พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 411 (เล่ม 44)

ย่อมบรรลุพระปรินิพพานอันหาปัจจัยมิได้ ในปัจจุบันนี้เอง คือในอัต-
ภาพนี้เอง. ในที่นี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้ แต่เมื่อว่าโดยพิสดารนัยแห่ง
ภาวนาอันว่าด้วยอสุภกรรมฐานเป็นต้น ผู้ต้องการพึงตรวจดูโดยนัยที่กล่าว
ไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.
บทว่า เอตมตฺถํ วิหิตฺวา ความว่า ทรงทราบเนื้อความนี้ กล่าวคือ
การที่ท่านพระเมฆิยะถูกพวกโจรคือมิจฉาวิตกปล้นภัณฑะคือกุศล. บทว่า
อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงโทษในการไม่บรรเทา
กามวิตกเป็นต้น และอานิสงส์ในการบรรเทากามวิตกเป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขุทฺทา ได้แก่ เลว คือลามก. บทว่า
วิตกฺกา ได้แก่ บาปวิตก (อกุศลวิตก) ๓ มีกามวิตกเป็นต้น. ก็อกุศล-
วิตกเหล่านั้น ท่านเรียกขุททะในที่นี้ เพราะถูกวิตกทั้งปวงทำให้เลว
เหมือนในประโยคมีอาทิว่า ไม่พึงประพฤติเลว. บทว่า สุขุมา ท่าน
ประสงค์เอาความตรึกถึงญาติเป็นต้น. ก็วิตกเหล่านี้ คือความตรึกถึงญาติ
ตรึกถึงชนบท ตรึกถึงเทวดา ความตรึกที่เกี่ยวกับความเอ็นดูผู้อื่น ความ
ตรึกที่เกี่ยวด้วยลาภสักการะ และชื่อเสียง ความตรึกที่เกี่ยวกับความไม่
ดูหมิ่น ย่อมไม่ร้ายแรงเหมือนกามวิตกเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
สุขุมละเอียด เพราะมีสภาวะไม่หยาบ. บทว่า อนุคตา ได้เเก่ อนุวรรตน์
ไปตามจิต. จริงอยู่ เมื่อวิตกเกิดขึ้น จิตก็ไปตามวิตกนั้นแล เพราะยก
วิตกนั้นขึ้นสู่อารมณ์. บาลีว่า อนุคฺคตา ดังนี้ก็มี ความว่า อนุฏฺฐิตา
ไม่ตั้งมั่น. บทว่า มนโส อุพฺพิลาปา แปลว่า ทำจิตให้ฟุ้งซ่าน. บทว่า
เอเต อวิทฺวา มนโส วิตกฺเก ความว่า ไม่รู้ตามความเป็นจริงซึ่งมโนวิตก
มีกามวิตกเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยญาตปริญญา ตีรณปริญญา และปหาน-

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 412 (เล่ม 44)

ปริญญา. โดยสลัดออกจากโทษคือความยินดี. บทว่า หุรา หุรํ ธาวติ
ภนฺติจิตฺโต ความว่า ชื่อว่ามีจิตไม่ตั้งมั่น เพราะยังละมิจฉาวิตกไม่ได้
จึงแล่นไป คือหมุนไป ๆ มา ๆ ด้วยอำนาจความยินดีเป็นต้นในอารมณ์
นั้น ๆ โดยนัยมีอาทิว่า บางคราวในรูปารมณ์ บางคราวในสัททารมณ์
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า หุรา หุรํ ธาวติ ภนฺตจิตฺโต ความว่า มีจิตหมุน
ไปด้วยอำนาจอวิชชาและตัณหาอันมีวิตกนั้นเป็นเหตุ เพราะยังกำหนด
วิตกไม่ได้ จึงแล่นไป คือท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ โดยจุติและปฏิสนธิ จาก
โลกนี้สู่โลกหน้า. บทว่า เอเต จ วิทฺรา มนโส วิตกฺเก ความว่า แต่
รู้ตามความเป็นจริงโดยความยินดีเป็นต้น ซึ่งมโนวิตกมีกามวิตกเป็นต้นมี
ประเภทตามที่กล่าวแล้วนั้น. บทว่า อาตาปิโย แปลว่า มีความเพียร.
บทว่า สํวรติ แปลว่า ย่อมปิด. บทว่า สติมา แปลว่า สมบูรณ์ด้วย
สติ. บทว่า อนุคฺคเต ได้แก่ ไม่เกิดขึ้นโดยอำนาจการได้ด้วยยาก. ท่าน
กล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า รู้มโนวิตกมีกามวิตกเป็นต้นมีประการดังกล่าวแล้ว
นั้น ว่าเป็นความฟุ้งซ่านแห่งใจ เพราะเป็นเหตุทำจิตให้ฟุ้งซ่าน คือ
รู้โดยชอบทีเดียวด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ ชื่อว่าผู้มี
ความเพียร มีสติ เพราะมีสัมมาวายามะและสัมมาสติ ซึ่งมีมรรคปัญญานั้น
เป็นสหาย ปิดมโนวิตกเหล่านั้นที่ควรจะเกิดต่อไป ไม่ให้เกิดคือไม่ให้
ผุดขึ้นเลยในขณะมรรค ด้วยอริยมรรคภาวนา คือปิดกั้นด้วยญาณสังวร
ได้แก่ตัดความปรากฏ (ของวิตกเหล่านั้น) ก็พระอริยสาวกผู้เป็นอย่างนั้น
ชื่อว่าพุทธะ เพราะรู้สัจจะทั้ง ๔ ละขาด คือตัดขาดกามวิตกเป็นต้น
เหล่านั้นโดยไม่เหลือ คือไม่มีส่วนเหลือ เหตุบรรลุพระอรหัต. แม้ในบท

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 413 (เล่ม 44)

นี้ อาจารย์บางพวกล่าวว่า อนุคเต ดังนี้ก็มี. ความแห่งบท อนุคเต
นั้น ได้กล่าวไว้ในหนหลังแล้วแล.
จบอรรถกถาเมฆิยสูตรที่ ๑
๒. อุทธตสูตร
ว่าด้วยอำนาจแห่งมาร
[ ๙๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่สาลวัน อันเป็นที่เสด็จ
ประพาสของมัลลกษัตริย์ทั้งหลาย ใกล้กรุงกุสินารา ก็สมัยนั้นแล ภิกษุ
มากด้วยกันเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง กลับกลอก ปากกล้า วาจา
พล่อย มีสติหลงลืม ไม่สำนักตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด ไม่
สำรวมอินทรีย์ อยู่ในกุฎีที่เขาสร้างไว้ในป่า ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค-
เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นภิกษุเหล่านั้น ผู้มีจิตฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง
กลับกลอก ปากกล้า วาจาพล่อย มีสติหลงลืม ไม่สำนึกตัว มีจิตไม่
ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์ อยู่ในกุฎีที่เขาสร้างไว้ในป่า
ในที่ไม่ไกล.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ภิกษุมีกายไม่รักษาแล้ว เป็นมิจฉาทิฏฐิ และถูก
ถีนมิทธะครอบงำแล้ว ย่อมไปสู่อำนาจแห่งมาร
เพราะเหตุนั้น ภิกษุพึงเป็นผู้รักษาจิต มีความดำริ
ชอบเป็นโคจร มุ่งสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องหน้า รู้ความ

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 414 (เล่ม 44)

เกิดขึ้นและความเสื่อมไปแล้วครอบงำถีนมิทธะ พึง
ละทุคติทั้งหมดได้.
จบอุทธตสูตรที่ ๒
อรรถกถาอุทธตสูตร
อุทธสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กุสินารายํ ได้แก่ ใกล้นครของเจ้ามัลละ ชื่อว่ากุลินารา.
บทว่า อุปวตฺตเน มลฺลานํ สาลวเน ความว่า อุทยานแห่งกุสินารานคร
มีอยู่ในทักษิณทิศและปัจฉิมทิศ เหมือนถูปารามแห่งอนุราธบุรี. ทางจาก
ถูปารามเข้าไปยังนคร โดยประตูด้านทักษิณทิศ ตรงไปด้านปาจีนทิศ
วกกลับทางด้านอุดรทิศ ฉันใด แนวไม้สาละจากอุทยานตรงไปด้าน
ปาจีนทิศวกกลับทางด้านอุตรทิศ ก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า
อุปวัตตนะ เป็นที่แวะเวียน ( ทางโค้ง). ในสาลวันของเจ้ามัลละอันเป็นที่
แวะเวียนนั้น. บทว่า อรญฺญกุฏิกายํ ได้แก่ กระท่อมที่สร้างไว้ในที่
อันดาดาษไปด้วยต้นไม้และกอไม้ ไม่ไกลจากแถวต้นสาละซึ่งท่านหมาย
กล่าวไว้ว่า อรญฺญกุฏิกายํ วิหรนฺติ. ก็ภิกษุเหล่านั้นเว้นการพิจารณา มี
ความเพียรย่อหย่อน อยู่ด้วยความประมาท. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
อุทฺธตา ดังนี้เป็นต้น.
ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้ชื่อว่า อุทธตะ เพราะมีจิตไม่สงบ เหตุมาก
ไปด้วยอุทธัจจะ. มานะชื่อว่านฬะ เพราะเป็นเหมือนไม้อ้อ โดยเป็นของ
เปล่า. ภิกษุชื่อว่า อุนนฬะ เพราะมีนฬะ กล่าวคือมานะสูง อธิบายว่า
มีมานะสูงเปล่า. ชื่อว่า จปละ เพราะประกอบหรือมากไปด้วยความ

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 415 (เล่ม 44)

กวัดแกว่งมีประดับบาตรและจีวรเป็นต้น. ชื่อว่า มุขระ เพราะมีปากกล้า
เหตุมีวาจาหยาบ. ชื่อว่า วิกิณณวาจา เพราะมีวาจาพล่อย คือเหลวไหล
เหตุมากไปด้วยดิรัจฉานกถา. ชื่อว่า มุฏฐัสสติ เพราะมีสติหลงลืม.
อธิบายว่า เว้นจากสติ คืออยู่ด้วยความประมาท. ชื่อว่า อสัมปชานะ
เพราะไม่มีสัมปชัญญะโดยประการทั้งปวง. ชื่อว่า อสมาหิตะ เพราะมี
จิตไม่ตั้งมั่น โดยไม่มีความตั้งมั่นแห่งจิตตลอดเวลามีการพูดคุยเป็นประ-
มาณ. ชื่อว่า วิพภันตจิตตะ เพราะมีส่วนเปรียบด้วยมฤคตื่นตูม เหตุมี
ความโลเลเป็นสภาวะ. ชื่อว่า ปากตินทรีย์ เพราะเป็นผู้ไม่สำรวมอินทรีย์
โดยไม่สำรวมอินทรีย์มีมนินทรีย์เป็นที่ ๖.
บทว่า เอตมตฺถํ วิหิตฺวา ความว่า ทรงทราบว่าภิกษุเหล่านั้นอยู่
ด้วยความประมาท ด้วยอำนาจอุทธัจจะเป็นต้นนี้. บทว่า อิมํ อุทานํ
ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้อันประกาศโทษและอานิสงส์ตามลำดับ ใน
การอยู่ด้วยความประมาทและอยู่ด้วยความไม่ประมาท.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรกฺขิเตน ความว่า ชื่อว่าไม่คุ้มครอง
เพราะไม่มีสติเป็นอารักขา. บทว่า กาเยน ได้แก่ ด้วยกายวิญญาณ ๖.
ก็เพราะเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ แล้วไม่ใช้สติรักษาทวารแห่งวิญญาณ
โดยให้อภิชฌาเป็นต้นเกิดด้วยการถือนิมิตและอนุพยัญชนะในรูปนั้น. แม้
ในโสตวิญญาณก็นัยนี้เหมือนกัน. พระองค์ตรัสว่า อรกฺขิเตน กาเยน
หมายถึงความที่ภิกษุไม่รักษาวิญญาณกาย ๖ ด้วยอาการอย่างนี้. แต่
อาจารย์บางพวกกล่าวอรรถว่า กาเยน ดังนี้. พึงประกอบสติด้วยอรรถ-
โยชนาของอาจารย์บางพวกแม้เหล่านั้น โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า อรกฺขิเตน จิตฺเตน. อรรถของอาจารย์อีก

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 416 (เล่ม 44)

พวกหนึ่งแม้นั้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิหเตน ได้แก่ ถูก
ความถือผิดว่าเที่ยงเป็นต้นประทุษร้ายแล้ว. บทว่า ถีนมิทฺธาภิภูเตน
ความว่า ถูกถีนะอันมีความที่จิตไม่ควรแก่การงานเป็นลักษณะ และถูก
มิทธะมีความที่กายไม่ควรแก่การงานเป็นลักษณะครอบงำแล้ว เชื่อมความ
ว่าด้วยกายนั้น หรือว่าด้วยจิตนั้น. บทว่า วสํ มารสฺส คจฺฉติ ความว่า
เข้าถึงอำนาจคือ ความที่ตนถูกมารทั้งหมดมีกิเลสมารเป็นต้นทำเอาตาม
ปรารถนา อธิบายว่า ไม่ล่วงเลยวิสัยของมารเหล่านั้นไปได้.
จริงอยู่ ด้วยพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงวัฏฏะโดยมุข
คือทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นผู้อยู่ด้วยความประมาทว่า ภิกษุเหล่าใดไม่
รักษาจิตโดยประการทั้งปวง เพราะไม่มีสติเป็นอารักขา ผู้ยึดถือการแสวง
หาผิดโดยนัยมีอาทิว่าเที่ยง โดยอโยนิโสผุดขึ้น เพราะไม่มีปัญญาอันเป็น
เหตุแห่งโยนิโสมนสิการ เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ภิกษุเหล่านั้นจึงชื่อว่า
ถูกโกสัชชะครอบงำ เพราะไม่มีวิริยารัมภะในการบำเพ็ญกุศล จักเงยศีรษะ
ขึ้นจากวัฏฏะไม่ได้ บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏะ (คือนิพพาน) จึงตรัส
พระคาถาที่ ๒ ว่า ตสฺมา รกฺขิตจิตฺตสฺส ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา รกฺขิตจิตฺตสสฺส ความว่า ก็
เพราะเหตุที่ภิกษุผู้ไม่รักษาจิต ถูกมารทำเอาตามประสงค์ จึงอยู่ในสงสาร
เท่านั้น ฉะนั้น ภิกษุพึงเป็นผู้รักษาจิตด้วยรักษาคือปิดกั้นอินทรีย์ทั้งหลาย
มีมนินทรีย์เป็นที่ ๖ ด้วยสติสังวร. เพราะเมื่อเธอรักษาจิตได้แล้ว เป็น
อันชื่อว่ารักษาอินทรีย์มีจักขุนทรีย์เป็นต้นได้ด้วยแล. บทว่า สมฺมาสงฺ-
กปฺปโคจโร ความว่า เพราะเหตุที่ภิกษุมีมิจฉาสังกัปปะเป็นอารมณ์ จึง
ตรึกโดยไม่แยบคาย ยึดถือมิจฉาทัสสนะต่าง ๆ มีจิตอันมิจฉาทิฏฐิขจัด

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 417 (เล่ม 44)

แล้ว เป็นผู้ถูกมารทำเอาตามปรารถนา ฉะนั้น เมื่อจะทำกรรมโดยโยนิโส-
มนสิการ พึงเป็นผู้มีความดำริชอบมีความดำริในการออกจากกามเป็นต้น
เป็นอารมณ์ พึงกระทำความดำริชอบอันสัมปยุตด้วยฌานเป็นต้นเท่านั้น
ให้เป็นฐานที่เป็นไปแห่งจิตของตน. บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร ความ
ว่า ภิกษุผู้กำจัดมิจฉาทัสสนะด้วยความเป็นผู้มีสัมมาสังกัปปะเป็นอารมณ์
พุ่งมุ่งกระทำสัมมาทิฏฐิ. อันมีความดี ที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนเป็นเบื้อง
หน้าเป็นลักษณะ และต่อจากนั้นมียถาภูตญาณเป็นลักษณะ จึงขวนขวาย
ประกอบในศีลและสมาธิ โดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแล เริ่มวิปัสสนา
พิจารณาสังขาร รู้ความเกิดและความดับแห่งสังขาร กำหนดการเกิดและ
การดับในอุปาทานขันธ์ ๕ ด้วยอาการ ๕๐ ถ้วนบรรลุอุทยัพพยญาณ ต่อ
จากนั้น จึงบำเพ็ญวิปัสสนาด้วยอำนาจภังคานุปัสสนาญาณเป็นต้น ยึด
เอาอริยมรรคได้โดยลำดับ ชื่อว่าเป็นภิกษุผู้ครอบงำถีนมิทธะ ละทุคติ
ทั้งปวงได้ด้วยอรหัตมรรคแล. ด้วยอาการอย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นภิกษุ
ผู้ขีณาสพทำลายกิเลสโดยประการทั้งปวง เพราะละกิเลสอันมรรคเบื้องต่ำ
พึงฆ่าได้ก่อน เพราะตัดขาดถีนมิทธะอันเกิดในจิตตุปบาทที่เกิดพร้อม
ด้วยโลภะที่เป็นทิฏฐิวิปยุต ด้วยอรหัตมรรคที่ตนบรรลุ จากนั้นจึงละ
กิเลสมีมานะเป็นต้น อันรวมอยู่ในฐานเดียวกันกับโลภะนั้น เพราะตัด
มูลแห่งภพได้เด็ดขาด จึงชื่อว่าละ คือละขาดคติทั้งปวง กล่าวคือทุคติ
เพราะประกอบด้วยความเป็นทุกข์ ๓ ประการ อธิบายว่า พึงตั้งอยู่ใน
ส่วนอื่นของคติเหล่านั้น คือในพระนิพพาน.
จบอรรถกถาอุทธตสูตรที่ ๒

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 418 (เล่ม 44)

๓. โคปาลสูตร
ว่าด้วยตรัสให้เห็นแจ้งสมาทานอาจหาญร่าเริง
[๙๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแวะออกจาก
ทางแล้ว เสด็จเข้าไปยังโคนต้นไม้แห่งหนึ่ง แล้วประทับนั่งที่อาสนะอัน
บุคคลปูลาดไว้แล้ว ครั้งนั้นแล นายโคบาลคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้นายโคบาลนั้นเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้
อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ครั้งนั้นแล นายโคบาลนั้น อันพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงชี้แจ้งให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ด้วย
ธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงรับภัตของข้าพระองค์เพื่อ
เสวยในวันพรุ่งนี้เถิด พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์โดย
ดุษณีภาพ ลำดับนั้นแล นายโคบาลนั้นทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
รับแล้วลุกออกจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำ
ประทักษิณแล้วหลีกไป พอล่วงราตรีนั้นไป นายโคบาลสั่งให้ตกแต่งข้าว
ปายาส มีน้ำน้อย และสัปปิใหม่ อันเพียงพอ ในนิเวศน์ของตนแล้วให้
กราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงเวลา
แล้ว ภัตเสร็จแล้ว ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอันตรวาสกแล้ว
ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของนายโคบาลพร้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์ ครั้นแล้วประทับนั่งที่อาสนะที่เขาปูลาดถวาย ลำดับนั้นแล

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 419 (เล่ม 44)

นายโคบาลอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยข้าวปายาสมีน้ำ
น้อยและสัปปิใหม่ให้อิ่มหนำสำราญด้วยมือของตน เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสวยเสร็จชักพระหัตถ์จากบาตรแล้ว นายโคบาลถือเอาอาสนะต่ำแห่งหนึ่ง
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้นายโคบาลนั้น
เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจาก
อาสนะหลีกไป.
[๙๒] ครั้งนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน
บุรุษคนหนึ่งได้ปลงชีวิตนายโคบาลนั้นในระหว่างเขตบ้าน ลำดับนั้นแล
ภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว
นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ทราบว่า นายโคบาลอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประมุขให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวปายาสมีน้ำน้อยและสัปปิใหม่
ด้วยมือของตนในวันนี้แล้ว ถูกบุรุษคนหนึ่งปลงชีวิตเสียแล้วในระหว่าง
เขตบ้าน.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจกแล้ว พึงทำความฉิบ-
หายหรือความทุกข์ให้ ก็หรือคนมีเวรเห็นคนมีเวร
แล้ว พึงทำความฉิบหายหรือความทุกข์ให้ จิตที่ตั้ง
ไว้ผิดพึงยังเขาให้เลวกว่านั้น.
จบโคปาลสูตรที่ ๓

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 420 (เล่ม 44)

อรรถกถาโคปาลสูตร
โคปาลสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โกสเลสุ ความว่า พระราชกุมารชาวชนบท ชื่อว่าโกศล.
ชนบทแห่งหนึ่ง อันเป็นที่อยู่ของพระราชกุมารเหล่านั้น ก็เรียกว่า โกศล
เหมือนกัน ในโกศลชนบทนั้น. บทว่า จาริกํ จรติ ได้แก่ เสด็จเที่ยว
จาริกไปในชนบท โดยเสด็จไปอย่างไม่รีบด่วน. บทว่า มหตา ความว่า
ชื่อว่าใหญ่ เพราะใหญ่โดยคุณบ้าง ชื่อว่าใหญ่ เพราะใหญ่โดยจำนวน
เพราะกำหนดนับไม่ได้บ้าง. บทว่า ภิกฺขุสงฺเฆน ได้แก่ ด้วยหมู่สมณะอัน
ทัดเทียมกันด้วยทิฏฐิและศีล. บทว่า สทฺธึ แปลว่า ด้วยกัน. บทว่า มคฺคา
โอกฺกมฺม แปลว่า แวะออกจากทาง. บทว่า อญฺญตรํ รุกฺขมูลํ ได้แก่
มูล กล่าวคือที่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ มีใบเขียวทึบ มีร่มเงาสนิท. บทว่า
อญฺญตโร โคปาลโก ความว่า ผู้รักษาฝูงโคคนหนึ่งโดยชื่อ ชื่อว่า
นันทะ. ได้ยินว่า นายนันทะนั้นเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
รักษาฝูงโคของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี หลีกเลี่ยงการกดขี่ของพระราชา
โดยทำเป็นคนเลี้ยงโค รักษาทรัพย์ของตน เหมือนเกณิยชฎิลหลีกเลี่ยง
การกดขี่ด้วยเพศบรรพชาฉะนั้น. เขาถือเอาปัญจโครสตามกาลเวลามายัง
สำนักของมหาเศรษฐีแล้วมอบให้ แล้วไปยังสำนักพระศาสดา พบพระ-
ศาสดา ฟังธรรม และอ้อนวอนพระศาสดาเพื่อเสด็จมายังที่อยู่ของคน.
พระศาสดาทรงรอความแก่กล้าแห่งญาณของเธอนั่นแหละ ภายหลังทรง
แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จจาริกไปในชนบท ทราบว่า บัดนี้
เธอมีญาณแก่กล้าแล้ว จึงเสด็จแวะลงจากทางไม่ไกลแต่ที่ทีเธออยู่ ประตู-
ทับนั่ง ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง รอการมาของเธอ, ผ่ายนายนันทะทราบว่า

420