พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 371 (เล่ม 44)

พระศาสดาเมื่อทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์เหล่าใด ไม่ข้องแวะ
ส่วนสุด ๒ อย่างนั้น เพราะไม่งมงายในปวัตติเป็นต้น โดยแจ่มแจ้งใน
สัจจะทั้ง ๔ ย่อมขึ้นสู่มัชฌิมปฏิปทา สมณพราหมณ์เหล่านั้นนั่นแหละ
จะมีการหลุดพ้นและการสลัดออกไปจากภพได้ จึงตรัสว่า อุปธิ ดังนี้
เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปธิ ได้แก่ อุปธิมีขันธ์เป็นต้น. ศัพท์
ว่า หิ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ปฏิจฺจ แปลว่า อาศัย คือทำให้เป็นที่
อาศัย. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มีชาติทุกข์เป็นต้น. ท่านกล่าวอธิบาย
ไว้อย่างไร ? ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า สัตว์เหล่านี้มีทิฏฐิเป็นคติ สำคัญว่า
หลุดพ้นในที่ใด พวกเขาก็ได้ประสบอุปธิ คือ ขันธ์ กิเลส และอภิสังขาร
ในที่นั้น สัตวโลกนั้นจะสลัดออกจากทุกข์ได้แต่ที่ไหน. ก็เพราะอภิสังขาร
เกิดมีในที่ที่กิเลสเกิดมี ความสืบเนื่องแห่งภพจึงไม่ขาดไปเลย เพราะ-
ฉะนั้น วัฏทุกข์ (ของสัตวโลก) จึงไม่ดับ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ก็ทุกข์นี้ย่อมเกิดมี เพราะอาศัยอุปธิ.
บัดนี้ เพื่อแสดงเหตุเครื่องสลัดทุกข์ จึงตรัสว่า เพราะอุปาทาน
ทั้งปวงสิ้นไป ทุกข์จึงไม่เกิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพุปาทานกฺขยา ความว่า เพราะ
ละได้เด็ดขาดซึ่งอุปาทานทั้งหมด ๔ อย่างนี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐิปาทาน
สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ด้วยการบรรลุอริยมรรค. ในอุปาทาน
๔ เหล่านั้น อุปาทาน ๓ เหล่านี้ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และ
อัตตวาทุปาทาน อันโสดาปัตติมรรคให้สิ้นไป คือถึงความไม่เกิดขึ้นเป็น
ธรรมดา. พึงทราบว่า กามุปาทานอันยังสัตว์ให้ไปอบายมรรคที่ ๑ ให้

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 372 (เล่ม 44)

สิ้นไป ที่เป็นกามราคะอย่างหยาบ มรรคที่ ๒ ให้สิ้นไป. กามราคะและ
พยาบาทอย่างละเอียด มรรคที่ ๓ ให้สิ้นไป. การละรูปราคะอรูปราคะ
มรรคที่ ๔ ให้สิ้นไป รวมความว่าอุปาทานอันมรรคทั้ง ๔ ให้สิ้นไป คือ
ถึงการไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา. บทว่า นตฺถิ หุกฺขสฺส สมฺภโว ความว่า
เพราะอุปาทานสิ้นไปโดยประการทั้งปวงอย่างนี้ คือ เพราะรกชัฏคือกิเลส
แม้ทั้งหมดโดยที่รวมอยู่ในฐานเดียวกันกับอุปาทานนั้นไม่เกิดขึ้น วัฏทุกข์
แม้มีประมาณน้อยก็ไม่เกิด คือไม่ปรากฏ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงปวัตติคือ (ทุกขสัจ และนิวัตติคือ
นิโรธสัจ) พร้อมด้วยเหตุดังพรรณนามาฉะนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงว่า
สัตวโลกนี้เมื่อไม่รู้นัยนี้ ก็เงยศีรษะขึ้นจากวัฏฏะไม่ได้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า
โลกมิมํ ปสฺส.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกมิมํ ปสฺส ความว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเมื่อจะทรงชักนำในการกระทำการพิจารณาดู จึงตรัสเรียกเฉพาะ
พระองค์ว่า จงดูโลกนี้ เพราะพระองค์เข้าถึงภาววิสัย (ของโลก) โดย
ประจักษ์ด้วยพุทธจักษุ. บทว่า ปุถุ แปลว่า มาก. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
ปุถุ แปลว่า เป็นพวก ๆ. บทว่า อวิชฺชา ปเรตา ความว่า ถูกอวิชชา
อันเป็นตัวปกปิดสัจจะ ๔ ครอบงำ. ซึ่งตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า ความไม่
รู้ในทุกข์. บทว่า ภูตา แปลว่า เกิดแล้ว คือบังเกิดแล้ว เพราะกรรมและ
กิเลส. บทว่า ภูตรตา ความว่า ยินดียิ่งด้วยตัณหาในสัตว์ทั้งหลาย คือใน
สัตว์อื่นด้วยความสำคัญว่า บิดา มารดา บุตรและภรรยาเป็นต้น หรือในภูต
คือเบญจขันธ์ด้วยกำหนดว่าเป็นสตรีบุรุษเป็นต้น ด้วยภาวะว่าเที่ยงเป็นต้น
และด้วยการถือว่าตนและมีในตน โดยไม่หยั่งรู้ภาวะแห่งเบญจขันธ์ว่า

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 373 (เล่ม 44)

ไม่เที่ยง ไม่งาม เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา. บทว่า ภวาอปริมุตฺตา
ความว่า ไม่หลุดพ้นจากภพจากสงสาร ด้วยการยึดถือด้วยอำนาจตัณหา
และทิฏฐิดังที่กล่าวแล้ว.
ก็ในบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า โลกมิมํ นี้ อันดับแรกเมื่อจะทรงนำ
หมู่สัตว์แม้ทั้งสิ้นเข้าเป็นกลุ่มเดียวกัน โดยภาวะเสมอกันก่อน จึงทรง
แสดงศัพท์โดยไม่เจาะจงด้วยเอกวจนะ แล้วทรงประกาศอานุภาพแห่ง
พุทธจักษุญาณของพระองค์ว่า สัตวโลกนี้นั้นมีความแตกต่างกันเป็นหลาย
ประเภทโดยภพ กำเนิด คติ ฐิติ และสัตตาวาสเป็นต้น และโดยหมู่สัตว์
นั้น ๆ เป็นต้นในภพเป็นต้นแม้นั้น เราตรวจดูแล้วแต่ละอย่าง ๆ จึงกระ-
ทำประเภทวจนะอีก แล้วทรงแสดงศัพท์โดยเจาะจงด้วยพหุวจนะ ด้วย
พระดำรัสมีอาทิว่า สัตว์เป็นอันมากถูกอวิชชาครอบงำ. ก็แลครั้นทำคำ
อธิบายดังว่ามานี้แล้วทำให้เป็นทุติยาวิภัตติว่า โลกมิมํ แม้นิเทศที่เป็น
ปฐมาวิภัตติพหุวจนะโดยพระบาลีว่า อวิชฺชาย ปเรตา เป็นต้น ก็เป็นอัน
ไม่ผิด เพราะมีพากย์ต่างกัน แต่เมื่อว่าโดยความประสงค์ให้เป็นพากย์อัน
เดียวกัน อาจารย์บางพวกจึงกล่าวว่าภูตอันอวิชชาครอบงำ ยินดีในภูต
ไม่พ้นไปจากภพได้. แต่บาลีเก่ากล่าวโดยความต่างแห่งวิภัตติเท่านั้น.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงวิปัสสนาวิถีอันเป็นโคจรของพระพุทธเจ้าไม่เป็น
วิสัยแห่งเดียรถีย์ ซึ่งเป็นอุบายให้พ้นจากภพทั้งหมด จึงตรัสคำมีอาทิว่า
เย หิ เกจิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย หิ เกจิ ภวา ความว่า ก็ภพ
เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีอายุยืน หรือมีอายุชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งมีประเภทแตกต่าง
กันโดยจำแนกเป็นกามภพเป็นต้น สัญญาภพเป็นต้น และเอกโวการภพ

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 374 (เล่ม 44)

เป็นต้น ที่สมมติกันว่ามีความสำราญ ที่ต่างกันโดยสาระ และเว้นจาก
ความสำราญ. บทว่า สพฺพธิ ได้แก่ ในที่ทั้งปวงโดยวิภาคมีอาทิว่า
เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง. บทว่า สพฺพตฺถตาย ได้แก่ โดย
ภาวะทั้งปวง มีสวรรค์ อบาย และมนุษย์เป็นต้น. พึงทราบวินิจฉัยในบท
มีอาทิว่า สพฺเพ เต ดังต่อไปนี้.
ภพทั้งหมดนั้นมีรูปและเวทนาเป็นต้นเป็นธรรม ชื่อว่า ไม่เที่ยง
เพราะอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี. ชื่อว่า เป็นทุกข์ เพราะถูกความเกิดและ
ความดับบีบคั้น. ชื่อว่ามีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เพราะจะต้อง
แปรปรวนไปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ชราและมรณะ. อิติ ศัพท์ มีอาทิ
เป็นอรรถหรือมีปการะเป็นอรรถ. คืออย่างไร ? คือ ด้วย อิติ ศัพท์นั้น
พระองค์ทรงสงเคราะห์แม้อนัตตลักษณะแล้วตรัสว่า ชื่อว่า อนัตตา เพราะ
ไม่เป็นไปในอำนาจ หรือชื่อว่า อนัตตา เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปใน
อำนาจ เหตุมีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา. สัตวโลก พิจารณาเห็น
เบญจขันธ์นี้กล่าวคือภพ ตามความเป็นจริง คือ ไม่แปรผัน ด้วยปัญญา
อันชอบ คือ ด้วยญาณอันชอบ ได้แก่ด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรค
อันประกอบด้วยวิปัสสนา คือแทงตลอดด้วยปริญญาอภิสัมเป็นต้น จึง
ละตัณหา ในภพอันเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า ภพเที่ยง ด้วยประการฉะนี้
คือ ด้วยอาการแทงตลอดลักษณะ ๓ คือดับได้เด็ดขาดพร้อมกับการบรรลุ
อรหัตมรรคนั่นแล ย่อมไม่เพลิดเพลิน คือย่อมไม่ปรารถนา วิภพ คือ
ความตัดขาด เพราะละอุจเฉททิฏฐิได้ด้วยประการทั้งปวง. เพราะความ
สิ้นไป คือ เพราะละตัณหา ๑๐๘ ประเภทมีกามตัณหาเป็นต้น และมี
ประเภทหาที่สุดมิได้โดยวิภาคการกำหนดเป็นต้นของสัตวโลกผู้เป็นอยู่

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 375 (เล่ม 44)

อย่างนั้น โดยอาการทั้งปวง คือโดยประการทั้งปวง การดับโดย
ไม่เกิดขึ้นแห่งธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งสังกิเลสทั้งสิ้นโดยที่รวมอยู่ในฐาน
เดียวกับตัณหานั้น โดยไม่เหลือ คือโดยเด็ดขาด ด้วยธรรมเครื่องสำรอก
คือด้วยอริยมรรคนั้น คือ พระนิพพาน.
ครั้นทรงแสดงอุปาทิเสสนิพพาน โดยการละตัณหาเป็นประธาน
ดังพรรณนามาฉะนี้ บัดนี้ เมื่อจงทรงแสดงอนุปาทิเสสนิพพาน จึงตรัส
คาถาว่า ตสฺส นิพฺพุตสฺส ดังนี้เป็นต้น.
คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายดังนี้ เพราะภิกษุผู้ขีณาสพผู้ทำลายกิเลส
โดยนัยดังกล่าวแล้ว ดับสนิทด้วยกิเลสปรินิพพานเพราะสิ้นตัณหาโดย
ประการทั้งปวง ไม่มีอุทาน คือ หมดอุปาทาน หรือเพราะไม่ยึดมั่น
กิเลสมารและอภิสังขารมาร ภพใหม่จึงไม่มี คือไม่มีอุปปัตติภพโดยการ
ปฏิสนธิต่อไป. และภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น ครอบงำมารเสียได้ คือ ในขณะ
จริมกมรรค ครอบงำกิเลสมารอภิสังขารมาร และเทวบุตรมาร ในขณะ
จริมกจิต จิตดวงสุดท้าย (อรหัตมรรค) ครอบงำขันธมาร และมัจจุมาร
เสียได้ รวมความว่า ท่านครอบงำมารทั้ง ๕ เสียได้ คือให้พ่ายแพ้ ได้แก่
ทำให้หมดพยศด้วยการไม่ให้เงยศีรษะขึ้นได้อีก เพราะท่านชนะสงครามที่
พวกมารทำให้เกิดในที่นั้นๆ. ก็ด้วยประการอย่างนี้ ท่านชื่อว่าชนะสงคราม
ชื่อว่า ผู้คงที่ คือ เป็นพระอรหันต์ เพราะถึงลักษณะของความเป็นผู้คงที่
เพราะไม่มีวิการในอารมณ์ทั้งปวงมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น ชื่อว่า ก้าวล่วง คือ
ก้าวล่วงด้วยดี ซึ่งภพทั้งปวง คือ ภพแม้ทั้งหมดมีประเภทตามกล่าวแล้ว
ไม่จัดเข้าในที่ใดที่หนึ่ง โดยที่แท้เป็นผู้หาบัญญัติมิได้เบื้องหน้าแต่
ปรินิพพานไปเหมือนไฟหมดเชื้อ ฉะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอา

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 376 (เล่ม 44)

ยอดแห่งอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ จึงให้มหาอุทานนี้จบลง ด้วยประการ
ฉะนี้.
จบอรรถกถาโลกสูตรที่ ๑๐
จบนันทวรรควรรณนาที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กรรมสูตร ๒. นันทสูตร ๓. ยโสชสูตร ๔. สารีปุตตสูตร
๕. โกลิตสูตร ๖. ปิลินทวัจฉสูตร ๗. มหากัสสปสูตร ๘. ปิณฑปาตสูตร
๙. สิปปสูตร ๑๐. โลกสูตร และอรรถกถา

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 377 (เล่ม 44)

เมฆิยวรรคที่ ๔
๑. เมฆิยสูตร
ว่าด้วยตรัสธรรม ๕ แก่พระเมฆิยะ
[๘๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ จาลิกบรรพต ใกล้
เมืองจาลิกา ก็สมัยนั้นแล ท่านพระเมฆิยะเป็นอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้งนั้นแล ท่านพระเมฆิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวาย
บังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาจะเข้าไป
บิณฑบาตในชันตุคาม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนเมฆิยะ เธอจง
สำคัญเวลาอันควร ณ บัดนี้เถิด ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระเมฆิยะนุ่ง
แล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังชันตุคามเพื่อบิณฑบาต ครั้นเที่ยวไปใน
ชันตุคามเพื่อบิณฑบาตแล้ว กลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต เข้าไป
ยังฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา ครั้นแล้วเดินพักผ่อนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา ได้เห็น
ป่ามะม่วงน่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์ ครั้นแล้วคิดว่า ป่ามะม่วงนี้น่าเลื่อมใส
น่ารื่นรมย์จริงหนอ ป่ามะม่วงนี้สมควรแก่ความเพียรของกุลบุตรผู้มีความ
ต้องการด้วยความเพียรจริงหนอ ถ้าว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาต
เราไซร้ เราพึงมาสู่อัมพวันนี้เพื่อบำเพ็ญเพียร ลำดับนั้นแล ท่านพระ-
เมฆิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว
ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังชันตุคาม ครั้นเที่ยวไปบิณฑบาตใน

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 378 (เล่ม 44)

ชันตุคามแล้ว กลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต เข้าไปยังฝั่งแม่น้ำ
กิมิกาฬา ครั้นแล้วเดินพักผ่อนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา ได้เห็นอัมพวัน
น่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์ จึงได้คิดว่า อัมพวันนี้น่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์จริง
หนอ อัมพวันนี้ สมควรเพื่อความเพียรของกุลบุตรผู้มีความต้องการด้วย
ความเพียรจริงหนอ ถ้าว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตเราไซร้ เรา
พึงมาสู่อัมพวันนี้เพื่อบำเพ็ญเพียร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าว่าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าจะทรงอนุญาตข้าพระองค์ไซร้ ข้าพระองค์พึงไปสู่อัมพวันเพื่อ
บำเพ็ญเพียร.
[๘๖] เมื่อท่านพระเมฆิยะกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสว่า ดูก่อนเมฆิยะ จงรอก่อน เราจะอยู่แต่ผู้เดียวจนกว่าภิกษุรูปอื่น
จะมา แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระเมฆิยะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีกิจอะไร ๆ ที่พึงทำให้ยิ่ง หรือไม่
มีการสั่งสมอริยมรรคที่พระองค์กระทำแล้ว แต่ข้าพระองค์ยังมีกิจที่พึงทำ
ให้ยิ่ง ยังมีการสั่งสมอริยมรรคที่ทำแล้ว ถ้าว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรง
อนุญาตข้าพระองค์ไซร้ ข้าพระองค์พึงไปสู่อัมพวันนั้นเพื่อบำเพ็ญเพียร
แม้ครั้งที่ ๒. . . แม้ครั้งที่ ๓ . . . พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนเมฆิยะ
เราพึงกล่าวอะไรกะเธอผู้กล่าวอยู่ว่า บำเพ็ญเพียร ดูก่อนเมฆิยะ เธอจง
สำคัญเวลาอันสมควร ณ บัดนี้.
[๘๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระเมฆิยะลุกจากอาสนะ ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้ว เข้าไปยังอัมพวันนั้น ครั้น-
แล้วได้เที่ยวไปทั่วอัมพวัน แล้วนั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง
ครั้งนั้น เมื่อท่านพระเมฆิยะพักอยู่ในอัมพวันนั้น อกุศลวิตกอันลามก ๓

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 379 (เล่ม 44)

ประการคือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ย่อมฟุ้งซ่านโดยมาก
ครั้งนั้นแล ท่านพระเมฆิยะคิดว่า น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมาแล้วหนอ
เราออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา แต่กลับถูกอกุศลวิตกอันลามก ๓
ประการนี้คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ครอบงำแล้ว ครั้งนั้น
เป็นเวลาเย็น ท่านพระเมฆิยะออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระ-
องค์พักอยู่ในอัมพวันนั้น อกุศลวิตกอันลามก ๓ ประการคือ กามวิตก
พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ย่อมฟุ้งซ่านโดยมาก ข้าพระองค์นั้นคิดว่า น่า
อัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมาแล้วหนอ ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา
แต่กลับถูกอกุศลวิตกอันลามก ๓ ประการนี้คือ กามวิตก พยาบาทวิตก
วิหิงสาวิตก ครอบงำแล้ว.
[๘๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการ
ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า ๕ ประการ
เป็นไฉน ดูก่อนเมฆิยะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี
มีเพื่อนดี นี้เป็นธรรมประการที่ ๑ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่ง
เจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์
ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษมีประมาณเล็กน้อย
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นธรรมประการที่ ๒ ย่อมเป็น
ไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า.

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 380 (เล่ม 44)

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก
ไม่ลำบาก ซึ่งกถาเครื่องขัดเกลากิเลส เป็นไปเพื่อเป็นที่สบายในการเปิด
จิตเพื่อเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความ
เข้าไปสบง เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน คือ อัปปิจฉกถา
สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา ศีลกถา สมาธิ-
กถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา นี้เป็นธรรมประการ
ที่ ๓ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม
เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่
ทอดธุระในกุศลธรรม นี้เป็นธรรมประการที่ ๔ ย่อมเป็นไปเพื่อความ
แก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่อง
พิจารณาความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์
โดยชอบ นี้เป็นธรรมประการที่ ๕ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่ง
เจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็น
ไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า
ดูก่อนเมฆิยะ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังคุณข้อนี้
ได้ คือ ตนจักเป็นผู้มีศีล. . . จักสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุ
ผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ ตนจักได้ตามความ
ปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งกถาเครื่องขัดเกลากิเลส. . . วิมุตติ-
ญาณทัสสนกถา ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ

380