พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 451 (เล่ม 44)

สมณศากยบุตรเหล่านี้หามีไม่ ความเป็นพรหมของสมณศากยบุตรเหล่านี้
หามีไม่ ความเป็นสมณะของสมณศากยบุตรเหล่านี้ฉิบหายเสียแล้ว ความ
เป็นพรหมของสมณศากยบุตรเหล่านี้ฉิบหายเสียแล้ว ความเป็นสมณะของ
สมณศากยบุตรเหล่านี้จักมีแต่ไหน ความเป็นพรหมของสมณศากยบุตร
เหล่านี้จักมีแต่ไหน สมณศากยบุตรเหล่านี้ปราศจากความเป็นสมณะ สมณ-
ศากยบุตรเหล่านี้ปราศจากความเป็นพรหม ก็ไฉนเล่า บุรุษกระทำกิจของ
บุรุษแล้วจักปลงชีวิตหญิงเสีย.
[๑๐๔] ก็สมัยนั้นแล มนุษย์ทั้งหลายในพระนครสาวัตถี เห็นภิกษุ
ทั้งหลายแล้ว ย่อมด่า ย่อมบริภาษ ขึ้งเคียด เบียดเบียน ด้วยวาจาอันหยาบ
คาย มิใช่ของสัตบุรุษว่า สมณศากยบุตรเหล่านี้ไม่มีความละอาย . . . ก็
ไฉนเล่า บุรุษกระทำกิจของบุรุษแล้วจะปลงชีวิตหญิงเสีย.
[๑๐๕] ครั้งนั้นแล เวลาเช้า ภิกษุมากด้วยกันครองผ้าอันตรวาสก
ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้นกลับจาก
บิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ มนุษย์ทั้งหลายใน
พระนครสาวัตถี เห็นภิกษุทั้งหลายแล้วย่อมด่า . . . ก็ไฉนเล่า บุรุษกระทำ
กิจของบุรุษแล้วจักปลงชีวิตหญิงเสีย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เสียงนั้นจักมีอยู่ไม่นาน จักมีอยู่ ๗ วันเท่านั้น ล่วง ๗ วัน
ไปแล้วก็จักหายไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจง
โต้ตอบมนุษย์ทั้งหลายผู้ที่เห็นภิกษุทั้งหลายแล้ว ด่า บริภาษ ขึ้งเคียด
เบียดเบียน ด้วยวาจาอันหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษ ด้วยคาถานี้ว่า

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 452 (เล่ม 44)

คนที่พูดไม่จริง หรือคนที่กระทำบาปกรรม แล้ว
พูดว่า มิได้ทำ ย่อมเข้าถึงนรก คนแม้ทั้งสองพวกนั้น
มีกรรมเลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันใน
โลกหน้า.
[๑๐๖] ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเรียนคาถานี้ในสำนักของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ย่อมโต้ตอบมนุษย์ผู้ที่เห็นภิกษุทั้งหลายแล้วด่า บริภาษ
ขึ้งเคียด เบียดเบียนด้วยวาจาอันหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษ ด้วยคาถา
นี้ว่า
คนที่พูดไม่จริง หรือคนที่กระทำบาปกรรม แล้ว
พูดว่า มิได้ทำ ย่อมเข้าถึงนรก คนแม้ทั้งสองพวกนั้น
มีกรรมเลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันใน
โลกหน้า.
[๑๐๗] มนุษย์ทั้งหลายพากันดำริว่า สมณศากยบุตรเหล่านี้ไม่ได้
ทำความผิด สมณศากยบุตรเหล่านี้ไม่ได้ทำบาป เสียงนั้นมีอยู่ไม่นานนัก
ได้มีอยู่ ๗ วันเท่านั้น ล่วง ๗ วันแล้วก็หายไป ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอัน
มากพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสียงนั่นจักมีอยู่ไม่นาน
ล่วง ๗ วันแล้วก็จักหายไป เสียงนั้นหายไปแล้วเพียงนั้น พระเจ้าข้า.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 453 (เล่ม 44)

ชนทั้งหลายผู้ไม่สำรวมแล้ว ย่อมทิ่มแทงชน
เหล่าอื่นด้วยวาจา เหมือนเหล่าทหารที่เป็นข้าศึกทิ่ม-
แทงกุญชรตัวเข้าสงครามด้วยลูกศรฉะนั้น ภิกษุผู้มี
จิตไม่ประทุษร้าย ฟังคำอันหยาบคายที่ชนทั้งหลาย
เปล่งขึ้นแล้ว พึงอดกลั้น.
จบสุนทรีสูตรที่ ๘
อรรถกถาสุนทรีสูตร
สุนทรีสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
อรรถแห่งบทมีอาทิว่า สกฺกโต ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง
นั่นแล. บทว่า อสหมานา แปลว่า อดทนไม่ได้. อธิบายว่า ขึ้งเคียด
(ริษยา). เชื่อมความว่า ไม่อดทนสักการะของภิกษุสงฆ์. บทว่า สุนฺทรี
เป็นชื่อของนาง.
ได้ยินว่า ในเวลานั้น บรรดานางปริพาชิกาทั้งหมด นางเป็นผู้มี
รูปงาม น่าชม น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยสีกายงามอย่างยิ่ง เหตุนั้นนั่นแล
นางจึงปรากฏว่า สุนทรี. ก็นางยังไม่ผ่านวัยสาวไป ไม่สนใจในด้านความ
ประพฤติ. เพราะเหตุนั้น อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นจึงส่งเสริมนางไปในบาป-
กรรม. จริงอยู่ อัญญเดียรถีย์เหล่านั้น เสื่อมลาภสักการะไปเอง จำเดิม
แต่เวลาที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น เห็นลาภและสักการะมากหาประมาณมิได้
เป็นไปอยู่แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ โดยนัยที่มาแล้วในอรรถกถา
อักโกสสูตรในหนหลัง จึงพากันริษยา ร่วมปรึกษากันว่า จำเดิมแต่กาล

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 454 (เล่ม 44)

ที่พระสมณโคดมอุบัติแล้ว พวกเราพากันฉิบหาย เสื่อมลาภสักการะ
ใคร ๆไม่รู้ว่าพวกเรามีอยู่ เพราะอาศัยเหตุอะไรหนอ ชาวโลกจึงพากัน
เลื่อมใสยิ่งนักในพระสมณโคดม จึงน้อมนำสักการะเข้าไปถวายเป็น
อันมาก. ในบรรดาอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น คนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า พระสมณ-
โคดม ประสูติแต่ตระกูลสูง ทรงประสูติตามประเพณีของมหาสมมติราช
อันไม่เจือปน. อีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ในกำเนิดแห่งตระกูลวงศ์ พระองค์
มีเหตุน่าอัศจรรย์ปรากฏมากมาย. คนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า เท้าทั้ง ๒ ของพระองค์
ผู้ที่น้อมนำเข้าไปไหว้กาฬเทวิลดาบส เปลี่ยนกลับไปตั้งที่ชฎาของเทวิล-
ดาบสนั้น. อีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า ในมงคลกาลที่หว่านพืช เมื่อพระองค์
ทรงบรรทมที่เงาแห่งต้นหว้า แม้เมื่อเที่ยงวันล่วงไปแล้ว เงาแห่งต้นหว้า
คงตั้งอยู่ไม่เปลี่ยนไปตาม. คนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า พระองค์มีรูปงาม น่าชม
น่าเลื่อมใส เพราะสมบูรณ์ด้วยพระโฉม. อีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า พระองค์
ทอดพระเนตรเห็นนิมิต คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต ทรง
เกิดความสังเวช ทรงละจักรพรรดิราช อันจะมาถึงแล้ว ทรงบรรพชา.
พวกอัญญเดียรถีย์ ไม่รู้บุญสมภาร ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันไม่ทั่วไป
แก่ผู้อื่น ซึ่งพระองค์เคยสั่งสมมาตลอดกาลหาประมาณมิได้ สัลเลขปฏิ-
ปทา อันหาที่เปรียบมิได้ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีพระบารมีอันสูงสุด และ
พุทธานุภาพมีญาณสัมปทา และปหานสัมปทา เป็นต้น อันยอดเยี่ยม จึง
ระบุถึงเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่นับถือมากนั้น ๆ ตามที่ตนได้เห็น
ได้ยินมา จึงแสวงหาเหตุที่พระองค์จะไม่เป็นที่นับถือ เมื่อไม่พบจึงคิดว่า
เพราะเหตุอะไรหนอ พวกเราจะพึงทำความเสื่อมยศให้เกิด และทำลาภ
สักการะของพระสมณโคดมให้เสื่อมเสีย. บรรดาอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 455 (เล่ม 44)

คนหนึ่งมีความคิดเฉียบแหลม เอ่ยขึ้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย
ธรรมดาว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้จะไม่ข้องอยู่ในความสุขอันเกิดแต่มาตุคาม
ย่อมไม่มีในสัตวโลกนี้ ก็พระสมณโคดมนี้ มีรูปงาม เปรียบด้วยเทพ
ยังหนุ่มแน่น ควรจะได้มาตุคามที่มีรูปร่างเสมอตนมาแนบชิด ถ้าแม้น
ไม่พึงพิสมัย ฝ่ายประชาชนก็จะพึงระแวง เอาเถอะพวกเราจะส่งสุนทรี-
ปริพาชิกาไป โดยประการที่ความเสียชื่อเสียงของพระสมณโคดม จึงแผ่
กระจายไปในพื้นปฐพี.
ฝ่ายอัญญเดียรถีย์นอกนี้ ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า เรื่องนี้ท่านคิดถูก
ต้องแล้ว ก็เมื่อเราทำอย่างนี้แล้ว พระสมณโคดมก็จะมีพระหทัยวุ่นวาย
ไปด้วยความเสียชื่อเสียง ไม่อาจจะเงยศีรษะขึ้นได้ ก็จักหนีไปโดยอาการ
อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้แล้วจึงมีอัธยาศัยเป็นอันเดียวกันทั้งหมด พากัน
ไปหานางสุนทรีเพื่อจะส่งเธอไป. นางเห็นอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น จึงกล่าว
ว่า ทำไมพวกท่านจึงพร้อมหน้าพร้อมตากันมา. พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย
ทำที่ไม่พูดกัน นั่งในที่กำบังท้ายอาราม. นางก็ไปในที่นั้นพูดแล้วพูดเล่า
ก็ไม่ได้รับคำตอบ จึงถามว่า ดิฉันมีความผิดอะไรต่อท่าน ทำไมจึงไม่ให้
คำตอบแก่ฉัน ? พวกเดียรถีย์ย้อนถามว่า ก็เจ้าเพิกเฉยเราผู้ถูกเบียดเบียน
หรือเปล่า ? นางถามว่า ใครเบียดเบียนพวกท่าน. พวกเดียรถีย์ตอบว่า
พระสมณโคดมเบียดเบียนพวกเรา เที่ยวทำเราให้เสื่อมลาภสักการะ. เจ้า
ไม่เห็นหรือ เมื่อนางถามว่า ดิฉันจะทำอย่างไรในข้อนั้น จึงกล่าวว่า
ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงไปที่ใกล้พระเชตวันเนือง ๆ พึงพูดอย่างนี้และอย่างนี้
แก่มหาชน. ฝ่ายนางรับว่า ดีละ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อัญญ-

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 456 (เล่ม 44)

เดียรถีย์ปริพาชิกา อดกลั้นสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ ดังนี้
เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุสฺสหสิ แปลว่า ย่อมอาจ. บทว่า
อตฺถํ ได้แก่ ประโยชน์เกื้อกูล หรือกิจ. บทว่า กฺยาหํ ตัดเป็น กึ อหํ
แปลว่า เราจะทำอย่างไร ?
เพราะเหตุที่เดียรถีย์เหล่านั้น แม้ไม่ใช่เป็นญาติของนาง แต่ก็เป็น
เหมือนญาติ เพื่อจะสงเคราะห์นาง ด้วยเหตุเพียงสัมพันธ์กันในทางบวช
จึงกล่าวว่า น้องหญิง เธออาจเพื่อจะทำประโยชน์แก่พวกญาติได้หรือ.
เพราะฉะนั้น แม้นางก็ยังเกี่ยวข้องอยู่ เหมือนเถาวัลย์พันที่เท้า จักกล่าวว่า
แม้ชีวิตของดิฉันก็สละได้เพื่อประโยชน์แก่พวกญาติ. บทว่า เตนหิ
ความว่า พวกเดียรถีย์กล่าวว่า เพราะเหตุที่เจ้ากล่าวว่า แม้ชีวิตของเรา
ก็สละได้เพื่อประโยชน์แก่พวกท่าน และเจ้าก็ตั้งอยู่ในปฐมวัย มีรูปงาม
เลอโฉม ฉะนั้น เจ้าพึงทำประการที่พระสมณโคดมจักเกิดความเสียชื่อเสียง
เพราะอาศัยเธอ ดังนี้แล้วจึงส่งไปด้วยคำว่า จงไปยังพระเชตวันเนือง ๆ.
ฝ่ายนางแลเป็นคนโง่ เป็นเหมือนประสงค์จะเล่นเชือกที่ร้อยดอกไม้ ที่
คลองแห่งฟันเลื่อย เหมือนจับงวงช้างดุตัวซับมัน และเหมือนยื่นหน้า
เข้าไปหาความตาย จึงรับคำของพวกเดียรถีย์ แล้วถือเอาดอกไม้ของหอม
เครื่องลูบไล้ หมากพลู และเครื่องอบหน้าเป็นต้น ในเวลาที่มหาชนฟัง
พระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วเข้าไปสู่พระนคร นางบ่ายหน้าไปยัง
พระเชตวัน และถูกถามว่า เธอจะไปไหน ? จึงตอบว่า ไปสำนักพระ-
สมณโคดม เพราะดิฉันอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดมนั้น
ดังนี้แล้ว จึงอยู่ในอารามของเดียรถีย์แห่งหนึ่ง พอเช้าตรู่ก็แวะเข้าทาง

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 457 (เล่ม 44)

พระเชตวัน มุ่งหน้ามาพระนคร และถูกถามว่า สุนทรีไปไหนมา จึงตอบ
ว่า ฉันอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดม ให้ท่านรื่นรมย์ยินดี
ด้วยกิเลสแล้วจึงมา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นางสุนทรีปริพาชิกา
รับคำของอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นว่า อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า
แล้วได้ไปยังเชตวันเนือง ๆ.
โดยล่วงไป ๒-๓ วัน พวกเดียรถีย์จึงให้ค่าจ้างแก่พวกนักเลงแล้ว
กล่าวว่า พวกท่านจงไปฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้ในระหว่างกองหยากเยื่อ
ไม่ไกลพระคันธกุฎีของพระสมณโคดมแล้ว จงมา. พวกนักเลงก็ได้ทำ
อย่างนั้น. ลำดับนั้น พวกเดียรถีย์ทำความวุ่นวายว่า ไม่เห็นนางสุนทรี
จึงกราบทูลแก่พระราชา พระราชาตรัสถามว่า พวกท่านสงสัยในที่ไหน
เล่า จึงกราบทูลว่า หลายวันมานี้ นางยังอยู่ในพระเชตวัน พวกข้า-
พระองค์ไม่ทราบเรื่องของนางในที่นั้น พระราชาตรัสอนุญาตว่า ถ้าอย่าง
นั้น พวกท่านจงไปค้นหานางที่พระเชตวันนั้น จึงพาพวกอุปัฏฐากของ
ตนไปยังพระเชตวัน ทำทีเหมือนค้นหาคุ้ยกองหยากเยื่อแล้ว ยกร่างของ
นางขึ้นสู่เตียงให้เข้าไปยังพระนคร แล้วกราบทูลแด่พระราชาว่า พวก
สาวกของพระสมณโคดมคิดจักปกปิดกรรมชั่วที่ศาสดาตัวทำ จึงพากัน
ฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้ระหว่างกองหยากเยื่อ. ฝ่ายพระราชาไม่ทันทรง
ใคร่ครวญจึงรับสั่งว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงเที่ยวไปยังพระนคร. พวก
เดียรถีย์เหล่านั้น เที่ยวกล่าวในถนนทั่วพระนครมีอาทิว่า ท่านทั้งหลาย
จงดูความชั่วของพวกสมณศากยบุตรเถิด แล้วก็ได้ไปยังประตูพระราช-
นิเวศน์อีก. พระราชารับสั่งให้ยกร่างของนางสุนทรีขึ้นสู่แม่แคร่ แล้วให้
รักษาไว้ในสุสานผีดิบ. ชาวเมืองสาวัตถีโดยมาก เว้นพระอริยสาวกเสีย

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 458 (เล่ม 44)

กล่าวคำมีอาทิว่า พวกท่านจงดูความชั่วของสมณศากยบุตรเถิด ดังนี้แล้ว
เที่ยวด่าพวกภิกษุทั้งในเมืองและนอกเมือง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เมื่อใดพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นรู้ว่า นางสุนทรที่มหาชนเห็น
กันมาก เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญึสุ แปลว่า รู้แล้ว. บทว่า โว
ทิฏฺฐา แปลว่า เห็นโดยพิเศษ อธิบายว่า นางไป ๆ มา ๆ ยังพระ-
เชตวัน ที่เห็นกันโดยพิเศษ คือเห็นกันมาก. บทว่า ปริกฺขากูเป ได้-
แก่ คูยาว. บทว่า ยา สา มหาราช สุนฺทรี ความว่า มหาบพิตร นาง-
สุนทรีปริพาชิกาที่ปรากฏ คือปรากฏชัดว่าสุนทรี เพราะเธอมีรูปงามใน
เมืองนี้. บทว่า สา โน น ทิสฺสติ ความว่า นางเป็นที่รักเหมือนดวงตา
และชีวิตของข้าพระองค์ บัดนี้ไม่ปรากฏ. บทว่า ยถานิกฺขิตฺตํ ความว่า
ตามที่ตนสั่งบังคับพวกบุรุษให้เก็บไว้ในภายในกองหยากเยื่อ. บาลีว่า
ยถานิขาตํ ตามที่ฝั่งไว้ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า มีประการที่ฝังไว้ในดิน.
บทว่า รถิยาย รถิยํ แปลว่า จากถนนนี้ไปยังถนนโน้น. ก็ตรอก
ที่ทะลุตลอด เรียกว่า รถิยํ. ตรอกสามแยก ชื่อว่า สิงฺฆาฏกํ. บทว่า
อลชฺชิโน แปลว่า ผู้ไม่ละอาย อธิบายว่า เว้นจากการรังเกียจบาป.
บทว่า ทุสฺสีลา แปลว่า ผู้ไม่มีศีล. บทว่า ปาปธมฺมา ได้แก่ มีสภาวะ
ลามก คือมีความประพฤติเลว. บทว่า มุสาวาทิโน ได้แก่ เป็นผู้ทุศีล
ชื่อว่าเป็นผู้พูดมุสา เพราะมักพูดแต่คำเหลาะแหละว่า เราเป็นผู้มีศีล.
บทว่า อพฺรหฺมจารโน ได้แก่ ชื่อว่าผู้ประพฤติไม่ประเสริฐ เพราะมักส้อง
เสพเมถุน. พวกเดียรถีย์กล่าวดูหมิ่นว่า พวกนี้แหละ. บทว่า ธมฺมจาริโน
ได้แก่ ผู้ประพฤติกุศลธรรม. บทว่า สมจาริโน ได้แก่ ประพฤติสม่ำ

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 459 (เล่ม 44)

เสมอในกายกรรมเป็นต้น. บทว่า กลฺยาณธมฺมา ได้แก่ ผู้มีสภาวะอัน
งดงาม. เชื่อมความว่า ชื่อว่าจักรู้เฉพาะ. ก็คำว่า ปฏิชานิสฺสนฺติ ใน
พระบาลีนี้เป็นคำบ่งถึงอนาคตกาล เพราะประกอบด้วยนามศัพท์. ความ
เป็นสมณะ ชื่อว่าสามัญญะ ได้แก่ความเป็นผู้สงบบาป. ความเป็นผู้มี
ธรรมอันประเสริฐ ชื่อว่าพรหมัญญะ ได้แก่ความเป็นผู้ลอยบาป. บทว่า
กุโต แปลว่า ด้วยเหตุอะไร. บทว่า อปคตา แปลว่า ไปปราศแล้ว คือ
พลัดตกแล้ว. ด้วยคำว่า ปุริสกิจฺจํ ท่านอาจารย์กล่าวหมายถึงการเสพเมถุน.
ลำดับนั้น พวกภิกษุกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระ-
ศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น แม้พวกเธอก็จงโต้ตอบ
มนุษย์เหล่านั้นด้วยคาถานี้ จึงตรัสคาถาว่า อภูตวาที เป็นต้น ซึ่งท่าน
หมายกล่าวไว้ว่า ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมาก ฯ ล ฯ มีกรรมอันเลว
เกิดเป็นมนุษย์ในภพหน้าเป็นต้น.
พระศาสดาทรงทราบความสำเร็จแห่งความเสื่อมยศนั้น ด้วยพระ-
สัพพัญญุตญาณ เมื่อจะทรงปลอบโยนภิกษุทั้งหลาย จึงตรัสคำนี้ในพระ-
บาลีนั้นว่า ภิกษุทั้งหลาย เสียงนี้ จักมีไม่นาน.
ในคาถา มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- บทว่า อภูตวาที ได้แก่ ไม่เห็น
โทษของผู้อื่นเลย พูดมุสาวาท กล่าวต่อผู้อื่นด้วยคำอันไม่เป็นจริง คือ
ไม่แท้. บทว่า โย วาปิ กตฺวา ความว่า ก็หรือว่าผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว
พูดว่า เราไม่ได้ทำกรรมชั่วนี้. บทว่า เปจฺจ สมา ภวนฺติ ความว่า ชน
ทั้งสองพวกนั้น จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก เป็นผู้มีคติเสมอกันด้วยการเข้าถึง
นรก. จริงอยู่ คติของชนเหล่านั้นแหละยังกำหนดไว้ แต่อายุกำหนดไม่
ได้. เพราะว่าบุคคลทำกรรมชั่วไว้มาก ไหม้ในนรกสิ้นกาลนาน ทำ

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 460 (เล่ม 44)

กรรมชั่วไว้น้อย ก็ไหม้เพียงเวลาเล็กน้อยเท่านั้น. ก็เพราะชนทั้งสองมี
กรรมอันลามกนั้นแล ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถ
เป็นต้น. ก็บทว่า ปรตฺถ นี้ เชื่อมกับบทว่า เปจฺจ ข้างหน้า อธิบายว่า
คนเป็นผู้มีกรรมอันลามกเหล่านั้น จะไปในโลกหน้า คือไปจากโลกนี้
เป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า. บทว่า ปริยาปุณิตฺวา แปลว่า เรียนแล้ว.
บทว่า อการกา แปลว่า ผู้ไม่กระทำความผิด. บทว่า นยิเมหิ กตํ
ความว่า ได้ยินว่า พวกมนุษย์เหล่านั้น ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พระ-
สมณศากยบุตรเหล่านี้ ไม่ได้ทำกรรมชั่ว ตามที่พวกอัญญเดียรถีย์เที่ยว
โฆษณาไปทั่วพระนครแน่แท้ เพราะอัญญเดียรถีย์พวกนี้ แม้กล่าวตู่ด้วย
ผรุสวาจาอันมิใช่ของสัตบุรุษอย่างนี้ ก็ไม่แสดงอาการอันแปลกอะไร ๆ
ทั้งไม่ละขันติและโสรัจจะ เป็นแตกล่าวสาปตามธรรมอย่างเดียวเท่านั้นว่า
ผู้กล่าวคำไม่เป็นจริงย่อมตกนรก สมณศากยบุตรเหล่านี้ กล่าวสาปพวก
เราผู้ไม่ใคร่ครวญแล้ว กล่าวตู่ พูดเหมือนให้การสาปแช่ง. อีกอย่างหนึ่ง
พูดสาปว่า แม้หรือว่าผู้ใดทำ แต่กล่าวว่าไม่ทำ อธิบายว่า สมณะเหล่านี้
กระทำสบถแก่พวกเราเพื่อให้รู้ว่าตนไม่ได้ทำ. ก็ความยินดี หยั่งลงด้วย
พุทธานุภาพในลำดับพร้อมด้วยการฟัง พระคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสแก่พวกมนุษย์เหล่านั้น. ความสังเวชเกิดขึ้นแล้วว่า เรื่องนี้พวกเรา
มิได้เห็นโดยประจักษ์ ธรรมดาเรื่องที่ได้ยินแล้ว ย่อมเป็นอย่างนั้นบ้าง
ย่อมเป็นอย่างอื่นบ้าง จริงอยู่ อัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ปรารถนาสิ่งที่ไม่
เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พระสมณเหล่านี้ เพราะ-
ฉะนั้น พวกเราไม่พึงพูดเรื่องนี้โดยเชื่อพวกเขา เพราะว่าพระสมณะทั้ง-
หลายรู้ได้ยาก. จำเดิมแต่นั้น พวกมนุษย์ก็งดเว้นจากการโพนทะนานั้นเสีย.

460