เกิดขึ้นต่อไปแห่งอาสวะว่า อาสวักขยะ ในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นอาสวะแก่ผู้รู้อยู่เห็นอยู่. ตรัสมรรคจิตว่า
อาสวักขยะ ในประโยคมีอาทิว่า
ปฐมญาณ (อนัญญตัญญัสสามิตินทรีย์) ย่อม
เกิดขึ้น ในเพราะโสดาปัตติมรรค อันเป็นเครื่องทำ
กิเสสทั้งหลายให้สิ้นไป แก่พระเสขะผู้ยังต้องศึกษา
อยู่ ผู้ปฏิบัติตามทางอันตรง ปัญญาที่รู้ทั่วถึง (อัญ-
ญินทรีย์) ย่อมเกิดขึ้นในลำดับแต่ปฐมญาณนั้น.
ตรัสผลจิตว่า อาสวักขยะ ในประโยคมีอาทิว่า เป็นสมณะ เพราะ
ความสิ้นอาสวะ. ตรัสพระนิพพานว่า อาสวักขยะ ในประโยคมีอาทิว่า
อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่ผู้ตามเห็นโทษ
ผู้อื่น ผู้สำคัญในการเพ่งโทษเป็นนิจ บุคคลนั้นชื่อว่า
เป็นผู้ไกลจากธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ.
แต่ในที่นี้ ตรัสความสิ้นไปแห่งอาสวะโดยส่วนเดียว คือความไม่
เกิดขึ้นแห่งอาสวะหรือมรรคจิตว่า อาสวักขยะ.
บทว่า อนาสวํ ได้แก่ ผู้ละอาสวะโดยประการทั้งปวง ด้วยปฏิ-
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์. บทว่า เจโตวิมุตฺตึ ได้แก่ สมาธิอันสัมปยุตด้วย
อรหัตผล. บทว่า ปญฺญาวิมุตฺตึ ได้แก่ ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอรหัตผล.
คำทั้งสอง มีอรรถแสดงภาวะที่สมถะและวิปัสสนาเนื่องกันเป็นคู่ แม้ใน
ผลจิตเหมือนในมรรคจิต. บทว่า ญาณํ ได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณ.
ในลำดับคำของเทวดานั้นแหละ แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
คำนึงทรงพิจารณาว่า เป็นอย่างนั้นหรือหนอ ญาณก็เกิดขึ้นว่า นันทะ