พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 491 (เล่ม 44)

เป็นธรรม หามีไม่. บทว่า ตํ สพฺพชานึ กุสโล วิทิตฺวา ความว่า
ท่านผู้ฉลาด คือบัณฑิต ทราบความเสื่อม คือความหายไป ได้แก่ความ
ตาย ของสรรพสัตว์นี้นั้น หรือว่า ทราบถึงความเสื่อม คือความพินาศ
ได้แก่ความผุพัง ของสรรพสัตว์ทั้งหมดนั้น ด้วยอำนาจมรณานุสติ
หรือด้วยอำนาจมนสิการถึงพระไตรลักษณะมี อนิจจตา เป็นต้น. บทว่า
อาตาปิโย พฺรหฺมจริยํ จเรยฺย ความว่า เมื่อบำเพ็ญวิปัสสนา ชื่อว่า
มีความเพียร เพราะประกอบด้วยความเพียร คือความเพียรเครื่องเผากิเลส
ชื่อว่าปรารภความเพียร ด้วยอำนาจสัมมัปปธาน ๔ พึงประพฤติ คือ
ปฏิบัติมรรคพรหมจรรย์ อันเป็นอุบายเครื่องก้าวล่วงมรณะโดยสิ้นเชิง.
จบอรรถกถาอัปปายุกาสูตรที่ ๒
๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร
ว่าด้วยการตรัสอริยสัจแก่สุปปพุทธกุฏฐิ
[ ๑๑๒ ] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลัน-
ทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์
มีบุรุษเป็นโรคเรื้อนชื่อว่าสุปปพุทธะ เป็นมนุษย์ขัดสน กำพร้า ยากไร้
ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมไปด้วยบริษัทหมู่ใหญ่ ประทับ
นั่งแสดงธรรมอยู่ สุปปพุทธกุฏฐิได้เห็นหมู่มหาชนประชุมกันแต่ที่ไกล
เทียว ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า หมู่มหาชนจะแบ่งของควรเคี้ยว หรือของ
ควรบริโภคอะไร ๆ ให้ในที่นี้แน่แท้ ไฉนหนอ เราพึงเข้าไปหาหมู่มหา-
ชน เราพึงได้ของควรเคี้ยวหรือของควรบริโภค ในหมู่มหาชนนี้เป็นแน่

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 492 (เล่ม 44)

ลำดับนั้นแล สุปปพุทธกุฏฐิได้เข้าไปหาหมู่มหาชนนั้นแล้ว ได้เห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยบริษัทหมู่ใหญ่ ประทับนั่งแสดงธรรมอยู่
ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า หมู่มหาชนคงไม่แบ่งของควรเคี้ยวหรือของควร
บริโภคอะไร ๆ ให้ในที่นี้ พระสมณโคดมนี้ทรงแสดงธรรมอยู่ในบริษัท
ถ้ากระไร แม้เราก็พึงได้ฟังธรรม เขานั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งในบริษัท
นั้นเอง ด้วยคิดว่า แม้เราจักฟังธรรม ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงกำหนดใจของบริษัททุกหมู่เหล่าด้วยพระทัยแล้ว ได้ทรงกระทำไว้
ในพระทัยว่า ในบริษัทนี้ ใครหนอแลควรจะรู้แจ้งธรรม พระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้ทรงเห็นสุปปพุทธกุฏฐินั่งอยู่ในบริษัทนั้น ครั้นแล้วได้
ทรงพระดำริว่า ในบริษัทนี้ บุรุษนี้แลควรจะรู้แจ้งธรรม พระองค์
ทรงปรารภสุปปพุทธกุฏฐิตรัสอนุปุพพีกถา คือ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา
โทษแห่งกามอันต่ำทรามเศร้าหมอง และทรงประกาศอานิสงส์ในเนกขัมมะ
เมื่อใด พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบว่าสุปปพุทธกุฏฐิมีจิตควร อ่อน
ปราศจากนิวรณ์เฟื่องฟู ผ่องใส เมื่อนั้น พระองค์ทรงประกาศพระธรรม-
เทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์
สมุทัย นิโรธ มรรค ธรรมจักษุปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิด
ขึ้นแก่สุปปพุทธกุฏฐิในที่นั่งนั้นแล้วว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็น
ธรรมดา เหมือนผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรรับน้ำย่อมด้วยดีฉะนั้น.
[๑๑๓] ลำดับนั้นแล สุปปพุทธกุฏฐิมีธรรมอันเห็นแล้ว มีธรรม
อันบรรลุแล้ว มีธรรมอันรู้แจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งถึงแล้ว ข้ามความ
สงสัยได้แล้ว ปราศจากความเคลือบแคลง บรรลุถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า
ไม่เชื่อต่อผู้อื่นในศาสนาของพระศาสดา ลุกจากอาสนะ เข้าไปเฝ้าพระ-

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 493 (เล่ม 44)

ผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง
นัก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือน
หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีป
ไว้ในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์
ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึง
สรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
ลำดับนั้นแล สุปปพุทธกุฏฐิอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้เห็น
แจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ชื่นชมยินดีพระ-
ภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้งนั้นแล แม่โคลูกอ่อนชนสุปปพุทธกุฏฐิ
ผู้หลีกไปไม่นานให้ล้มลง ปลงเสียจากชีวิต ลำดับนั้นแล ภิกษุมากด้วย
กันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ สุปปพุทธกุฏฐิอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้
สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว กระทำกาละ คติของ
เขาเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุปปพุทธกุฏฐิเป็นบัณฑิต
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และไม่เบียดเบียนเราให้ลำบากเพราะธรรม
เป็นเหตุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุปปพุทธกุฏฐิเป็นพระโสดาบัน เพราะ

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 494 (เล่ม 44)

ความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งสาม มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง
ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
[๑๑๔] เมื่อพระมีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุ
เป็นปัจจัยเครื่องให้สุปปพุทธกุฏฐิมนุษย์ขัดสน กำพร้า ยากไร้ พระผู้-
มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีแล้ว สุปป-
พุทธกุฏฐิเป็นเศรษฐีบุตรอยู่ในกรุงราชคฤห์นี้แล เขาออกไปยังภูมิเป็นที่
เล่นในสวน ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าตครสิขี กำลังเที่ยวบิณฑบาต
ไปในพระนคร ครั้นแล้วเขาดำริว่า ใครนี่เป็นโรคเรื้อนเที่ยวไปอยู่ เขา
ถ่มน้ำลายหลีกไปข้างเบื้องซ้าย เขาหมกไหม้อยู่ในนรกสิ้นปีเป็นอันมาก
สิ้นร้อยปี สิ้นพันปี สิ้นแสนปีเป็นอันมาก เพราะผลแห่งกรรมนั้นยัง
เหลืออยู่ เขาจึงได้เป็นมนุษย์ขัดสน กำพร้า ยากไร้ อยู่ในกรุงราชคฤห์
นี้แล เขาอาศัยธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว สมาทานศรัทธา ศีล
สุตะ จาคะ ปัญญา ครั้นอาศัยธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วสมา-
ทาน ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เมื่อตายไป เขาเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ เป็นผู้เข้าถึงความเป็นสหายของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขา
ย่อมไพโรจน์ล่วงเทวดาเหล่าอื่นในชั้นดาวดึงส์นั้นด้วยวรรณะและด้วยยศ.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
บุรุษผู้เป็นบัณฑิต พึงละเว้นบาปทั้งหลายในสัตว์
โลก เหมือนบุรุษผู้มีจักษุ เมื่อทางอื่นที่จะก้าวไปมีอยู่
ย่อมหลีกที่อันไม่ราบเรียบเสียฉะนั้น.
จบสุปปพุทธกุฏฐิสูตรที่ ๓

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 495 (เล่ม 44)

อรรถกถาสุปปพุทธกุฏฐิสูตร
สุปปพุทธกุฏฐิสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ราชคเห สุปฺปพุทฺโธ นาม กุฏฺฐี อโหสิ ความว่า บุรุษคน-
หนึ่ง นามว่า สุปปพุทธะ ได้อยู่ในกรุงราชคฤห์. ก็เขามีตัวถูกโรคเรื้อน
รบกวนอย่างหนัก. บทว่า มนุสฺสทลิทฺโท ความว่า เป็นผู้เข็ญใจกว่าเขา
ทั้งหมดในบรรดามนุษย์ ในกรุงราชคฤห์. ก็เขาเย็บท่อนผ้าเก่า ที่พวก
มนุษย์ทิ้งไว้ ที่กองหยากเยื่อและที่รั้วเป็นต้น นุ่งห่ม. ถือกระเบื้องไปตาม
เรือน อาศัยข้าวตังและภัตที่เป็นเดนได้มาเลี้ยงชีพ. แม้ของนั้น เขาก็ไม่
ได้ตามความต้องการ เพราะกรรมที่ตนทำไว้ในปางก่อน. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า เป็นมนุษย์ขัดสน. บทว่า มนุสฺสกปโณ ได้แก่ ใน
บรรดามนุษย์ เขาถึงความกำพร้าอย่างยิ่ง. บทว่า มนุสฺสวราโก ได้แก่
ผู้ยากไร้ เพราะถูกพวกมนุษย์ติเตียนและดูหมิ่น. บทว่า มหติยา ปริสาย
ความว่า ด้วยภิกษุบริษัท และอุบาสกบริษัทหมู่ใหญ่.
ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์
หมู่ใหญ่ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ทรงเสวยบิณฑบาตที่พวก
ภิกษุได้มาด้วยดี เสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตร แวดล้อมด้วยภิกษุ
จำนวนเล็กน้อย เสด็จออกรอคอยการมาของอุบาสกผู้ถวายทาน และภิกษุ
ที่เหลือ ได้ประทับยืนในถิ่นที่รื่นรมย์แห่งหนึ่ง ภายในพระนครนั่นเอง.
ในทันใดนั่นเอง ภิกษุทั้งหลายมาจากที่นั้น ๆ พากันแวดล้อมพระผู้มี-
พระภาคเจ้า. ฝ่ายอุบาสกทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วย
หมายใจว่าจักฟังอนุโมทนา ถวายบังคมแล้วกลับมา. ได้มีการประชุม
ใหญ่ขึ้นแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอาการนั่ง. ในขณะนั้นนั่นเอง

495
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 496 (เล่ม 44)

ภิกษุทั้งหลายปูลาดอาสนะอันสมควรแด่พระพุทธเจ้า. ลำดับนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงทำประเทศนั้นทั้งสิ้น ให้สว่างไสว ด้วยพระรูปโฉมอันหา
อุปมามิได้ อันรุ่งโรจน์ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ซึ่งประดับ
ด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ อันรุ่งเรืองแวดล้อมไปด้วยพระรัศมีข้าง
ละวา อันฉายพระพุทธรังสี มีพรรณะ ๖ ประการ คือ เขียว เหลือง แดง
ขาว หงสบาท และเลื่อมปภัสสร แวดล้อมไปด้วยหมู่ภิกษุ ดุจพระจันทร์
เพ็ญ แวดล้อมไปด้วยหมู่ดาว ประทับนั่งบนบวรพุทธาสน์ที่บรรจงจัดไว้
ทรงบันลือสีหนาท ดุจไกสรราชสีห์ ณ พื้นมโนศิลา ทรงแสดงธรรม
ด้วยพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม อันไพเราะดุจเสียงร้องของนกการเวก.
ฝ่ายภิกษุทั้งหลายแล เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลี
ปรารภความเพียร มีใจเป็นสมาธิ ชอบตักเตือนตน ติเตียนบาป ผู้กล่าว
สอน อดทนต่อถ้อยคำ สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติ-
ญาณทัสสนะ ห่มบังสุกุลจีวรสีเมฆ แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจช้าง
ตระกูลคันธะซึ่งสวมเกราะไว้ด้วยดี เงี่ยโสตลง สดับพระธรรมเทศนา.
ฝ่ายอุบาสกทั้งหลาย นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย มีอุตราสงค์สะอาด ในเวลาเช้า
ยังมหาทานให้เป็นไป บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยสักการะมีของหอมและ
ระเบียบดอกไม้เป็นต้น ถวายบังคมแล้ว แสดงอาการนอบน้อมแก่ภิกษุ-
สงฆ์ แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ สำรวมมือและเท้า เงี่ย
โสตลงสดับธรรมโดยเคารพ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็โดยสมัย
นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า แวดล้อมไปด้วยบริษัทใหญ่ ประทับนั่ง
แสดงธรรมอยู่แล้ว ดังนี้เป็นต้น.

496
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 497 (เล่ม 44)

ก็สุปปพุทธะ ถูกความทุรพลคือความหิวครอบงำ จึงเที่ยวแสวงหา
อาหาร ผ่านระหว่างถนน เห็นมหาชนนั้นประชุมกัน แต่ที่ไกลลิบ เกิด
ความดีใจขึ้นว่า หมู่มหาชนนี้ ประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ชะรอยว่า
ในที่นั้น เขาคงจะแจกอาหารเป็นแน่แท้ ไฉนหนอ เราไปในที่นั้น
สามารถจะได้อะไร ๆ สักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของเคี้ยว หรือของกิน ดังนี้
แล้ว จึงไปในที่นั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์น่าเลื่อมใส น่า
ชมเชย ถึงความสงบด้วยการฝึกตนอย่างสูง ทรงฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว
ประกอบด้วยอินทรีย์ที่สำรวมแล้ว แวดล้อมไปด้วยบริษัทนั้น แสดงธรรม
อยู่ ครั้นเห็นแล้ว อันอุปนิสัยสมบัติที่แก่กล้า ซึ่งประกอบไว้ในชาติ
ก่อน ตักเตือนอยู่ จึงคิดว่า ไฉนหนอ แม้เราก็ควรฟังธรรม ดังนี้แล้ว
จึงได้นั่ง ณ ท้ายบริษัท ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า สุปปพุทธกุฏฐิ ได้
เห็นแล้วแล ฯลฯ นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ในที่นั้นนั่นเอง ด้วยหวังใจ
ว่า แม้เราก็จักฟังธรรม ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า สพฺพาวนฺตํ แปลว่า มีบุคคลทุกหมู่เหล่า คือ มีบุคคลทุก
เหล่ามีคนเลว เป็นต้น. ในข้อนั้นมีอธิบายว่า ไม่เหลือแม้ใคร ๆ ไว้.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สพฺพวนฺตํ ดังนี้ก็มี. บทว่า เจตสา ความว่า
ด้วยพระหทัยอันประกอบด้วยพุทธจักษุ. จริงอยู่ ท่าแสดงพระญาณโดย
ยกจิตขึ้นเป็นประธาน เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ด้วยอาสยานุสยญาณ
และอินทริยปโรปริยัตญาณ. บทว่า เจโต ปริจฺจ มนสากาสิ ความว่า
ทรงกำหนดจิตของบริษัทนั้น เฉพาะคนแล้วทรงไว้ในพระหทัย คือ
ทรงตรวจดูชนเหล่านั้น. บทว่า ภพฺโพ ธมฺมํ วิญฺญาตุํ ความว่า เป็นผู้
สามารถ คือ เพียบพร้อมด้วยอุปนิสัย เพื่อบรรลุธรรมคือมรรคและผล.

497
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 498 (เล่ม 44)

บทว่า เอตทโหสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริดังนี้ว่า
สุปปพุทธะนี้ ผิดในพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า ตครสิขี จึงเป็นเช่นนี้
ก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังมีอุปนิสัยแห่งมรรคและผล โชติช่วงอยู่ใน
ภายในนั่นเอง ดุจแท่งทองถูกฝุ่นกลบไว้ เพราะฉะนั้น เขาจึงควรจะรู้
แจ้ง. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ในที่นี้ บุรุษนี้แล้ว ควรจะรู้แจ้งธรรม
ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า อนุปุพฺพิกถํ ได้แก่ กถาตามลำดับอย่างนี้ว่า ศีลในลำดับ
แห่งทาน สวรรค์ในลำดับแห่งศีล มรรคในลำดับแห่งสวรรค์. จริงอยู่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงความยินดี พร้อมด้วยเหตุ ต่อแต่นั้น ทรง
ประกาศโทษโดยนัยต่าง ๆ เพื่อให้หมู่สัตว์สงัดแล้ว จึงแสดงวิวัฏฏะ โดย
การประกาศคุณแห่งเนกขัมมะเป็นประธาน ของเหล่าสัตว์ผู้มีหทัยสลด
เพราะการฟังโทษ.
บทว่า ทานกถํ ได้แก่ กถาอันเกี่ยวเนื่องด้วยคุณของทานมีอาทิ
อย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า ทานนี้ เป็นเหตุแห่งความสุข เป็นมูลแห่งสมบัติ
เป็นที่ตั้งแห่งโภคะ เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นคติ เป็นที่ไปในเบื้อง
หน้า ของสัตว์ผู้ดำเนินไปตามทางที่ไม่สม่ำเสมอ ที่พึ่ง ที่พำนัก ที่ยึด-
หน่วง ที่ต้านทาน ที่เร้น ที่ไป ที่ไปในเบื้องหน้า เช่นกับทานนี้ ย่อม
ไม่มี ในโลกนี้และโลกหน้า จริงอยู่ ทานนี้ เป็นเช่นกับอาสนสีหะที่
สำเร็จด้วยแก้ว เพราะอรรถว่า เป็นที่พึ่ง เป็นเช่นกับมหาปฐพี เพราะ
อรรถว่า เป็นที่พำนัก เป็นเช่นกับเชือกสำหรับยึด เพราะอรรถว่า เป็น
เครื่องยึดหน่วง เป็นเช่นกับนาวา เพราะอรรถว่า เป็นที่ข้ามทุกข์ เป็น
ผู้กล้าหาญในสงคราม เพราะอรรถว่า เป็นที่โล่งใจ เป็นนครที่แวดล้อม

498
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 499 (เล่ม 44)

ด้วยคูรอบด้าน เพราะอรรถว่า เป็นที่ต้านทานภัยรอบด้าน เป็นดังปทุม
เพราะอรรถว่า ไม่ถูกมลทินคือความตระหนี่เป็นต้นฉาบทา เป็นดังไฟ
เพราะอรรถว่า เผามลทินคือความตระหนี่เป็นต้นเหล่านั้น เป็นดังอสรพิษ
เพราะอรรถว่า ยินดีได้ยาก เป็นดังราชสีห์ เพราะอรรถว่า ไม่สะดุ้งกลัว
เป็นดังช้าง เพราะอรรถว่า ทรงพลัง เป็นดังโคอุสภะขาว เพราะอรรถว่า
อันชาวโลกสมมติกันว่าเป็นมงคลยิ่ง เป็นดังพญาม้าวลาหก เพราะ
อรรถว่า ส่งไปให้ถึงภูมิอันปลอดภัย จริงอยู่ ทานย่อมให้สิริราชสมบัติ
ในโลก ให้จักรพรรดิสมบัติ สักกสมบัติ มารสมบัติ พรหมสมบัติ สาวก-
บารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และให้สัมมาสัมโพธิญาณ. ก็เพราะเหตุที่
บุคคลผู้ให้ทาน สามารถเพื่อจะสมาทานศีล ฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดง
สีลกถาไว้ในลำดับแห่งทานกถา.
บทว่า สีลกถํ ได้แก่ กถาที่เกี่ยวเนื่องด้วยคุณแห่งศีลมีอาทิอย่างนี้
ว่า ขึ้นชื่อว่า ศีลนี้ เป็นที่พึ่ง เป็นที่พำนัก เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่ต้านทาน
เป็นที่เร้น เป็นคติ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ของสัตว์ทั้งหลาย จริงอยู่ ที่พึ่ง
ที่พำนัก ที่ยึดหน่วง ที่ต้านทาน ที่เร้น ที่ไป ที่ไปในเบื้องหน้า ของ
สมบัติในโลกนี้และโลกหน้า เช่นกับศีล ย่อมไม่มี เครื่องประดับเช่นกับศีล
ดอกไม้ เช่นกับดอกไม้คือศีล กลิ่น เช่นกับกลิ่นของศีล ย่อมไม่มี จริงอยู่
ชาวโลกพร้อมทั้งเทวดาแลดูผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล ผู้ทัดทรง
ดอกไม้คือศีล ลูบไล้ด้วยของหอมคือศีล ย่อมไม่ถึงความอิ่ม เพื่อจะทรง
แสดงว่า บุคคลได้สวรรค์นี้ ก็เพราะอาศัยศีลนี้ ดังนี้แล้ว จึงทรงแสดง
สัคคกถาไว้ในลำดับแห่งศีล

499
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 500 (เล่ม 44)

บทว่า สคฺคกถํ ได้แก่ กถาที่เกี่ยวเนื่องด้วยคุณแห่งสวรรค์ มีอาทิ
อย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า สวรรค์ เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ย่อม
ได้ความรื่นเริงในสวรรค์นั้นเป็นนิตย์ คือ ย่อมได้สมบัติเป็นนิตย์ ได้แก่
เทพชั้นจาตุมมหาราช ย่อมได้ทิพยสุข ทิพยสมบัติ ถึง ๙ ล้านปี เทพชั้น
ดาวดึงส์ ย่อมได้ถึง ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี. จริงอยู่ เมื่อพระพุทธเจ้าแสดง
สวรรค์สมบัติ พระโอษฐ์ไม่พอ (ที่จะตรัส). สมจริงดังพระดำรัสที่พระ-
องค์ตรัสไว้ มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพึงแสดงสัคคกถา โดย
อเนกปริยายแล. พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงประเล้าประโลม ด้วย
กถาแสดงความยินดีพร้อมด้วยเหตุดังพรรณนามาอย่างนี้ จึงแสดงว่า แม้
สวรรค์นี้ ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่ควรทำความยินดีด้วยอำนาจความพอใจ
ในสวรรค์นั้น เปรียบเหมือนบุคคลประดับช้างแล้ว ยังตัดงวงของช้างนั้น
อีก จึงทรงแสดงโทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมอง ของกามทั้งหลาย
โดยนัยมีอาทิว่า กามทั้งหลาย มีความอร่อยน้อย มีทุกข์มาก มีความคับ-
แค้นมาก ในสวรรค์นั้น มีโทษมากยิ่ง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทีนวํ แปลว่า โทษ. บทว่า โอการํ
ได้แก่ มีความเลวทรามเป็นสภาวะ อธิบายว่า พวกคนไม่ประเสริฐ พึง
ส้องเสพ พวกคนประเสริฐ ไม่พึงส้องเสพ จึงชื่อว่า มีความเลวทราม
เป็นสภาวะ. บทว่า สงฺกิเลสํ ความว่า เพราะกามเหล่านั้น สัตว์ทั้งหลาย
จึงมีความเศร้าหมองในสงสาร. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า
ผู้เจริญ สัตว์ทั้งหลาย จักเศร้าหมองหนอ. ครั้นทรงให้กลัว ด้วยโทษ
แห่งกามอย่างนี้แล้ว จึงทรงประกาศอานิสงส์ในเนกขัมมะ คือ แสดง
พรรณนาคุณของบรรพชาและคุณในฌานเป็นต้น.

500