พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 421 (เล่ม 44)

ข่าวว่า พระศาสดาเสด็จจาริกชนบทไปจากนี้ จึงหรรษาร่าเริงรีบไปเฝ้า
พระศาสดา ถวายบังคม อันพระศาสดาทรงกระทำปฏิสันถาร แล้วนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เธอ. เธอ
ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ถวายข้าวปายาส
๗ วัน. ในวันที่ ๗ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำอนุโมทนาแล้วเสด็จ
หลีกไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจง
นายโคบาลนั้น ผู้นั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล ด้วยธรรมีกถา ฯ ล ฯ
เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺทสฺเสสิ ความว่า พระองค์เมื่อทรง
แสดงธรรมมีกุศลเป็นต้น วิบากของกรรม โลกนี้โลกหน้า โดยประจักษ์
ในนัยมีอาทิว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ในเวลา
จบอนุบุพพิกถา จึงทรงชี้แจงอริยสัจ ๔. บทว่า สมาทเปสิ ความว่า
ให้เธอยึดเอาธรรมมีศีลเป็นต้นโดยชอบ คือให้เธอตั้งอยู่ในธรรมมีศีล
เป็นต้นนั้น โดยนัยมีอาทิว่า เพื่อบรรลุสัจจะ เธอให้ธรรมเหล่านี้เกิด
ขึ้นในตน. บทว่า สมุตฺเตเชสิ ความว่า ทรงให้ธรรมเหล่านั้นที่สมาทาน
แล้วอบรมโดยลำดับ อันเป็นส่วนแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้ มีความเข้มแข็ง
และสละสลวย ให้อาจหาญโดยชอบ คือให้รุ่งเรืองโดยชอบทีเดียว โดย
ประการที่จะนำมาซึ่งอริยมรรคโดยพลัน. บทว่า สมฺปหํเสสิ ความว่า
ทรงให้ร่าเริงด้วยดี โดยทำจิตให้ผ่องแผ้ว ด้วยการแสดงภาวะแห่งภาวนา
มีคุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย. อีกอย่างหนึ่ง ในข้อนี้ พึงทราบ
การชี้แจงด้วยบรรเทาสัมโมหะ ในธรรมที่มีโทษและหาโทษมิได้ และใน
สัจจะมีทุกขสัจเป็นต้น การให้สมาทานด้วยการบรรเทาความประมาทใน

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 422 (เล่ม 44)

สัมมาปฏิบัติ การให้อาจหาญด้วยการบรรเทาการถึงความคร้านแห่งจิต
และความร่าเริงด้วยการสำเร็จสัมมาปฏิบัติ. ด้วยอาการอย่างนี้ เธอจึง
ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยสามุกกังสิกธรรมเทศนาของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. บทว่า อธิวาเสสิ ความว่า พระองค์ผู้อันนายโคบาลนั้น ผู้มี
สัจจะอันเห็นแล้วทูลนิมนต์โดยนัยมีอาทิว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับ
นิมนต์ของข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า ไม่ทรงทำองค์คือกายและวาจาให้
ไหว ทรงรับ คือยินดีด้วยพระทัยนั่นเอง. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึง
กล่าวว่า ตุณฺหีภาเวน.
บทว่า อปฺโปทกปายาสํ แปลว่า ข้าวปายาสมีน้ำน้อย. บทว่า
ปฏิยาหาเปตฺวา แปลว่า จัดแจง คือตระเตรียม. บทว่า นวญฺจ สปฺปึ
ได้แก่ เอาเนยข้นมาปรุงให้เหลว และให้เป็นเนยใสในขณะนั้นนั่นเอง.
บทว่า สหตฺถา ความว่า เกิดความเอื้อเฟื้อ อังคาสด้วยมือของตนเอง.
บทว่า สนฺตปฺเปสิ ความว่า ให้เสวยโภชนะที่จัดแจงไว้. บทว่า สมฺป-
วาเรสิ ได้แก่ ทรงห้ามด้วยพระวาจาว่า พอละ พอละ. บทว่า ภุตฺตาวึ
ได้แก่ กิจคือการเสวยพระกระยาหาร. บทว่า โอนีตปตฺตปาณึ ได้แก่
ละพระหัตถ์จากบาตร. ปาฐะว่า โธตปตฺตปาณึ ดังนี้ก็มี. ความว่า ล้าง
พระหัตถ์ในบาตร. บทว่า นีจํ แปลว่า ไม่สูง. การถือเอาอาสนะ (ที่ไม่
สูง) แล้วนั่งบนอาสนะนั้นแหละ เป็นจารีตของผู้อยู่ในอารยประเทศ
ก็เธอนั่งในที่ใกล้อาสนะอันทำด้วยแผ่นกระดาน ที่จัดไว้โดยเป็นอุปจาร
ในสำนักพระศาสดา. บทว่า ธมฺมิยา กถาย เป็นต้น ตรัสหมายเอา
อนุโมทนาที่ทรงกระทำในวันที่ ๗. ได้ยินว่า เธอนิมนต์พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า และภิกษุอยู่ในที่นั้นตลอด ๗ วัน แล้วบำเพ็ญมหาทาน. ก็ใน

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 423 (เล่ม 44)

วันที่ ๗ ได้ถวายมธุปายาสมีน้ำน้อย. พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนา
แล้วเสด็จหลีกไปเลย เพราะเธอไม่มีญาณแก่กล้าเพื่อมรรคชั้นสูงใน
อัตภาพนั้น.
บทว่า สีมนฺตริกาย ได้แก่ ในระหว่างแดน คือในระหว่างบ้าน
นั้น. ได้ยินว่า พวกชาวบ้านอาศัยสระแห่งหนึ่ง ได้ทำการทะเลาะกับเธอ.
เธอข่มพวกชาวบ้านนั้นแล้วยึดเอาสระนั้น. เพราะเหตุนั้น ชายคนหนึ่ง
จึงผูกอาฆาต ใช้ลูกศรยิงฆ่าเธอ ผู้ถือบาตรของพระศาสดาตามส่งไปไกล
เมื่อพระองค์ตรัสว่า กลับเถอะ อุบาสก เธอจึงถวายบังคมพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้ากระทำประทักษิณ และกระทำอัญชลีภิกษุสงฆ์ แล้วประคองอัญ-
ชลีอันรุ่งโรจน์ด้วยทสนขสโมธาน จนกระทั่งลับสายตา แล้วกลับไปแต่
ผู้เดียวในอรัญประเทศในระหว่างบ้านทั้งสอง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
อจีรปกฺกนฺตสฺส ฯ เป ฯ โวโรเปสิ ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลายผู้ล่าช้าด้วยกรณียกิจบางอย่างไปทีหลัง เห็นนายโคบาล
ตายเช่นนั้น จึงกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งท่านหมาย
กล่าวไว้ว่า อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบเนื้อความนี้ว่า เพราะ
เหตุที่บุรุษผู้ฆ่านันทะ อริยสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ ขวนขวายแต่อนันตริย-
กรรมซึ่งมิใช่บุญมากมาย ฉะนั้น จิตที่ตั้งไว้ผิดของสัตว์เหล่านี้ ย่อม
กระทำกรรมอันร้ายแรงกว่ากรรมที่โจรกับคนผู้มีเวรพึงทำแก่กัน ดังนี้
แล้วจึงทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงเนื้อความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิโส ทิสํ ความว่า โจรโจกเห็นโจร
โจก คือโจรเห็นโจร. บาลีที่เหลือว่า ทิสฺวา พึงนำมาเชื่อมเข้า. บทว่า

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 424 (เล่ม 44)

ยนฺตํ กยิรา ได้แก่ พึงกระทำความวอดวายให้แก่โจรหรือคนผู้มีเวรนั้น.
แม้ในบทที่ ๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน . ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า โจร
ผู้มักประทุษร้ายมิตรคนหนึ่ง ผิดในวิญญาณก็ทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์
มีบุตร ภรรยา นา สวน โค และกระบือเป็นต้นของโจรคนหนึ่ง ตนผิด
ต่อโจรใด เห็นโจรแม้นั้นผิดในคนเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ ก็หรือว่า
คนมีเวรเห็นคนมีเวรผู้ผูกเวรด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง พึงกระทำความ
วอดวายให้แก่ผู้มีเวรนั้น หรือพึงเบียดเบียนบุตรและภรรยา ก็หรือว่าพึง
ปลงเขาเสียจากชีวิต เพราะความที่ตนเป็นคนหยาบช้าทารุณ จิตที่ชื่อว่า
ตั้งไว้ผิด เพราะตั้งไว้ผิดในอกุศลกรรมบถ ๑๐ พึงทำเขาให้เลวกว่านั้น
คือพึงทำบุรุษนั้นให้เลวกว่านั้น. ความจริง โจรโจกหรือคนมีเวรมีประการ
ดังกล่าวแล้ว พึงทำทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่โจรโจกหรือคนมีเวร หรือทำโจร-
โจกหรือคนมีเวรให้สิ้นชีวิตในอัตภาพนี้เท่านั้น ส่วนจิตที่ตั้งไว้ผิดใน
อกุศลกรรมบถ ๑๐ นี้ ย่อมทำเขาให้ถึงความวอดวายในปัจจุบันนี้นั่นแหละ
ย่อมซัดไปในอบาย ๔ ไม่ให้เขาเงยศีรษะขึ้นได้ แม้ในแสนอัตภาพ.
จบอรรถกถาโคปาลสูตรที่ ๓
๔. ชุณหสูตร
ว่าด้วยยักษ์ประหารศีรษะพระสารีบุตร
[๙๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลัน-
ทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรและ
ท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ที่กโปตกันทราวิหาร ก็สมัยนั้น ท่านพระ-

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 425 (เล่ม 44)

สารีบุตรมีผมอันปลงแล้วใหม่ ๆ นั่งเข้าสมาธิอย่างหนึ่งอยู่กลางแจ้งในคืน
เดือนหงาย.
[๙๔] ก็สมัยนั้น ยักษ์สองสหายออกจากทิศอุดรไปยังทิศทักษิณ
ด้วยกรณียกิจบางอย่าง ได้เห็นท่านพระสารีบุตรมีผมอันปลงแล้วใหม่ ๆ
นั่งอยู่กลางแจ้งในคืนเดือนหงาย ครั้นแล้วยักษ์ตนหนึ่งได้กล่าวกะยักษ์
ผู้เป็นสหายว่า ดูก่อนสหาย เราจะประหารที่ศีรษะแห่งสมณะนี้ เมื่อยักษ์
นั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ยักษ์ผู้เป็นสหายได้กล่าวกะยักษ์นั้นว่า ดูก่อนสหาย
อย่าเลย ท่านอย่าประหารสมณะเลย ดูก่อนสหาย สมณะนั้นมีคุณยิ่ง
มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แม้ครั้งที่ ๒. . . แม้ครั้งที่ ๓ ยักษ์นั้นก็ได้
กล่าวกะยักษ์ผู้เป็นสหายว่า ดูก่อนสหาย เราจะประหารที่ศีรษะแห่งสมณะ
นี้ แม้ครั้งที่ ๓ ยักษ์ผู้เป็นสหายก็ได้กล่าวกะยักษ์นั้นว่า ดูก่อนสหาย อย่า
เลย ท่านอย่าประหารสมณะเลย ดูก่อนสหาย สมณะนั้นมีคุณยิ่ง มีฤทธิ์
มาก มีอานุภาพมาก ลำดับนั้นแล ยักษ์นั้นไม่เชื่อยักษ์ผู้เป็นสหาย ได้
ประหารศีรษะแห่งท่านพระสารีบุตรเถระ ยักษ์นั้นพึงยังพญาช้างสูงตั้ง ๗
ศอก หรือ ๘ ศอกให้จมลงไปก็ได้ หรือพึงทำลายยอดภูเขาใหญ่ก็ได้
ด้วยการประหารนั้น ก็แลยักษ์นั้นกล่าวว่า เราย่อมเร่าร้อน แล้วได้ตกลง
ไปสู่นรกใหญ่ในที่นั้นเอง.
[๙๕] ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้เห็นยักษ์นั้นประหารที่ศีรษะ
แห่งท่านพระสารีบุตร ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของ
มนุษย์ แล้วเข้าไปหาท่านพระสารีบุตร ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตร
ว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านพึงอดทนได้หรือ พึงยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ
ทุกข์อะไร ๆ ไม่มีหรือ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูก่อนอาวุโสโมคคัล-

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 426 (เล่ม 44)

ลานะ ผมพึงอดทนได้ พึงยังอัตภาพให้เป็นไปได้ แต่บนศีรษะของผม
มีทุกข์หน่อยหนึ่ง.
ม. ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี ท่านพระสารีบุตร
มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ยักษ์ตนหนึ่งได้ประหารศีรษะของท่านในที่นี้
การประหารเป็นการประหารใหญ่เพียงนั้น ยักษ์นั้นพึงยังพญาช้างสูงตั้ง ๗
ศอก ๘ ศอกให้จมลงไปก็ได้ หรือพึงทำลายยอดภูเขาใหญ่ก็ได้ ด้วยการ
ประหารนั้น ก็แล ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนอาวุโส
โมคคัลลานะ ผมพึงอดทนได้ พึงยังอัตภาพให้เป็นไปได้ แต่บนศีรษะ
ของผมมีทุกข์หน่อยหนึ่ง.
สา. ดูก่อนอาวุโสโมคคัลลานะ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี ท่านมหา-
โมคคัลลานะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ที่เห็นยักษ์ ส่วนผมไม่เห็นแม้
ซึ่งปิศาจผู้เล่นฝุ่นในบัดนี้.
[๙๖] พระ.ผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับการเจรจาปราศรัยเห็นปานนี้
แห่งท่านมหานาคทั้งสองนั้น ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์บริสุทธิ์ล่วงโสต-
ธาตุของมนุษย์ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว
จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
จิตของผู้ใดเปรียบด้วยภูเขาหิน ตั้งมั่น ไม่หวั่น-
ไหว ไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
ไม่โกรธเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการโกรธเคือง
จิตของผู้ใดอบรมแล้วอย่างนี้ ทุกข์จักถึงผู้นั้นแต่ที่
ไหน.
จบชุณหสูตรที่ ๔

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 427 (เล่ม 44)

อรรถกถาชุณหสูตร
ชุณหสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กโปตกนฺทรายํ ได้แก่ ในวิหารมีชื่ออย่างนั้น. ได้ยินว่า
เมื่อก่อนนกพิราบเป็นอันมากอยู่ในซอกเขานั้น. ด้วยเหตุนั้น ซอกเขานั้น
จึงเรียกกันว่า กโปตกันทรา. ภายหลังถึงเขาสร้างวิหารไว้ในที่นั้น ก็ยัง
ปรากฏว่า กโปตกันทรา อยู่นั่นเอง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กโป-
ตกนฺทรายนฺติ เอวํนามเก วิหาเร.
บทว่า ชุณฺหาย รตฺติยา ได้แก่ ในราตรีศุกลปักษ์. บทว่า นโว-
โรปิเตหิ เกเสหิ ได้แก่ มีผมที่ปลงไม่นาน ก็คำว่า เกเสหิ นี้ เป็น
ตติยาวิภัตติ ใช้ในลักษณะอิตถัมภูต. บทว่า อพฺโภกาเส ได้แก่ ที่เนิน
กลางแจ้งที่ไม่มีเครื่องมุงหรือเครื่องบัง. ในพระเถระเหล่านั้น ท่านพระ-
สารีบุตรมีวรรณดุจทองคำ ท่านมหาโมคคัลลานะมีวรรณดังดอกอุบลเขียว
ก็พระมหาเถระทั้งสององค์นั้นเป็นชาติพราหมณ์โดยเฉพาะ สมบูรณ์ด้วย
อภินิหาร สิ้นหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป บรรลุปฏิสัมภิทา ๖ เป็นพระ-
ขีณาสพผู้ใหญ่ ได้สมาบัติทุกอย่าง ถึงที่สุดสาวกบารมีญาณ ๖๗ ประการ
ทำกโปตกันทราวิหารแห่งเดียวกันให้สว่างไสวไพโรจน์ เหมือนสีหะ ๒ ตัว
อยู่ถ้ำทองแห่งเดียวกัน เหมือนเสือโคร่ง ๒ ตัว หยั่งลงสู่พื้นที่เหยียดกาย
แห่งเดียวกัน เหมือนพญาช้างฉัททันต์ ๒ เชือก เข้าป่าสาลวันซึ่งมีดอก
บานสะพรั่งแห่งเดียวกัน เหมือนพญาครุฑ ๒ ตัวอยู่ป่าฉิมพลีแห่งเดียว
กัน เหมือนท้าวเวสวัณ ๒ องค์ ขึ้นยานสำหรับพาคนไปยานเดียวกัน
เหมือนท้าวสักกะ ๒ องค์ ประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลิศิลาอาสน์เดียวกัน
เหมือนท้าวมหาพรหม ๒ องค์ อยู่ในวิมานเดียวกัน เหมือนดวงจันทร์ ๒

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 428 (เล่ม 44)

ดวง และพระอาทิตย์ ๒ ดวง อยู่ในท้องฟ้าเดียวกันฉะนั้น. ในท่าน
เหล่านั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้นั่งนิ่ง ฝ่ายท่านพระสารีบุตรเข้า
สมาบัติ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อญฺญตรํ สมาธึ สมาปชฺชิตฺวา
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญตรํ สมาธึ ได้แก่ อุเบกขา
พรหมวิหารสมาบัติ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ-
ฝ่ายอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ผลสมาบัติอันมีอรูปฌานเป็นบาท. จริง
อยู่ สมาบัติทั้ง ๓ นี้แหละเป็นสมาบัติที่สามารถรักษากาย. ในสาบัติ
เหล่านั้น การเกิดโดยปริยายแห่งสมาธิของนิโรธสมาบัติ ได้กล่าวไว้ใน
หนหลังแล้วแล. แต่อาจารย์ทั้งหลายพรรณนาสมาบัติครั้งสุดท้ายเท่านั้น.
บทว่า อุตฺตราย ทิสาย ทกฺขิณพิสํ คจฺฉนฺติ ความว่า ไปสู่สมาคม
ยักษ์ในอุดรทิศ แล้วไปทักษิณทิศเพื่อไปยังภพของตน. บทว่า ปฏิภาติ
มํ ได้แก่ จิตของเราปรากฏ. จริงอยู่ บทว่า มํ เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้
ในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ เพราะประกอบด้วยปฏิศัพท์ ความว่า จิตของเรา
เกิดขึ้นเพื่อจะตีศีรษะพระเถระนี้. ได้ยินว่า ยักษ์นั้นผูกอาฆาตพระเถระ
มาแต่ชาติก่อน เพราะเหตุนั้น พอเห็นพระเถระเขาจึงมีจิตคิดประทุษร้าย
อย่างนั้น. ฝ่ายยักษ์ผู้สหายเป็นผู้มีปัญญา เพราะฉะนั้น เมื่อจะห้ามยักษ์
นั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อย่าเลย สหาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา อาสาเทสิ ได้แก่ อย่าพยายาม
อธิบายว่า จงอย่าประหาร. บทว่า อุฬาโร ความว่า ประกอบด้วยคุณมี
ศีลเป็นต้นอันยิ่ง คือสูงสุด. บทว่า อนาทิยิตฺวา ความว่า ไม่กระทำ
ความเอื้อเฟื้อ คือไม่เชื่อถือคำของยักษ์ผู้เป็นสหายนั้น. ก็เพราะเหตุที่

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 429 (เล่ม 44)

ยักษ์ไม่เชื่อคำของยักษ์ผู้สหายนั้น จึงชื่อว่าไม่เอื้อเฟื้อยักษ์นั้น ฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า ตํ ยกฺขํ อนาทิยิตฺวา. บทว่า สีเส ปหารํ อทาสิ ความว่า
ทำความอุตสาหะให้เกิดด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด ยืนอยู่บนอากาศนั่นแหละ
โขกที่ศีรษะ อธิบายว่า เอากำปั้นตีศีรษะ. บทว่า ตาว มหา ความว่า
ได้ประหารอย่างหนักปานนั้นด้วยเรี่ยวแรงอย่างมากมาย. บทว่า เตน
ปหาเรน ได้แก่ ด้วยการประหารนั้นอันเป็นตัวเหตุ. บทว่า สตฺตรตนํ
ได้แก่ ๗ ศอกโดยศอกของบุรุษปานกลาง. บทว่า โส ได้แก่ ยักษ์.
บทว่า นาคํ ได้แก่ พญาช้าง. บทว่า โอสาเทยฺย ได้แก่ พึงให้
จมลง คือพึงให้ดิ่งลงในแผ่นดิน. ปาฐะว่า โอสาเรยฺย พึงให้ประชุม
ลง ดังนี้ก็มี อธิบายว่า พึงกระทำให้แหลกละเอียด. บทว่า อฑฺฒฏฺฐมรตนํ
ความว่า เป็นที่เต็มแห่งวัตถุ ๘ ด้วยทั้งกึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่ ๘
ทั้งกิ่ง, ศอกที่ ๘ ทั้งกึ่งเป็นขนาดของช้างนั้น เหตุนั้น ช้างนั้นมีขนาด
๗ ศอกกิ่ง ซึ่งช้างนั้นมีขนาด ๘ ศอกกึ่ง. บทว่า มหนฺตํ ปพฺพตกูฏํ
ได้แก่ ยอดเขาอันกว้างขวางประมาณเท่ายอดเขาไกรลาศ. บทว่า ปทา-
เลยฺย ได้แก่ พึงทำลายโดยอาการให้เป็นสะเก็ด เชื่อมความว่า ให้จม
ลงไปบ้าง ให้ทลายไปบ้าง.
ก็ในขณะนั้นนั่นเอง ความเร่าร้อนใหญ่เกิดขึ้นในร่างของยักษ์นั้น.
ยักษ์นั้นอาดูรด้วยเวทนา เมื่อไม่อาจจะดำรงอยู่ในอากาศได้ จึงตกลงที่
พื้นดิน. ในขณะนั้นนั่นเองมหาปฐพีหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ รองรับขุนเขา
สิเนรุซึ่งสูง ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ ประหนึ่งไม่อาจจะรองรับสัตว์ชั่วนั้นได้
จึงได้เปิดช่องให้. เปลวไฟพลุ่งขึ้นจากอเวจีมหานรก จักยักษ์นั้นซึ่ง
กำลังคร่ำครวญอยู่นั่นแล. ยักษ์นั้นกำลังคร่ำครวญบ่นเพ้อตกไป. ด้วย

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 430 (เล่ม 44)

เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล ยักษ์นั้นจึงกล่าวว่า ร้อน ร้อน
แล้วได้จมลงในมหานรกนั้นนั่นเอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวฏฺฐาสิ แปลว่า ได้ตกไปแล้ว. ถามว่า
ก็ยักษ์นั้นตกนรก ด้วยทั้งอัตภาพยักษ์นั่นแหละหรือ ? ตอบว่า ไม่ตก.
ก็ในที่นี้ เพราะพลังแห่งบาปกรรมซึ่งอำนวยผลในปัจจุบัน ยักษ์จึงเสวย
ทุกข์มหันต์ในอัตภาพเป็นยักษ์. อนึ่ง เพราะอุปปัชชเวทนียกรรมอันเป็น
อนันตริยกรรม ยักษ์จึงเกิดในนรกถัดจากจุติ แต่ร่างกายของพระเถระ
ที่ถูกพลังแห่งสมาบัติสนับสนุน จึงไม่มีวิการอะไรเลย. ความจริง ยักษ์
ประหารท่าน ในเวลาที่ท่านยังไม่ออกจากสมาบัติ. ท่านพระมหาโมคคัล-
ลานะเห็นยักษ์นั้น ประหารอยู่อย่างนั้น ด้วยทิพยจักษุ จึงเข้าไปหา
พระธรรมเสนาบดี. และพร้อมกับเวลาที่เข้าไปหานั่นแหละ พระธรรม-
เสนาบดีก็ออกจากสมาบัติ. ในลำดับนั้น พระมหาโมคคัลลานะ จึงถาม
ถึงความดูแคลนนั้นกะท่านพระธรรมเสนาบดี. ฝ่ายพระธรรมเสนาบดี
ก็ได้พยากรณ์แก่ท่าน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว่า ท่านพระมหา-
โมคคัลลานะได้เห็นแล้วแล ฯ ล ฯ ก็แต่ว่าศีรษะของผมมีทุกข์นิด
หน่อย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โถกํ ทุกฺขํ ความว่า ศีรษะของผม
เป็นทุกข์ คือได้รับความทุกข์นิดหน่อย คือมีประมาณน้อยนิดคล้าย
หยดเทียน จริงอยู่ ศีรษะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ท่านเรียกว่า มีทุกข์
บาลีว่า สีเส โถกํ ทุกฺขํ เป็นทุกข์นิดหน่อยที่ศีรษะ ดังนี้ก็มี. ถามว่า
ก็เมื่อสรีระถูกพลังแห่งสมาบัติสนับสนุน ศีรษะของพระเถระเป็นทุกข์
น้อยหนึ่งอย่างไร ? ตอบว่า เพราะท่านออกจากสมาบัติไม่นานเลย. จริงอยู่

430