พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 381 (เล่ม 44)

ตนจักเป็นผู้ปรารภความเพียร. . .ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ภิกษุผู้มีมิตรดี
มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ ตนจักเป็นผู้มีปัญญา . . .ให้
ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ.
[๘๙] ดูก่อนเมฆิยะ ก็แลภิกษุนั้นตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้แล้ว
พึงเจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งขึ้นไป คือ พึงเจริญอสุภะเพื่อละราคะ พึง
เจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท พึงเจริญอานาปานสติเพื่อตัดวิตก พึงเจริญ
อนิจจสัญญาเพื่อเพิกถอนอัสมิมานะ ดูก่อนเมฆิยะ อนัตตสัญญาย่อมปรากฏ
แก่ภิกษุผู้ได้อนิจจสัญญา ผู้ที่ได้อนัตตสัญญาย่อมบรรลุนิพพานอันเป็นที่
เพิกถอนเสียได้ซึ่งอัสมิมานะในปัจจุบันเทียว.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
วิตกอันเลวทราม วิตกอันละเอียด เป็นไปแล้ว
ทำใจให้ฟุ้งซ่าน บุคคลผู้มีจิตหมุนไปแล้วไม่ทราบ
วิตกแห่งใจเหล่านี้ ย่อมแล่นไปสู่ภพน้อยและภพ
ใหญ่ ส่วนบุคคลผู้มีความเพียร มีสติ ทราบวิตกแห่ง
ใจเหล่านี้แล้ว ย่อมปิดกั้นเสีย พระอริยสาวกผู้ตรัสรู้
แล้ว ย่อมละได้เด็ดขาดไม่มีส่วนเหลือ ซึ่งวิตก
เหล่านี้ที่เป็นไปแล้ว ทำใจให้ฟุ้งซ่าน.
จบเมฆิยสูตรที่ ๑

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 382 (เล่ม 44)

เมฆิยวรรควรรณนาที่ ๔
อรรถกถาเมฆิยสูตร
เมฆิยสูตรที่ ๑ แห่งเมฆิยวรรคมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า จาลิกายํ ได้แก่ ใกล้เมืองชื่ออย่างนี้. ได้ยินว่า เลยสถานที่
ประตูนั้นไป มีเปือกตมไหวอยู่รอบ ๆ. เพราะตั้งชิดเปือกตมที่ไหว
นครนั้นจึงปรากฏแก่ผู้ที่แลดูเหมือนไหวอยู่ เพราะฉะนั้น เมืองนั้นเขาจึง
เรียกว่า จาลิกา. บทว่า จาลิเก ปพฺพเต ความว่า ในที่ไม่ไกลนครนั้น
มีภูเขาลูกหนึ่ง แม้ภูเขานั้นก็ปรากฏแก่ผู้แลดูเหมือนไหวอยู่ ในวัน
อุโบสถข้างแรม เพราะภูเขานั้นขาวปลอด เพราะฉะนั้น ภูเขานั้นจึงนับว่า
จาลิกบรรพต. ชนทั้งหลายได้พากันสร้างวิหารใหญ่ในที่นั้น ถวายแด่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า. ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำนครนั้นให้เป็น
โคจรคาม ประทับอยู่ที่มหาวิหารใกล้จาลิกบรรพตนั้น ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ประทับอยู่ ณ จาลิกบรรพต ใกล้เมืองจาลิกา.
บทว่า เมฆิโย เป็นชื่อของพระเถระนั้น. บทว่า อุปฏฺฐาโก โหติ
ได้แก่ เป็นผู้บำเรอ. จริงอยู่ ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี
อุปัฏฐากประจำ บางคราวได้มีพระนาคสมาละ. บางคราวพระนาคิต.
บางคราวพระอุปวาณะ. บางคราวพระสุนักขัตตะ. บางคราวพระ-
จุนทสมณุทเทศ บางคราวพระสาคตะ. บางคราวพระเมฆิยะ. แม้ใน
คราวนั้น ท่านพระเมฆิยเถรนั่นแหละเป็นอุปัฏฐาก. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า ก็สมัยนั้นแล ท่านพระเมฆิยะเป็นอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า ชนฺตุคามํ ได้แก่ วิหารนั้นนั่นแหละ ได้มีโคจรคามอื่น
ซึ่งมีอย่างนั้น. บาลีว่า ชตฺตุคามํ ดังนี้ก็มี. บทว่า กิมิกาฬาย ได้แก่

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 383 (เล่ม 44)

แห่งแม่น้ำอันได้ชื่อว่ากิมิกาฬา เพราะมีแมลงสีดำมาก. บทว่า ชงฺฆาวิหารํ
ความว่า เที่ยวไปเพื่อบรรเทาความเมื่อยล้าอันเกิดที่ขา เพราะนั่งนาน.
บทว่า ปาสาทิกํ ความว่า ชื่อว่าน่าเลื่อมใส เพราะนำความเลื่อมใสมา
แก่ผู้เห็น เพราะมีต้นไม้ไม่ห่างและมีใบสนิท. ชื่อว่า น่าฟูใจ เพราะมี
ร่มเงาสนิท และเพราะมีภูมิภาคน่าฟูใจ. ชื่อว่า น่ารื่นรมย์ เพราะทำจิต
ให้รื่นรมย์ ด้วยอรรถว่าทำผู้เข้าไปภายในให้เกิดปีติโสมนัส. บทว่า อลํ
แปลว่า สามารถ. แปลว่า ควร ก็ได้. บทว่า ปธานตฺถิกสฺส ได้แก่
ผู้มีความต้องการอบรมความเพียร. บทว่า ปธานาย ได้แก่ ด้วยการ
กระทำสมณธรรม. บทว่า อาคจฺเฉยฺยาหํ ตัดเป็น อาคจฺเฉยฺยํ อหํ.
ได้ยินว่า เมื่อก่อนที่นั้นเป็นพระราชอุทยาน ที่พระเถระเคยเป็นพระราชา
ครอบครองมา ๕๐๐ ชาติ ตามลำดับ ด้วยเหตุนั้น จิตของพระเถระนั้น
จึงน้อมไปเพื่อจะอยู่ในที่นั้น ในขณะพอสักว่าได้เห็นเท่านั้น.
บทว่า อาคเมหิ ตาว ความว่า พระศาสดาครั้นทรงสดับคำของ
พระเถระแล้ว เมื่อทรงใคร่ครวญ จึงทรงทราบว่า ญาณของเธอยังไม่ถึง
ความแก่กล้าก่อน เมื่อจะตรัสห้าม จึงตรัสอย่างนั้น. ก็เพื่อจะให้เธอเกิด
จิตอ่อนโยนขึ้นว่า เมื่อเป็นเช่นนี้พระเถระนี้แม้ไปแล้ว เมื่อกรรมยังไม่
สำเร็จก็จะไม่ระแวง จักกลับมาด้วยอำนาจความรัก จึงตรัสคำนี้ว่า เรา
เป็นผู้เดียวอยู่ก่อน. บทว่า ยาว อญฺโญปิ โกจิ ภิกฺขุ อาคจฺฉติ ความ
ว่า เธอจงรอจนกว่าภิกษุไร ๆ จะมายังสำนักเรา. บาลีว่า โกจิ ภิกฺขุ
ทิสฺสติ ภิกษุไร ๆ จะปรากฏดังนี้ก็มี. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาคจฺฉตุ.
บางพวกกล่าว ทิสฺสตุ เหมือนกัน. บทว่า นตฺถิ กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียํ
ความว่า เพราะพระองค์ทำกิจ ๑๖ อย่างมีปริญญากิจเป็นต้น ในสัจจะ ๔

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 384 (เล่ม 44)

ด้วยมรรค ๔ หรือเพราะทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ ชื่อว่ากรณียกิจอื่นอัน
ยิ่งกว่านั้น ย่อมไม่มี. บทว่า นตฺถิ กตสฺส วา ปฏิจโย ความว่า หรือ
กิจที่ทรงกระทำเสร็จแล้วก็ไม่ต้องสั่งสมต่อไป. ถึงมรรคที่พระองค์ให้เกิด
ต่อไป หรือกิเลสที่พระองค์ละได้แล้ว ไม่มีกิจที่จะละอีก. บทว่า อตฺถิ
กตสฺส ปฏิจโย ความว่า เพราะข้าพระองค์ยังไม่บรรลุอริยมรรค ข้าพระ-
องค์จึงจำต้องสั่งสมกล่าวคือพอกพูนต่อไป เพื่อธรรมมีศีลเป็นต้น อัน
สำเร็จในสันดานของข้าพระองค์. บทว่า ปธานนฺติ โข เมฆิย วทมานํ
กินฺติ วเทยฺยาม ความว่า เราจะกล่าวชื่ออะไรอื่นกะเธอผู้กล่าวอยู่ว่า จะ
ทำสมณธรรม.
บทว่า ทิวาวิหารํ นิสีทิ ความว่า พระเถระนั่งพักผ่อนในกลางวัน.
ก็พระเถระนั่งก็นั่งบนแผ่นศิลามงคล ซึ่งเมื่อก่อนตนเคยเป็นพระราชา
๕๐๐ ชาติตามลำดับ ทรงกรีฑาในพระราชอุทยาน นั่งแวดล้อมด้วย
นักฟ้อนต่าง ๆ. ครั้นตั้งแต่เวลาที่ท่านนั่งแล้ว เป็นเหมือนภาวะแห่ง
สมณะหายไป เกิดเป็นเหมือนกลายเพศเป็นพระราชาห้อมล้อมด้วยบริวาร
นักฟ้อนนั่งบนบัลลังก์อันควรค่ามากภายใต้เศวตฉัตร. ครั้นเมื่อท่านยินดี
สมบัตินั้น กามวิตกก็เกิดขึ้น. ขณะนั้นเองท่านได้เห็น เหมือนเห็นโจร
๒ คนถูกจับพร้อมด้วยของกลาง เขานำมายืนอยู่ตรงหน้า. ในโจร ๒ คน
นั้น พยาบาทวิตกเกิดขึ้นด้วยอำนาจการสั่งให้ฆ่าโจรคนหนึ่ง วิหิงสาวิตก
เกิดขึ้นด้วยอำนาจการสั่งให้จองจำโจรคนหนึ่ง. เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านได้
เป็นผู้แวดล้อมเกลื่อนกล่นด้วยอกุศลวิตก เหมือนต้นไม้ถูกล้อมด้วยเชิง
เถาวัลย์และเหมือนรวงผึ้งแวดล้อมด้วยตัวผึ้งฉะนั้น. ท่านหมายเอาอาการ
นั้น จึงกล่าวว่า อถ โข อายสฺมโต เมฆิยสฺส ดังนี้เป็นต้น.

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 385 (เล่ม 44)

ได้ยินว่า คำว่า อจฺฉริยํ วต โภ นี้ ชื่อว่าอัศจรรย์ในการติเตียน
เหมือนท่านพระอานนท์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระร่างเปลี่ยนไปเพราะ
รอยย่น จึงได้ทูลว่า น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า เรื่องไม่เคยมี พระเจ้าข้า.
แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า สมัยนั้น กามวิตกย่อมเกิดขึ้นแก่ท่าน
ด้วยอำนาจความโลภในเพราะดอกไม้ ผลไม้ และใบอ่อนเป็นต้น พยาบาท-
วิตกเกิดขึ้น เพราะได้ฟังเสียงนกเป็นต้นที่ร้องเสียงแข็ง วิหิงสาวิตกเกิดขึ้น
เพราะประสงค์ห้ามนกเหล่านั้นด้วยก้อนดินเป็นต้น กามวิตกเกิดขึ้น เพราะ
ความมุ่งหมายในที่นั้นว่า เราจะอยู่ที่นี้แหละ พยาบาทวิตกเกิดขึ้น เพราะ
ได้เห็นพรานไพรทั้งหลายในที่นั้น ๆ แล้วมีจิตมุ่งร้ายในพรานไพรเหล่านั้น
วิหิงสาวิตกย่อมเกิดขึ้น เพราะประสงค์จะเบียดเบียนพรานไพรเหล่านั้น
ดังนี้ก็มี. การที่มิจฉาวิตกเกิดขึ้นแก่ท่านอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นแหละเป็น
เหตุน่าอัศจรรย์. บทว่า อนฺวาสตฺตา แปลว่า ตามติดข้อง คือเกลื่อนกล่น.
การพูดมากแม้ในความเป็นผู้เดียวก็ปรากฏ ทั้งในตนและในครู. บาลีว่า
อนฺวาสตฺโต ดังนี้ก็มี.
บทว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ความว่า พระเถระเกลื่อนกล่นไป
ด้วยมิจฉาวิตกอย่างนี้ เมื่อไม่อาจทำกรรมฐานให้เป็นสัปปายะ จึงกำหนด
ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเห็นกาลไกล ได้เห็นเหตุอันน่าอัศจรรย์นี้
หนอ จึงทรงห้าม คิดว่า เราจักกราบทูลเหตุนี้แด่พระทศพล จึงลุกขึ้น
จากอาสนะที่นั่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้
กราบทูลเรื่องของตนโดยนัยมีอาทิว่า อิธ มยฺหํ ภนฺเต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยภุยฺเยน ได้แก่ มากครั้ง คือบ่อย ๆ.
บทว่า ปาปกา แปลว่า ลามก. บทว่า อกุสลา แปลว่า เกิดแต่อกุศล.

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 386 (เล่ม 44)

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าลามก เพราะอรรถว่า นำสัตว์ให้ถึงทุคติ ชื่อว่า
อกุศล เพราะเป็นข้าศึกต่อกุศล. ชื่อว่าวิตก เพราะตรึก คือคิด ได้แก่
ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์. วิตกที่เกิดพร้อมกับกาม ชื่อว่ากามวิตก อธิบายว่า
วิตกที่สัมปยุตด้วยกิเลสกาม มีวัตถุกามเป็นอารมณ์ วิตกที่เกิดพร้อมกับ
พยาบาท ชื่อว่าพยาบาทวิตก วิตกที่เกิดพร้อมด้วยวิหิงสา ชื่อว่าวิหิงสา-
วิตก. ในวิตกเหล่านั้น ธรรมที่เป็นข้าศึกต่อเนกขัมมะอันเป็นไปด้วย
อำนาจการยินดีในกาม ชื่อว่ากามวิตก ธรรมที่เป็นข้าศึกต่อเมตตา อัน
เป็นไปด้วยอำนาจความประทุษร้ายสัตว์ทั้งหลาย ด้วยคิดว่า ขอให้สัตว์
เหล่านี้จงเดือดร้อน จงฉิบหาย หรืออย่าได้มี ชื่อว่าพยาบาทวิตก ธรรม
ที่เป็นข้าศึกต่อกรุณา อันเป็นไปด้วยอำนาจความเป็นผู้ประสงค์จะเบียด-
เบียนเหล่าสัตว์ ด้วยปหรณวัตถุมีฝ่ามือ ก้อนดิน และท่อนไม้เป็นต้น
ชื่อว่าวิหิงสาวิตก.
ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตให้เธอไปในที่
นั้น เพราะพระองค์ทรงอนุญาตด้วยทรงพระดำริว่า เมฆิยะนี้แม้เราไม่
อนุญาต ก็ยังละเราไปเสียได้ ทั้งเธอก็จะมีความคิดเป็นอย่างอื่นไปว่า
ชะรอยพระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่อนุญาตให้เราไป เพราะประสงค์ให้เป็นผู้
ปรนนิบัติ ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน
แก่เธอ.
เมื่อเธอนั่งกราบทูลเรื่องราวของตนอย่างนี้ ลำดับนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมอันเป็นสัปปายะแก่เธอ จึงตรัสคำมี
อาทิว่า ดูก่อนเมฆิยะ เจโตวิมุตติยังไม่แก่กล้า ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปริปฺกาย แปลว่า ยังไม่ถึงความ

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 387 (เล่ม 44)

แก่กล้า. บทว่า เจโตวิมุตฺติยา ได้แก่ ใจหลุดพ้นจากกิเลส. จริงอยู่
ในเบื้องต้น ใจย่อมหลุดพ้นจากกิเลส ด้วยตทังควิมุตติ และวิกขัมภน-
วิมุตติ ภายหลังย่อมหลุดพ้นด้วยสมุจเฉทวิมุตติ และปฏิปัสสัทธิวิมุตติ.
ก็วิมุตตินี้นั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลังแล. เพราะฉะนั้น
บัณฑิตพึงทราบโดยนัยตามที่กล่าวแล้วในอธิการที่ว่าด้วยวิมุตตินั้น. ใน
ข้อนั้น เมื่อเธอบ่ม คือปลุกอัธยาศัยให้ตื่นด้วยธรรมอันเป็นเครื่องบ่ม
วิมุตติ เมื่อวิปัสสนาถือเอาห้องมรรคถึงความแก่กล้า เจโตวิมุตติ ชื่อว่า
เป็นอันแก่กล้า เมื่อวิปัสสนายังไม่ถือเอาห้องมรรค ชื่อว่ายังไม่แก่กล้า.
ก็ธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติ เป็นไฉน ? คือพึงทราบธรรม ๑๕ อย่าง
โดยทำสัทธินทรีย์เป็นต้นให้หมดจด. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เมื่อเว้นบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีศรัทธา
พิจารณาพระสูตรอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส สัทธินทรีย์ย่อมหมดจด
ด้วยอาการ ๓ เหล่านี้.
เมื่อเว้นบุคคลผู้เกียจคร้าน เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้ริเริ่ม
ความเพียร พิจารณาสัมมัปปธาน วิริยินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓
เหล่านี้.
เมื่อเว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืม เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีสติ
ตั้งมั่น พิจารณาสติปัฏฐาน สตินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้.
เมื่อเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิ เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้บุคคล
ผู้มีจิตเป็นสมาธิ พิจารณาฌานและวิโมกข์ สมาธินทรีย์ย่อมหมดจดด้วย
อาการ ๓ เหล่านี้.
เมื่อเว้นบุคคลผู้ทรามปัญญา เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มี
ปัญญา พิจารณาญาณจริยาลึกซึ้ง ปัญญินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 388 (เล่ม 44)

เหล่านี้ ดังนั้นเมื่อเป็นบุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้
บุคคล ๕ จำพวก พิจารณาพระสูตร ๕ สูตร อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ย่อม
หมดจดด้วยอาการ ๑๕ เหล่านี้. ธรรม ๑๕ ประการแม้อื่นอีก เป็นเครื่อง
บ่มวิมุตติ คือ อินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น สัญญาอันเป็นส่วนแห่งการ
ตรัสรู้ ๕ เหล่านี้ คือ อนิจจสัญญา ทุกขสัญญา อนัตตสัญญา ปหาน-
สัญญา วิราคสัญญา ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร ความสำรวมในศีล ความ
เป็นผู้ขัดเกลาอย่างยิ่ง ความปรารภความเพียร ปัญญาอันเป็นไปในส่วน
แห่งการตรัสรู้.
บรรดาธรรมเหล่านั้น พระศาสดาผู้ฉลาดในการฝึกเวไนยบุคคล
เมื่อจะทรงแสดงธรรมอันเป็นเครื่องบ่มวิมุตติมีกัลยาณมิตรเป็นต้น ในที่นี้
ตามอัธยาศัยของพระเมฆิยเถระ ผู้ควรแนะนำ จึงตรัสว่า ธรรมเหล่านี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้า เมื่อจะให้ธรรมเหล่านั้นพิสดาร จึงตรัส
คำมีอาทิว่า เมฆิยะ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นกัลยาณมิตร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลฺยาณมิตฺโต ความว่า ชื่อว่ากัลยาณ-
มิตร เพราะมีมิตรงาม คือ เจริญ ดี. บุคคลผู้มีมิตรสมบูรณ์ด้วยศีลคุณ
เป็นต้น มีอุปการะด้วยอาการทั้งปวงอย่างนี้ คือบำบัดทุกข์ สร้างสรรค์
หิตประโยชน์ ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรแท้จริง. ชื่อว่ากัลยาณสหาย เพราะ
ไป คือดำเนินไปกับด้วยกัลยาณบุคคลตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ คือไม่
เป็นไปปราศจากกัลยาณมิตรบุคคลเหล่านั้น. ชื่อว่ามีพวกดี เพราะเป็นไป
โดยภาวะที่โน้มน้อมโอนไปทางใจและทางกายในกัลยาณบุคคลนั่นแล. ด้วย
๓ บท ย่อมยังความเอื้อเฟื้อให้เกิดขึ้นในการสังสรรค์กับกัลยาณมิตร.
ในข้อนั้น มีลักษณะกัลยาณมิตรดังต่อไปนี้ กัลยาณมิตรในพระ-

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 389 (เล่ม 44)

ศาสนานี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ วิริยะ สติ สมาธิ
และปัญญา. ในลักษณะกัลยาณมิตรนั้น บุคคลมีศรัทธาสมบัติ ย่อมเชื่อ
ปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต กรรม และผลแห่งกรรม ไม่ละทิ้งการแสวง
หาประโยชน์เกื้อกูลในเหล่าสัตว์ อันเป็นเหตุแห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ
ด้วยการเชื่อนั้น มีศีลสมบัติ ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ
สรรเสริญ เป็นผู้โจทก์ท้วง เป็นผู้ติเตียนบาป เป็นผู้ว่ากล่าวอดทนต่อ
ถ้อยคำของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย มีสุตสมบัติ ย่อมทำถ้อยคำอันลึก
ซึ้งเกี่ยวด้วยสัจจะ และปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น มีจาคสมบัติ ย่อมเป็นผู้
มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ มีวิริยสมบัติ ย่อมเป็น
ผู้ริเริ่มความเพียร เพื่อปฏิบัติประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย มีสติสมบัติ
ย่อมมีสติตั้งมั่น มีสมาธิสมบัติ ย่อมเป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตเป็น
สมาธิ มีปัญญาสมบัติ ย่อมรู้สภาวะที่ไม่ผิดแผก. บุคคลนั้นเป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยคติธรรมอันเป็นกุศลด้วยสติ รู้สิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประ-
โยชน์แห่งสัตว์ทั้งหลายตามเป็นจริงด้วยปัญญา เป็นผู้มีจิตแน่วแน่ในกุศล-
ธรรมเหล่านั้นด้วยสมาธิ ย่อมเกียดกันสัตว์ทั้งหลายจากสิ่งที่ไม่เป็นประ-
โยชน์แล้วชักนำเข้าไปในสิ่งที่เป็นประโยชน์ด้วยวิริยะ. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า
บุคคลเป็นที่รัก เคารพ ยกย่อง เป็นผู้ว่ากล่าว
ผู้อดทนถ้อยคำ ผู้กระทำถ้อยคำอันลึกซึ้ง และไม่
ชักนำในฐานะที่ไม่ควร.
บทว่า อยํ ปฐโม ธมฺโม ปริปากาย สํวตฺตติ ความว่า ธรรมอัน
หาโทษมิได้นี้ กล่าวคือความเป็นผู้มีมิตรอันดีงาม ชื่อว่าเป็นที่ ๑ เพราะ

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 390 (เล่ม 44)

เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจริยาวาส และเพราะตรัสไว้เป็นข้อแรกในธรรม ๕
ประการนี้ โดยมีอุปการะมากแก่กุศลธรรมทั้งปวง และโดยความเป็น
ประธาน ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติ โดยกระทำศรัทธา
เป็นต้น ที่ไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์. ก็ในที่นี้ ความที่กัลยาณมิตรมีอุปการะ
มากและเป็นประธาน พึงทราบโดยสุตตบทมีอาทิว่า อานนท์ ความเป็น
ผู้มีมิตรดีงาม มีสหายดีงาม นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น เพราะทรงปฏิเสธ
ท่านพระอานนท์ผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริกผู้กล่าวอยู่ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ความเป็นผู้มีมิตรดีงามนี้ เป็นกึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ ถึง ๒ ครั้งว่า มา
เหวํ อานนฺท อย่ากล่าวอย่างนี้ อานนท์.
บทว่า ปุน จปรํ แปลว่า ก็ธรรมข้ออื่นยังมีอยู่อีก. ในบทว่า สีลวา
นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ที่ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าอะไร ? ที่ชื่อว่าศีล
เพราะอรรถว่า ตั้งไว้มั่น. ที่ชื่อว่าตั้งไว้มั่น คืออะไร ? คือตั้งมั่นไว้ด้วย
ดี อธิบายว่า ความที่กายกรรมเป็นต้นเหมาะสม เพราะความเป็นผู้มีศีลดี.
อีกอย่างหนึ่ง เป็นที่รองรับไว้ อธิบายว่า ความเป็นที่รองรับไว้ โดย
ความเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมมีฌานเป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าศีล
เพราะรองรับไว้ หรือทรงไว้. นี้เป็นอรรถแห่งศีลโดยนัยแห่งลักษณะ
ของศัพท์ เป็นอันดับแรก. แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่ง พรรณนาอรรถโดย
นิรุตตินัยว่า อรรถแห่งศีล มีอรรถว่าศีรษะ มีอรรถว่าเย็น มีอรรถว่า
ตั้งมั่น มีอรรถว่าสังวร. ศีลนี้นั้นมีอยู่กับบุคคลนั้นโดยครบถ้วน หรือ
โดยดีเยี่ยม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สีลวา ผู้มีศีล. อธิบายว่า ผู้สมบูรณ์
ด้วยศีล.

390