พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 471 (เล่ม 44)

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า สตฺถา วต เม เป็นต้นนั้น ชื่อว่า สตฺ ถา
เพราะพร่ำสอนเหล่าสัตว์ตามสมควรด้วยประโยชน์ในภพนี้ ประโยชน์ใน
ภพหน้า และปรมัตถประโยชน์. ชื่อว่า ภควา เพราะเหตุมีความเป็นผู้
มีภาคยธรรมเป็นต้น. ชื่อว่า อรหํ (พระอรหันต์) เพราะเป็นผู้ไกลจาก
กิเลสทั้งหลาย ๑ เพราะกำจัดซี่กำแห่งสังสารจักร ๑ เพราะกำจัดข้าศึกคือ
กิเลส ๑ เพราะเป็นผู้สมควรแก่สักการะมีปัจจัยเป็นต้น ๑ เพราะไม่มีที่
ลับในการทำบาป ๑. ชื่อว่า สัมมาสัมพุทธ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวง
โดยชอบ และด้วยพระองค์เอง ในข้อนี้มีความสังเขป เพียงเท่านี้.
ส่วนความพิสดารควรค้นดูในพุทธานุสตินิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเถิด.
บทว่า สฺวากฺขาเต แปลว่า ตรัสดีแล้ว คือตรัสให้นำสัตว์ออกจากทุกข์
โดยส่วนเดียว. บทว่า ธมฺมวินเย ได้แก่ ปาพจน์. จริงอยู่ ปาพจน์นั้น
ท่านเรียกว่า ธรรมวินัย เพราะทรงไว้ซึ่งผู้ปฏิบัติตามที่พร่ำสอน จากการ
ตกไปในสังสารทุกข์ และเพราะกำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า สพฺรหฺม-
จาริโน ความว่า ชื่อว่า สพรหมจารี เพราะประพฤติ คือปฏิบัติสม่ำ-
เสมอ ซึ่งพระศาสนาคือพรหม เพราะอรรถว่าประเสริฐ ได้แก่
อริยมรรคสัจจะ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า สีลวนฺโต ได้แก่ ผู้มี
ศีล คือศีลในมรรคและศีลในผล. บทว่า กลฺยาณธมฺมา ความว่า
ชื่อว่า ผู้มีกัลยาณธรรม เพราะมีธรรมอันงามคือดี เช่น สมาธิ ปัญญา
วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะเป็นต้น. ด้วยคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
แสดงข้อปฏิบัติอันดีแก่พระสงฆ์. ด้วยบทว่า สีเลสุ จมฺหิ ปริปูริการี นี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แม้เราบวชแล้ว ก็มิได้กล่าวติรัจฉานกถา
เป็นผู้มากไปด้วยความเพียรอันมั่นคงอยู่ โดยที่แท้ เราบำเพ็ญศีลทั้ง ๔ มี

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 472 (เล่ม 44)

ปาฏิโมกขสังวรศีลเป็นต้น ไม่ให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย
ให้เป็นไท ให้เป็นศีลอันวิญญูชนสรรเสริญ ให้เป็นศีลอันตัณหาและทิฏฐิ
แตะต้องไม่ได้ ให้บรรลุเฉพาะอริยมรรคเท่านั้น. ด้วยคำนี้ทรงแสดงถึง
ความเพียบพร้อมด้วยอริยผลทั้งสองเบื้องต่ำของพระองค์. จริง พระโสดา
บันและพระสกทาคามี เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย. บทว่า
สุสมาหิโต จมฺหิ เอกคฺคจิตฺโต ความว่า เราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิ
ต่างโดยอุปจารและอัปปนา และเป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน แม้โดยประการ
ทั้งปวง. ด้วยคำคือความเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธินี้ ทรงแสดง
ถึงความเพียบพร้อมด้วยอริยผลที่ ๓ ของพระองค์. จริงอยู่ พระอนาคามี
เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ. บทว่า อรหา จมฺหิ ขีณาสโว ความ
ว่า เราเป็นผู้ชื่อว่า ขีณาสพ เพราะอาสวะมีกามาสวะเป็นต้น สิ้นไปโดย
ประการทั้งปวง เพราะเหตุนั้นนั่นแล เราจึงเป็นผู้ชื่อว่า สิ้นกิเลสเครื่อง
พยุงสัตว์ไว้ในภพ และชื่อว่า เป็นพระอรหันต์เพราะเป็นทักขิไณยบุคคลผู้
เลิศในโลก พร้อมทั้งเทวโลก. ด้วยคำนี้ ทรงแสดงถึงความที่พระองค์
ทรงกระทำกรณียกิจเสร็จแล้ว. บทว่า มหิทฺธิโก จมฺหิ มหานุภาโว
ความว่า เราชื่อว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก เพราะประกอบด้วยความเป็นผู้มีความ
ชำนาญมากในฤทธิ์มีการอธิฏฐานและมีการกระทำให้เป็นต่าง ๆ เป็นต้น
และชื่อว่า มีอานุภาพมาก เพราะเพียบพร้อมด้วยบุญญานุภาพ และ
คุณานุภาพอันโอฬาร. ด้วยคำนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงการประกอบด้วย
โลกิยอภิญญา และอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ของพระองค์. จริงอยู่ พระ-
สาวกชื่อว่า เป็นอริยะ เพราะเป็นผู้ชำนาญในอภิญญาทั้งหลาย ชื่อว่า มี
ฤทธิ์มาก เพราะยังสิ่งตามที่ตนปรารถนาให้สำเร็จ และชื่อว่ามีอานุภาพ

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 473 (เล่ม 44)

มากเพราะชำระสันดานให้หมดจด ด้วยอุปนิสัยสมบัติในปางก่อน และ
ด้วยวิหารสมาบัติต่าง ๆ แล. บทว่า ภทฺทกํ เม ชีวิตํ ความว่า กายนี้
ของเราผู้ประกอบคุณมีศีลอย่างนี้เป็นต้น ยังทรงอยู่เพียงใด ประโยชน์
สุขนั่นแล ก็ยังเจริญอยู่แก่หมู่สัตว์เพียงนั้น ถึงชีวิตของเรา ก็ชื่อว่า เจริญ
คือ ดีงาม เพราะว่าเป็นบุญเขต. ด้วยบทว่า ภทฺทกํ มรณํ นี้ พระองค์
ทรงแสดงถึงความเป็นผู้คงที่ ในอรรถทั้ง ๒ ว่า ก็ถ้าเบญจขันธ์นี้
จะดับไปในวันนี้ หรือในขณะนี้แหละ เหมือนไฟหมดเชื้อฉะนั้น แม้
มรณะ คือ ปรินิพพานอันหาปฏิสนธิมิได้ของเรานั้น ก็จัดเป็นความดี.
ดังนั้น พระมหาเถระ จึงตรึกถึงความที่ตนมีโสมนัสอย่างโอฬาร ด้วย
ความนับถือมากในธรรม และด้วยการเสวยปีติอันเกิดแต่ธรรม เพราะตน
ยังละความหนาไปด้วยความเย่อหยิ่งในโสมนัสไม่ได้.
พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั้นแล ทรงทราบเรื่องนั้น
ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันประกาศความเป็น
ผู้คงที่ของท่านทั้งในชีวิต และมรณะ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ
โข ภควา ฯ เป ฯ อุทาเนสิ ดังนี้ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ชีวิตํ น ตปติ ความว่า ชีวิตย่อม
ทำบุคคลผู้เป็นพระขีณาสพ ไม่ให้เดือดร้อน คือไม่ให้ลำบากเพราะความ
เกิดขึ้นแห่งขันธ์ต่อไป ไม่มีโดยประการทั้งปวง. อีกอย่างหนึ่ง ชีวิตที่
เป็นปัจจุบันนั่นแล ย่อมไม่เบียดเบียน เพราะประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ
ในที่ทุกสถาน เหตุถึงความไพบูลย์ด้วยสติปัญญา เพราะชีวิตนั้นเป็นสัง-
ขตธรรมโดยประการทั้งปวง. จริงอยู่ อันธปุถุชนผู้คบหาคนชั่ว มากไป
ด้วยอโยนิโสมนสิการ ไม่บำเพ็ญกุศล ไม่บำเพ็ญบุญ ย่อมเดือดร้อน

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 474 (เล่ม 44)

ด้วยความเดือดร้อน มีอาทิว่า เราไม่ได้ทำกรรมดีไว้หนอ เพราะเหตุนั้น
ชีวิตของเขาจึงทำให้เขาเดือดร้อน. ฝ่ายบุคคลนอกนี้ ผู้ไม่ทำบาป ทำแต่
บุญ หรือพระเสขบุคคล ๗ จำพวก กับกัลยาณปุถุชน ย่อมไม่เดือดร้อน
ด้วยความเดือดร้อนในภายหลัง เพราะเว้นจากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
เดือดร้อน และเพราะประกอบด้วยธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือด-
ร้อน เพราะเหตุนั้น ชีวิตของเขาเหล่านั้น จึงไม่เดือดร้อน. ส่วนใน
พระขีณาสพ ไม่จำต้องกล่าวถึงเลย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงแต่งอรรถ-
วรรณนา ด้วยอำนาจปวัตติทุกข์. บทว่า มรณนฺเต น โสจติ ความว่า
ในที่สุด คือในที่สุดรอบกล่าวคือมรณะ หรือในเวลาใกล้จะตาย เขาย่อม
ไม่เศร้าโศก เพราะถอนความโศกขึ้นได้ ด้วยอนาคามิมรรคนั้นเอง. บทว่า
สเว ทิฏฺฐปโท ธีโร โสกมชฺเฌ น โสจติ ความว่า เขาชื่อว่าเห็นบท
เพราะเห็นบทธรรม ๔ มี อนภิชฌาเป็นต้น หรือเห็นพระนิพพานนั่นเอง
ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ คือพระขีณาสพ เพราะเพียบพร้อมด้วยปัญญา
แม้ตั้งอยู่ในท่ามกลางแห่งสัตว์ ผู้ยังไม่ปราศจากราคะ อันได้นามว่าโสกะ
เพราะมีความโศกเป็นธรรม หรือในท่ามกลางแห่งโลกธรรมอันเป็นเหตุ
แห่งความโศก ย่อมไม่เศร้าโศก.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงความที่ภิกษุนั้น ไม่มีเหตุแห่งความโศกโดย
ประการทั้งปวง จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อุจฺฉินฺนภวตณฺหสฺส ดังนี้.
ในคำว่า อุจฺฉินฺนภวตณฺหสฺส นั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ภวตัณหา
อันผู้ใดตัดขาดแล้วโดยประการทั้งปวง ด้วยอรหัตมรรค ผู้นั้น ชื่อว่ามี
ภวตัณหาอันตัดขาดแล้ว. ภิกษุนั้น คือภิกษุผู้ขีณาสพ ชื่อว่าผู้มีจิตสงบ

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 475 (เล่ม 44)

เพราะสงบกิเลสที่เหลือได้เด็ดขาด. บทว่า วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร ความว่า
สงสารมีความเกิดเป็นต้น ซึ่งมีลักษณะดังกล่าวแล้วว่า
ลำดับแห่งขันธ์ธาตุและอายตนะ เป็นไปไม่ขาด
สาย ท่านเรียกว่า สงสาร ดังนี้
สิ้นแล้วโดยพิเศษ. เพราะเหตุไร ? เพราะภพใหม่ของภิกษุนั้นไม่มี
อธิบายว่า เพราะเหตุที่พระอริยบุคคลนั้น คือเห็นปานนั้น ไม่เกิดอีก
ต่อไป ฉะนั้นสงสารคือความเกิดของท่านจึงสิ้นไป. ก็เพราะเหตุไร ท่าน
จึงไม่เกิดอีก ? ควรพูดอีกว่า เพราะท่านตัดภวตัณหาได้เด็ดขาด และเป็น
ผู้มีจิตสงบ. อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบ ความว่า สงสารคือชาติสิ้นแล้ว
เพราะเหตุนั้นแล ท่านจึงไม่เกิดอีก.
จบอรรถกถาอุปเสนวังคันตปุตตสูตรที่ ๙
๑๐. สารีปุตตสูตร
ว่าด้วยผู้มีจิตสงบระงบ
[๑๐๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล
ท่านพระสารีบุตรนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง พิจารณาความสงบระงับของ
ตนอยู่ ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็น
ท่านพระสารีบุตรนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง พิจารณาความสงบระงับของตน
เองในที่ไม่ไกล.

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 476 (เล่ม 44)

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ภิกษุผู้จิตสงบระงับ มีตัณหาอันจะนำไปในภพ
ตัดขาดแล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว พ้นแล้วจากเครื่อง
ผูกแห่งมาร.
จบสารีปุตตสูตรที่ ๑๐
จบเมฆิยวรรคที่ ๔
อรรถกถาสารีปุตตสูตร
สารีปุตตสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อตฺตโน อุปสมํ ความว่า ความสงบกิเลสของตนได้เด็ด-
ขาด ด้วยอรหัตมรรค อันเป็นเหตุแห่งการบรรลุที่สุดสาวกบารมีญาณ.
ก็ท่านพระสารีบุตร เห็นประจักษ์ความเดือดร้อน ความกระวน
กระวาย ความเร่าร้อน และความทุกข์ อันเกิดแต่กิเลสมีราคะเป็นต้น
และทุกข์มีชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ และปริเทวะเป็นต้น มีอภิสังขาร
คือกิเลสเป็นเหตุ ของเหล่าสัตว์ผู้ยังไม่สงบกิเลสแล้ว พิจารณาทุกข์มีวัฏฏะ
เป็นมูลของสัตว์เหล่านั้น ทั้งในอดีตและอนาคต แผ่กรุณาหวนระลึกถึง
ทุกข์มีประมาณไม่น้อย แม้ที่ตนเคยเสวยในคราวเป็นปุถุชน หรือที่มี
กิเลสเป็นเหตุ จึงพิจารณาเนือง ๆ ถึงความสงบกิเลสของตนว่า กิเลสอัน
เป็นเหตุแห่งทุกข์มากมายชื่อเช่นนี้ บัดนี้ เราละได้เด็ดขาดแล้ว. อนึ่ง
เมื่อจะพิจารณา ย่อมพิจารณาถึงความสงบกิเลสโดยถ่องแท้ ด้วยมรรค-

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 477 (เล่ม 44)

ญาณนั้น ๆ ว่า กิเลสมีประมาณเท่านี้ สงบแล้วด้วยโสดาปัตติมรรค
ประมาณเท่านี้ สงบแล้วด้วยสกทาคามิมรรค ประมาณเท่านี้ สงบแล้ว
ด้วยอนาคามิมรรค ประมาณเท่านี้ สงบแล้วด้วยอรหัตมรรค. ด้วยเหตุ
นั้น ท่านจึงกล่าวว่า อตฺตโน อุปสมํ ปจฺจเวกฺขมาโน ดังนี้เป็นต้น.
อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พระเถระเข้าอรหัตผลสมาบัติ พิจารณา
สมาบัตินั้นแล้ว พิจารณาความสงบเนือง ๆ อย่างนี้ว่า ภาวะที่อุปสมะนี้
มีความสงบและประณีต เพราะเป็นอารมณ์แห่งอสังขตธาตุ อันมีความ
สงบโดยสิ้นเชิง และเพราะสงบกิเลสโดยชอบด้วยตนเอง. ส่วนอาจารย์
พวกอื่นกล่าวว่า ก็ในที่นี้ อรหัตผลอันเกิดในที่สุดแห่งความสงบกิเลสได้
เด็ดขาด ชื่อว่าอุปสมะ ท่านนั่งพิจารณาอุปสมะนั้นอยู่.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยอาการทั้งปวง
ถึงอรรถคือการพิจารณา การละกิเลสอันเป็นเหตุให้ท่านพระสารีบุตรมี
ปัญญามากเป็นต้น ไม่ทั่วไปแก่สาวกอื่น ในบรรดาสาวกทั้งหลาย หรือ
พระอรหัตผล ซึ่งกล่าวโดยปริยายแห่งอุปสมะ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อัน
แสดงอานุภาพของอุปสมะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปสนฺตสนฺตจิตฺตสฺส ความว่า ชื่อว่า
ผู้มีจิตสงบระงับ เพราะท่านเป็นผู้มีจิตสงบระงับนั่นเอง. จริงอยู่ จิต
ชื่อว่า เข้าไปสงบ เพราะกิเลสเข้าไปสงบ โดยข่มไว้ได้ด้วยสมาบัติ ท่าน
จึงไม่กล่าวว่า อุปสนฺตสนฺตํ ความสงบระงับ โดยประการทั้งปวง เพราะ
อุปสมะนั้นยังไม่สงบสิ้นเชิง เพราะไม่เหมือนสงบด้วยอรหัตมรรค. ส่วน
จิตของท่านผู้ชื่อว่าพระอรหันต์ เพราะท่านตัดกิเลสได้เด็ดขาดทีเดียว เป็น
กิเลสที่สงบด้วยมรรคเบื้องต่ำอันสัมปยุตด้วยสมถะและวิปัสสนา โดยเป็น

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 478 (เล่ม 44)

ภาวะไม่จำต้องสงบกิเลสอีก ท่านจึงเรียกว่าสงบระงับ เพราะสงบได้อย่าง
สิ้นเชิง.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่าผู้มีจิตสงบระงับ เพราะท่านมี
จิตสงบระงับนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง อุปสมะ ท่านเรียกว่า อุปสันตะ.
เพราะฉะนั้น บทว่า อุปสนฺตสนฺตจิตฺตสฺส จึงหมายความว่า ผู้มีจิตสงบ
โดยเข้าไปสงบอย่างสิ้นเชิง. อีกอย่างหนึ่ง พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดง
ว่า เมื่อพระขีณาสพทั้งหมด สงบกิเลสได้เด็ดขาด แต่ความสงบกิเลส
ของพระธรรมเสนาบดียังมีพิเศษ อันเป็นเหตุถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ
ไม่ทั่วไปแก่สาวกอื่น ในบรรดาสาวกทั้งหลาย จึงตรัสให้พิเศษด้วย อุป-
สนฺต ศัพท์ว่า อุปสนฺตสนฺตจิตฺตสฺส ผู้มีจิตสงบระงับ.
ในข้อนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ :- จิตสงบอย่างยิ่งคือมั่นคง ชื่อว่า
อุปสนฺต จิตที่สงบระงับ ด้วยอุปสันตจิตนั้นแหละ ชื่อว่าอุปสันตสันตจิต.
จิตของท่านเป็นเช่นนั้น คำทั้งหมด เหมือนกับคำที่มีในก่อนนั้นแล.
จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสสรรเสริญชมเชยท่านพระสารีบุตร
นั้น โดยอเนกปริยาย โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรมี
ปัญญามาก มีปัญญาแน่นหนา มีปัญญาร่าเริงใจ มีปัญญาเร็ว มีปัญญา
เฉียบแหลม มีปัญญาเป็นเหตุตรัสรู้. บทว่า เนตฺติจฺฉินฺนสฺส ความว่า
ภวตัณหา ท่านเรียกว่า เนตติ เพราะนำสังสารวัฏไป. ชื่อว่า ผู้มีเนตติจ-
ฉินนะ เพราะท่านตัดเนตติได้ขาดแล้ว. ของท่านผู้มีเนตติขาดแล้วนั้น
อธิบายว่า ผู้ละตัณหาได้แล้ว. บทว่า มุตฺโต โส มารพนฺธนา ความว่า
ผู้นั้น คือผู้เป็นอย่างนั้น ได้แก่ผู้มีกิเลสเครื่องพยุงสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้น
แล้ว หลุดพ้นแล้ว จากเครื่องผูกแห่งมารทั้งปวง ท่านไม่มีกิจที่จะต้อง

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 479 (เล่ม 44)

ทำ เพราะท่านพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร เพราะฉะนั้น พระธรรมเสนา-
บดี จึงพิจารณาความสงบของตน. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาสารีปุตตสูตรที่ ๑๐
จบเมฆิยวรรควรรณนาที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เมฆิยสูตร ๒. อุทธตสูตร ๓. โคปาลสูตร ๔. ชุณหสูตร
๕. นาคสูตร ๖. ปิณโฑลภารทวาชสูตร ๗. สารีปุตตสูตร ๘. สุนทรี-
สูตร ๙. อุปเสนวังคันตปุตตสูตร ๑๐. สารีปุตตสูตร และอรรถกถา.

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 480 (เล่ม 44)

โสณเถรวรรคที่ ๕
๑. ราชสูตร
ว่าด้วยไม่มีผู้เป็นที่รักกว่าตน
[๑๑๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระ-
เจ้าปเสนทิโกศลประทับอยู่บนปราสาทอันประเสริฐชั้นบน พร้อมด้วย
พระนางมัลลิกาเทวี ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระนาง
มัลลิกาเทวีว่า ดูก่อนนางมัลลิกา มีใครอื่นบ้างไหมที่น้องรักยิ่งกว่าตน
พระนางมัลลิกากราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า หามีใครอื่นที่หม่อมฉันจะรัก
ยิ่งกว่าตนไม่ ก็ทูลกระหม่อมเล่ามีใครอื่นที่รักยิ่งกว่าพระองค์ เพค๊ะ.
ป. ดูก่อนน้องมัลลิกา แม้ฉันก็ไม่รักใครอื่นยิ่งกว่าตน.
ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลงจากปราสาทแล้ว เสด็จ
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ทรงถวายบังคมแล้วประทับนั่ง
อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันอยู่บนปราสาทกับพระนางมัลลิกาเทวี ได้
ถามพระนางมัลลิกาเทวีว่า มีใครอื่นที่น้องรักยิ่งกว่าตน เมื่อหม่อมฉัน
ถามอย่างนี้ พระนางมัลลิกาเทวีกล่าวว่า พระพุทธเจ้าข้า หามีใครอื่นที่
หม่อมฉันจะรักยิ่งกว่าตนไม่ ก็ทูลกระหม่อมเล่ามีใครอื่นที่รักยิ่งกว่าพระ-
องค์ หม่อมฉันเมื่อถูกถามเข้าอย่างนี้ จึงได้ตอบพระนางมัลลิกาว่า แม้
ฉันก็ไม่มีใครอื่นที่จะรักยิ่งกว่าตน.

480