พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 541 (เล่ม 44)

หลุดพ้นจากกิเลสเป็นรส. จริงอยู่ ศาสนสมบัติทั้งสิ้น ย่อมดำรงอยู่เพียง
เพื่อจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น.
บทว่า รตนานิ ความว่า ชื่อว่ารัตนะ เพราะอรรถว่าให้เกิดความ
ยินดี. จริงอยู่ เมื่อเจริญสติปัฏฐานเป็นต้น ปีติและปราโมทย์มีประมาณ
ไม่น้อยย่อมบังเกิดขึ้นส่วนเบื้องต้น. ในส่วนเบื้องปลายไม่จำต้องทั้งกล่าวถึง
สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
พระโยคีย่อมพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ
แห่งขันธ์ทั้งหลายในกาลใด ๆ ในกาลนั้น ๆ ท่าน
ย่อมได้ปีติและปราโมทย์ นั้นเป็นอมตะของผู้รู้แจ้ง.
ก็ปีติและปราโมทย์อันมีโลกิยรัตนะเป็นเหตุ ย่อมไม่ถึงส่วนแห่ง
เสี้ยวของอมตธรรมนั้น อรรถดังว่ามานี้ ท่านแสดงไว้ในหนหลังแล้วแล
อีกอย่างหนึ่ง
สิ่งที่ธรรมดาทำให้วิจิตร มีค่ามากหาที่เปรียบ-
ปานมิได้ เห็นได้ยากเป็นเครื่องใช้สอยของสัตว์ผู้ไม่
ต่ำทราม ท่านเรียกว่า รัตนะแล.
ก็ถ้าชื่อว่ารัตนะ ย่อมมีได้โดยภาวะที่ธรรมดาทำให้วิจิตรเป็นต้น
ไซร้ ถึงอย่างนั้น สติปัฏฐานเป็นต้นนั่นแล ก็เป็นรัตนะได้เพราะเป็นของ
มีอยู่จริง จริงอยู่ ภาวะแห่งสติปัฏฐานเป็นต้นนั้น เป็นอานุภาพของ
โพธิปักขิยธรรม เพราะเป็นเหตุใกล้ซึ่งทำให้พระสาวกบรรลุสาวกบารมี-
ญาณ พระปัจเจกพุทธเจ้าบรรลุปัจเจกโพธิญาณ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ. จริงอยู่ เหตุที่สืบ ๆ กันมาเป็นอุปนิสัยแห่ง
ทานเป็นต้น รวมความว่า สติปัฏฐานเป็นต้นเป็นรัตนะเป็นความดียิ่งแห่ง

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 542 (เล่ม 44)

โพธิปักขิยธรรม เพราะอรรถว่าทำให้เกิดความยินดี และเพราะอรรถว่า
เป็นของอันธรรมดาทำให้วิจิตร. ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ใน
ธรรมเหล่านั้นรัตนะเหล่านี้ คือ สติปัฏฐาน ๔.
บรรดาธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะอรรถว่าหยั่งลงปรากฏ
ในอารมณ์ กรรมเริ่มแรกคือสติ ชื่อว่าสติปัฏฐาน. ก็เพราะอารมณ์มี ๔
อย่างด้วยอำนาจกายเป็นต้น ท่านจึงกล่าวว่าสติปัฏฐาน ๔. จริงอย่างนั้น
สติปัฏฐาน ๔ เหล่านั้น ท่านแยกออกเป็นกายานุปัสสนาเป็นต้น เพราะ
ละความสำคัญในกายว่างาม เวทนาว่าเป็นสุข จิตว่าเป็นของเที่ยง และใน
ธรรมว่าเป็นอัตตา และเพราะยึดถือในกายว่าเป็นของไม่งาม ในเวทนา
ว่าเป็นทุกข์ ในจิตว่าเป็นของไม่เที่ยงและในธรรมว่าเป็นอนัตตา.
ชื่อว่า สัมมัปปธาน เพราะเป็นเหตุให้พระโยคีเริ่มตั้งโดยชอบ หรือ
ว่าตนเองเริ่มตั้งโดยชอบ หรือการเริ่มตั้งที่บัณฑิตสรรเสริญหรือเป็นความ
ดี. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สัมมัปปธาน เพราะเป็นเหตุให้บุคคลทำความ
เพียรโดยชอบนั่นเอง คำว่าสัมมัปปธานนี้เป็นชื่อของวิริยะความเพียร. ก็
สัมมัปปธานความเพียรนั้น ก็เรียกว่าสัมมัปปธาน ๔ เพราะทำกิจ ๔
อย่าง คือ ไม่ให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ๑ ละอกุศลธรรมที่เกิด
ขึ้น ๑ ทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ๑ ทำกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
ให้เจริญ ๑.
ชื่อว่า ฤทธิ์ เพราะอรรถว่าสำเร็จ อธิบายว่า สัมฤทธิ์ คือเผล็ดผล.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ฤทธิ์ เพราะเป็นเหตุสำเร็จ คือ สัมฤทธิ์ เจริญถึง
ความสูงสุดแห่งสัตว์ทั้งหลาย. ด้วยอรรถแรก บาทคือความสำเร็จ ชื่อว่า
อิทธิบาท อธิบายว่า ส่วนแห่งความสำเร็จ. ด้วยอรรถที่ ๒ บาทคือ

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 543 (เล่ม 44)

ที่ตั้ง ได้แก่ อุบายเครื่องบรรลุถึงความสำเร็จ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า
อิทธิบาท. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายย่อมถึง คือบรรลุความสำเร็จ กล่าวคือ
คุณวิเศษสูง ๆ ขึ้นไปด้วยอิทธิบาทนั้น. อิทธิบาทนี้นั้น ท่านเรียกว่า
อิทธิบาท ๔ เพราะทำอธิบดีธรรม ๔ มีฉันทาธิบดีเป็นต้น ให้เป็นธุระ
คือให้เป็นใหญ่บังเกิดขึ้น.
บทว่า ปญฺจินฺทฺริยานิ ได้แก่ อินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น.
ในอินทรีย์ ๕ นั้น ศรัทธา ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะครอบงำความเป็นผู้ไม่
มีศรัทธา แล้วทำให้เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการน้อมใจเชื่อ. ปัญญา
ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะครอบงำโกสัชชะแล้วทำให้เป็นใหญ่ในลักษณะแห่ง
การประคองไว้ ครอบงำปมาทะแล้วทำให้เป็นใหญ่ในลักษณะปรากฏ
ครอบงำความฟุ้งซ่านแล้วทำให้เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน
ครอบงำความไม่รู้แล้วทำให้เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งทัสสนะ อินทรีย์ ๕
เหล่านั้นแหละพึงทราบว่าพละ เพราะความเป็นธรรมชาติมั่นคงในสัมป-
ยุตธรรมทั้งหลาย ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว โดยที่ความไม่มีศรัทธาเป็นต้น
ครอบงำไม่ได้.
บทว่า สตฺต โพชฺฌงฺคา ความว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็น
องค์แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้ หรือของบุคคลผู้ตรัสรู้. พระอริยสาวก
ย่อมตรัสรู้ คือออกจากกิเลสนิทรา คือแทงตลอดอริยสัจ ๔ หรือทำให้
แจ้งเฉพาะพระนิพพาน ด้วยธรรมสามัคคีใด กล่าวคือ สติ ธัมมวิจยะ
วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออันตราย
เป็นอเนก เช่นการตั้งอยู่และการประมวลมาซึ่งความหดหู่และความฟุ้ง-
ซ่าน การประกอบในกามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค และการ

543
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 544 (เล่ม 44)

ยึดมั่นอุจเฉททิฏฐิและสัสสตทิฏฐิเป็นต้น อันเกิดขึ้นในขณะโลกุตรมรรค
เพราะเหตุนั้น ธรรมสามัคคีนั้น ท่านเรียกว่า โพธิ ชื่อว่าโพชฌงค์
เพราะเป็นองค์แห่งโพธิ กล่าวคือธรรมสามัคคีนั้นบ้าง เหมือนองค์ของ
ฌาน และองค์ของมรรคเป็นต้น. ชื่อว่า โพชฌงค์ แม้เพราะเป็นองค์
แห่งพระอริยสาวกผู้ตรัสรู้ซึ่งเรียกว่า โพธิ เพราะวิเคราะห์ว่าตรัสรู้ด้วย
ธรรมสามัคคี มีประการดังกล่าวแล้ว เหมือนองค์ของเสนา และองค์
ของรถเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้ พึงทราบอรรถแห่ง
โพชฌงค์ แม้โดยนัยมีอาทิว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นไปเพื่อธรรม-
สามัคคีเครื่องตรัสรู้ ดังนี้.
บทว่า อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ความว่า ชื่อว่า อริยะ เพราะ
ไกลจากกิเลสอันมรรคนั้น ๆ พึงฆ่า เพราะกระทำความเป็นพระอริยะ
และเพราะให้ได้อริยผล. ชื่อว่าอัฏฐังคิกะ เพราะมรรคนั้นมีองค์ ๘ มี
สัมมาทิฏฐิเป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง องค์ ๘ นั่นแหละ ชื่อว่าอัฏฐังคิกะ.
ชื่อว่ามรรค เพราะฆ่ากิเลสทั้งหลายให้ตายไป หรือเพราะผู้ต้องการพระ-
นิพพานแสวงหา หรือตนเองแสวงหาพระนิพพาน. พึงทราบการจำแนก
อรรถแห่งสติปัฏฐานเป็นต้นเหล่านั้นอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า โสตาปนฺโน ได้แก่ พระอริยบุคคลผู้ถึง คือบรรลุกระแส
กล่าวคือมรรคดำรงอยู่ อธิบายว่า ผู้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. บทว่า
โสดาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ได้แก่ พระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่
ในปฐมมรรคผู้กำลังปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้ประจักษ์แก่ตน ซึ่งเรียก

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 545 (เล่ม 44)

พระอริยบุคคลที่ ๘ ดังนี้ก็มี. บทว่า สกทาคามี ได้แก่ พระอริยบุคคล
ผู้ดำรงอยู่ในผลที่ ๒ ผู้จะมาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น โดยการถือปฏิสนธิ.
บทว่า อนาคามี ได้แก่ พระอริยบุคคล. ผู้ดำรงอยู่ในผลที่ ๓. ผู้มีปกติไม่
มาสู่กามโลก โดยการถือปฏิสนธิ. ก็การจำแนกพระอริยบุคคลมีอาทิ
อย่างนี้ว่า สัทธานุสารี ๑ ธัมมานุสารี ๑ เอกพีชี ๑ เป็นประเภทของ
พระอริยบุคคลเหล่านั้นนั่นแหล. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบความกล่าวคือความ
ไม่มีธรรมเครื่องอยู่ร่วมกันกับบุคคลทุศีลผู้ประดุจซากสัตว์ตายในพระ-
ธรรมวินัยของพระองค์นี้. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้
อันแสดงเหตุแห่งการจำแนกบุคคลผู้ไม่ควรอยู่ร่วมและผู้ควรอยู่ร่วม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺนมติวสฺสติ ความว่า ภิกษุต้อง
อาบัติแล้วปกปิดไว้ ย่อมต้องอาบัติตัวอื่นใหม่อีก ย่อมต้องอาบัติมาก
ขึ้น ๆ ฝนคืออาบัติ ได้แก่ ฝนคือกิเลส ย่อมรั่วรดมากขึ้นอย่างนี้ ด้วย
ประการฉะนี้. บทว่า วิวฏํ นาติวสฺสติ ความว่า ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้ว
ไม่ปกปิดอาบัตินั้นไว้เปิดเผย ประกาศแก่เพื่อนสพรหมจารี กระทำคืน
แสดงออก (จากอาบัติ) ตามธรรม ตามวินัยไม่ต้องอาบัติตัวอื่นใหม่
เพราะเหตุนั้น ฝนคืออาบัติ ฝนคือกิเลส ที่ภิกษุนั้นเปิดเผยแล้วย่อมไม่
รั่วรดอีก ก็เพราะเหตุที่ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น ฉะนั้น ท่านทั้งหลายพึงเปิด
คือประกาศอาบัติที่ปิด คือที่ปกปิดไว้. บทว่า เอวนฺตํ นาติวสฺสติ
ความว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น ฝนคือกิเลสย่อมไม่ทำลายอัตภาพแล้วรั่วรด
คือไม่เปียกบุคคลผู้ต้องอาบัตินั้น. อธิบายว่า บุคคลนั้น ไม่ถูกกิเลสรั่วรด

545
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 546 (เล่ม 44)

อย่างนั้น เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีใจมั่น เริ่มตั้งวิปัสสนาพิจารณาอยู่ ย่อม
บรรลุถึงพระนิพพานโดยลำดับ.
จบอรรถกถาอุโปสถสูตรที่ ๕
๖. โสณสูตร
ว่าด้วยคนสะอาดไม่ยินดีในบาป
[๑๑๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อา-
ฐานของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่าน
พระมหากัจจานะอยู่ ณ ปวัฏฏบรรพต แคว้นกุรุรฆระ ในอวันตีชนบท
ก็สมัยนั้นแล อุบาสกชื่อโสณโกฏิกัณณะ เป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหา-
กัจจานะ ครั้งนั้นแล อุบาสกชื่อโสณโกฏิกัณณะ หลีกเร้นอยู่ในที่ลับ
ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้ามหากัจจานะย่อมแสดง
ธรรมด้วยอาการใด ๆ ธรรมนั้นย่อมปรากฏแก่เราผู้พิจารณาอยู่ด้วยอาการ
นั้น ๆ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์
บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ผิฉะนั้น เราพึงปลงผม
และหนวดนุ่งห่มผ้ากาสายะออกบวชเป็นบรรพชิตเถิด ลำดับนั้นแล อุบา-
สกโสณโกฏิกัณณะเข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระมหากัจจานะว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ ขอโอกาส กระผมหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดปริวิตกแห่ง
ใจอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้ามหากัจจานะย่อมแสดงธรรมด้วยอาการใด ๆ

546
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 547 (เล่ม 44)

ธรรมนั้นย่อมปรากฏแก่เราผู้พิจารณาอยู่ด้วยอาการนั้น ๆ อย่างนี้ว่า บุคคล
ผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจ
สังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ผิฉะนั้น เราพึงปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้า
กาสายะออกบวชเป็นบรรพชิตเถิด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้ามหา-
กัจจานะโปรดให้กระผมบวชเถิด.
[๑๒๐] เมื่ออุบาสกโสณโกฏิกัณณะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระ-
มหากัจจานะได้กล่าวกะอุบาสกโสณโกฏิกัณณะว่า ดูก่อนโสณะ พรหม-
จรรย์มีภัตหนเดียว มีการนอนผู้เดียวตลอดชีวิต ทำได้ยากนัก ดูก่อน
โสณะ เชิญท่านเป็นคฤหัสถ์อยู่ในเรือนนั้นแล จงหมั่นประกอบพรหม-
จรรย์อันมีภัตหนเดียว นอนผู้เดียว เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้ง-
หลายเถิด ครั้งนั้นแล การปรารภเพื่อจะบวชของอุบาสกโสณโกฏิกัณณะ
ได้ระงับไป แม้ครั้งที่ ๒. . . การปรารภเพื่อจะบวชของอุบาสกโสณโกฏิ-
กัณณะก็ได้ระงับไป แม้ครั้งที่ ๓ อุบาสกโสณโกฏิกัณณะหลีกเร้นอยู่ใน
ที่ลับ เกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้ามหากัจจานะย่อม
แสดงธรรมด้วยอาการใด ๆ ธรรมนั้นย่อมปรากฏแก่เราผู้พิจารณาอยู่ด้วย
อาการนั้น ๆ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้
บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ผิฉะนั้น เราพึง
ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสายะออกบวชเป็นบรรพชิตเถิด แม้ครั้งที่ ๓
อุบาสกโสณโกฏิกัณณะก็ได้เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ อภิวาท
แลนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระมหากัจจานะ
ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความปริวิตก
แห่งใจอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้ามหากัจจานะย่อมแสดงธรรมด้วยอาการใด ๆ

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 548 (เล่ม 44)

ธรรมนั้นย่อมปรากฏแก่กระผมผู้พิจารณาอยู่ด้วยอาการนั้น ๆ อย่างนี้ว่า
บุคคลผู้อยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วน
เดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ผิฉะนั้น เราพึงปลงผมและหนวดนุ่งห่ม
ผ้ากาสายะออกบวชเป็นบรรพชิตเถิด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้า
มหากัจจานะโปรดให้กระผมบวชเถิด. ลำดับนั้นแล ท่านพระมหากัจจานะ
ให้อุบาสกโสณโกฏิกัณณะบวชแล้ว.
[๑๒๑] ก็โดยสมัยนั้น อวันตีทักขิณาบถมีภิกษุน้อย ครั้งนั้นแล
ท่านพระมหากัจจานะให้ประชุมพระภิกษุสงฆ์สวรรค์แต่บ้าน และนิคม
เป็นต้นนั้น โดยยากลำบาก โดยล่วงไปสามปี จึงให้ท่านพระโสณะอุป-
สมบทได้ ครั้งนั้นแล ท่านพระโสณะอยู่จำพรรษาแล้ว หลีกออกเร้นอยู่
ในที่ลับ เกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า เราไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระองค์นั้นเฉพาะพระพักตร์ แต่เราได้ฟังเท่านั้นว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระองค์นั้น พระองค์เป็นเช่นนี้ ๆ ถ้าว่าพระอุปัชฌายะ พึง
อนุญาตเราไซร้ เราพึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์นั้น ลำดับนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่านพระโสณะออกจากที่เร้น
เข้าไปหาพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระมหากัจจานะว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอโอกาส
เมื่อกระผมหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า
เราไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั่นเฉพาะพระพักตร์ แต่เราได้
ฟังเท่านั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระองค์เป็นเช่นนี้ ๆ ถ้า
ว่าพระอุปัชฌายะพึงอนุญาตเราไซร้ เราพึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 549 (เล่ม 44)

ท่านพระมหากัจจานะกล่าวว่า ดีละ ๆ โสณะ ท่านจงไปเฝ้าพระ-
ผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเถิด ท่านจักได้เฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้น่าเลื่อมใส ควรเลื่อมใส มีอินทรีย์
สงบ มีพระทัยสงบ ผู้ถึงความสงบและความฝึกอันสูงสุด ผู้ฝึกแล้ว ผู้
คุ้มครองแล้ว มีอินทรีย์สำรวมแล้ว ผู้ประเสริฐ ครั้นแล้ว ท่านจงถวาย
บังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้าตามคำของเรา จงทูล
ถามถึงความเป็นผู้มีอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง กระปรี้กระเปร่า ทรง
มีกำลัง ทรงอยู่สำราญเถิด.
ท่านพระโสณะชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระมหากัจจานะแล้ว ลุก
จากอาสนะ อภิวาทท่านพระมหากัจจานะ กระทำประทักษิณ เก็บเสนา-
สนะแล้ว ถือบาตรและจีวรหลีกจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เมื่อเที่ยว
จาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครสาวัตถีแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ถวายบังคม
แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ท่านพระมหากัจจานะอุปัชฌายะของข้าพระองค์ ถวายบังคมพระ-
บาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า และทูลถามถึงความเป็นผู้มี
พระอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง กระปรี้กระเปร่า ทรงมีกำลัง ทรง
อยู่สำราญ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ เธอ
พึงอดทนได้หรือ พึงให้เป็นไปได้หรือ เธอมาสิ้นหนทางไกลด้วยความ
ไม่ลำบากหรือ และเธอไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ ท่านพระโสณะ
กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์พึงอดทนได้ พึงให้

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 550 (เล่ม 44)

เป็นไปได้ ข้าพระองค์มาสิ้นหนทางไกลด้วยความไม่ลำบาก และข้าพระ-
องค์ไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตพระเจ้าข้า.
[๑๒๒] ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งท่านพระอานนท์
ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงปูลาดเสนาสนะสำหรับภิกษุผู้อาคันตุกะนี้เถิด
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ดำริว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งใช้เรา
ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงปูลาดเสนาสนะสำหรับภิกษุอาคันตุกะนี้เถิด
ดังนี้ เพื่อภิกษุใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารถนาจะประทับอยู่ในวิหาร
เดียวกันกับภิกษุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารถนาจะประทับอยู่ใน
วิหารเดียวกับท่านพระโสณะ ท่านพระอานนท์ได้ปูลาดเสนาสนะสำหรับ
ท่านพระโสณะในวิหารที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ครั้งนั้นแล พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงยับยั้งด้วยการประทับนั่งในอัพโภกาสสิ้นราตรีเป็นอัน
มาก ทรงล้างพระบาทแล้ว เสด็จเข้าไปสู่พระวิหาร แม้ท่านพระโสณะก็
ยับยั้งด้วยการนั่งในอัพโภกาสสิ้นราตรีเป็นอันมาก ล้างเท้าแล้วเข้าไปสู่
พระวิหาร ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่ง
ราตรี รับสั่งกะท่านพระโสณะว่า ดูก่อนภิกษุ การกล่าวธรรมจงแจ่มแจ้ง
กะเธอเถิด ท่านพระโสณะทูลรับ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้กล่าวพระสูตร
ทั้งหมด ๑๖ สูตร จัดเป็นวรรค ๘ วรรค ด้วยสรภัญญะ ลำดับนั้น ใน
เวลาจบสรภัญญะของท่านพระโสณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนา
ว่า ดีละ ๆ ภิกษุ พระสูตร ๑๖ สูตร จัดเป็นวรรค ๘ วรรค เธอเรียน
ดีแล้ว กระทำไว้ในใจดีแล้ว จำทรงไว้ดีแล้ว เธอเป็นผู้ประกอบด้วย
วาจาไพเราะ ไม่มีโทษ สามารถเพื่อจะยังเนื้อความให้แจ่มแจ้ง ดูก่อน

550