พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 501 (เล่ม 44)

บทว่า กลฺยจิตฺตํ ในบทว่า กลฺยจิตฺตํ เป็นต้น ได้แก่ จิตที่ควร
แก่การงาน คือ จิตเป็นที่ตั้งแห่งการงาน อธิบายว่า เป็นจิตที่เหมาะแก่
การงาน โดยเข้าถึงภาวะเป็นที่รองรับเทศนาที่ทรงประกาศไว้ในเบื้องต่ำ
และเทศนาเบื้องสูง เพราะปราศจากโทษแห่งจิต มีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา
เป็นต้น. เชื่อมความว่า ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบว่า
สุปปพุทธกุฏฐินั้น มีจิตอ่อน เพราะปราศจากกิเลสมีทิฏฐิและมานะเป็นต้น
มีจิตปราศจากนิวรณ์ เพราะปราศจากนิวรณ์ มีกามฉันทนิวรณ์เป็นต้น
มีจิตเบิกบาน เพราะประกอบด้วยปีติและปราโมทย์อย่างยิ่งในสัมมาปฏิบัติ
และมีจิตผ่องใส เพราะสมบูรณ์ด้วยศรัทธาในสัมมาปฏิบัตินั้น. อีกอย่าง
หนึ่ง. บทว่า กลฺยจิตฺตํ ได้แก่ จิตไม่มีโรค เพราะปราศจากกามฉันท-
นิวรณ์. บทว่า มุทุจิตฺตํ ได้แก่ จิตไม่แข็งกระด้าง ด้วยอำนาจเมตตา
เพราะปราศจากพยาบาท. บทว่า วินีวรณจิตฺตํ ได้แก่ จิตที่ไม่ถูกปิดกั้น
เพราะไม่ฟุ้งซ่าน โดยปราศจากอุทธัจจะและกุกกุจจนิวรณ์. บทว่า
อุทคฺคจิตฺตํ ได้แก่ จิตไม่หดหู่ ด้วยอำนาจประคองไว้ โดยปราศจาก
ถีนมิทธนิวรณ์. บทว่า ปสนฺนจิตฺตํ ได้แก่ จิตที่น้อมไปในสัมมาปฏิบัติ
โดยปราศจากวิจิกิจฉานิวรณ์.
ศัพท์ อถ แปลว่า ภายหลัง. บทว่า สามุกฺกํสิกา ได้แก่ เทศนา
ที่พระองค์ทรงแสดงเอง คือ ทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง ได้แก่
ทรงเห็นเองด้วยพระสยัมภูญาณ อธิบายว่า ไม่ทั่วไป แก่ชนเหล่าอื่น.
ถามว่า ก็เทศนานั้น ชื่ออะไร ? ตอบว่า ชื่อว่า อริยสัจเทศนา. ด้วย
เหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงตรัสว่า ทุกขอริยสัจ สมุทัยอริยสัจ นิโรธ-
อริยสัจ มรรคอริยสัจ. ก็ข้อนี้ เป็นการแสดงสัจจะโดยสรุป. เพราะ

501
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 502 (เล่ม 44)

ฉะนั้น ในที่นี้ จึงควรแสดงอริยสัจ. อริยสัจเหล่านั้น เมื่อว่าโดยอาการ
เหตุนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงการละกิเลส และการยังอริยมรรค
ให้เกิดขึ้น แก่สุปปพุทธะ ด้วยอำนาจอุปมา โดยคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ
ดังนี้. บทว่า อปคตกาฬกํ แปลว่า ปราศจากธรรมฝ่ายดำ. บทว่า
สมฺมเทว แปลว่า ด้วยดีนั่นแล. บทว่า รชนํ ได้แก่ น้ำย้อมมีสี เขียว
เหลือง แดง และหงสบาท เป็นต้น. บทว่า ปฏิคฺคณฺเหยฺย แปลว่า พึง
รับ คือ พึงเป็นผ้าที่ผ่องใส. บทว่า ตสฺมึเยว อาสเน ได้แก่ ในที่นั่ง
นั้นนั่นเอง. ด้วยคำนี้ เป็นอันทรงแสดงถึงความที่สุปปพุทธกุฏฐินั้น มี
ความเห็นแจ้งได้เร็ว มีปัญญาเฉียบแหลม และเป็นสุขาปฏิปทาขิปป-
ภิญญาบุคคล. บทว่า วิรชํ วีตมลํ ความว่า ชื่อว่า ปราศจากธุลี เพราะ
ไม่มีธุลีคือราคะเป็นต้น อันเป็นเหตุนำสัตว์ไปสู่อบาย ชื่อว่า ปราศจาก
มลทิน เพราะปราศจากมลทิน คือทิฏฐิและวิจิกิจฉา ไม่มีส่วนเหลือ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปราศจากธุลี เพราะไม่มีธุลีคือกิเลส อันโสดาปัตติ-
มรรคพึงฆ่า ชื่อว่า ปราศจากมลทิน เพราะปราศจากความเป็นผู้ทุศีล ๕
อย่าง. บทว่า ธมฺมจกฺขุํ ท่านหมายถึงโสดาปัตติผล. เพื่อจะทรงแสดง
อาการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุนั้น จึงตรัสว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้น
เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. ก็ธรรม
จักษุนั้น แม้ทำนิโรธให้เป็นอารมณ์แล้ว ก็แทงทะลุปรุโปร่ง ซึ่งสังขต-
ธรรม ด้วยอำนาจกิจนั้นแล เกิดขึ้น. ในข้อนั้น มีการเทียบเคียงอุปมา
ดังต่อไปนี้ จิตพึงเห็นเหมือนผ้า. ภาวะที่จิตเศร้าหมองด้วยมลทินมีราคะ

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 503 (เล่ม 44)

เป็นต้น พึงเห็นเหมือนภาวะที่ผ้าเปื้อนด้วยมลทินที่จรมาฉะนั้น. อนุ-
ปุพพิกถา พึงเห็นเหมือนแผ่นกระดานสำหรับซัก. ศรัทธา พึงเห็นเหมือน
น้ำ. การใช้น้ำคือศรัทธาชะโลมให้ชุ่ม แล้วใช้สติสมาธิและปัญญา ทำ
โทสะให้หย่อนลง แล้วปรารภความเพียร ชำระจิตให้สะอาด ด้วยวิธีมี
สุตะเป็นต้น พึงเห็นเหมือนการเอาน้ำแช่ผ้าให้เปียก แล้วใช้น้ำด่างโคมัย
ขยำที่จุดดำ เพราะการประกอบนั้น. อริยมรรคพึงเห็นเหมือนน้ำย้อม.
การชำระจิตที่ข่มกิเลสได้แล้วให้ผ่องแผ้วด้วยมรรค พึงเห็นเหมือนผ้าที่
สะอาดผ่องใส ด้วยการซักย้อมนั้นฉะนั้น.
ก็สุปปพุทธะ นั่งที่ท้ายบริษัท สดับพระธรรมเทศนา บรรลุโสดา-
ปัตติผลอย่างนี้แล้ว มีความประสงค์จะกราบทูลถึงคุณที่ตนได้รับแด่พระ-
ศาสดา เมื่อไม่อาจหยั่งลงสู่ท่ามกลางบริษัทได้ ในเวลาที่มหาชนถวาย
บังคมพระศาสดา แล้วตามส่งเสด็จแล้วกลับ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จไปยังพระวิหาร แม้ตนเองก็ได้ไปยังพระวิหารด้วย. ขณะนั้น ท้าว
สักกเทวราช ทรงทราบว่า สุปปพุทธกุฏฐินี้ มีความประสงค์จะประกาศ
คุณที่ตนได้รับพระศาสนา ของพระศาสดาให้ปรากฏ คิดจักทดลองเธอ
จึงเสด็จไป ประทับอยู่ในอากาศ ได้ตรัสคำนี้ว่า สุปปพุทธะ เธอเป็น
คนขัดสน เป็นคนกำพร้า เป็นคนยากไร้ เราจะให้ทรัพย์ อันหาประมาณ
มิได้ แก่เธอ แต่เธอจงพูดว่า พระพุทธ ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม
ไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่พระสงฆ์ เราพอกันที ด้วยพระพุทธ
เราพอกันที ด้วยพระธรรม เราพอกันที ด้วยพระสงฆ์. ลำดับนั้น
สุปปพุทธะจึงกล่าวกะท้าวสักกนั้นว่า ท่านเป็นใคร ? ตอบว่า เราเป็น
ท้าวสักกเทวราช. สุปปพุทธกุฏฐิกล่าวว่า ดูก่อนอันธพาล ผู้ไม่มียางอาย

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 504 (เล่ม 44)

ท่านกล่าวคำที่ไม่ควรจะกล่าวอย่างนี้ ไม่สมควรพูดกับเราเลย อนึ่ง
เพราะเหตุไร ท่านจึงพูดกับเราว่า เป็นคนเข็ญใจ ขัดสน กำพร้า เราเป็น
โอรสบุตรของพระโลกนาถเจ้ามิใช่หรือ เราไม่ใช่คนเข็ญใจ ขัดสน
กำพร้า ที่จริงแล เราได้รับความสุขด้วยความสุขอย่างยิ่ง มีทรัพย์มาก
ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า
บุคคลใด ไม่เลือกว่าจะเป็นหญิงหรือชาย มี
ทรัพย์ ๗ อย่างคือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล
ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ
ทรัพย์คือจาคะ และทรัพย์คือปัญญา บัณฑิตเรียก
บุคคลนั้นว่าไม่เข็ญใจ และชีวิตของเขาไม่เปล่า.
ดังนั้น เรานั้น จึงชื่อว่าอริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ เพราะบุคคล
ผู้มีอริยทรัพย์เหล่านี้ พระพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ตรัสเรียก
ว่า เป็นคนเข็ญใจ. ท้าวสักกะทรงสดับถ้อยคำของเขาแล้ว จึงละเขาไว้
ในระหว่างทางแล้ว เสด็จไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลคำและคำตอบทั้งหมด
นั้นแด่พระศาสดา. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท้าวสักกะว่า
ดูก่อนสักกะ เทพเช่นท่าน แม้ตั้งร้อย ตั้งพัน ก็ไม่อาจจะให้สุปปพุทธ-
กุฏฐิ กล่าวว่า พระพุทธ ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม ไม่ใช่พระธรรม
พระสงฆ์ ไม่ใช่พระสงฆ์. แม้สุปปพุทธกุฏฐิแล ก็ไปเฝ้าพระศาสดา
พระศาสดาทรงกระทำปฏิสันถารแล้ว จึงกราบทูลถึงคุณที่ตนได้รับ. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข สุปฺปพุทฺโธ กุฏฺฐี ทิฏฺฐธมฺโม ปตฺต-
ธมฺโม ดังนี้เป็นต้น.

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 505 (เล่ม 44)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐธมฺโม ความว่า ชื่อว่า ผู้เห็น
ธรรม เพราะเห็นอริยสัจจธรรม. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น ธรรมศัพท์ ในบทว่า ทิฏฺฐธมฺโม นี้ บ่งถึงคำสามัญ
ชื่อว่า ทัสสนะ แม้อื่นไปจากญาณทัสสนะก็ยังมี เพราะเหตุนั้น ทัสสนะ
นั้น ท่านเรียกว่า ปตฺตธมฺโม เพื่อแสดงนิวัตตนะ (นิโรธสัจ). ก็การ
บรรลุแม้อื่นจากญาณสมบัติ ก็ยังมี เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า
วิทิตธมฺโม ผู้รู้แจ้งธรรม เพื่อให้แปลกไปจากญาณทัสสนะนั้น. ก็ความ
เป็นผู้รู้แจ้งธรรมนี้นั้น จัดเป็นส่วนหนึ่งในธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น
เพื่อจะแสดงความเป็นผู้รู้แจ้งธรรมนั้น โดยทุกส่วน ท่านจึงกล่าวว่า
ปริโยคาฬฺหธมฺโม ผู้หยั่งถึงธรรม. เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงแสดง
เฉพาะการตรัสรู้สัจจะตามที่กล่าวแล้วแก่เขา. จริงอยู่ มรรคญาณให้สำเร็จ
ปริญญากิจเป็นต้น ด้วยอำนาจการตรัสรู้ครั้งเดียว ชื่อว่า หยั่งลงสู่ไญย-
ธรรมโดยทุกส่วน รอบด้าน ไม่ใช่ญาณอื่นนอกจากมรรคญาณนั้น. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฺโฐ อริยสจฺจธมฺโม เอเตนาติ ทิฏฺฐธมฺโม
ดังนี้เป็นต้น. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ติณฺณวิจิ-
กิจฺโฉ ผู้ข้ามความสงสัยได้แล้ว ดังนี้.
ในธรรมเหล่านั้น ผู้ชื่อว่า ข้ามความสงสัยได้แล้ว เพราะข้าม
ความสงสัยมีวัตถุ ๑๖ ประการ และมีวัตถุ ๘ ประการ ซึ่งเป็นเสมือน
หนทางกันดารที่มีภัย. ในบรรดาธรรมมีปวัตติ (ทุกขสัจ) เป็นต้น จาก
ธรรมนั้นนั่นแล ชื่อว่า ผู้ปราศจากความเคลือบแคลง เพราะปราศจาก
คือ ตัดขาดความเคลือบแคลงที่เป็นไปอย่างนี้ว่า เราได้เป็นอย่างนี้หรือ
ไม่หนอ. ชื่อว่า ถึงความแกล้วกล้า เพราะถึงความแกล้วกล้า คือภาวะ

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 506 (เล่ม 44)

แห่งผู้องอาจ ได้แก่ ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพราะละบาปธรรมที่ทำความ
ไม่แกล้วกล้า และเพราะตั้งอยู่ด้วยดีในคุณมีศีลเป็นต้น อันเป็นข้าศึกต่อ
บาปธรรมนั้น. ชื่อว่า ไม่ต้องมีคนอื่นสนับสนุนในศาสนาของพระศาสดา
เพราะไม่มีคนอื่นสนับสนุน คือ ไม่ได้ประพฤติในศาสนานี้ โดยเชื่อต่อ
ผู้อื่น. ในคำว่า อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ อภิกฺกนฺเต
ศัพท์นี้ ปรากฏในอรรถหลายอย่าง มีอรรถว่า สิ้นไป ดี งาม และ
อนุโมทนายิ่ง เป็นต้น แม้โดยแท้ ถึงอย่างนั้น ในที่นี้ พึงเห็น
อภิกฺกนฺตศัพท์ ใช้ในอรรถว่า อนุโมทนายิ่ง. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล อภิกกันต
ศัพท์นั้น ท่านจึงกล่าวไว้ถึง ๒ ครั้ง คือ ด้วยความเลื่อมใส ๑ ด้วย
ความสรรเสริญ ๑ อธิบายว่า ดีละ ดีละ พระเจ้าข้า. อีกอย่างหนึ่ง
บทว่า อภิกฺกนฺตํ แปลว่า น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าชอบใจยิ่ง อธิบายว่า
ดียิ่ง. ใน ๒ ศัพท์นั้น สุปปพุทธกุฏฐิ ชมเชยเทศนาของพระผู้มีพระภาค-
เจ้า ด้วย อภิกกันตศัพท์ ศัพท์หนึ่ง ชมเชยความเลื่อมในของตน ด้วย
อภิกกันตศัพท์ อีกศัพท์หนึ่ง. จริงอยู่ ในข้อนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้
พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า แจ่มแจ้งนัก พระเจ้าข้า ความ
เลื่อมใสของข้าพระองค์ เพราะอาศัยพระธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า แจ่มแจ้งนัก พระเจ้าข้า. อีกอย่างหนึ่ง สุปปพุทธกุฏฐิ กล่าว
๒. บทชมเชยพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นว่า แจ่มแจ้งนัก
โดยให้โทสะพินาศไป แจ่มแจ้งนัก โดยบรรลุคุณ แจ่มแจ้งนัก โดยนำ
มาซึ่งศรัทธา โดยให้เกิดปัญญา โดยพร้อมด้วยอรรถ โดยพร้อมด้วย
พยัญชนะ โดยบทอันง่าย โดยอรรถอันลึกซึ้ง โดยสบายหู โดยจับใจ
โดยไม่ยกตน โดยไม่ข่มผู้อื่น โดยความเยือกเย็นเพราะพระกรุณา โดย

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 507 (เล่ม 44)

ความผ่องแผ้วแห่งปัญญา โดยประสบอารมณ์ โดยทนต่อการย่ำยี โดย
เป็นความสุขแก่ผู้ฟัง โดยเป็นประโยชน์แก่ผู้ใคร่ครวญ. ต่อแต่นั้น จึง
ชมเชย เฉพาะเทศนาด้วยอุปมา ๔ ข้อ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกฺกุชฺชิตํ ได้แก่ วางคว่ำไว้ หรือ
เอาปากไว้ล่าง. บทว่า อุกฺกุชฺเชยฺย ได้แก่ พึงหงายขึ้น. บทว่า ปฏิจฺฉนฺนํ
ได้แก่ ปิดไว้ด้วยหญ้าและใยไม้เป็นต้น. บทว่า วิวเรยฺย แปลว่า พึงเปิด.
บทว่า มุฬฺหสฺส ได้แก่ ผู้หลงทิศ. บทว่า มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย ความว่า
พึงจักมือแล้ว ชี้ทางว่า นั่นทาง. บทว่า อนฺธกาเร ได้แก่ ในที่มืด
ประกอบด้วยองค์ ๔ นี้เป็นอรรถเฉพาะบทก่อน. ส่วนการประกอบ
อธิบาย มีดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อให้เราเบือนหน้าจาก
พระสัทธรรม ตกอยู่ในอสัทธรรมแล้วให้ออกจากอสัทธรรม เหมือน
ใคร ๆ พึงหงายภาชนะที่คว่ำไว้ฉะนั้น ทรงเปิดเผยพระศาสนา ที่รกชัฏ
คือมิจฉาทิฏฐิปิดบังไว้ ตั้งแต่พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
พระนามว่า กัสสปะ อันตรธานไป เหมือนบุคคลเปิดภาชนะที่ปิดบังไว้
ฉะนั้น ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งทางสวรรค์และนิพพาน แก่เราผู้ดำเนินไป
ในทางชั่วทางผิด เหมือนบุคคลบอกทางแก่คนหลงทางฉะนั้น เมื่อเรา
จมอยู่ในความมืด คือโมหะ ไม่เห็นรูปรัตนะมีพุทธรัตนะเป็นต้น จึง
ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เพราะประกาศโดยนัยต่าง ๆ โดยทรง
ไว้ซึ่งความโชติช่วง แห่งเทศนาอันกำจัดมืดคือโมหะ ซึ่งเป็นตัวปกปิด
ัรัตนะมีพุทธรัตนะเป็นต้นไว้ เหมือนบุคคลตามประทีปไว้ในที่มืดฉะนั้น.
ครั้นชมเชยเทศนาอย่างนี้แล้ว มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยด้วยเทศนานั้น
เมื่อจะทำอาการเลื่อมใส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอสาหํ ดังนี้.

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 508 (เล่ม 44)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสาหํ ตัดเป็น เอโส อหํ. บทว่า
ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ความว่า ข้าพระองค์ ขอถึง ขอคบ ขอรู้ หรือ
ว่า ขอหยั่งรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้า โดยความประสงค์นี้ว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเป็นสรณะ เป็นที่ยึดหน่วงในเบื้องหน้า เป็นที่กำจัดทุกข์ เป็นที่
ทรงไว้ซึ่งประโยชน์เกื้อกูล ของข้าพระองค์. จริงอยู่ คติ เป็นอรรถ
ของธาตุเหล่าใด ถึงพุทธิ ก็เป็นอรรถของธาตุเหล่านั้น. บทว่า ธมฺมํ
ความว่า ชื่อว่าธรรม เพราะทรงไว้ซึ่งผู้บรรลุมรรค ผู้กระทำให้แจ้งซึ่ง
นิโรธ ผู้ปฏิบัติตามที่ทรงพร่ำสอน ไม่ให้ตกไปในอบาย ๔. พระธรรม
นั้น โดยอรรถก็คือ อริยมรรคและพระนิพพานนั่นเอง. สมจริงดังพระ-
ดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลาย
ที่เป็นสังขตะ มีประมาณเพียงใด อริยมรรคมีองค์ ๘ เราตถาคตกล่าวว่า
เลิศกว่าสังขตธรรมเหล่านั้น และว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลาย
ี่ที่เป็นสังขตะก็ดี อสังขตะก็ดี มีประมาณเพียงใด วิราคธรรม เรา
ตถาคตกล่าวว่า เลิศ กว่าสังขตธรรม หรือ อสังขตธรรมเหล่านั้น. ไม่ใช่
เพียงอริยมรรค และพระนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น ที่ตถาคตกล่าวว่าเลิศ
ถึงแม้พระปริยัติธรรมพร้อมด้วยอริยผล เราตถาคตก็กล่าวว่าเลิศเหมือน
กัน. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
เธอจงเข้าถึงธรรมนี้ อันเป็นที่สำรอกราคะ ไม่
เอนเอียง ไม่เศร้าโศก ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่น่า
รังเกียจ ไพเราะช่ำชอง ที่จำแนกไว้ดีแล้ว เพื่อเป็น
ที่พึ่ง.

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 509 (เล่ม 44)

จริงอยู่ ในพระคาถาว่า มรรคตรัสว่า เป็นธรรมเครื่องสำรอกราคะ.
บทว่า อเนชมโสกํ ได้แก่ อริยผล. บทว่า อสงฺขตํ ได้แก่ พระนิพพาน.
ด้วยคำว่า อปฺปฏิกูลํ มธุรมิมํ ปคุณํ สุวิภตฺตํ นี้ ทรงประสงค์ถึง
พระปริยัติธรรม. บทว่า ภิกฺขุสงฺฆํ ได้แก่ หมู่พระอริยบุคคล ๘ ผู้
ทัดเทียมกัน โดยความเสมอกัน ด้วยทิฏฐิและศีล. ด้วยลำดับคำเพียง
เท่านี้ สุปปพุทธะ ได้ประกาศถึงไตรสรณคมน์.
บทว่า อชฺชตคฺเค ในคำว่า อุปาสกํ มํ ภาวา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค
ปาณุเปตํ สรณํ คตํ นี้ แปลว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. บาลีว่า อชฺชทคฺเค
ดังนี้ก็มี. ท อักษรในบทว่า อชฺชทคฺเค นี้ ทำการเชื่อมบท ความว่า
อชฺช อคฺเค อชฺเช อาทึ กตฺวา แปลว่า ในที่สุดวันนี้ คือ ตั้งแต่วันนี้เป็น
ต้นไป. บทว่า ปาณุเปตํ ได้แก่ ประกอบด้วยลมปราณ อธิบายว่า ชีวิต
ของข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่ตราบใด ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงทำ
คือ จงทรงทราบข้าพระองค์ว่า ผู้เข้าถึง คือผู้ถึงสรณะ ด้วยไตรสรณคมน์
อันไม่ทั่วไปแก่ศาสดาอื่น ผู้ชื่อว่าเป็นอุบาสก คือ เป็นกัปปิยการก เพราะ
เข้าถึงพระรัตนตรัยตราบนั้น. ก็การถึงสรณคมน์ของสุปปพุทธะนี้เป็นสำเร็จ
แล้ว ด้วยการบรรลุอริยมรรคนี้แล้ว แต่เมื่อจะทำอัธยาศัย (ของตน)
แจ่มแจ้ง จึงได้กราบทูลอย่างนั้น
บทว่า ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา ความว่า ครั้นมี
ในบันเทิงพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะประกาศว่าตนบัน-
เทิงพระดำรัสนั้นนั่นแล จึงอนุโมทนา ด้วยวาจา โดยนัยดังกล่าวไว้แล้ว
บทว่า อภิวาเหตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ความว่า ครั้งถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ความว่า ครั้นถวายบังคม

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 510 (เล่ม 44)

มีจิตน้อมไปในคุณของพระศาสดา พลางเพ่งดูประคองอัญชลี น้อมนมัส-
การพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล จนลับสายตาจึงหลีกไป. ก็สุปปพุทธะ
ผู้หลีกไป ซึ่งมีมือเท้าและนิ้วด้วน เพราะถูกโรคเรื้อนครอบงำ มีตัว
เปื้อนคูถ มีของไม่สะอาดไหลออกรอบตัว ถูกฝีบีบคั้นไม่สะอาด มีกลิ่น
เหม็น น่าเกลียดยิ่งนัก ถึงความเป็นผู้น่าสงสารอย่างยิ่ง ถูกแม่โคลูกอ่อน
ซึ่งถูกบาปกรรมอันเข้าไปตัดรอนให้เป็นไปพร้อมเพื่ออายุน้อย ที่ตนสั่ง
สมกระทำไว้ตักเตือนอยู่ พอเมื่อบุญกรรมอันให้เป็นไปพร้อมเพื่อสวรรค์
ได้โอกาส เหมือนความมุ่งหมายที่เกิดขึ้นว่า กายนี้ไม่สมควร เพื่อเป็นที่
รองรับอริยธรรม อันประณีตยิ่งนัก ซึ่งสงบอย่างแท้จริงนี้ ดังนี้ จึง
ขวิดให้ล้มลงตายไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล แม่โค
ลูกอ่อนชนสุปปพุทธกุฏฐิ ผู้หลีกไปไม่นานให้ล้มลง ปลงเสียจากชีวิต
ดังนี้เป็นต้น.
เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล สุปปพุทธกุฏฐินั้นเป็นบุตรเศรษฐีคนหนึ่ง
กำลังกับบุตรเศรษฐี ๓ คน ผู้เป็นสหายของตน นำหญิงแพศยางาม
เมืองคนหนึ่ง ไปสู่อุทยาน เสวยสมบัติตลอดวัน เมื่อพระอาทิพย์ลับไป
ได้กล่าวคำนี้กะสหายทั้งหลายว่า ทองคำเป็นจำนวนมากมีถึงพันมหาปณะ
และเครื่องประดับมีค่ามาก มีอยู่ในมือของหญิงคนนี้ ในที่นี้ไม่มีใครอื่น
และก็ค่ำแล้ว เอาเถอะ พวกเราจะช่วยกันฆ่าหญิงนี้เสียให้ตายแล้ว ถือเอา
ทรัพย์ทั้งหมดไป. คนทั้ง ๔ นั้น มีอัธยาศัยเป็นอันเดียวกัน จึงเข้าไป
เพื่อจะฆ่าหญิงนั้น. หญิงคนนั้นเมื่อถูกพวกเขาจะฆ่า จึงตั้งความปรารถนา
ว่า คนพวกนี้ไม่มียางอาย ไร้ความกรุณา ความสันถวะด้วยอำนาจกิเลสกับ
เราแล้ว ยังจะฆ่าเราผู้ไม่มีความผิด เพราะความโลภในทรัพย์อย่างเดียว

510