สุขอันเกิดพร้อมด้วยโสมนัส มีญาณเป็นสมุฏฐาน มิปีติเป็นสมุฏฐานว่า
สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ ดังนี้.
บทว่า สุตฺวาน เตสํ เอตทโหสิ ความว่า ภิกษุเป็นอันมากเหล่า
นั้น ครั้นได้ฟังอุทานของท่านผู้มีอายุเปล่งว่า สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ
ก็ได้มีปริวิตกดังนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้ เบื่อหน่ายประพฤติพรหมจรรย์ โดย
ไม่ต้องสงสัย จริงอยู่ ภิกษุเหล่านั้นเป็นปุถุชน เมื่อไม่รู้อุทานอันหมาย
ถึงสุขอันเกิดแต่วิเวกของท่านผู้มีอายุนั้น จึงได้ดูหมิ่นอย่างนั้น ด้วยเหตุ
นั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า นิสฺสํสยํ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิสฺสํสยํ คือ โดยไม่ต้องสนเท่ห์
อธิบายว่า โดยแท้จริง. อาจารย์บางพวกกล่าวบาลีเป็นต้นว่า ยํ โส
ปุพฺเพ อคาริยภูโต สมาโน (ท่านเป็นผู้ครองเรือนในกาลก่อน เสวย
สุข ใด) แล้วพรรณนาอรรถด้วยคำที่เหลือว่า อนุภวิ (เสวย) อาจารย์
อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ยํส แต่บาลีเป็น ยํส ปุพฺเพ อคาริยภูตสฺส.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยํส ตัดเป็น ยํ อสฺส, เพราะลบ อ อักษรและ
ส อักษร ด้วยอำนาจสนธิ เหมือนในประโยคมีอาทิว่า เอวํส เต และ
ว่า ปุปฺผํสา อุปฺปชฺชติ. พึงทราบความหมายของคำนั้นดังต่อไปนี้ ท่าน
พระภัททิยะนั้น ก่อนแต่บวช เป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนเสวยสุขในราช-
สมบัติใด. บทว่า โส ตมนุสฺสรมาโน ความว่า บัดนี้ ท่านหวนระลึก
ถึงสุขนั้น ด้วยความเบื่อหน่าย.
บทว่า เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ ความว่า ภิกษุเป็นอันมาก
เหล่านั้นตั้งอยู่ในสภาพกล่าวอวด จึงได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาค-
เจ้า โดยประสงค์จะอนุเคราะห์ท่าน ไม่ใช่ประสงค์จะยกโทษ. บทว่า