตร ๗. กังขาเรวตสูตร
๘. อานันทสูตร ๙. สัททายมานสูตร ๑๐. จูฬปันถกสูตร และอรรถกถา.

578
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 579 (เล่ม 44)

ชัจจันธวรรคที่ ๖
๑. อายุสมโอสัชชนสูตร
ว่าด้วยตรัสถึงอิทธิบาท ๔ ประการ
[๑๒๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน
ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้นแล เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว
ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครเวสาลี ครั้นเสด็จ
เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครเวสาลี กลับจากบิณฑบาตในภายหลังภัตแล้ว
ตรัสเรียกท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงถือผ้านิสีทนะ เรา
จักเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ เพื่อพักกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มี-
พระภาคเจ้าแล้ว ถือผ้านิสีทนะติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปข้างหลัง ๆ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ประทับนั่ง
บนอาสนะที่ท่านพระอานนท์จัดถวาย ครั้นแล้ว ได้ตรัสกะท่านพระอานนท์
ว่า ดูก่อนอานนท์ พระนครเวสาลีน่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์น่ารื่นรมย์
โคตมกเจดีย์น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์น่ารื่นรมย์ พหุปุตตเจดีย์น่ารื่นรมย์
สารันทเจดีย์น่ารื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์น่ารื่นรมย์ ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท
๔ ประการ ท่านผู้ใดผู้หนึ่งได้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็น
ดุจยาน ให้เป็นที่ตั้ง มั่นคงแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ท่านผู้นั้น
หวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัป. ดูก่อนอานนท์
อิทธิบาท ๔ ประการ ตถาคตได้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็น
ดุจยาน ให้เป็นที่ตั้ง มั่นคงแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตหวัง
อยู่ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือเกินกว่ากัป.

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 580 (เล่ม 44)

[๑๒๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำนิมิตอันแจ้งชัด กระ-
ทำโอภาสอันแจ้งชัดถึงอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่สามารถจะรู้ ไม่ทูล
วิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด ขอพระสุคตทรงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด เพื่อ
เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์
สัตวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย เพราะถูกมารเข้าดลจิต.
แม้ครั้งที่ ๒ . . .
แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดู
ก่อนอานนท์ พระนครเวสาลีน่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์น่ารื่นรมย์ โคตมก-
เจดีย์น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์น่ารื่นรมย์ พหุปุตตเจดีย์น่ารื่นรมย์ สารันท-
เจดีย์น่ารื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์น่ารื่นรมย์ ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔
ประการ ท่านผู้ใดผู้หนึ่งได้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน
ให้เป็นที่ตั้ง มั่นคงแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ท่านผู้นั้นหวังอยู่
พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือเกินกว่ากัป ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔
ประการ ตถาคตได้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ให้เป็นที่
ตั้ง มั่นคงแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตหวังอยู่ พึงดำรงอยู่
ได้ตลอดกัปหรือเกินกว่ากัป เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำนิมิตอัน
แจ้งชัด กระทำโอภาสอันแจ้งชัดถึงอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่สามารถ
จะรู้ ไม่ทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด ขอพระสุคตทรงดำรงอยู่ตลอด
กัปเถิด เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่สัตวโลก เพื่อ

580