พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 391 (เล่ม 44)

อนึ่ง เพื่อจะแสดงประการที่บุคคลเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล จึง
ตรัสคำมีอาทิว่า ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาติโมกฺขํ ได้แก่ ศีลในสิกขาบท.
จริงอยู่ ศีลในสิกขาบทนั้น ชื่อว่าปาติโมกข์ เพราะอรรถว่า ทำบุคคล
ผู้ปกปักรักษาสีลสิกขาบทนั้น ให้หลุดพ้นจากทุกข์มีทุกข์ในอบายเป็นต้น.
การปิดกั้น ชื่อว่าสังวร ได้แก่ การไม่ล่วงละเมิดทางกายและวาจา. สังวร
คือปาติโมกข์ ชื่อว่าปาติโมกขสังวร. ภิกษุผู้สำรวม คือมีกายและวาจา
ปิดด้วยปาติโมกขสังวรนั้น จึงชื่อว่าสำรวมด้วยปาติโมกขสังวร. นี้เป็น
การแสดงภาวะที่ภิกษุนั้นตั้งอยู่ในศีลนั้น. บทว่า วิหรติ เป็นบทแสดง
ภาวะที่ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยการอยู่อันสมควรด้วยปาติโมกขสังวรนั้น. บทว่า
อาจารโคจรสมฺปนฺโน เป็นบทแสดงถึงธรรมอันมีอุปการะแก่ปาติโมกข-
สังวรในเบื้องต่ำ และแก่ความพากเพียรเพื่อคุณวิเศษในเบื้องสูง. บทว่า
อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี เป็นบทแสดงภาวะที่ภิกษุไม่เคลื่อนจาก
ปาติโมกขศีลเป็นธรรมดา. บทว่า สมาทาย เป็นบทแสดงการยึดเอา
สิกขาบทโดยไม่มีส่วนเหลือ. บทว่า สิกฺขติ เป็นบทแสดงภาวะที่ภิกษุ
พรั่งพร้อมด้วยการศึกษา. บทว่า สิกฺขาปเทสุ เป็นบทแสดงธรรมที่ควร
ศึกษา.
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า ปาติ เพราะมีปกติตกไปในอบายมากครั้ง
เพราะกิเลสรุนแรง เพราะการทำความชั่วทำได้ง่าย และเพราะการทำบุญ
ทำได้ยาก ได้แก่ ปุถุชน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปาติ เพราะถูกกำลัง
กรรมซัดไปในภพเป็นต้น โดยภาวะไม่เที่ยง และมีปกติไปโดยการหมุน
ไปโดยกำหนดไม่ได้ เหมือนโพงน้ำ เหมือนหม้อเครื่องยนต์. อีกอย่าง

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 392 (เล่ม 44)

หนึ่ง ชื่อว่า ปาติ เพราะมีปกติตกไปแห่งอัตภาพในสัตวนิกายนั้น ๆ ด้วย
อำนาจมรณะ หรือสันดานของสัตว์คือจิตนั่นเอง. ชื่อว่าปาฏิโมกข์ เพราะ
ยังผู้ตกไปนั้นให้พ้นจากสังสารทุกข์. ก็สัตว์ ที่เรียกว่า วิมุตตะ เพราะ
จิตหลุดพ้น. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้มีจิตผ่องแผ้วย่อมบริสุทธิ์
และกล่าวไว้ว่า จิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ยึดมั่น. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า ปาติ เพราะตกไป คือไป ได้แก่เป็นไปในสงสาร ด้วยเหตุมี
อวิชชาเป็นต้น. สมจริงดังกล่าวไว้ว่า สัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้นมี
ตัณหาเป็นเครื่องผูก แล่นไป ท่องเที่ยวไป. ธรรม ชื่อว่าปาฏิโมกขะ
เพราะเป็นเหตุให้สัตว์ผู้ตกไปนั้นพ้นจากสังกิเลส ๓ มีตัณหาเป็นต้น. พึง
ทราบความสำเร็จสมาส เหมือนความสำเร็จคำมีอาทิว่า ตณฺหากาโล.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปาติ เพราะทำสัตว์ให้ตกไป คือให้ตกไปไม่
เหลือจากทุกข์ ได้แก่ จิต. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า สัตวโลกถูกจิต
นำไป คือเป็นไปตามจิต. ชื่อว่าปาฏิโมกข์ เพราะเป็นเครื่องทำสัตว์
ผู้ตกไปนั้นให้พ้นไป (จากทุกข์). อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปาติ เพราะเป็น
เครื่องตกไปในอบายทุกข์และสังสารทุกข์ของสัตว์ ได้แก่สังกิเลสมีตัณหา
เป็นต้น. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ตัณหา ย่อมยังบุรุษให้เกิด และ
กล่าวไว้ว่า บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อนสอง. ชื่อว่าปาฏิโมกข์ เพราะพ้น
จากการตกไปจากตัณหาสังกิเลสนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปาติ เพราะ
เป็นที่ตกไปของสัตว์ ได้แก่อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า สัตวโลก เกิดพร้อมในอายตนะภายใน ๖ และ
อายตนะภายนอก ๖ ย่อมทำการชมเชยในอายตนะภายใน ๖ และอายตนะ
ภายนอก ๖. ชื่อว่าปาฏิโมกข์ เพราะพ้นจากการตกไป กล่าวคืออายตนะ

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 393 (เล่ม 44)

ภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖ นั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปาติ
คือสงสาร เพราะมีการตกไป คือการทำให้ตกไป ชื่อว่าปาฏิโมกข์
เพราะหลุดพ้นจากสงสารนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ธรรมิศร ชาวโลกเฉลิมพระ-
นามว่า ปติ เพราะเป็นอธิบดีของสรรพโลก. ชื่อว่า โมกขะ เพราะเป็น
เครื่องพ้นของสัตว์. ชื่อว่า ปติโมกข์ เพราะเป็นเครื่องพ้นแห่งพระผู้มี-
พระภาคเจ้าผู้ได้นามว่า ปติ เหตุทรงบัญญัติไว้. ปติโมกข์นั่นแหละ เป็น
ปาฏิโมกข์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปติโมกข์ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ชื่อว่าเป็นใหญ่ โดยอรรถว่ามีคุณทั้งปวงสูงสุดอันมีคุณนั้นเป็นมูล และ
ชื่อว่าเป็นผู้พ้น โดยอรรถตามที่กล่าวแล้ว. ปติโมกข์นั้นแหละ เป็น
ปาฏิโมกข์. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า คำว่า ปาฏิโมกข์ นี้เป็นมุข
และเป็นประมุข. พึงทราบพิสดารดังต่อไปนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า ป ใช้ในอรรถว่า ปการะ ศัพท์ว่า อติ
เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า อัจจันตะ. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าปาฏิโมกข์
เพราะพ้นล่วงส่วน โดยทุกประการ. จริงอยู่ ศีลนี้ ชื่อว่าปาฏิโมกข์ เพราะ
ตัวศีลทำให้หลุดพ้นได้จริง ด้วยตทังควิมุตติ ที่ประกอบด้วยสมาธิและ
ปัญญาทำให้หลุดพ้นได้จริง ด้วยอำนาจวิกขัมภนวิมุตติ และสมุจเฉทวิมุตติ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อปฏิโมกข์ เพราะหลุดพ้นเฉพาะ อธิบายว่า หลุดพ้น
จากวีติกกมโทษนั้น ๆ เฉพาะอย่าง. ปฏิโมกข์นั้นแหละ เป็นปาฏิโมกข์.
หรือว่า นิพพาน ชื่อว่าโมกขะ. ชื่อว่าปฏิโมกข์ เพราะเปรียบกับ
โมกขะนั้น. จริงอยู่ ศีลสังวร เป็นเหตุทำพระนิพพานให้เกิดขึ้น เหมือน
พระอาทิตย์ทำอรุณให้เกิด และมีส่วนเปรียบด้วยพระนิพพานนั้น เพราะ

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 394 (เล่ม 44)

ทำกิเลสให้ดับตามสมควร. ปฏิโมกข์นั้นแหละ เป็นปาฏิโมกข์. อีกอย่าง
หนึ่ง ชื่อว่า ปฏิโมกข์ เพราะแปรไป คือทำทุกข์ให้พ้นไป. ปฏิโมกข์
นั้นแหละ เป็นปาฏิโมกข์ ในข้อนี้ พึงทราบความศัพท์ว่า ปาฏิโมกข์
เท่านี้ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่า สังวร เพราะเป็นเครื่องปิดกั้น. สังวร คือปาฏิโมกข์ ชื่อว่า
ปาฏิโมกขสังวร. แต่เมื่อว่าโดยความหมาย ได้แก่งดเว้นจากโทษที่พึง
ก้าวล่วงนั้น ๆ และเจตนา. ภิกษุผู้เข้าถึง ประกอบด้วยปาฏิโมกขสังวรนั้น
ท่านเรียกว่า ผู้สำรวมด้วยปาฏิโมกขสังวร. สมจริงดังที่ตรัสไว้ในคัมภีร์
วิภังค์ว่า ภิกษุ เป็นผู้เข้าถึง เข้าถึงพร้อม มาถึง มาถึงพร้อม เข้าใกล้
เข้าใกล้พร้อม ประกอบด้วยปาฏิโมกขสังวรนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ผู้สำรวมด้วยปาฏิโมกขสังวร. บทว่า วิหรติ ความว่า ย่อมอยู่ คือผลัด-
เปลี่ยน ได้แก่ผลัดเปลี่ยนไป ด้วยอิริยาบถวิหาร.
บทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ความว่า ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอาจาระ
และโคจร เพราะเว้นอนาจารทั้งปวง เหตุไม่ทำมิจฉาชีพมีการให้ไม้ไผ่
เป็นต้น และการคะนองกายเป็นต้น แล้วประกอบด้วยอาจารสมบัติอัน
สมควรแก่ภิกษุ ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า การไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา
และทั้งทางกายทั้งทางวาจา และเว้นอโคจร มีหญิงแพศยาเป็นต้น แล้ว
ประกอบด้วยโคจร กล่าวคือที่อันสมควรเข้าไปบิณฑบาตเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุใด มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา มีความ
เคารพยำเกรงในเพื่อนสพรหมจารี ถึงพร้อมด้วยหิริโอตตัปปะ นุ่งห่ม
เรียบร้อย มีการก้าวไป ก้าวกลับ แลดู เหลียวดู คู้เหยียด น่าเลื่อมใส
สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ คุ้มครองทวารในอินทรีย์ รู้จักประมาณในโภชนะ

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 395 (เล่ม 44)

ถึงพร้อมด้วยความเพียร ประกอบด้วยสติและสัมปชัญญะ เป็นผู้มักน้อย
สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ กระทำความเคารพในอภิสมา-
จาริกวัตร มากด้วยความเคารพและยำเกรงอยู่ ภิกษุนี้ ท่านเรียกว่า
สมบูรณ์ด้วยอาจาระ.
ส่วน โคจรมี ๓ อย่าง คือ อุปนิสัยโคจร ๑ อารักขโคจร ๑ อุป-
นิพันธโคจร ๑ ใน ๓ อย่างนั้น ภิกษุใด ประกอบด้วยคุณ คือกถาวัตถุ
๑๐ มีมิตรดีงาม มีลักษณะดังกล่าวแล้ว ซึ่งอาศัยแล้ว ย่อมได้ฟังสิ่งที่
ยังไม่เคยฟัง ย่อมทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้ผ่องแผ้ว ตัดความสงสัยเสียได้
ทำความเห็นให้ตรง ทำจิตให้เลื่อมใส ซึ่งเมื่อศึกษาตาม ย่อมเจริญด้วย
ศรัทธา ด้วยศีล ด้วยสุตะ ด้วยจาคะ และด้วยปัญญา นี้ท่านเรียกว่า
อุปนิสัยโคจร. ภิกษุใด เข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนน มีตาทอดลง
แลดูชั่วแอก เดินสำรวมจักขุนทรีย์ไป ไม่เดินแลพลช้าง ไม่เดินแลพลม้า
ไม่เดินแลพลรถ ไม่เดนแลพลราบ ไม่เดินแลหญิง ไม่เดินแลชาย ไม่
แหงนดู ไม่ก้มดู ไม่เดินเหลียวแลดู ตามทิศน้อยใหญ่ นี้ ท่านเรียกว่า
อารักขโคจร. ส่วน อุปนิพันธโคจร ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ อันเป็นที่ซึ่ง
ภิกษุเข้าไปผูกจิตของตนไว้. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไร เป็นโคจร คือเป็นอารมณ์อันเป็นของบิดา
ของตนของภิกษุ คือสติปัฏฐาน ๔. ในโคจร ๓ อย่างนั้น เพราะอุปนิสัย-
โคจรท่านกล่าวไว้ก่อนแล้ว ในที่นี้พึงทราบโคจร ๒ อย่างนอกนั้น. ภิกษุ
นั้นชื่อว่าผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร เพราะประกอบด้วยอาจารสมบัติ
ตามที่กล่าวแล้ว และโคจรสมบัตินี้ ด้วยประการฉะนี้.

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 396 (เล่ม 44)

บทว่า อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี ความว่า ผู้มีปกติเห็นภัย
ในโทษ ต่างด้วยเสขิยสิกขาบทที่ภิกษุไม่แกล้งต้อง และอกุศลจิตตุปบาท
เป็นต้น ชื่อว่ามีประมาณน้อย เพราะมีประมาณเล็กน้อย. จริงอยู่ ภิกษุใด
เห็นโทษมีประมาณน้อย กระทำให้เป็นเหมือนขุนเขาสิเนรุสูง ๑๐๐,๐๖๘
โยชน์ ฝ่ายภิกษุใด เห็นอาบัติเพียงทุพภาษิตซึ่งเป็นอาบัติเบากว่าอาบัติ
ทั้งปวง กระทำให้เหมือนอาบัติปาราชิก ภิกษุแม้นี้ ชื่อว่ามีปกติเห็นภัย
ในโทษมีประมาณน้อย. บทว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ความว่า
ภิกษุยึดถือสิกขาบทที่ควรศึกษาอย่างใดอย่างหนึ่ง ในสิกขาบททั้งหลาย
ทั้งหมด โดยไม่มีส่วนเหลือ โดยประการทั้งปวง ศึกษาอยู่ อธิบายว่า
ย่อมประพฤติ คือทำให้บริบูรณ์โดยชอบ.
บทว่า อภิสลฺเลขิกา ได้แก่ ผู้มีปกติขัดเกลากิเลสอย่างเข้มงวด
คือเป็นผู้สมควรเพื่อละกิเลสเหล่านั้นโดยทำให้เบาบาง. บทว่า เจโตวิวรณ-
สปฺปยา ได้แก่ เป็นสัปปายะของสมถะและวิปัสสนา กล่าวคือเปิดจิต โดย
กระทำนิวรณ์อันเป็นตัวปกปิดจิตให้ห่างไกล. สมถะและวิปัสสนานั้นแหละ
เป็นสัปปายะ คือเป็นอุปการะแก่การเปิดจิต หรือการกระทำจิตนั้นแหละ
ให้ปรากฏ เหตุฉะนั้น จึงชื่อว่า เจโตวิวรณสัปปยา เป็นสัปปายะในการ
เปิดจิต.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงเหตุเครื่องนำมาซึ่งความเบื่อหน่ายเป็นต้น อัน
เป็นกถาขัดเกลากิเลสและเป็นสัปปายะในการเปิดจิต จึงตรัสคำมีอาทิว่า
เอกนฺตนิพฺพิทาย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกนฺตนิพฺพิทาย ได้แก่ เพื่อหน่าย
จากวัฏทุกข์โดยแท้จริงทีเดียว. บทว่า วิราคาย นิโรธาย ได้แก่ เพื่อ

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 397 (เล่ม 44)

คลายและเพื่อดับวักทุกข์นั้น ๆ แหละ. บทว่า อุปสมาย ได้แก่ เพื่อสงบ
สรรพกิเลส. บทว่า อภิญฺญาย ได้แก่ เพื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแม้
ทั้งหมด. บทว่า สมฺโพธาย ได้แก่ เพื่อตรัสรู้มรรคจิต ๔. บทว่า
นิพฺพานาย ได้แก่ เพื่ออนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. ก็บรรดาบทเหล่านี้
ตรัสวิปัสสนาด้วยบท ๓ ข้างต้น. ตรัสมรรคด้วยบททั้ง ๒ ตรัสนิพพาน
ด้วยบททั้ง ๒. ท่านแสดงว่า อุตริมนุสธรรมทั้งหมดนี้ เริ่มต้นแต่สมถะ
และวิปัสสนาจนถึงนิพพานเป็นที่สุด ย่อมเกิดมีแก่ผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐.
บัดนี้ เมื่อจะทรงจำแนกแสดงกถานั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า อปฺ-
ปิจฺฉกกถา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปิจฺโฉ แปลว่า ผู้ไม่ปรารถนา.
กถาแห่งอัปปิจฉะนั้น ชื่อว่า อัปปิจฉกถา หรือกถาที่เกี่ยวด้วยความเป็น
ผู้มักน้อย ชื่อว่า อัปปิจฉกถา. ก็ในที่นี้ ว่าด้วยอำนาจความปรารถนา
มีบุคคล ๔ จำพวก คือ อตฺริจฺโฉ ผู้ปรารถนายิ่ง ๆ ขึ้น ๑ ปาปิจฺโฉ ผู้
ปรารถนาลามก ๑ มหิจฺโฉ ผู้มักมาก ๑ อปฺปิจฺโฉ ผู้มักน้อย ๑. ใน
บุคคล ๔ จำพวกนั้น ผู้ไม่อิ่มลาภตามที่ตนได้มา ปรารถนาลาภยิ่ง ๆ ขึ้น
ชื่อว่า อัตริจฉะ ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า
ท่านได้เสวยนางเวมาณิกเปรต ๔ นาง ได้ประ-
สบ ๘ นาง ได้เสวยนางเวมาณิกเปรต ๘ นาง ได้
ประสบ ๑๖ นาง ได้เสวยนางเวมาณิกเปรต ๑๖ นาง
ได้ประสบ ๓๒ นาง เป็นผู้มักมากเกินไป จึงมายินดี
จักรกรด จักรกรดย่อมพัดผันบนกระหม่อนของท่าน
ซึ่งถูกความอยากนำมา ดังนี้.

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 398 (เล่ม 44)

และที่ตรัสว่า บุคคลผู้อยากได้เกินส่วน ย่อมเสื่อมจากประโยชน์
เพราะโลภเกินไป และเพราะเมาในความโลภเกินไป. ผู้มีความประสงค์
ในการยกย่องคุณที่ไม่มีอยู่ ชื่อว่าผู้ปรารถนาลามก เพราะมีความต้องการ
ในลาภสักการะและเสียงเยินยอ ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า ในบาปธรรม
เหล่านั้น การหลอกลวงเป็นไฉน การดำรงอิริยาบถ กิริยาที่ดำรงอิริยาบถ
ความดำรงอิริยาบถไว้ด้วยดี ด้วยการเสพปัจจัยหรือด้วยการพูดเลียบเคียง
ของผู้ปรารถนาลามกถูกความอยากครอบงำ อาศัยในลาภสักการะและเสียง
เยินยอ ดังนี้เป็นต้น. ผู้มีความประสงค์ในการยกย่องคุณที่มีอยู่ และไม่
รู้ประมาณในการรับ ชื่อว่าผู้มักมาก ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า บุคคล
บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ปรารถนาว่า ขอคนจงรู้จักเราว่าเป็น
ผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีศีลย่อมปรารถนาว่า ขอคนจงรู้จักเราว่าเป็นผู้มีศีล
ดังนี้เป็นต้น. จริงอย่างนั้น แม้มารดาผู้บังเกิดเกล้า ก็ไม่สามารถจะเอา
ใจเขาได้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้ว่า
บุคคลผู้ให้ปัจจัยเป็นอันมากเป็นเล่มเกวียน ก็ไม่
พึงยังแม้สภาวะ ๓ เหล่านี้ คือกองไฟ ๑ มหาสมุทร ๑
บุคคลผู้มักมาก ๑ ให้เต็มได้.
บุคคลเว้นโทษ มีความเป็นผู้ปรารถนาเกินไปเป็นต้นเหล่านี้ให้ห่าง
ไกล แล้วมีความประสงค์ซ่อนคุณที่มีอยู่ และรู้จักประมาณในการรับ
ชื่อว่าเป็นผู้มักน้อย. เพราะเขาปรารถนาจะปกปิดคุณแม้ที่มีอยู่ในตน
ถึงจะมีศรัทธา ก็ไม่ปรารถนาว่า ขอคนจงรู้จักเราว่ามีศรัทธา ถึงจะมีศีล
มีสุตะมาก ชอบสงัด ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่น มีใจเป็นสมาธิ
มีปัญญา ก็ไม่ปรารถนาว่า ขอคนจงรู้จักเราว่ามีปัญญา.

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 399 (เล่ม 44)

บุคคลมักน้อยนี้นั้น มี ๔ จำพวก คือ ผู้มักน้อยในปัจจัย ๑ ผู้มัก
น้อยในธุดงค์ ๑ ผู้มักน้อยในปริยัติ ๑ ผู้มักน้อยในอธิคม ๑ ใน ๔ จำพวก
นั้น ผู้มักน้อยในปัจจัย ๔ ตรวจดูผู้ให้ปัจจัย ไทยธรรม และกำลังของ
ตน ก็แม้ถ้าไทยธรรมมีมาก ทายกประสงค์จะถวายน้อย ก็รับแต่น้อย
ด้วยอำนาจทายก. ถ้าไทยธรรมมีน้อย ทายกประสงค์จะถวายมาก ก็รับ
แต่น้อย ด้วยอำนาจไทยธรรม. ถ้าแม้ไทยธรรมมีมากทั้งทายกก็ประสงค์
จะถวายมาก ควรจะรู้กำลังของตน แล้วรับแต่พอประมาณเท่านั้น. ก็ภิกษุ
เห็นปานนี้ ย่อมทำลาภที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ย่อมทำลาภที่เกิดขึ้นแล้วให้
มั่นคง ยังจิตทายกทั้งหลายให้ยินดี. ก็ผู้ไม่ประสงค์จะให้รู้ว่า การสมาทาน
ธุดงค์มีอยู่ในตน ชื่อว่าผู้มักน้อยในธุดงค์. ผู้ใด ไม่ปรารถนาเพื่อจะ
ให้ผู้อื่นรู้ว่าตนเป็นพหูสูต ผู้นี้ ชื่อว่าผู้มักน้อยในปริยัติ. ส่วนผู้ใด
เป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันเป็นต้นรูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ปรารถนาจะให้
เพื่อนสพรหมจารีรู้ว่าตนเป็นพระโสดาบันเป็นต้น ผู้นี้ ชื่อว่าผู้มักน้อย
ในอธิคม. กถา อันเป็นไปด้วยสามารถประกาศโทษและอานิสงส์มีอาการ
เป็นอเนก และด้วยสามารถประกาศโทษของอิจฉาจาร อันมีความเป็น
ผู้ปรารถนาเกินเป็นต้น เป็นปฏิปักษ์ต่อความมักน้อยนั้น พร้อมกับวิธี
มีการชี้ถึงความยินดีความมักน้อย ของบุคคลผู้มักน้อยนี้ ชื่อว่ากถาว่า
ด้วยความมักน้อย ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า สนฺตุฏฺฐิ ในคำว่า สนฺตุฏฺฐิกถา นี้ ได้แก่ ความยินดีด้วย
ของ ๆ ตน คือด้วยของที่ตนได้มา ชื่อว่าสันตุฏฐิ. อีกอย่างหนึ่ง
การละความปรารถนาปัจจัยที่ไม่สม่ำเสมอ แล้วยินดีปัจจัยที่สม่ำเสมอ

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 400 (เล่ม 44)

ชื่อว่าสันตุฏฐิ. อีกอย่างหนึ่ง ความยินดีด้วยของที่มีอยู่ คือปรากฏอยู่
ชื่อว่าสันตุฏฐิ. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ผู้ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่เป็นอดีต ไม่บ่นถึงสิ่งที่เป็น
อนาคต ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งเป็นปัจจุบัน ท่าน
เรียกว่า ผู้สันโดษ.
อีกอย่างหนึ่ง ความยินดีด้วยปัจจัยโดยวิธีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
อนุญาตแล้ว ด้วยญายธรรมโดยชอบ ชื่อว่าสันตุฏฐิ โดยอรรถ ได้แก่
ความสันโดษในปัจจัยตามที่ตามได้. สันโดษนั้นมี ๑๒ อย่าง อะไรบ้าง
คือ ความสันโดษในจีวรมี ๓ อย่าง คือ ยถาลาภสันโดษ ๑ ยถาพล-
สันโดษ ๑ ยถาสารุปปสันโดษ ๑. สันโดษในบิณฑบาตเป็นต้นก็เหมือน
กัน.
ในสันโดษเหล่านั้น มีสังวรรณนาโดยประเภทดังต่อไปนี้ ภิกษุใน
พระธรรมวินัยนี้ ได้จีวรดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม เธอยังอัตภาพให้เป็นไปด้วย
จีวรนั้นนั่นแหละ ไม่ปรารถนาจีวรอื่น ถึงจะได้ก็ไม่รับ อาการของภิกษุ
นั้นนี้ ชื่อว่า ยถาลาภสันโดษในจีวร. แต่ครั้นเธอทุพพลภาพตามปกติ
หรือถูกความเจ็บและชราครอบงำ เธอห่มจีวรหนัก ย่อมลำบาก เธอ
เปลี่ยนจีวรหนักนั้นกับภิกษุผู้ชอบพอกัน แม้ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยจีวร
เบา ก็ชื่อว่า เป็นผู้สันโดษแท้ อาการของภิกษุนั้นนี้ ชื่อว่า ยถาลาภ-
สันโดษในจีวร. ภิกษุอีกรูปหนึ่ง ได้จีวรมีค่ามากผืนใดผืนหนึ่ง มีจีวร
ผ้าไหมเป็นต้น คิดว่า นี้ สมควรแก่พระเถระผู้บวชนาน นี้ สมควรแก่
พระเถระผู้เป็นพหูสูต นี้ สมควรแก่พระเถระผู้เป็นไข้ นี้ สมควรแก่
พระเถระผู้มีลาภน้อย จึงถวายแก่พระเถระเหล่านั้น แล้วแสวงผ้าที่มี

400