ส่วนพระอรหันต์ไม่มีมมังการ เพราะฉะนั้น ท่านจึงวางเฉยได้แม้ในการ
ปรนนิบัติร่างกาย. บทว่า ิตสฺส ได้แก่ ผู้ข้ามโอฆะ แม้ทั้ง ๔ แล้วตั้ง
อยู่บนบก คือพระนิพพาน หรือตั้งอยู่โดยไม่มีการท่องเที่ยวไปด้วยอำนาจ
การถือปฏิสนธิ. จริงอยู่ พระเสขะและปุถุชน ชื่อว่าย่อมท่องเที่ยวไป
ด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิ เพราะท่านละกิเลสและอภิสังขาร ยังไม่ได้
อนึ่ง พระอรหันต์ท่านเรียก ิโต ผู้ตั้งอยู่ เพราะไม่มีจุติและปฏิสนธินั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ผู้ตั้งอยู่ในอริยธรรม ๑๐ ประการ กล่าวคือพระ-
ขีณาสพ. บทว่า ตาทิโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยอริยฤทธิ์ ๕ ประการ
ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่
ปฏิกูลอยู่ และประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ อันไม่หวั่นไหวด้วยโลก-
ธรรม ๘ ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะเป็นผู้คงที่ กล่าวคือความเป็นผู้เช่นเดียวกัน
ในอิฏฐารมณ์เป็นต้น. บทว่า อตฺโถ นตฺถิ ชนํ ลเปตเว ความว่า ไม่มี
ประโยชน์ที่จะกล่าวคือพูดกะชนว่า ท่านทั้งหลายจงปรุงเภสัชเป็นต้นแก่
เรา เพราะไม่มีความอาลัยในร่างกาย. จริงอยู่ อัธยาศัยของพระขีณาสพ
(มี) ว่า กายนี้จงแตกตกไปของทีเดียว เหมือนใบไม้เหลืองหล่นจากขั้ว
ฉะนั้น. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เราไม่หวังความตาย ไม่หวังความเป็นอยู่ แต่
ยังหวังกาลเวลา เหมือนลูกจ้างหวังค่าจ้างฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พระขีณาสพไม่มีความต้องการเพื่อจะแสดงนิมิต
อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วกล่าวกะชนว่า พระผู้เป็นเจ้าต้องการอะไร คือ เพื่อ
ให้ชนพูดโดยการเชื้อเชิญด้วยปัจจัยทั้งหลาย เพราะท่านถอนมิจฉาชีพเช่น
นั้นเสียได้ด้วยมรรคจิตนั่นเอง.