พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า สตฺถา วต เม เป็นต้นนั้น ชื่อว่า สตฺ ถา
เพราะพร่ำสอนเหล่าสัตว์ตามสมควรด้วยประโยชน์ในภพนี้ ประโยชน์ใน
ภพหน้า และปรมัตถประโยชน์. ชื่อว่า ภควา เพราะเหตุมีความเป็นผู้
มีภาคยธรรมเป็นต้น. ชื่อว่า อรหํ (พระอรหันต์) เพราะเป็นผู้ไกลจาก
กิเลสทั้งหลาย ๑ เพราะกำจัดซี่กำแห่งสังสารจักร ๑ เพราะกำจัดข้าศึกคือ
กิเลส ๑ เพราะเป็นผู้สมควรแก่สักการะมีปัจจัยเป็นต้น ๑ เพราะไม่มีที่
ลับในการทำบาป ๑. ชื่อว่า สัมมาสัมพุทธ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวง
โดยชอบ และด้วยพระองค์เอง ในข้อนี้มีความสังเขป เพียงเท่านี้.
ส่วนความพิสดารควรค้นดูในพุทธานุสตินิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเถิด.
บทว่า สฺวากฺขาเต แปลว่า ตรัสดีแล้ว คือตรัสให้นำสัตว์ออกจากทุกข์
โดยส่วนเดียว. บทว่า ธมฺมวินเย ได้แก่ ปาพจน์. จริงอยู่ ปาพจน์นั้น
ท่านเรียกว่า ธรรมวินัย เพราะทรงไว้ซึ่งผู้ปฏิบัติตามที่พร่ำสอน จากการ
ตกไปในสังสารทุกข์ และเพราะกำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า สพฺรหฺม-
จาริโน ความว่า ชื่อว่า สพรหมจารี เพราะประพฤติ คือปฏิบัติสม่ำ-
เสมอ ซึ่งพระศาสนาคือพรหม เพราะอรรถว่าประเสริฐ ได้แก่
อริยมรรคสัจจะ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า สีลวนฺโต ได้แก่ ผู้มี
ศีล คือศีลในมรรคและศีลในผล. บทว่า กลฺยาณธมฺมา ความว่า
ชื่อว่า ผู้มีกัลยาณธรรม เพราะมีธรรมอันงามคือดี เช่น สมาธิ ปัญญา
วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะเป็นต้น. ด้วยคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
แสดงข้อปฏิบัติอันดีแก่พระสงฆ์. ด้วยบทว่า สีเลสุ จมฺหิ ปริปูริการี นี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แม้เราบวชแล้ว ก็มิได้กล่าวติรัจฉานกถา
เป็นผู้มากไปด้วยความเพียรอันมั่นคงอยู่ โดยที่แท้ เราบำเพ็ญศีลทั้ง ๔ มี