พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 461 (เล่ม 44)

ฝ่ายพระราชา จึงสั่งบังคับพวกราชบุรุษ เพื่อทราบถึงผู้ที่ฆ่านาง-
สุนทรี. ลำดับนั้นแล พวกนักเลงเหล่านั้น เอากหาปณะเหล่านั้นซื้อสุรา
ดื่ม ก่อการทะเลาะกันและกันขึ้น. ก็บรรดานักเลงเหล่านั้น คนหนึ่งพูด
กับคนหนึ่งว่า เองฆ่านางสุนทรีด้วยการตีทีเดียวตาย แล้วหมกไว้ระหว่าง
กองหยากเยื่อ เอากหาปณะที่ได้จากการรับจ้างนั้นซื้อสุราดื่ม เอาดื่มสิ
พวก. พวกราชบุรุษได้ยินดังนั้นแล้ว จึงจับพวกนักเลงเหล่านั้น มอบ
ถวายแด่พระราชา. พระราชาตรัสถามพวกนักเลงเหล่านั้นว่า พวกเจ้าฆ่า
นางสุนทรีหรือ. พวกนักเลงกราบทูลว่า พระเจ้าข้า พระอาญามิพ้นเกล้า
พวกข้าพระพุทธเจ้าฆ่าเอง. พระราชาตรัสถามว่า ใครจ้างให้พวกเองฆ่า
เขา. พวกนักเลงกราบทูลว่า พวกอัญญเดียรถีย์ พระเจ้าข้า. พระราชา
รับสั่งให้เรียกเดียรถีย์มาแล้ว จึงให้รับรู้เรื่องนั้นแล้วจึงทรงพระบัญชาว่า
พวกเจ้าจงเที่ยวพูดไปทั่วพระนครอย่างนี้ว่า พวกข้าพเจ้ามีความประสงค์
จะยกโทษพระสมณโคดม จึงได้ฆ่านางสุนทรีนี้ พระโคดมไม่มีโทษ
สาวกของพระโคดมก็ไม่มีโทษเลย พวกข้าพเจ้าเท่านั้นมีโทษ. อัญญ-
เดียรถีย์เหล่านั้น ได้ทำเหมือนอย่างนั้น. มหาชนเชื่อมั่นอย่างแน่นอน
แล้ว พากันติเตียนพวกเดียรถีย์. พวกเดียรถีย์ได้รับโทษทัณฑ์เพราะฆ่า
คน. จำเดิมแต่นั้นมา พระพุทธเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ได้มีสักการะและ
สัมมานะมากมายเกินประมาณ. พวกภิกษุเกิดความอัศจรรย์จิต จึงเข้าไป
เฝ้าพระภาคเจ้าแล้วประกาศความปลื้มใจของคนให้ทรงทราบ. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ฯ เป ฯ อนฺตรหิโต
ภนฺเต โส สทฺโท ดังนี้เป็นต้น.
ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสบอกแก่พวกภิกษุว่า

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 462 (เล่ม 44)

นี้เป็นการกระทำของพวกเดียรถีย์ ? เพราะการบอกแก่พระอริยสาวกเสีย
ก่อน ไม่มีประโยชน์เลย. แต่ในหมู่ปุถุชนไม่ตรัสบอกด้วยทรงพระดำริว่า
กรรมของพวกที่ไม่เชื่อนั้น พึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอด
กาลนาน. อีกอย่างหนึ่ง ข้อที่จะบอกเรื่องเช่นนี้ที่ยังไม่มาถึง อันพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายไม่เคยทรงประพฤติมาเลย. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประกาศฝักฝ่ายแห่งสังกิเลส เฉพาะที่ทรงแสดงมาโดยลำดับ. ก็ใครๆ
ไม่อาจจะให้โอกาสที่ตนทำกรรมแล้ว หวนกลับคืนมาได้ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงประทับนั่งพิจารณาดูการกล่าวตู่ และเหตุแห่ง
กล่าวตู่นั้นเฉย ๆ. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
บุคคลจะอยู่ในอากาศ จะอยู่ในท่ามกลางมหา-
สมุทร จะเข้าไปสู่ซอกเขาก็ตามที ก็ไม่พึงพ้นจาก
กรรมชั่วไปได้ เพราะประเทศคือแผ่นดินที่เขาอยู่นั้น
บาปกรรมจะตามไม่ทัน ไม่มี.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง
ถึงเรื่องนี้ว่า แม้เมื่อว่าด้วยอำนาจการตัดเสียซึ่งความรัก คำพูดชั่วที่พาล-
ชนให้เป็นไปแล้ว ชื่อว่าเป็นการอดกลั้นได้ยากสำหรับธีรชนผู้ประกอบ
ด้วยพลังแห่งขันติย่อมไม่มี. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้
อันประกาศกำลังแห่งอธิวาสนขันติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุทนฺติ วาจาย ชนา อสญฺญตา สเรหิ
สงฺคามคตํว กุญฺชรํ ความว่า พวกพาลชน ชื่อว่าผู้ไม่สำรวม คือผู้ที่
แนะนำไม่ได้ เพราะไม่มีสังวรบางอย่าง มีสังวรทางกายเป็นต้น ย่อม
แทง คือทิ่มแทงด้วยหอกคือวาจา เหมือนทหารที่เป็นข้าศึกทิ่มแทงช้าง

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 463 (เล่ม 44)

กุญชร คือช้างเชือกประเสริฐ ตัวอยู่ในสงคราม คือในสนามรบด้วยลูก
ศร ที่ซึมซาบ (ด้วยยาพิษ). นี้เป็นสภาวะของพาลชนเหล่านั้น. บทว่า
สุตฺวาน วากฺยํ ผรุสํ อุทีริตํ อธิวาสเย ภิกฺขุ อทุฏฺฐจิตฺโต ความว่า ก็
ภิกษุสะสาง พากย์ คือคำหยาบนั้น ที่พาลชนเหล่านั้นเปล่ง คือกล่าว
ได้แก่ให้เป็นไปด้วยอำนาจกระทบกระทั่งความรัก อันไม่เป็นจริง โดย
ความเป็นจริง ระลึกถึงโอวาทที่เปรียบด้วยเลื่อยของเราตถาคต เป็นผู้มี
จิตไม่ประทุษร้ายแม้น้อยหนึ่ง เป็นผู้มีปกติเห็นภัยในสงสารว่า นี้มีสงสาร
เป็นสภาวะ พึงอดกลั้น คือพึงตั้งอยู่ในอธิวาสนขันติอดทน.
ในข้อนี้ มีผู้ท้วงว่า ข้อที่พระศาสดามีบุญสมภารอันไพบูลย์ที่
พระองค์สั่งสมมา โดยเคารพตลอดกาลหาประมาณมิได้ ทรงได้รับการ
กล่าวตู่ที่ไม่เป็นจริงที่ร้ายแรงถึงอย่างนี้ นั่นเป็นกรรมอะไร ? ข้าพเจ้าจะ
เฉลยดังต่อไปนี้ :-
พระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั้น เคยเป็นพระโพธิสัตว์ ในอดีตชาติเป็น
นักเลง ชื่อว่า มุนาลิ เที่ยวคบแต่คนชั่ว มากไปด้วยอโยนิโสมนสิการ.
วันหนึ่ง เขาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า สุรภี กำลังห่มจีวรเพื่อ
เข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร. ก็ในสมัยนั้น ผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปไม่ไกล
พระปัจเจกพุทธเจ้านัก. นักเลงกล่าวตู่ว่า สมณะนี้ ไม่ใช่เป็นพรหมจารี.
ด้วยกรรมนั้นเขาจึงไหม้ในนรกหลายแสนปี เพราะเศษแห่งวิบากกรรมนั้น
นั่นแล แม้ได้เป็นพระพุทธเจ้าในบัดนี้ ก็ยังถูกกล่าวตู่ เพราะเหตุแห่ง
นางสุนทรี. ก็ข้อนี้ฉันใด ทุกข์มีการกล่าวตู่เป็นต้น ที่หญิงผู้กระทำอาการ
อันแปลกมีนางจิญจมาณวิกาเป็นต้น ให้เป็นไปแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทั้งหมดนั้น เป็นเศษวิบากแห่งกรรมที่พระองค์ทรงกระทำไว้ในปางก่อน

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 464 (เล่ม 44)

ซึ่งเรียกว่า กรรมปิโลติกะ. สมดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ในอปทานว่า๑
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกของโลก แวดล้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประทับนั่งอยู่ที่พื้นศิลา อันน่า
รื่นรมย์ รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะต่าง ๆ ในละแวดป่า อัน
ตลบด้วยกลิ่นหอมนานาชนิด ใกล้สระอโนดาต ทรง
พยากรณ์บุรพกรรมของพระองค์ในที่นั้นว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงฟังกรรมที่เราทำแล้ว
เราเห็นภิกษุผู้มีปกติอยู่ป่ารูปหนึ่ง ได้ถวายผ้าเก่า เรา
ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เป็นครั้งแรก เพื่อความ
เป็นพระพุทธเจ้าในครั้งนั้น ผลแห่งกรรมคือการ
ถวายผ้าเก่า อำนวยผลให้เป็นพระพุทธเจ้า ในกาล
ก่อนเราเป็นนายโคบาล ต้อนโคไปเลี้ยง เห็นแม่โค
กำลังดื่มน้ำขุ่น จึงห้ามมัน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น
ในภพหลังสุดนี้ เรากระหายน้ำ ก็ไม่ได้ดื่มน้ำตาม
ความปรารถนา ในชาติหนึ่งในกาลก่อน เราเป็น
นักเลงชื่อมุนาลิ๒ ได้กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้า นาม
ว่า สุรภี ผู้ไม่ประทุษร้าย ด้วยวิบากกรรมนั้น เรา
จึงเที่ยวอยู่ในนรกเป็นเวลานาน ได้เสวยทุกขเวทนา
หลายพันปี ด้วยเศษกรรมนั้นในภพหลังสุดนี้ เราจึง
ได้รับคำกล่าวตู่ เพราะนางสุนทรีเป็นเหตุ เพราะ
๑. ขุ. อป. ๓๒/๔๗๑ ๒. บาลี เป็น ปุนาลิ

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 465 (เล่ม 44)

การกล่าวตู่พระเถระนามว่า นันทะ สาวกของพระ-
พุทธเจ้า ผู้ครอบงำอันตรายทั้งปวง เราจึงท่องเที่ยว
อยู่ในนรกเป็นเวลานาน เราท่องเที่ยวอยู่ในนรกนาน
ถึงหมื่นปี ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว ได้รับการกล่าวตู่
มากมาย ด้วยเศษกรรมนั้น นางจิญจมาณวิกา มา
กับหมู่คนกล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริง เมื่อก่อนเรา
เป็นพราหมณ์ชื่อว่า สุตวา มหาชนพากันสักการะ
บูชา สอนมนต์ให้กับมาณพ ๕๐๐ คน ในป่าใหญ่ ก็
เราได้เห็นฤาษีผู้น่ากลัว ได้อภิญญา ๕ มีฤทธิ์มาก
มาในสำนักของเรา เราจึงกล่าวตู่ฤาษีผู้ไม่ประทุษร้าย
โดยบอกกับพวกศิษย์ของเราว่า ฤาษีนี้ บริโภคกาม
ครั้นเราบอก พวกมาณพก็เห็นด้วย ลำดับนั้น มาณพ
ทั้งหมด เที่ยวภิกษาไปตามตระกูล พากันบอกแก่
มหาชนว่า ฤาษีนี้ บริโภคกาม ด้วยวิบากกรรมนั้น
ภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ ได้รับคำกล่าวตู่ทั้งหมด เพราะ
นางสุนทรีเป็นเหตุ ในกาลก่อน เราได้ฆ่าพี่-น้อง
ชายต่างมารดากัน เพราะเหตุแห่งทรัพย์ จับโยนลง
ในซอกเขาแล้วเอาหินทับถม ด้วยวิบากกรรมนั้น
พระเทวทัตจึงกลิ้งหิน สะเก็ดหินจึงกลิ้งมากระทบ
นิ้วหัวแม่เท้าเรา ในกาลก่อน เราเป็นเด็ก เล่นอยู่ที่
หนทางใหญ่เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วจุดไฟเผา
ดักไว้ทั่วหนทาง ด้วยวิบากกรรมนั้น ในภพหลังสุด

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 466 (เล่ม 44)

นี้ พระเทวทัต จึงชักชวนนายขมังธนูผู้ฆ่าคน เพื่อ
ให้ฆ่าเรา ในกาลก่อน เราเป็นนายควาญช้าง ได้ไส
ช้างให้จับพระปัจเจกมุนีผู้สูงสุด ทั้งที่กำลังเที่ยว
บิณฑบาตอยู่ ด้วยวิบากกรรมนั้น ช้างนาฬาคิรีเชือก
ซับมันดุร้าย วิ่งแล่นเข้าไปในซอกเขาเบื้องหน้าผู้
ประเสริฐ ในกาลก่อน เราเป็นพระราชาชาตินักรบ ฆ่า
บุรุษเป็นอันมากด้วยหอก เพราะวิบากกรรมนั้น เรา
ถูกไฟไหม้อย่างเหลือทนในนรก ด้วยเศษกรรมนั้น
บัดนี้ ไฟนั้นไหม้ผิวหนังที่เท้าของเราทั้งสิ้น เพราะว่า
กรรมยังไม่หมดไป ในกาลก่อน เราเป็นเด็กชาว
ประมงอยู่ในเกวัฏคาม เห็นคนฆ่าปลาแล้วเกิดความ
ดีใจ ด้วยวิบากกรรมนั้น เราจึงปวดศีรษะ เมื่อครั้งพวก
เจ้าศากยะลูกเบียดเบียนเพราะถูกเจ้าวิฑูฑภะฆ่า เรา
ได้บริภาษพระสาวกทั้งหลายในพระธรรมวินัย ของ
พระพุทธเจ้านามว่าปุสสะว่า ท่านจงเคี้ยว จงกินแต่
ข้าวแดง อย่ากินข้าวสาลีเลย ด้วยวิบากกรรมนั้น
เราอันพราหมณ์นิมนต์แล้ว อยู่ในเมืองเวรัญชา ใน
คราวนั้นบริโภคข้าวแดง ตลอดสามเดือน เมื่อนัก
มวยกำลังชกกัน เราได้เบียดเบียนบุตรนักมวยปล้ำ
ด้วยวิบากกรรมนั้น เราจึงปวดหลัง เมื่อก่อนเราเป็น
หมอรักษาโรค ได้ให้เศรษฐีบุตรถ่ายยา ด้วยวิบาก
กรรมนั้น เราจึงเป็นโรคปักขันทิกาพาธ โรคลงแดง

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 467 (เล่ม 44)

เราชื่อว่าโชติปาละได้กล่าวกะพระสุคตเจ้า พระนาม
ว่ากัสสปะในคราวนั้นว่า จักมีโพธิมณฑลแต่ที่ไหน
โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง ด้วยวิบากกรรมนั้น เรา
ได้กระทำกรรมที่ทำได้ยากเป็นอันมาก ที่ตำบลอุรุ-
เวลาเสนานิคม ๖ พรรษา แต่นั้นจึงได้บรรลุพระ-
โพธิญาณ แต่เราก็มิได้บรรลุพระโพธิญาณด้วยทางนี้
เราอันบุรพกรรมตักเตือนแล้ว จึงแสวงหาโดยทางผิด
บัดนี้ เราเป็นผู้สิ้นบุญสินบาปแล้ว เว้นจากความเร่า-
ร้อนทั้งปวง ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีความคับแค้น
ดับสนิทหาอาสวะมิได้ พระชินเจ้าทรงบรรลุพลัง
แห่งอภิญญาทั้งปวง ทรงพยากรณ์โดยหวังประโยชน์
แก่ภิกษุสงฆ์ ที่สระใหญ่ ชื่อ อโนดาต ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสุนทรีสูตรที่ ๘
๙. อุปเสนวังคันตปุตตสูตร
ว่าด้วยชีวิตไม่เดือดร้อน
[๑๐๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน
กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระ-
อุปเสนวังคันตบุตรหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้น

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 468 (เล่ม 44)

อย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ พระผู้มีพระภาค-
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเรา เราออกบวชเป็นบรรพชิตใน
ธรรมวินัยอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว เพื่อนพรหมจรรย์ของเรามีศีล
มีธรรมอันงาม เราเป็นผู้กระทำบริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น
แน่วแน่เป็นอันดี เราเป็นพระอรหันตขีณาสพ และเราเป็นผู้มีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมาก ชีวิตของเราเจริญ ความตายของเราเจริญ.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของ
ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรด้วยพระหฤทัยแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ใน
เวลานั้นว่า
ชีวิตย่อมไม่ทำให้ผู้ใดเดือดร้อน ผู้นั้นย่อมไม่
เศร้าโศกในที่สุดคือมรณะ ถ้าว่าผู้นั้นมีบทอันเห็น
แล้วไซร้ เป็นนักปราชญ์ ย่อมไม่เศร้าโศกในท่าม
กลางแห่งสัตว์มีความโศก ภิกษุผู้มีภวตัณหาอันตัด
ขาดแล้ว มีจิตสงบ มีชาติสงสารสิ้นแล้ว ย่อมไม่
มีภพใหม่.
จบอุปเสนวังคันตปุตตสูตรที่ ๙
อรรถกถาอุปเสนวังคันตปุตตสูตร
อุปเสนวังคันตปุตตสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุปเสโน ในบทว่า อุปเสนสฺส นี้ เป็นชื่อของพระเถระ
นั้น. ก็เพราะท่านเป็นบุตรของท่านวังคันตพราหมณ์ เขาจึงเรียกว่า
วังคันตบุตร.

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 469 (เล่ม 44)

ความพิสดารว่า พระเถระนี้ เป็นน้องชายของท่านพระสารีบุตร
บวชในพระศาสนา เมื่อยังไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทอุปสมบทได้ ๒ พรรษา
เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้อุปสมบทภิกษุรูปหนึ่งพร้อมกับภิกษุนั้นไปอุปัฏฐาก
พระผู้มีพระภาคเจ้า ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถามว่า ภิกษุนั้นเป็น
สัทธิวิหาริกของเธอแล้วทรงติเตียนโดยนัยอันมาในขันธกะว่า ดูก่อน
โมฆบุรุษ เธอเวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมากเร็วเกินไป คือการเนื่อง
ด้วยคณะ เป็นผู้มีใจสลดเหมือนม้าที่ถูกตีด้วยแส้ จึงเกิดอุตสาหะขึ้นว่า
แม้ถ้าบัดนี้เราอาศัยบริษัทถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียน และก็เพราะ
อาศัยบริษัทเหมือนกัน จึงได้รับการสรรเสริญดังนี้แล้ว จึงสมาทานธุต-
ธรรมทั้งหมดประพฤติเริ่มวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้อภิญญา ๖ บรรลุ
ปฏิสัมภิทา เป็นพระมหาขีณาสพให้นิสิตของตนทรงธุดงค์เหมือนกัน
พร้อมกับนิสิตเหล่านั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้รับการ
สรรเสริญจากสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เนื่องด้วยบริษัทโดยนัยที่มาแล้ว
ในสันถตสิกขาบทว่า อุปเสน บริษัทนี้ของเธอน่าเลื่อมใสแล จึงทรง
สถาปนาไว้ในเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเรา
ผู้มีความเลื่อมใสรอบด้าน คืออุปเสนวังคันตบุตรเป็นเอตทัคคะ ในบรรดา
พระมหาสาวก ๘๐ รูป ท่านก็จัดเข้าในภายในรูปหนึ่ง. วันหนึ่งท่านกลับ
จากบิณฑบาตภายหลังภัต เมื่อพวกอันเตวาสิกไปสู่ที่พักกลางวันของ
ตน ๆ จึงถือเอาน้ำจากหม้อน้ำล้างเท้าแล้ว ลูบตัวให้เย็นลาดท่อนหนัง
แล้วนั่งพักผ่อนกลางวัน นึกถึงคุณความดีของตน. พวกนิสิตของท่าน
หลายร้อยหลายพันรูปช่วยกันบำรุงท่านไม่ขาดสาย. ท่านส่งมนสิการมุ่ง
ตรงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อันดับแรกคุณความดีของสาวกเรา

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 470 (เล่ม 44)

ยังมีประมาณถึงเพียงนี้ พระคุณของพระศาสดาของเราจะเป็นเช่นไรหนอ.
พวกนิสิตเหล่านั้น หลายพันโกฏิ พากันบำรุงท่านตามสมควรแก่พลังญาณ.
ท่านระลึกถึงพระคุณของพระศาสดา อันเหมาะสมแก่ภาวะที่ปรากฏเเจ่ม-
แจ้ง โดยนัยมีอาทิว่า พระศาสดาของเราทรงมีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้
มีปัญญาอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ และโดยนัยมีอาทิว่า แม้เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ แต่
นั้นจึงระลึกถึงคุณของพระธรรมโดยนัยมีอาทิว่า พระธรรมอันพระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว และคุณของพระอริยสงฆ์ โดยนัยมีอาทิว่า พระ-
สงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เมื่อคุณของพระรัตนตรัย ปรากฏแจ่มแจ้ง ด้วย
อาการอย่างนี้ พระมหาเถระจึงมีใจชื่นชมเบิกบาน นั่งเสวยปีติและโสมนัส
อันโอฬาร มีโวการมีอาการเป็นอเนก. เพื่อจะแสดงถึงเนื้อความนั้น
ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร อยู่ในที่ลับ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รโหคตสฺส แปลว่า อยู่ในที่ลับ. บทว่า
ปฏิสลฺลีนสฺส ได้แก่ เป็นผู้โดดเดี่ยว. บทว่า เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก
อุทปาทิ ความว่า ความวิตกแห่งจิต ซึ่งมีอาการที่จะกล่าวในบัดนี้ เกิด
ขึ้นแล้วด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า ลาภา วต เม ความว่า ความได้
อัตภาพเป็นมนุษย์ การอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า การมีศรัทธา และการ
บรรลุมรรคผลเป็นต้นเหล่านั้น จัดเป็นลาภของเราอันน่าอัศจรรย์จริง
หนอ. บทว่า สุลทฺธํ วต เม ความว่า การบรรพชาอุปสมบทและการ
เข้าไปนั่งใกล้พระรัตนตรัยเป็นต้น เราได้แล้วในพระศาสนาของพระผู้มี-
พระภาคเจ้านี้นั้น เราได้ดีแล้วจริงเชียวหนอ. ท่านกล่าวเหตุในข้อนั้น
โดยนัยมีอาทิว่า สตฺถา จ เม ดังนี้.

470