ทุกข์ไม่ปรากฏในภายในสมาบัติเหมือนยังเป็นต้น ปรากฏแก่ผู้หลับ ปรากฏ
หน่อยหนึ่งแก่ผู้ตื่นขึ้น เพราะเนื่องด้วยกาย. เมื่อท่านพระมหาโมค-
คัลลานะ. เกิดความคิดอัศรรย์ขึ้นว่า ขึ้นชื่อว่า ความวิการ ย่อมไม่มี
แม้ในร่างกายที่ถูกยักษ์มีกำลังมากประหารเอาด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดเช่นนั้น
ประกาศความที่ท่านพระธรรมเสนาบดี มีอานุภาพมาก โดยนัยมีอาทิว่า
น่าอัศจรรย์นะ สารีบุตร. ฝ่ายพระธรรมเสนาบดีก็แสดงความที่ตนละได้
เด็ดขาดซึ่งมลทินมีริษยาตระหนี่และอหังการเป็นต้น โดยการประกาศว่า
ตนมีอิทธานุภาพมาก แก่พระมหาโมคคัลลานะนั้น โดยนัยมีอาทิว่า
น่าอัศจรรย์นะ โมคคัลลานะ. บทว่า ปํสุปิสาจกมฺปิ น ปสฺสาม ความว่า
พวกเรามองไม่เห็นแม้ซึ่งขุททกเปรตผู้เทียวไปตามสถานที่มีกองหยากเยื่อ
เป็นต้น. ดังนั้น พระมหาเถระ ผู้เป็นยอดแห่งผู้ปรารถนามรรคผล
จึงไฟกล่าวหมายถึงความไม่เห็นเปรตเหล่านั้น เพราะไม่ได้คำนึงถึงใน
กาลนั้น. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าว่า เอตรหิ ในบัดนี้. ก็
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน ได้สดับการเจรจาปราศรัย
นี้ ของพระอัครสาวกทั้งสอง ด้วยทิพยโสตญาณ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า อสฺโสสิ โข ภควา ดังนี้เป็นต้น. คำนั้น มีอรรถดังที่กล่าว
ไว้แล้วนั่นแล.
บทว่า เอตมตฺถ วิทิตฺวา ได้แก่ ทรงทราบความที่ท่านพระ-
สารีบุตรผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งสมาบัติ มีอิทธานุภาพมากนี้. บทว่า
อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ แสดงถึงการที่พระสารีบุตรนั้น
นั่นแล ถึงความเป็นผู้คงที่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส เสลูปมํ จิตฺตํ ิตํ นานุป-
กมฺปติ ความว่า จิตของพระขีณาสพใด อุปมาด้วยภูเขาอันล้วนแล้ว