พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 561 (เล่ม 44)

ผู้กล่าววาจาไพเราะ โสณกุฏิกัณณะเป็นเลิศ. บทว่า อตฺถสฺส วิญฺญาปนิยา
ความว่า ด้วยวาจาอันสามารถ เพื่อให้รู้แจ้งอรรถตามที่ประสงค์.
บทว่า กติวสฺโส ความว่า ได้ยินว่า เธอดำรงอยู่ ในส่วนที่ ๓ แห่ง
มัชฌิมวัย สมบูรณ์ด้วยอากัปปกิริยาแท้ ย่อมปรากฏแก่ชนเหล่าอื่น เหมือน
บรรพชิตผู้บวชนาน ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม หมายถึงท่าน.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ข้อนั้นไม่ใช่เหตุ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านสมควร
เพื่อจะเสวยสุขอันเกิดแต่สมาธิ แต่เพราะเหตุไร เธอจึงถึงความประมาท
ตลอดกาลเพียงเท่านี้ เพราะเหตุนั้น เพื่อจะประกอบความนี้อีก พระศาสดา
จึงตรัสถามท่านว่า เธอมีพรรษาเท่าไร ? ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุ เธอกระทำชักช้าอยู่อย่างนี้ เพราะเหตุไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิสฺส แปลว่า เพราะเหตุไร. บทว่า
เอวํ จิรํ อกาสิ แปลว่า ประพฤติช้าอยู่อย่างนี้ อธิบายว่า เพราะเหตุไร
เธอจึงไม่เข้าถึงบรรพชา อยู่ในท่ามกลางเรือนเสียนานถึงอย่างนี้. บทว่า
จิรํ ทิฏฺโฐ เม ได้แก่ ข้าพระองค์ได้เห็นโทษในกามทั้งหลายมานาน คือ
โดยกาลนาน. บทว่า กาเมสุ ได้แก่ ในกิเลสกาม และวัตถุกาม. บทว่า
อาทีนโว แปลว่า โทษ บทว่า อปิจ ความว่า แม้เมื่อข้าพระองค์เห็น
โทษในกามทั้งหลาย โดยประการบางอย่าง ข้าพระองค์ก็ไม่สามารถเพื่อ
จะออกจากการครองเรือนก่อน. เพราะเหตุไร ? เพราะการครองเรือน
คับแคบ คือภาวะแห่งการครองเรือนมีกิจใหญ่กิจน้อย สูง ๆ ต่ำ ๆ เข้ามา
พัวพัน. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า พหุกิจฺโจ พหุกรณีโย มีกิจ
มาก มีกรณียะมาก ดังนี้เป็นต้น.

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 562 (เล่ม 44)

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยอาการทั้งปวง
ซึ่งอรรถนี้ว่า จิตของเธอผู้เห็นโทษในกามทั้งหลาย ตามความเป็นจริง
แม้ชักช้าอยู่ไม่แล่นไป คือไม่กลิ้งตกไปโดยแท้ทีเดียว เหมือนหยาดน้ำ
บนใบบัวฉะนั้น. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ อัน
แสดงถึงอรรถนี้ว่า เธอเมื่อทราบปวัตติและนิวัตติ โดยชอบทีเดียว ย่อม
ไม่ยินดีในปวัตติกาล และแม้ในกาลบางคราว ซึ่งมีปวัตติกาลและนิวัตติ
นั้นเป็นนิมิต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสฺวา อาทีนวํ โลเก ความว่า เห็น
อาทีนพ คือโทษด้วยจักษุคือปัญญา ในสังขารโลกแม้ทั้งสิ้น โดยนัยมี
อาทิว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนี้. ด้วย
คำนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงวิปัสสนาวาระ. บทว่า ญตฺวา ธมฺมํ นิรูปธึ
ความว่า รู้ความไม่มีอุปธิ คือนิพพานธรรม เพราะสละอุปธิทั้งปวง
ได้ขาด คือ กระทำอมตธรรม กล่าวคือวิเวกอันเป็นเครื่องสลัดทุกข์ให้
แจ่มแจ้ง แทงตลอดด้วยมรรคญาณ ตามความเป็นจริง. พึงเห็นเหตุ
และอรรถของบทเหล่านี้ว่า ทิสฺวา ญตฺวา เหมือนในประโยคมีอาทิว่า
เพราะดื่มเปรียงจึงมีกำลัง เพราะเห็นราชสีห์ ความกลัวจึงมี เพราะเห็น
ด้วยปัญญา อาสวะจึงหมดไป. บทว่า อริโย น รมติ ปาเป ความว่า
สัปบุรุษ ชื่อว่าอริยะ เพราะไกลจากกิเลส ย่อมไม่ยินดีในบาป แม้
ประมาณน้อย. เพราะเหตุไร ? เพราะคนสะอาด ย่อมไม่ยินดีในบาป
อธิบายว่า บุคคลบริสุทธิ์ เพราะมีกายสมาจารหมดจดด้วยดี ย่อมไม่ยินดี
คือย่อมไม่เพลิดเพลินในบาป คือในสังกิเลสธรรม ดุจพระยาหงส์ ไม่
ยินดีในที่สกปรกฉะนั้น. บาลีว่า ปาโป น รมตี สุจึ คนชั่วย่อมไม่ยินดี

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 563 (เล่ม 44)

ของสะอาด ดังนี้ก็มี. คำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ คนมีบาป คือคนชั่ว
ย่อมไม่ยินดี ของที่สะอาด คือของที่ไม่มีโทษ มีความผ่องแผ้วเป็นธรรม
โดยที่แท้ ยินดีแต่ของไม่สะอาด คือสังกิเลสธรรมเท่านั้น เหมือน
สุกรบ้านเป็นต้น ยินดีแต่สถานที่สกปรกฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระองค์จึง
ทรงเปลี่ยนเทศนา โดยธรรมอันเป็นปฏิปักษ์กัน.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเปล่งอุทานอย่างนี้แล้ว ท่านโสณะลุก
จากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอวัตถุ ๕ ประการ มีอุป-
สมบทเป็นต้น พร้อมด้วยสงฆ์ปัญจวรรค ในปัจจันตประเทศ ตามคำ
อุปัชฌาย์ของตน. คำว่า ภควาปิ ตานิ อนุชานิ ทั้งหมด พึงทราบโดย
นัยที่มาแล้วในขันธกะเถิด.
จบอรรถกถาโสณสูตรที่ ๖
๗. กังขาเรวตสูตร
ว่าด้วยผู้มากด้วยความสงสัย
[๑๒๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล
ท่านพระกังขาเรวตะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง พิจารณากังขาวิตรณวิสุทธิ
ของตนอยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็น
ท่านพระกังขาเรวตะผู้นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง พิจารณากังขาวิตรณวิสุทธิ
ของตนอยู่ในที่ไม่ไกล.

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 564 (เล่ม 44)

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
ความสงสัยอย่างหนึ่งอย่างใดในอัตภาพนี้ หรือ
ในอัตภาพอื่น ในความรู้ของตน หรือในความรู้ของ
ผู้อื่น บุคคลผู้เพ่งพินิจ มีความเพียร ประพฤติ
พรหมจรรย์อยู่ ย่อมละความสงสัยเหล่านั้นได้ทั้งหมด.
จบกังขาเรวตสูตรที่ ๗
อรรถกถากังขาเรวตสูตร
กังขาเรวตสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เรวโต เป็นชื่อของพระเถระนั้น. จริงอยู่ พระเถระนั้น
ได้บรรพชาอุปสมบทในพระศาสนาแล้ว เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมอยู่.
แต่เธอเป็นผู้มากไปด้วยความสงสัย กล่าวคือความรังเกียจในพระวินัย โดย
มีอาทิว่า ถั่วเขียวที่เป็นอกัปปิยะ ย่อมไม่ควรเพื่อจะบริโภค และว่าน้ำอ้อย
งบที่เป็นอกัปปิยะ ย่อมไม่ควรเพื่อจะบริโภค. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง
ปรากฏชื่อว่ากังขาเรวตะ ครั้นภายหลัง ท่านเรียนพระกัมมัฏฐานใน
สำนักพระศาสดา เพียรพยายามอยู่ ทำให้แจ้งอภิญญา ๖ ยับยั้งอยู่ด้วยสุข
อันเกิดแต่ฌาน และสุขอันเกิดแต่ผลจิต. แต่โดยมาก ท่านพิจารณา
อริยมรรคที่ตนบรรลุแล้ว ทำได้หนักแน่น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
พิจารณาอยู่ ซึ่งกังขาวิตรณวิสุทธิของตน ดงนี้เป็นต้น.
จริงอยู่ ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรค ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาว่า
กังขาวิตรณวิสุทธิ เพราะข้าม คือก้าวล่วงความสงสัยทั้งปวง โดยไม่มี

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 565 (เล่ม 44)

ส่วนเหลือ คือความสงสัยมีวัตถุ ๑๖ อันเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า ตลอด
อดีตกาลยาวนาน เราได้มีแล้วหรือหนอ ความสงสัยมีวัตถุ ๘ ที่ท่าน
กล่าวไว้อย่างนี้ว่า ย่อมสงสัยในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ฯลฯ ย่อม
สงสัยในปฏิจจสมุปปันนธรรม จะป่วยกล่าวไปไยถึงความสงสัยนอกนี้เล่า
และเพราะความบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว จากกิเลสเหล่าอื่นที่ตนพึงละ. ก็
ท่านผู้มีอายุนี้ เพราะเหตุที่ท่านมีความสงสัยเป็นปกติมานาน ท่านจึงนั่ง
พิจารณาอริยมรรคที่ตนบรรลุแล้วนั้น ให้หนักแน่นว่า เราละความสงสัย
เหล่านี้ได้เด็ดขาด เพราะอาศัยมรรคธรรมนี้ ไม่ใช่นั่งพิจารณาเห็นนาม
รูปพร้อมด้วยปัจจัย เพราะการข้ามความสงสัยเสียได้นั้น มีความไม่เที่ยง
เป็นที่สุด.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบอรรถนี้ คือ การข้าม
ความสงสัยแห่งอริยมรรคได้เด็ดขาด แล้วจึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดง
ถึงความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยากาจิ กงฺขา อิธ วา หุรํ วา ความว่า
ความสงสัยในอัตภาพนี้ คืออัตภาพที่เป็นปัจจุบันนี้ที่เกิดขึ้น โดยนัยมีอาทิ
ว่า เราย่อมเป็นหรือหนอ หรือว่าเราไม่เป็นหนอ หรือในอัตภาพอื่น คือ
ในอัตภาพที่เป็นอดีตและอนาคตที่เกิดขึ้น โดยนัยมีอาทิว่า ตลอดอดีต-
กาลยาวนาน เราได้มีแล้วหรือหนอ. บทว่า สกเวทิยา วา ปรเวทิยา วา
ความว่า ความสงสัยนั้น คือความเคลือบแคลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ใน
ความรู้ของตนที่จะพึงได้ คือที่เป็นไปโดยเป็นอารมณ์ในอัตภาพของตน
อย่างนี้ คือโดยนัยดังกล่าวแล้ว หรือในความรู้ของผู้อื่น ที่จะพึงได้ใน
อัตภาพของผู้อื่น คือที่จะพึงได้ ได้แก่ที่เป็นไปในอัตภาพอันสูงสุด โดย

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 566 (เล่ม 44)

นัยมีอาทิว่า เป็นพระพุทธเจ้าหรือหนอ หรือว่าไม่เป็นหนอ. บทว่า
ฌายิโน ตา ปชหนฺติ สพฺพา อาตาปิโน พฺรหฺมจริยํ จรนฺตา ความว่า
คนเหล่าใด ชื่อว่าผู้เพ่งฌาน ด้วยอารัมมณุปนิชฌาน และลักษณุปนิช-
ฌาน เจริญวิปัสสนา ชื่อว่ามีความเพียร เพราะบริบูรณ์ด้วยสัมมัปปธาน ๔
ประพฤติอยู่ คือได้รับมรรคพรหมจรรย์ ผู้ตั้งอยู่ในปฐมมรรค ต่างโดย
ประเภทแห่งสัทธานุสารีบุคคลเป็นต้น ย่อมละ คือย่อมตัดขาด ซึ่งความ
สงสัยทั้งปวงนั้น ในขณะแห่งมรรค. ก็ต่อแต่นั้น เป็นอันชื่อว่าคนเหล่า-
นั้นละความสงสัยเหล่านั้นเสียได้. เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า การละ
ความสงสัยเหล่านั้นอื่นจากนี้ได้เด็ดขาด ย่อมไม่มี.
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงชมเชยการบรรลุอริยมรรค
ของท่านพระกังขาเรวตะ โดยฌานมุข คือโดยยกฌานขึ้นเป็นประธาน จึง
ทรงเปล่งอุทานด้วยอำนาจความชมเชย. ก็ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงทรงสถาปนาท่านไว้ในเอตทัคคะโดยความเป็นผู้มีฌานว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของเราผู้มีฌาน กังขาเรวตะเป็น
เลิศแล.
จบอรรถกถากังขาเรวตสูตรที่ ๗
๘. อานันทสูตร
ว่าด้วยคนดีทำชั่วได้ยาก
[๑๒๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน
กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ในวันอุโบสถ

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 567 (เล่ม 44)

เวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว ถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระ-
นครราชคฤห์ พระเทวทัตได้เห็นท่านพระอานนท์กำลังเที่ยวบิณฑบาต
อยู่ในพระนครราชคฤห์ จึงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ แล้วได้กล่าวกะท่าน
พระอานนท์ว่า ดูก่อนอาวุโสอานนท์ บัดนี้ ผมจักกระทำอุโบสถและสังฆ-
กรรมแยกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า แยกจากภิกษุสงฆ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้น
ไป ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์
กลับจากบิณฑบาตในภายหลังภัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่
ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส
เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระ-
นครราชคฤห์ พระเทวทัตได้เห็นข้าพระองค์กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ใน
พระนครราชคฤห์ จึงเข้าไปหาข้าพระองค์ ครั้นแล้วได้กล่าวกะข้าพระ-
องค์ว่า ดูก่อนอาวุโสอานนท์ บัดนี้ ผมจักกระทำอุโบสถและสังฆกรรม
แยกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า แยกจากภิกษุสงฆ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ พระเทวทัตจักทำลายสงฆ์ จักกระทำ
อุโบสถและสังฆกรรม.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ความดีคนดีทำได้ง่าย ความดีคนชั่วทำได้ยาก
ความชั่วคนชั่วทำได้ง่าย ความชั่วพระอริยะทั้งหลาย
ทำได้ยาก.
จบอานันทสูตรที่ ๘

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 568 (เล่ม 44)

อรรถกถาอานันทสูตร
อานันทสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ ความว่า พระเทวทัต
ชักชวนในการฆ่า ให้ปล่อยช้างนาฬาคิรี กลิ้งศิลา เมื่อไม่อาจทำความ
พินาศแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า อชฺชตคฺเค ตั้งแต่
วันนี้เป็นต้นไปนี้ ด้วยประสงค์จะทำลายสงฆ์ กระทำความแยกจักร.
บทว่า อญฺญตฺเรว ภควตา แปลว่า แยกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า. อธิบาย
ว่า ไม่กระทำให้เป็นพระศาสดา . บทว่า อญฺญตฺเรว ภิกฺขุสงฺเฆน แปลว่า
แยกจากภิกษุสงฆ์เท่านั้น. บทว่า อุโปสถํ กริสฺสามิ สงฺฆกมฺมานิ จ
ความว่า จักแยกภิกษุสงฆ์ผู้กระทำตามโอวาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า กระ-
ทำอุโบสถ และสังฆกรรมแผนกหนึ่งกับเหล่าภิกษุผู้คล้อยตามเรา. บทว่า
เทวทตฺโต สงฺฆํ ภินฺทิสฺสติ ความว่า วันนี้ พระเทวทัตจักทำลายสงฆ์
แยกเป็น ๒ ส่วน โดยแน่นอน เพราะพระเทวทัตตระเตรียมพรรคพวก
ผู้กระทำการแตกแยกทั้งหมดไว้แล้ว. จริงอยู่ เมื่อพระเทวทัตแสดงวัตถุ
แม้อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาวัตถุเครื่องกระทำความแตกแยก มีอาทิว่า
แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม แล้วให้ยินยอมว่า พวกเธอจงถือเอาสิ่งนี้ จง
ชอบใจสิ่งนี้ ด้วยเหตุนั้น ๆ แล้วให้จับสลาก แยกกระทำสังฆกรรม
สงฆ์เป็นอันถูกทำลายแล้ว.
สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๕ อย่าง
คือด้วยกรรม ๑ ด้วยอุทเทส ๑ ด้วยการชักชวน ๑ ด้วยการสวดประกาศ ๑
ด้วยการจับสลาก ๑. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺเมน ได้แก่ ด้วยกรรม
อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดากรรม ๔ อย่าง มีอปโลกนกรรมเป็นต้น. บทว่า

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 569 (เล่ม 44)

อุทฺเทเสน ได้แก่ ด้วยอุทเทสอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาปาติโมกขุท-
เทศ ๕ อย่าง. บทว่า โวหรนฺโต ได้แก่ แสดงถึงวัตถุเครื่องทำความ
แตกร้าว ๑๘ อย่าง มีการแสดงสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ว่าเป็นธรรมเป็นต้น
ด้วยอุบัติเหล่านั้น ๆ. บทว่า อนุสฺสาวเนน ความว่า ด้วยการเปล่งวาจา
ประกาศที่ใกล้หู โดยนัยมีอาทิว่า พวกเธอย่อมรู้มิใช่หรือว่า เราบวชมา
จากตระกูลสูง และว่าเป็นพหูสูต ควรหรือพวกท่านจะให้เกิดความคิด
ขึ้นว่า ชื่อว่าคนเช่นเราจะพึงให้ถือนอกธรรม นอกวินัย เราไม่กลัวอบาย
หรือ. บทว่า สลากคฺคาเหน ความว่า ด้วยการสวดประกาศอย่างนี้แล้ว
จึงสนับสนุนความคิดของภิกษุเหล่านั้น กระทำให้มีการไม่หวนกลับเป็น
ธรรม แล้วให้จับสลากด้วยคำว่า พวกท่านจงจับสลากนี้. ก็ในอาการ
เหล่านี้ กรรมหรืออุทเทสเท่านั้น ย่อมเป็นสำคัญ ส่วนการชักชวน การ
สวดประกาศ และการให้จับสลาก เป็นส่วนเบื้องต้น. จริงอยู่ เมื่อเธอ
ชักชวนด้วยการแสดงวัตถุ ๑๘ ประการ แล้วสวดประกาศเพื่อให้เกิดความ
ยินดีในการชักชวนนั้น แล้วจึงให้จับสลาก สงฆ์ก็เป็นอันชื่อว่ายังไม่แตก
กันก่อน. แต่เมื่อภิกษุ ๔ รูป หรือเกินกว่านั้น พากันจับสลากแล้ว พา
กันทำอุทเทส หรือกรรมแยกกัน ด้วยอาการอย่างนี้ สงฆ์ชื่อว่าเป็นอัน
ถูกทำลายแล้ว.
ส่วนพระเทวทัต พอให้ส่วนเบื้องต้นแห่งสังฆเภททั้งหมดสำเร็จ
แล้ว ก็คิดว่า วันนี้เราจักแยกทำอุโบสถ และสังฆกรรม เป็นเฉพาะ
ส่วนหนึ่ง จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า อชฺชตคฺเค ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น พระ-
อานนทเถระจึงกราบทูลว่า วันนี้ พระเทวทัตจักทำลายสงฆ์ พระ-
เจ้าข้า ดังนี้เป็นต้น. เพราะเราทั้งหลายได้กล่าวไว้แล้วว่า เพราะพระ-
เทวทัต ตระเตรียมพรรคพวกผู้ทำความแตกร้าวทั้งหมดไว้แล้ว.

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 570 (เล่ม 44)

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง
ซึ่งสังฆเภทกรรม อันเป็นทางให้เกิดในอเวจีมหานรก ตั้งอยู่ตลอดกัป
แก้ไขไม่ได้ ที่พระเทวทัตให้บังเกิดขึ้นนี้. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า
ทรงเปล่งอุทานนี้ อันประกาศอรรถนี้ว่า ก็บุคคลผู้ฉลาดหลักแหลมดี
เนื่องด้วยเป็นสัปบุรุษปฏิบัติถูกส่วนกันในฝ่ายกุศล และเป็นอสัปบุรุษ
ปฏิบัติไม่ถูกส่วนกันในฝ่ายกุศล ตามลำดับ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกรํ สาธุนา สาธุ ความว่า ชื่อว่า
คนดีเพราะยังประโยชน์ตนและประโยชน์ของสังคมให้สำเร็จ ได้แก่ผู้
ปฏิบัติชอบ กรรมดี คือกรรมงาม เจริญ อันนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่
ตน และสังคม อันคนดีนั้นคือพระสาวกมีพระสารีบุตรเป็นต้น พระ-
ปัจเจกสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือโลกิยสาธุชนอื่น ทำได้
โดยง่าย คือสามารถเพื่อจะทำได้โดยง่าย. บทว่า สาธุ ปาเปน ทุกฺกรํ
ความว่า ก็กรรมดี มีลักษณะดังกล่าวแล้วนั้นนั่นแล อันคนชั่ว คือ
ปาปบุคคล มีพระเทวทัตเป็นต้น ทำได้ยาก คือไม่สามารถจะทำได้
อธิบายว่า เขาไม่อาจจะทำกรรมดีนั้นได้. บทว่า ปาปํ ปาเปน สุกรํ
ความว่า กรรมชั่ว คือกรรมไม่ดี ได้แก่กรรมที่นำความพินาศมาให้ทั้งแก่
ตน และสังคม อันคนชั่ว คือปาปบุคคลตามที่กล่าวแล้ว ทำได้ง่าย คือ
สามารถจะทำได้โดยง่าย. บทว่า ปาปมริเยหิ ทุกฺกรํ ความว่า ส่วนกรรม
ชั่วนั้น ๆ อันพระอริยเจ้าทั้งหลาย คืออันบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
ทำได้ยาก คือไม่มีความยินดียิ่งเป็นแดนเกิด. ก็พระศาสดาทรงแสดงว่า
พระอริยบุคคลเหล่านั้น เป็นผู้ฆ่ากิเลส เพียงดังสะพานได้แล้ว.
จบอรรถกถาอานันทสูตรที่ ๘

570