พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 481 (เล่ม 44)

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ใคร ๆ ตรวจตราด้วยจิตทั่วทุกทิศแล้ว หาได้พบ
ผู้เป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหน ๆ ไม่เลย สัตว์เหล่าอื่น
ก็รักตนมากเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่
ควรเบียดเบียนผู้อื่น.
จบราชสูตรที่ ๑
มหาวรรควรรณนาที่ ๕*
อรรถกถาราชสูตร
ราชสูตรที่ ๑ แห่งมหาวรรค มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มลฺลิกาย เทวิยา สทฺธึ ความว่า กับพระมเหสีของพระองค์
ทรงพระนามว่า มัลลิกา. บทว่า อุปริปาสาทวรคโต ได้แก่ อยู่ชั้นบน
ปราสาทอันประเสริฐ. บทว่า โกจญฺโญ อตฺตนา ปิยตโร ความว่า
ใคร ๆ อื่นที่เธอจะพึงรักยิ่งกว่าตนมีอยู่หรือ ?
เพราะเหตุไร พระราชาจึงตรัสถาม. เพราะพระนางมัลลิกานี้ เป็น
ธิดาของนายมาลาการผู้เข็ญใจในกรุงสาวัตถี วันหนึ่ง ซื้อขนมจากตลาด
ไปสวนดอกไม้ คิดว่าจักกิน จึงเดินไปพบพระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์ กำลังเข้าไปภิกษาจารสวนทางมา มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายขนม
นั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาทรงแสดงอาการประทับนั่งในที่
*บาลีเป็นโสณเถรวรรค.

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 482 (เล่ม 44)

เห็นปานนั้น พระอานนทเถระได้ปูจีวรถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับนั่งในที่นั้น ทรงเสวยขนมนั้นแล้วบ้วนพระโอษฐ์ ทรงทำการ
แย้มให้ปรากฏ. พระเถระทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิบากแห่ง
ทานของหญิงนี้ จักเป็นเช่นไร. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า อานนท์
วันนี้นางได้ถวายโภชนะแก่ตถาคตเป็นครั้งแรก ในวันนี้แหละนางจักเป็น
อัครมเหสี เป็นที่รัก เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโกศล. ก็ในวันนั้น
นั่นเอง พระราชารบกับหลานในกาสิคาม พ่ายแพ้หนีมาเข้าเมือง หวัง
จะรอให้หมู่พลมา จึงเสด็จเข้าไปยังสวนดอกไม้นั้น. นางมัลลิกานั้น เห็น
พระราชาเสด็จมา จึงปรนนิบัติท้าวเธอ. พระราชาทรงโปรดปรานในการ
ปรนนิบัติของนางแล้วรับสั่งให้เรียกบิดามา ทรงประทานอิสริยยศเป็นอัน
มาก แล้วให้นำนางเข้ามายังภายในพระราชวัง ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่ง
อัครมเหสี. ภายหลังวันหนึ่ง พระราชาทรงดำริว่า เราให้อิสริยยศเป็น
อันมากแก่นาง ถ้ากระไร เราพึงถามนางว่า ใครเป็นที่รักของเธอ นาง
ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เป็นที่รักของหม่อมฉัน แล้วจักย้อน
ถามเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักตอบแก่นางว่า เธอเท่านั้นเป็นที่รักของเรา.
ดังนั้น พระราชาเมื่อจะทรงทำสัมโมทนียะเพื่อให้เกิดความสนิทสนมกัน
และกัน จึงตรัสถาม. ก็พระเทวี เป็นบัณฑิต เป็นอุปัฏฐายิกาของพระ-
พุทธเจ้า เป็นอุปัฏฐายิกาของสงฆ์ ทรงดำริว่า ปัญหานี้ไม่ควรเห็นแก่
หน้ากราบทูลพระราชา เมื่อจะทูลตามความเป็นจริงนั้นแหละ จึงทูลว่า
พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันไม่มีใครอื่นที่จะเป็นที่รักยิ่งไปกว่าตน. พระ-
เทวีแม้ตรัสแล้วประสงค์จะกระทำอรรถที่ตนยืนยันให้ประจักษ์แก่พระราชา
ด้วยอุบาย จึงทูลถามพระราชาเหมือนที่พระราชาตรัสถามเองว่า พระ-

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 483 (เล่ม 44)

พุทธเจ้าข้า ก็พระองค์มีใครอื่นเป็นที่รักยิ่งกว่าตน. ฝ่ายพระราชาไม่
อาจกลับ (ความ) ได้ เพราะพระเทวีตรัสโดยลักษณะพร้อมทั้งกิจ แม้
พระองค์เองก็ตรัสโดยลักษณะพร้อมทั้งกิจ จึงตรัสยืนยันเหมือนดังพระ-
เทวีตรัสยืนยัน.
ก็ครั้นตรัสยืนยันแล้ว เพราะความที่พระองค์มีปัญญาอ่อน จึงทรง
ดำริอย่างนี้ว่า เราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ครอบครองปก-
ครองปฐพีมณฑลใหญ่ การจะยืนยันว่า เราไม่เห็นคนอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่ง
กว่าตน ดังนี้ ไม่สมควรแก่เราเลย แต่นางนี้ เป็นหญิงถ่อย ชาติชั่ว
เราตั้งไว้ในตำแหน่งสูง ที่ยังไม่รักเราผู้เป็นสามีอย่างแท้จริง ยังกล่าวต่อ
หน้าเราว่า ตนเท่านั้นเป็นที่รักแก่ตน ดังนี้ แล้วจึงไม่พอพระทัยประท้วงว่า
เธอรักพระรัตนตรัยมากกว่าหรือ. พระเทวีกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า
หม่อมฉันปรารถนาสุขในสวรรค์ และสุขในมรรคเพื่อตน แม้พระรัตนตรัย
หม่อมฉันก็รัก เพราะฉะนั้น ตนนั่นแล จึงเป็นที่รักยิ่งของหม่อมฉัน. ก็
สัตวโลกทั้งหมดนี้ รักคนอื่นก็เพื่อประโยชน์ตนเองเท่านั้น แม้เมื่อ
ปรารถนาบุตร ก็ปรารถนาว่า บุตรนี้จักเลี้ยงดูเราในยามแก่ เมื่อปรารถนา
ธิดา ก็ปรารถนาว่า ตระกูลของเราจักเจริญขึ้น เมื่อปรารถนาภริยา ก็
ปรารถนาว่า จักบำเรอเท้าเรา เมื่อปรารถนาแม้คนอื่นจะเป็นญาติมิตร
หรือพวกพ้อง ก็ปรารถนาเนื่องด้วยกิจนั้น ๆ ดังนั้น ชาวโลก เป็นผู้
เห็นแต่ประโยชน์ตนเท่านั้น จึงรักคนอื่น รวมความว่า พระเทวี มีความ
ประสงค์อย่างนี้แล.
ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า นางมัลลิกานี้ เป็นผู้ฉลาด
เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม กล่าวว่า ตนนั้นแล เป็นที่รักยิ่งแก่เรา แม้ตน

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 484 (เล่ม 44)

ของเรานั้นแหละ ก็ปรากฏว่าเป็นที่รัก เอาเถอะ เราจักกราบทูลเรื่องนี้
แด่พระศาสดา และเราจะจำเธอไว้ตามที่พระศาสดาทรงพยากรณ์แก่เรา
ไว้. ก็ครั้นทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลความ
นั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข ราชา ปเสนทิโกสโล ฯ เป ฯ
ปิยตโร ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระศาสดาทรงทราบโดย
ประการทั้งปวงซึ่งเนื้อความนี้ คือที่พระราชาตรัสว่า สรรพสัตว์ในโลก
ซึ่งมีตนเป็นที่รักยิ่งของตน จึงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงเนื้อความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา
ความว่า ส่งจิตไปด้วยอำนาจการแสวงหาทั่วหมดทั้ง ๑๐ ทิศ. บทว่า
เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ ความว่า คนบางคน มีความอุตสาหะ
อย่างแรง แสวงหาบุคคลอื่น ผู้เป็นที่รักยิ่งแก่ตน ไม่พึงพบ คือไม่พึง
ประสบในที่ใดที่หนึ่ง คือในทุกทิศ. บทว่า เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ
ความว่า สัตว์เหล่านั้น ๆ ก็มีตนเป็นที่รักมาก คือเป็นพวก ๆ เหมือน
อย่างนั้น คือจะหาใคร ๆ ผู้เป็นที่รักยิ่งกว่าตนไม่ได้. บทว่า ตสฺมา น
หึเส ปรมตฺตกาโม ความว่า เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหมดรักตัวเอง คือ
รักสุข เกลียดทุกข์อย่างนี้ ฉะนั้น ผู้รักตนเมื่อปรารถนาหิตสุขเพื่อตน
จึงไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์อื่น โดยที่สุดมดดำมดแดง ทั้งไม่เบียดเบียน
ด้วยปหรณวัตถุ มีฝ่ามือ ก้อนดิน และท้อนไม้เป็นต้น. จริงอยู่ เมื่อ
ตนทำทุกข์ให้แก่ผู้อื่น ทุกข์นั้นเป็นเหมือนก้าวออกมาจากกรรมที่ตนทำไว้

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 485 (เล่ม 44)

แล้วนั้น จักปรากฏในตนเวลาใกล้ตาย. ก็ข้อนี้ เป็นธรรมดาของกรรม
นั่นแล.
จบอรรถกถาราชสูตรที่ ๑
๒. อัปปายุกาสูตร
ว่าด้วยอายุมารดาของพระโพธิสัตว์
[ ๑๑๑ ] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เวลาเย็น
ท่านพระอานนท์ออกจากที่หลีกเร้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง
ที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบ
ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว พระมารดาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
มีพระชนมายุน้อยเหลือเกิน เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติได้ ๗ วัน
พระมารดาของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จสวรรคต เข้าถึงเทพนิกายชั้น
ดุสิต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น
ดูก่อนอานนท์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูก่อนอานนท์ มารดาของพระโพธิสัตว์
ทั้งหลายมีอายุน้อยเหลือเกิน เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้ ๗ วัน มารดา
ของพระโพธิสัตว์ย่อมทำกาละ เข้าถึงเทพนิกายชั้นดุสิต.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 486 (เล่ม 44)

สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้เกิดแล้ว และแม้จักเกิด
สัตว์ทั้งหมดนั้นจักละร่างกายไป ท่านผู้ฉลาดทราบ
ความเสื่อมแห่งสัตว์ทั้งปวงนั้นแล้ว พึงเป็นผู้มีความ
เพียรประพฤติพรหมจรรย์.
จบอัปปายุกาสูตรที่ ๒
อรรถกถาอัปปายุกาสูตร
อัปปายุกาสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
คำว่า อจฺฉริยํ ภนฺเต แม้นี้ พึงทราบโดยข้ออัศจรรย์ที่น่าติเตียน
เหมือนในเมฆิยสูตร. บทว่า ยาว อปฺปายุกา แปลว่า มีอายุน้อย
เพียงไร อธิบายว่า มีชีวิตชั่วเวลานิดหน่อย. บทว่า สตฺตาหชาเต
ความว่า ประสูติโดยสัปดาห์ ๑ ชื่อว่าสัตตาหชาตะ ในเมื่อพระองค์
ประสูติได้ ๗ วัน. อธิบายว่า ในวันที่ ๗ ที่พระองค์ประสูติ. บทว่า
ตุสิตํ กายํ อุปปชฺชิ ความว่า เข้าถึงเทพนิกายชั้นดุสิต โดยการถือ
ปฏิสนธิ.
เล่ากันมาว่า วันหนึ่งภายหลังภัตร พระเถระนั่งพักผ่อนกลางวัน
ใส่ใจถึงพระรูปโฉมของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันประดับด้วยพระลักษณะ
และพระอนุพยัญชนะ มีพระรูปเลอโฉม เป็นทัสนานุตริยะ แล้วจึง
คิดว่า น่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเพียบพร้อมไปด้วยพระรูปกาย
น่าชม นำมาซึ่งความเลื่อมใสรอบด้าน น่ารื่นรมย์ใจ ดังนี้แล้ว จึงเสวย
ปีติและโสมนัสอย่างยิ่ง จึงคิดอย่างนี้ว่า ธรรมดามารดาผู้บังเกิดเกล้า
ถึงจะมีบุตรรูปร่างไม่ดี ก็ยังมีความพอใจ คล้ายว่าบุตรรูปร่างดีฉะนั้น

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 487 (เล่ม 44)

ก็ถ้าว่า พระนางมหามายาเทวีพระพุทธมารดา ยังทรงพระชนม์อยู่ไซร้
พระนางก็จะพึงเกิดปีติโสมนัส เพราะได้เห็นพระโฉมของพระผู้มีพระภาค-
เจ้า เช่นไรหนอ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติได้ ๗ วัน พระเทวี
มหามารดาของเราสวรรคตเป็นความเสื่อมอย่างใหญ่หลวงแล. ก็ครั้นคิด
อย่างนี้แล้ว จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลความปริวิตกของตน
เมื่อจะติเตียนการสวรรคตของพระนาง จึงกราบทูลคำมีอาทิว่า อจฺฉริยํ
ภนฺเต.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระนางมหาปชาบดี โคตมี ถึงจะ
วิงวอนขอบรรพชากะพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความยากยิ่ง ก็ยังถูกห้าม
แต่เราทูลขอด้วยอุบายแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงอนุญาตการ
บรรพชา และอุปสมบท ด้วยการรับครุธรรม ๘ ประการ พระนาง
รับธรรมเหล่านั้นแล้ว ได้บรรพชาอุปสมบท แล้วจึงเกิดบริษัทที่ ๓ ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้น ได้เป็นปัจจัยแก่บริษัทที่ ๔ ก็ถ้าพระมหามายาเทวี
พระชนนีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังทรงพระชนม์อยู่ไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้
พระนางกษัตริย์พี่น้องแม้ทั้งสองนี้รวมกัน ก็จะพึงทำพระศาสนานี้ให้
งดงาม ก็เพราะการนับถือในพระมารดามาก พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรง
อนุญาตการบรรพชาและอุปสมบทในพระศาสนาแก่มาตุคามโดยง่ายทีเดียว
แต่เพราะพระนางมีพระชนมายุน้อย การนั้นจึงสำเร็จได้ยาก ด้วยอธิบาย
ดังว่ามานี้ พระเถระจึงกราบทูลคำมีอาทิว่า อจฺฉริยํ ภนฺเต ในสำนัก
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนั้นไม่ใช่เหตุ. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะทรงอนุญาตการบรรพชาในศาสนาของพระองค์แก่พระมารดา หรือ

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 488 (เล่ม 44)

มาตุคามอื่น จึงทรงอนุญาตให้รัดกุมทีเดียว ไม่ใช่ทรงอนุญาตอย่าง
หละหลวม เพราะทรงมีพระประสงค์ให้พระศาสนาดำรงอยู่ได้นาน.
ฝ่ายอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พระเถระมนสิการถึงพระพุทธคุณ
หาที่สุด หาประมาณมิได้ ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น มีทศพลญาณและจตุเวสา-
รัชญาณเป็นต้น จึงเกิดอัศจรรย์จิตขึ้นว่า พระพุทธมารดาบริหารพระ-
ศาสดาผู้เป็นอัครบุคคลในโลก ผู้มีอานุภาพมากถึงเพียงนี้ ในพระครรภ์
ถึง ๑๐ เดือน จักเป็นบริจาริกาของใคร ๆ เพราะฉะนั้น ข้อนี้จึงไม่
สมควร เพราะฉะนั้น ข้อที่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติได้ ๗ วัน
พระพุทธมารดาสวรรคต และครั้นสวรรคตแล้ว ทรงอุบัติในชั้นดุสิต นี้
เป็นการสมควรแก่พระคุณของพระศาสดาอย่างแท้จริง เมื่อจะกราบทูล
ความวิตกที่เกิดขึ้นแก่ตนนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กล่าวคำ
มีอาทิว่า อจฺฉริยํ ภนฺเต ดังนี้.
ก็พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงข้อที่เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้
๗ วัน พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็สวรรคต จัดเป็นการสำเร็จโดย
ธรรมดา จึงตรัสคำมีอาทิว่า เอวเมตํ อานนฺทํ. ก็ธรรมดานี้นั้น พึงทราบ
ด้วยสามารถที่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เคยประพฤติเป็นอาจิณวัตรเสมอ
มา เพราะพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ทรงบำเพ็ญพระบารมีแล้ว บังเกิด
ในชั้นดุสิต ทรงดำรงอยู่ในดุสิตนั้นตลอดอายุ เมื่อสิ้นอายุ อันเทวดาใน
หมื่นจักรวาลประชุมกันทูลอาราธนา เพื่อให้ทรงถือปฏิสนธิในมนุษยโลก
เพื่ออภิสัมโพธิญาณ จึงตรวจดูปริมาณอายุของพระพุทธมารดา เหมือน
ตรวจดูกาล ทวีป ประเทศและตระกูลแล้วจึงถือปฏิสนธิ ฉันใด พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าแม้นี้ ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ ดำรงอยู่ในชั้นดุสิต ก็ฉันนั้น

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 489 (เล่ม 44)

เหมือนกัน ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ประการ ทรงกำหนดปริมาณ
อายุของพระพุทธมารดา ๑๐ เดือนกับ ๗ วัน พอทรงทราบว่า นี้เป็น
เวลาที่เราจะถือปฏิสนธิ บัดนี้ เราควรอุบัติ ดังนี้แล้ว จึงทรงถือปฏิสนธิ.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อปฺปายุกา หิ อานนฺท
โพธิสตฺตมาตโร โหนฺติ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาลํ กโรนฺติ ความว่า กระทำกาละ
โดยสิ้นไปแห่งอายุตามที่กล่าวแล้วนั่นแล ไม่ใช่เพราะมีการประสูติเป็น
ปัจจัย. จริงอยู่ สถานที่ที่พระโพธิสัตว์อยู่ ในอัตภาพสุดท้ายเป็นเช่น
กับเรือนพระเจดีย์ ไม่ใช่เป็นสถานที่ที่คนเหล่าอื่นจะใช้สอย และใคร ๆ
ไม่อาจที่จะถอดพระมารดาของพระโพธิสัตว์ออกแล้ว ตั้งหญิงอื่นไว้ใน
ตำแหน่งอัครมเหสี. เพียงเท่านั้นแล จัดเป็นประมาณอายุ ของพระ-
โพธิสัตว์ เพราะฉะนั้น จึงได้ทำกาละเสียในเวลานั้น. ก็พระมหาโพธิสัตว์
ทั้งหลาย หมายถึงเนื้อความนี้นั่นแล จึงกระทำมหาวิโลกนะ ๕ ประการ.
ถามว่า ก็พระมารดาของพระโพธิสัตว์ ทำกาละในวันไหน ? ตอบว่า ใน
มัชฌิมวัย. จริงอยู่ ในปฐมวัย สัตว์ทั้งหลายมีฉันทราคะกล้าในอัตภาพ
เพราะฉะนั้น หญิงทั้งหลายผู้ตั้งครรภ์ในคราวนั้น โดยมากไม่สามารถ
จะตามรักษาครรภ์ได้. หากพึงถือปฏิสนธิได้ไซร้ สัตว์ที่เกิดในครรภ์ก็จะ
ลำบากมาก. ก็ครั้นล่วง ๒ ส่วนของมัชฌิมวัยไปแล้ว ในส่วนที่ ๓ ครรภ์
ก็บริสุทธิ์ เด็กที่เกิดในครรภ์ที่บริสุทธิ์ ก็จะไม่มีโรค เพราะฉะนั้น มารคา
ของพระโพธิสัตว์ จึงได้รับความสมบูรณ์ในปฐมวัย ประสูติในส่วนที่ ๓
ของมัชฌิมวัย แล้วสวรรคตแล.

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 490 (เล่ม 44)

บทว่า เอตมตฺถํ วิหิตฺวา ความว่า ทรงทราบว่า อายุในอัตภาพ
ของมารดาพระโพธิสัตว์ และสรรพสัตว์เหล่าอื่น มีความตายเป็นที่สุด จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความอุตสาหะ ในการปฏิบัติที่หาโทษมิได้
โดยมุขอันแสดงถึงเนื้อความนั้นอย่างแจ่มแจ้ง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยเกจิ เป็นบทแสดงอรรถที่ไม่แน่นอน.
บทว่า ภูตา แปลว่า บังเกิดแล้ว. บทว่า ภวิสฺสนฺติ แปลว่า จักบังเกิด
ในอนาคต. วา ศัพท์ เป็นวิกัปปัตถะ. อปิ ศัพท์ เป็นสัมปิณฑนัตถะ.
ด้วย อปิ ศัพท์นั้น ท่านสงเคราะห์เอาสัตว์ผู้กำลังบังเกิด. ด้วยลำดับ
คำเพียงเท่านี้ ท่านกำหนดถือเอาเหล่าสัตว์ ผู้นับเนื่องในปฏิสนธิด้วย
อำนาจกาลมีอดีตกาลเป็นต้น โดยไม่มีส่วนเหลือ. อีกอย่างหนึ่ง คัพภ-
เสยยกสัตว์ สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ตั้งแต่เวลาออกจากครรภ์ ชื่อว่า ภูตา
( สัตว์ผู้เกิดแล้ว). ก่อนแต่เกิดนั้น ชื่อว่าจักเกิด. พวกสังเสทชสัตว์
และอุปปาติกสัตว์ หลังแต่ปฏิสนธิจิตไป ชื่อว่าเกิดแล้ว. ก่อนแต่นั้น
ชื่อว่าจักเกิด เนื่องด้วยภพที่จะพึงบังเกิด. หรือว่า สัตว์แม้ทั้งหมด
ชื่อว่าเกิดแล้ว เนื่องด้วยปัจจุบันภพ. ชื่อว่าจักเกิด เนื่องด้วยภพใหม่
ในอนาคต. ผู้สิ้นอาสวะ ชื่อว่าเกิดแล้ว. จริงอยู่ ท่านผู้สิ้นอาสวะ
เหล่านั้น เกิดแล้วเท่านั้น ก็จักไม่เกิดต่อไปอีกแล. สัตว์เหล่าอื่นจากผู้สิ้น
อาสวะเหล่านั้น ชื่อว่าจักบังเกิด. บทว่า สพฺเพ คมิสฺสนฺติ ปหาย
เทหํ ความว่า สัตว์ทั้งปวงต่างกันตามที่กล่าวแล้ว และต่างกันเป็นหลาย
ประเภทโดยภพ กำเนิด คติ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาส เป็นต้นทั้งหมด
จักละ คือทอดทิ้งร่างกาย คือสรีระของตนไปสู่ปรโลก ส่วนพระอเสขบุคคล
จักไปพระนิพพาน. ในข้อนี้ ท่านแสดงไว้ว่า ใคร ๆ ชื่อว่าไม่มีการจุติ

490