พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 321 (เล่ม 44)

เสขบุคคล ไม่รู้สมาบัติวิหารธรรมอันเป็นของพระอเสขะ ฉะนั้น เธอจึง
ถึงความขวนขวายที่จะให้เราทำการปราศรัยอันเป็นฝ่ายโลกีย์ แก่ภิกษุ
เหล่านี้. แต่เราพร้อมด้วยภิกษุเหล่านี้ยับยั้งอยู่ตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม ด้วย
การปราศรัยอันเป็นโลกุตระนั่นแล จึงตรัสว่า อหญฺจ อานนฺท อิมานิ จ
ปญฺจ ภิกฺขุสตานิ สพฺเพว อาเนญฺชสมาธินา นิสินฺนมฺหา ดูก่อนอานนท์
เรากับภิกษุ ๕๐๐ รูป ทั้งหมดนี้ นั่งด้วยอาเนญชสมาธิ.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง
ถึงอรรถคือความที่ภิกษุเหล่านั้นมีความชำนาญ กล่าวคือความสามารถใน
การเข้าอาเนญชสมาบัติพร้อมกับพระองค์นี้. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า
ทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงสภาวะที่ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้สำเร็จในการละ
ราคะเป็นต้นได้เด็ดขาด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส ชิโต กามกณฺฏโก ความว่า
กามคือกิเลส ชื่อว่าเป็นหนาม เพราะอรรถว่าทิ่มแทงธรรมอันเป็นปฏิปักษ์
ต่อกุศลธรรม อันเป็นเหตุให้พระอริยบุคคลชนะ คือละได้โดยเด็ดขาด
ด้วยคำนั้น พระองค์ทรงแสดงถึงภาวะที่พระอริยบุคคลนั้นไม่มีความยินดี.
บาลีว่า คามกณฺฏโก ดังนี้ก็มี. พระบาลีนั้นมีอธิบายดังนี้ หนามใน
บ้าน ได้แก่วัตถุกามทั้งสิ้นอันเป็นที่ตั้งแห่งหนาม อันพระอริยบุคคลใด
ชนะแล้ว เพราะฉะนั้น ความชนะของพระอริยบุคคลนั้น พึงทราบโดย
การละฉันทราคะอันเนื่องด้วยวัตถุกามนั้น ด้วยคำนั้น เป็นอันพระองค์
ตรัสถึงอนาคามิมรรคของภิกษุเหล่านั้น เชื่อมความว่า ก็ความด่าอัน
พระอริยบุคคลชนะแล้ว. แม้ในบทว่า วโธ จ พนฺธนญฺจ นี้ ก็นัยนี้
เหมือนกัน. ในการด่าเป็นต้นนั้น ทรงแสดงความไม่มีวจีทุจริต ด้วย

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 322 (เล่ม 44)

การชนะการด่า, ทรงแสดงความไม่มีกายทุจริต ด้วยธรรมนอกนี้. ด้วย
คำนั้น เป็นอันพระองค์ตรัสมรรคที่ ๓ ด้วยการละพยาบาทอันมีการด่า
เป็นต้นนั้นเป็นนิมิตได้โดยเด็ดขาด. อีกอย่างหนึ่ง เป็นอันตรัสถึงมรรค
ที่ ๓ ด้วยการตรัสถึงชัยชนะการด่าเป็นต้น, การข่มการด่าเป็นต้นได้เด็ด
ขาด เป็นอันทรงประกาศในมรรคที่ ๓ นั้น. แม้ทั้ง ๒ บท ก็ทรงแสดง
ถึงความที่ภิกษุเหล่านั้นไม่มีความยินร้าย. บทว่า ปพฺพโต วิย โส  ิโต
อเนโช ความว่า อันตราย คือกิเลสอันเป็นตัวหวั่นไหว ท่านเรียกว่า
เอชา, ชื่อว่าอเนชา เพราะไม่มีกิเลสที่เหลืออันเป็นเหตุให้หวั่นไหว ตั้ง
อยู่ คือเป็นเช่นกับภูเขาเป็นแท่งทึบ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยกิเลสทั้งปวง
และด้วยสมคือการว่าร้ายของผู้อื่น เหตุไม่มีความหวั่นไหวนั่นเอง. บทว่า
สุจทุกฺเขสุ น เวธติ ส ภิกฺขุ ความว่า ภิกษุนั้น คือผุ้ทำลายกิเลสแล้ว
ย่อมไม่หวั่นไหวอันมีสุขและทุกข์เป็นเหตุ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบ
ความโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวมถึงความเป็นผู้คงที่ ด้วยการบรรลุพระ-
อรหัตของภิกษุเหล่านั้น จึงทรงเปล่งอุทานอันมีบุคคลเอกเป็นที่ตั้งด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถาโสชสูตรที่ ๓
๔. สารีปุตตสูตร
ว่าด้วยพระสารีบุตรดุจภูเขา
[๗๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 323 (เล่ม 44)

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล
ท่านพระสารีบุตรนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เบื้องหน้า อยู่ใน
ที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นท่านพระสารี-
บุตรนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เบื้องหน้า อยู่ในที่ไม่ไกล.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ภิกษุผู้ดุจภูเขา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความสิ้น
โมหะ เหมือนภูเขาหินไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่ด้วยดีฉะนั้น.
จบสารีปุตตสูตรที่ ๔
อรรถกถาสารีปุตตสูตร
สารีปุตตสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปริมุข สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ความว่า ตั้งสติให้มุ่งตรงต่อ
อารมณ์ คือ ตั้งสติไว้ในที่ใกล้หน้า. จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ในวิภังค์ว่า สตินี้เป็นอันปรากฏแล้ว ปรากฏด้วยดีแล้ว ที่ปลาย
นาสิก หรือที่มุขนิมิต ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐ-
เปตฺวา ตั้งสติไว้ตรงหน้า. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปริ มีอรรถว่า กำหนด.
บทว่า มุขํ มีอรรถว่า นำออก. บทว่า สติ มีอรรถว่า ปรากฏ. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริมุขํ สตึ. ก็ในที่นี้ พึงทราบอรรถโดยนัย
ดังกล่าวแล้วในปฏิสัมภิทา ด้วยประการฉะนี้. ในข้อนั้น มีความสังเขป

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 324 (เล่ม 44)

ดังต่อไปนี้. ก็บทว่า นิยฺยานํ ในบทว่า ปริคฺคหิตนิยฺยานสตึ กตฺวา นี้
พึงเห็นอารมณ์ที่สติหยั่งลง. ก็ในข้อนี้ ความต้นและความหลัง พึงเห็น
สติควบคุมอารมณ์ไว้ได้ทั้งหมด นอกนั้น พึงเห็นการประมวลส่วนเบื้อง
ต้นแห่งสมาบัติ. อีกอย่างหนึ่ง ฌาน ท่านเรียกว่าสติ โดยยกสติขึ้นเป็น
ประธาน เหมือนในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุใด บริโภคกายคตาสติ. ถามว่า
ก็ฌานนั้นเป็นไฉน ? ตอบว่า ได้แก่ฌานอันสัมปยุตด้วยอรหัตผล ที่
กระทำรูปาวจรจตุตถฌานให้เป็นบาทแล้วจึงเข้า. ถามว่า ก็ฌานนั้นจะ
พึงรู้ได้อย่างไร ? ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศความที่
พระเถระไม่หวั่นไหวพร้อมด้วยคุณวิเศษ เพราะประกอบด้วยอาเนญช-
สมาธิ และความที่พระเถระนั้นเป็นผู้อันอะไร ๆ ให้หวั่นไหวไม่ได้ โดย
เปรียบด้วยภูเขา จึงทรงเปล่งอุทานนี้ เพราะเหตุนั้น ย่อมรู้เนื้อความนี้ได้
ด้วยคาถานั่นแหละ. ก็นี้มิใช่พระเถระนั่งเพื่อแทงตลอดสัจจะ โดยที่แท้
นั่งเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน. จริงอยู่ ในกาลก่อนนั้นแล เมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ทีฆนขปริพาชก หลานของพระเถระ ที่ถ้ำ
สุกรขาตา พระมหาเถระนี้ถึงที่สุดกิจแห่งการแทงตลอดสัจจะแล.
บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยประการทั้งปวง
ถึงอรรถนี้ กล่าวคือความที่พระเถระอันอะไร ๆ ให้หวั่นไหวไม่ได้ เพราะ
ประกอบด้วยอาเนญชสมาธิ และเพราะถึงความเป็นผู้คงที่ จึงทรงเปล่ง
อุทานนี้ ประกาศความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปิ ปพฺพโต เสโล ความว่า เหมือน
ภูเขาศิลาเป็นแท่งทึบ ล้วนแล้วด้วยหิน ไม่ใช่ภูเขาดินร่วน หรือไม่ใช่
ภูเขาเจือดิน. บทว่า อจโล สุปฺปติฏฺฐิโต ความว่า มีรากตั้งอยู่ด้วยดี ไม่

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 325 (เล่ม 44)

หวั่น ไม่ไหว ด้วยลมตามปกติ. บทว่า เอวํ โมหกฺขยา ภิกฺขุ ปุพฺพโตว
น เวธติ ความว่า ภิกษุชื่อว่าละอกุศลทั้งปวงได้ เพราะละโมหะได้เด็ดขาด
และเพราะละอกุศลทั้งปวงมีโมหะเป็นมูล ย่อมไม่หวั่น คือไม่ไหวด้วยโลก-
ธรรม เหมือนภูเขานั้นไม่สะเทือนด้วยลมตามปกติ. อีกอย่างหนึ่ง เพราะ
เหตุที่พระนิพพานและพระอรหัตท่านเรียกว่า โมหักขยะ ฉะนั้น ภิกษุนั้น
จึงชื่อว่าตั้งอยู่ด้วยดีแล้วในอริยสัจ ๔ เพราะบรรลุพระนิพพานและพระ-
อรหัต เหตุสิ้นไปแห่งโมหะ แม้ในเวลาที่ไม่เข้าสมาบัติก็ไม่หวั่นไหวด้วย
อะไร ๆ เหมือนภูเขาดังกล่าวแล้ว. อธิบายว่า จะป่วยกล่าวไปไยในเวลา
เข้าสมาบัติเล่า.
จบอรรถกถาสารีปุตตสูตรที่ ๔
๕. โกลิตสูตร
ว่าด้วยกายคตาสติ
[๗๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล
ท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง มีกายคตาสติอันตั้งไว้
แล้วในภายใน อยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ทรงเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง มีกายคตาสติ
อันตั้งไว้ดีแล้วในภายใน อยู่ในที่ไม่ไกล.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 326 (เล่ม 44)

ภิกษุเข้าไปตั้งกายคตาสติไว้แล้ว สำรวมแล้วใน
ผัสสายตนะ ๖ มีจิตตั้งมั่นแล้วเนือง ๆ พึงรู้นิพพาน
ของตน.
จบโกลิตสูตรที่ ๕
อรรถกถาโกลิตสูตร
โกลิตสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กายคตาย สติยา ความว่า มีสติอันไปในกาย คือมีกาย
เป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจกายานุปัสสนา. บทว่า สติยา นี้ เป็นตติยาวิภัตติ
ใช้ในลักษณะอิตถัมภูต. ภายในตนชื่อว่าอัชฌัตตะ ในบทว่า อชฺฌตฺตํ นี้.
เพราะฉะนั้น จึงมีความว่า ในตน คือในสันดานของตน. อีกอย่างหนึ่ง
พึงทราบเนื้อความของบทว่า อชฺฌตฺตํ ว่า โคจรชฺฌตฺตํ เพราะท่านประ-
สงค์เอาประชุมส่วนทั้ง ๓๒ มีผมเป็นต้น อันเป็นตัวกรรมฐาน ว่ากาย
ในที่นี้. บทว่า สุปติฏฺฐิตาย ความว่า ปรากฏด้วยดีในกาย อันเป็น
ภายในตน หรืออันเป็นภายในอารมณ์. ถามว่า ก็สติที่ท่านกล่าวว่า
ปรากฏด้วยดีภายในตน คืออะไร ? ตอบว่า คือ สติอันปรากฏในกายด้วย
อำนาจอุปจาระและอุปปนาของพระโยคีผู้ยังปฏิกูลมนสิการให้เป็นไปใน
อาการ ๓๒ มีผมเป็นต้น อันเป็นภายในที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากาย
โดยนัยมีอาทิว่า ผม ขน มีอยู่ในกายนี้นั้น ท่านเรียกว่า กายคตาสติ. ก็
กายคตาสตินี้ฉันใด สติอันปรากฏในกายด้วยอำนาจอุปการะและอัปปนา
ตามควรของพระโยคีผู้ยังมนสิการให้เป็นไปด้วยอำนาจสติสัปชัญญะใน

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 327 (เล่ม 44)

อานาปานะ และอิริยาบถ ๔ และด้วยอำนาจอุทธุมาตกอสุภะ และวินีลก-
อสุภะเป็นต้น ก็เรียกว่ากายคตาสติฉันนั้น. ก็ในที่นี้ กายคตาสติภายใน
ตน กำหนดธาตุทั้ง ๔ มีปฐวีธาตุเป็นต้น ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง
คือด้วยอาการหนึ่งในอาการ ๔ มีสสัมภารสังเขปเป็นต้น ปรากฏโดยการ
กำหนคอนิจจลักษณะเป็นต้นของธาตุเหล่านั้น เป็นสติอันสัมปยุตด้วย
วิปัสสนา ท่านประสงค์เอาว่า กายคตาสติ. ก็พระเถระเห็นแจ้งอย่างนั้น
จึงนั่งเข้าผลสมาบัติของตนเท่านั้น. แม้ในที่นี้ ความที่เนื้อความแห่งพระ-
คาถานี้จะรู้แจ้งได้อย่างนั้น พึงประกอบตามแนวแห่งนัยที่กล่าวไว้โดยนัย
ว่า น จายํ นิสชฺชา ก็การนั่งนี้มิใช่. . . ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า ทรงทราบอรรถนี้ กล่าวคือการที่พระ-
เถระเจริญวิปัสสนาในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยการกำหนดธาตุ ๔
เป็นประธานแล้วจึงเข้าผลสมาบัติ. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่ง
อุทานนี้ อันแสดงการบรรลุพระนิพพานด้วยสติปัฏฐานุภาวนา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สติ กายคตา อุปฏฺฐิตา ความว่า สติ
มีลักษณะดังกล่าวแล้วในกาลก่อน ชื่อว่าละธรรมอันเป็นปฏิปักษ์เสียได้
เพราะถึงภาวะที่ช่วยในการทำกิจของสมาธิ วิริยะ และปัญญาซึ่งมีศรัทธา
เป็นตัวนำให้สำเร็จตามหน้าที่ของตน แต่นั้นเป็นความสละสลวยอย่างแรง
ที่เดียว เข้าไปกำหนดสภาวะที่ไม่ผิดแผกด้วยอำนาจกายสังวร ตามที่กล่าว
แล้ว และด้วยอำนาจการรวมอรรถไว้เป็นอันเดียวกันตั้งอยู่. ด้วยคำนี้
ทรงแสดงถึงสติอันไป ๆ มา ๆ อยู่กับปัญญา ซึ่งกำหนดปัจจัยทั้งหลาย ด้วย
การกำหนดธาตุ ๔ กล่าวคือกาย และอุปาทารูปที่อาศัยธาตุ ๔ นั้น ต่อ
แต่นั้น จึงเป็นไปด้วยอำนาจกำหนดปัจจัยเหล่านั้น โดยเป็นอนิจจลักษณะ

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 328 (เล่ม 44)

เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง เมื่อว่าโดยยกสติขึ้นเป็นประธาน จึงทรงแสดง
เฉพาะการสืบๆ กันมา แห่งปัญญาอันนับเนื่องในปริญญา ๓ อันสัมป-
ยุตด้วยสตินั้น. บทว่า ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุโต ความว่า พระโยคีผู้
ประกอบด้วยความเป็นผู้มีสติปรากฏในกายตามที่กล่าวแล้ว จึงปฏิเสธ
ความเป็นไปแห่งปัญญา เพราะเมื่อไปเจริญกายานุปัสสนาในทวารทั้ง ๖
มีจักขุทวารเป็นต้น อันเป็นเหตุแห่งผัสสะ อภิชฌาเป็นต้นที่ควรจะเกิด
ก็เกิดขึ้น เมื่อจะปิดกั้นอภิชฌาเป็นนั้น จึงตรัสเรียกว่า ผู้สำรวมใน
ทวาร ๖ มีจักขุทวารเป็นต้นนั้น. ด้วยคำนั้น ทรงแสดงถึงญาณสังวร.
บทว่า สตตํ ภิกฺขุ สมาหิโต ความว่า ภิกษุนั้นมีสติปรากฏแล้ว
อย่างนั้นและสำรวมแล้วในทวารทั้งปวง ไม่ปล่อยจิตไปในอารมณ์อันมาก
หลาย พิจารณาโดยอนิจจลักษณะเป็นต้น เจริญวิปัสสนา เมื่อญาณแก่กล้า
ดำเนินไปอยู่ ก็มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนา เป็นไปติดต่อ
ไม่ขาดระยะทีเดียว ตั้งแต่ลำดับอนุโลมญาณจนถึงเกิดโคตรภูญาณ. บทว่า
ชญฺญา นิพฺพานมตฺตโน ความว่า พระนิพพานอันเป็นอสังขตธาตุนำมา
ซึ่งความสุขอย่างแท้จริง โดยเป็นอารมณ์อันดีเยี่ยมแก่มรรคญาณและผล-
ญาณ ซึ่งได้บัญญัติว่า อัตตา เพราะไม่เป็นอารมณ์ของปุถุชนอื่น แม้โดย
ที่สุดความฝัน แต่เพราะเป็นแผนกหนึ่งแห่งมรรคญาณและผลญาณนั้น ๆ
ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และเพราะเป็นเช่นกับอัตตา จึงเรียกว่า อตฺตโน
ของตน พึงรู้คือพึงทราบพระนิพพานนั้น อธิบายว่า พึงรู้แจ้ง คือ พึง
ทำให้แจ้งด้วยมรรคญาณและผลญาณทั้งหลาย. ด้วยคำนั้น ทรงแสดงถึง
ความที่พระอริยเจ้าทั้งหลายมีจิตน้อมไปในพระนิพพาน. จริงอยู่ พระ-

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 329 (เล่ม 44)

อริยะเจ้าทั้งหลายย่อมอยู่ แม้ในเวลาที่อธิจิตเป็นไป ก็อยู่โดยภาวะที่น้อม
โน้มโอนไปในพระนิพพานโดยส่วนเดียวเท่านั้น. ก็ในที่นี้ สติเป็นไปใน
กายปรากฏแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นสำรวมแล้วในผัสสายตนะ ๖ ต่อแต่นั้น
ก็มีจิตตั้งมั่นเนือง ๆ พึงรู้พระนิพพานของตน ด้วยการกระทำให้ประจักษ์
แก่ตน พึงทราบการเชื่อมบทแห่งคาถาอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเป็นธรรมราชา ทรงแสดงทางเป็นเครื่องนำออกของภิกษุรูป
หนึ่ง โดยมุข คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐานจนถึงพระอรหัตด้วยประการ
ฉะนี้. อีกนัยหนึ่ง ด้วยบทว่า สติ กายคตา อุปฏฺฐิตา นี้ ทรงแสดงถึง
กายานุปัสนาสติปัฏฐาน. บทว่า ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุโต ความว่า
ชื่อว่า ผัสสายตนะ เพราะเป็นที่มาต่อ คือเป็นเหตุแห่งผัสสะ ในผัสสาย-
ตนะเหล่านั้น. ชื่อว่าสำรวมแล้ว เพราะตัณหาเป็นต้นไม่เป็นไปในเวทนา ๖
มีจักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น อันมีผัสสะเป็นเหตุ คือเกิดขึ้นเพราะผัสสะ
เป็นปัจจัย ด้วยคำนั้น ทรงแสดงถึงเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. บทว่า
สตตํ ภิกฺขุ สมาหิโต ความว่า ภิกษุชื่อว่าตั้งมั่นติดต่อตลอดกาลเป็นนิตย์
ไม่มีระหว่างคั่น เพราะไม่มีความฟุ้งซ่าน ก็ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน
เพราะถึงที่สุดด้วยสติปัฏฐานภาวนา โดยประการทั้งปวง. จริงอยู่ เมื่อเธอ
พิจารณากำหนดได้อย่างเด็ดขาดทีเดียว ในอุปาทานขันธ์ ๕ อันต่างโดย
ประเภทแห่งกาลมีอดีตกาลเป็นต้นแล. ด้วยคำนี้ ทรงแสดงถึงสติปัฏฐาน
ที่เหลือ. บทว่า ชญฺญา นิพฺพานมตฺตโน ความว่า ภิกษุผู้ทำลายกิเลส ถึง
ที่สุดแห่งสติปัฏฐานภาวนาทั้ง ๔ ดำรงอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ตนเอง
นั่นแหละ พึงรู้กิเลสนิพพานของตนด้วยปัจจเวกขณญาณ.

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 330 (เล่ม 44)

อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า สติ กายคตา อุปฏฺฐิตา นี้ ทรงแสดงถึง
ความที่พระเถระเป็นผู้ถึงความไพบูลย์ด้วยสติ ด้วยการแสดงถึงการกำหนด
รู้ตามสภาวะแห่งกายของตนและของคนอื่น. ด้วยบทว่า ฉสุ ผสฺสายต-
เนสุ สํวุโต นี้ ทรงแสดงถึงการที่พระเถระถึงความไพบูลย์ด้วยปัญญา
อันประกาศถึงสัมปชัญญะ ด้วยสามารถแห่งการอยู่ด้วยความสงบเป็นต้น
อันแสดงถึงความสำรวมอย่างแท้จริง ในทวาร ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น.
ด้วยบทว่า สตตํ ภิกฺขุ สมาหิโต นี้ ทรงแสดงอนุบุพพวิหารสมาบัติ ๙
โดยแสดงถึงความเป็นผู้มากด้วยสมาบัติ. ก็ภิกษุผู้เป็นอย่างนี้ พึงรู้
นิพพานของตน คือ พึงรู้ พึงคิดถึงอนุปาทิเสสนิพพานธาตุของตน
อย่างเดียวเท่านั้น เพราะไม่มีกรณียกิจอันยิ่ง เพราะทำกิจเสร็จแล้ว
อธิบายว่า แม้กิจอื่นที่เธอจะพึงคิดก็ไม่มี.
จบอรรถกถาโกลิตสูตรที่ ๕
๖. ปิลินทวัจฉสูตร
ว่าด้วยวาทะว่าคนถ่อย
[๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลัน-
ทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะ
ย่อมร้องเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยวาทะว่าคนถ่อย ครั้งนั้นแล ภิกษุมากด้วย
กัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่

330