พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 261 (เล่ม 44)

เปรียบด้วยความสำราญเป็นต้น คือด้วยวัฏทุกข์อันเกิดแต่ความรักคือบุตร.
จบอรรถกถาสุปปวาสาสูตรที่ ๘
๙. วิสาขาสูตร
ว่าด้วยประโยชน์ทั้งหมดในอำนาจผู้อื่น
[๖๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว อย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทของ
วิสาขามิคารมารดา ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ประโยชน์บางอย่าง
ของนางวิสาขามิคารมารดา เนื่องในพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสน-
ทิโกศลไม่ทรงยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จตามความประสงค์ ครั้งนั้นเป็น
เวลาเที่ยง นางวิสาขามิคารมารดาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ถามนางวิสาขามิคารมารดาว่า ดูก่อนนางวิสาขา ท่านมาแต่ที่ไหนหนอใน
เวลาเที่ยง นางวิสาขามิคารมารดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
ประทานพระวโรกาส ประโยชน์บางอย่างของหม่อมฉัน เนื่องในพระเจ้า
ปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จตาม
ความประสงค์.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 262 (เล่ม 44)

ประโยชน์ทั้งหมดอยู่ในอำนาจของผู้อื่น นำทุกข์
มาให้ ความเป็นใหญ่ทั้งหมดนำสุขมาให้ เมื่อมี
สาธารณประโยชน์ที่จะพึงให้สำเร็จ สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมเดือดร้อน เพราะว่ากิเลสเครื่องประกอบสัตว์
ทั้งหลาย ก้าวล่วงได้โดยยาก.
จบวิสาขาสูตรที่ ๙
อรรถกถาวิสาขาสูตร
วิสาขาสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปุพฺพาราเม ได้แก่ในอารามที่สร้างไว้ในที่ เหมือนอุตตม-
เทวีวิหารแห่งอนุราธบุรี ด้านทิศตะวันออกของกรุงสาวัตถี. บทว่า
มิคารมาตุ ปาสาเท แปลว่า ในปราสาทของมิคารมารดา. ในข้อนั้น
มีอนุบุพพิกถาดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล ในที่สุดแสนกัป อุบาสิกาคนหนึ่ง เห็นพระทศพล
พระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงสถาปนาอุบาสิกาคนหนึ่งไว้ในตำแหน่ง
อัครอุปัฏฐายิกาของพระองค์ จึงทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายทาน
แก่ภิกษุแสนหนึ่ง มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน กระทำความนอบน้อมต่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า ในอนาคตขอให้หม่อมฉัน
เป็นอัครอุปัฏฐายิกาของพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์. เธอท่องเที่ยวไปใน
เทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา จึง
ถือปฏิสนธิในครรภ์ของ สุมนเทวี ในคฤหาสน์ของธนัญชัยเศรษฐี ผู้เป็น

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 263 (เล่ม 44)

บุตรของ เมณฑกเศรษฐี ในภัททิยนคร. ก็ในเวลาที่นางเกิด ชนทั้งหลาย
ได้ขนานนามของเธอว่า วิสาขา. ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
ภัตทิยนคร เธอพร้อมด้วยทาริกา ๕๐๐ คน ไปต้อนรับพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ได้เป็นพระโสดาบัน เพราะการได้เฝ้าครั้งแรกนั่นเอง.
ครั้นภายหลัง เธอไปยังคฤหาสน์ของ ปุณณวัฒนกุมาร ผู้เป็นบุตร
ของมิคารเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี มิคารเศรษฐีผู้เป็นพ่อผัวตั้งเธอไว้ใน
ฐานะเป็นมารดา โดยเป็นผู้มีอุปการะในคฤหาสน์นั้น. เพราะฉะนั้น เขา
จึงขนานนามว่า มิคารมารดา. เธอสละเครื่องประดับ ชื่อว่า มหาลดา
ของตนโดยใช้ทรัพย์ ๙ โกฏิสร้างปราสาทประดับไว้ ๑,๐๐๐ ห้อง คือพื้น
ชั้นบน ๕๐๐ ห้อง พื้นชั้นล่าง ๕๐๐ ห้อง ณ พื้นที่ประมาณ ๑ กรีส
เพื่อเป็นที่ประทับและเป็นที่อยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในปราสาทของมิคารมารดา.
บทว่า โกจิเทว อตฺโต แปลว่า ประโยชน์บางอย่าง. บทว่า รญฺเญ
แปลว่า พระราชา. บทว่า ปฏิพทฺโธ แปลว่า เนื่องถึงกัน. พวกญาติของ
นางวิสาขาส่งสิ่งของเช่นนั้น อันวิจิตรด้วยแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น
จากตระกูลญาติไปเพื่อเป็นบรรณาการแก่นาง. สิ่งของนั้นพอถึงประตูเมือง
พวกเก็บส่วยจึงเก็บส่วย ณ ที่นั้น แต่ไม่เก็บให้พอควรแก่สิ่งของนั้น เก็บ
เอาเกินไป. นางวิสาขาได้ฟังดังนั้น ประสงค์จะทูลความนั้นแก่พระราชา
จึงได้ไปยังพระราชนิเวศน์พร้อมด้วยบริวารพอสมควร, ขณะนั้น พระ-
ราชาพร้อมด้วยพระนางมัลลิกาเทวี ได้เสด็จไปภายในพระตำหนัก, นาง
วิสาขาเมื่อไม่ได้โอกาส จึงคิดว่า เราจักได้ในบัดนี้ เราจักได้ในบัดนี้
เป็นผู้ขาดการบริโภคอาหารเพราะเลยเวลาบริโภค จึงหลีกไป. แม้นางจะ

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 264 (เล่ม 44)

ไปอย่างนี้ถึง ๒-๓ วันก็ไม่ได้โอกาสเลย. ดังนั้น พระราชาแม้เขาจะไม่
กราบทูลให้ทรงทราบ ก็เรียกว่า พระองค์ไม่ยังประโยชน์ให้สำเร็จตาม
ความประสงค์ เพราะไม่ได้โอกาสที่จะทำการวินิจฉัยความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาธิปฺปายํ แปลว่า ตามควรแก่ความ
ประสงค์. บทว่า น ตีเรติ แปลว่า ยังไม่ตกลง. จริงอยู่ มหาอุบาสิกา
มีความประสงค์จะถวายส่วยอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชาแก่พระราชาแล้วสละ
สิ่งของพวกนี้ ความประสงค์นั้น พระราชายังมิได้พิจารณา เพราะพระองค์
ยังมิได้เห็นเลย. ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่าเสียสละ. บทว่า
ทิวา ทิวสฺส แปลว่า ในเวลากลางวัน อธิบายว่า ในเวลาเที่ยง. มหา-
อุบาสิกาเมื่อจะแสดงความนี้ว่า หม่อมฉันไปยังประตูพระราชนิเวศน์ ๒-๓
วัน ในเวลากลางวัน ด้วยกรณียกิจบางอย่าง เข้าไปหาโดยไร้ประโยชน์
ทีเดียว เพราะความนั้นยังไม่ตกลง แต่การเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
เท่านั้น มีประโยชน์เพราะเป็นเหตุให้ได้ทัสนานุตริยะเป็นต้น เพราะ
เหตุนั้น หม่อมฉันจึงมาในที่นี้ในเวลานี้ พระเจ้าข้า ดังนี้ จึงกราบทูล
คำมีอาทิว่า อิธ เม ภนฺเต.
บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า ทรงทราบเนื้อความนี้ กล่าวคือ การ
สำเร็จความประสงค์โดยเนื่องกับผู้อื่น. ด้วยบทว่า อิมํ อุทานํ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงโทษและอานิสงส์ในความเป็นไป
ที่อาศัยผู้อื่นกับไม่อาศัยผู้อื่น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพํ ปรวสํ ทุกฺขํ ความว่า อรรถคือ
ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นไปในอำนาจของคนอื่น คือเนื่องกับ
คนอื่น จัดว่าเป็นทุกข์ คือนำทุกข์มาให้ เพราะไม่อาจให้สำเร็จตามความ

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 265 (เล่ม 44)

ปรารถนาของตน. บทว่า สพฺพํ อิสฺสริยํ สุขํ ความว่า ความเป็นใหญ่
มี ๒ อย่าง คือเป็นโลกิยะ ๑ โลกุตระ ๑. ในสองอย่างนั้น ความเป็นใหญ่
ฝ่ายโลกิยะ มีความเป็นใหญ่แห่งพระราชาเป็นต้น และความเป็นใหญ่
แห่งจิต อันเกิดจากฌาน และอภิญญาฝ่ายโลกิยะ. ความเป็นใหญ่ฝ่าย
โลกุตระ ได้แก่ความเป็นใหญ่แห่งนิโรธ อันมีการบรรลุมรรคและผล
เป็นนิมิต. ในความเป็นใหญ่เหล่านั้น ความเป็นใหญ่ในมนุษย์อันมีความ
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเป็นที่สุด ๑ ความเป็นใหญ่เป็นอธิบดีในหมู่เทพ
นั้น ๆ แห่งท้าวสักกะเป็นต้น ๑ ทั้งสองอย่างนั้น แม้ถ้าชื่อว่าเป็นสุข
เพราะมีสุขเป็นนิมิต โดยสำเร็จตามความปรารถนาด้วยอานุภาพแห่งกรรม
แต่ถึงกระนั้น จะชื่อว่าเป็นสุขอย่างแท้จริง โดยประการทั้งปวงก็หาไม่
เพราะเป็นทุกข์โดยมีความแปรปรวนไป. อนึ่ง ความเป็นใหญ่ทางจิตอัน
เกิดจากโลกิยฌานเป็นต้น ชื่อว่าไม่เป็นสุขอย่างแท้จริง เพราะมีความไม่
เที่ยงเป็นที่สุด. ส่วนความเป็นใหญ่แห่งนิโรธเท่านั้น ชื่อว่ามีความเป็นสุข
อย่างแท้จริง เพราะไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม และเพราะไม่มีการหมุนกลับ
(นิโรธ) เป็นสภาวะ. ก็ในที่นี้ พระศาสดาทรงหมายเอาสุขทางใจที่ได้
โดยไม่เนื่องกับสิ่งอื่นในทุกสถานทีเดียว จึงตรัสว่า สพฺพํ อิสฺสริยํ สุขํ
ความเป็นใหญ่ทั้งปวงนำมาซึ่งความสุข.
บทว่า สาธารเณ วิหญฺญนฺติ นี้ เป็นบทไขความแห่งบทนี้ว่า
สพฺพํ ปรวสํ ทุกฺขํ ประโยชน์ทั้งปวงที่อยู่ในอำนาจของผู้อื่นนำความทุกข์
มาให้. ก็ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ เมื่อประโยชน์ทั่วไปที่จะพึงให้สำเร็จมีอยู่
สัตว์เหล่านี้ชื่อว่าเดือดร้อน คือถึงความคับแค้น ลำบาก เพราะไม่สำเร็จ
ตามความประสงค์ เหตุประโยชน์นั้นเนื่องด้วยผู้อื่น. ถามว่า เพราะเหตุ

265
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 266 (เล่ม 44)

ไร ? ตอบว่า เพราะกิเลสเครื่องประกอบล่วงได้โดยยาก. อธิบายว่า
เพราะเหตุที่กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ อันบุคคล
ให้เกิดมีตลอดกาลหาเบื้องต้นมิได้ ชื่อว่าล่วงได้ยาก เพราะผู้ที่ไม่ได้สั่งสม
กุศลสมภารมาไม่สามารถจะละได้, ในโยคะเป็นต้นนั้น ทิฏฐิโยคะอัน
บุคคลพึงล่วงได้ด้วยปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค) กามโยคะอันบุคคลพึง
ล่วงได้ด้วยมรรคที่ ๓ (อนาคามิมรรค) โยคะนอกนี้อันบุคคลพึงล่วงได้
ด้วยมรรคอันเลิศ (อรหัตมรรค). ดังนั้น โยคะเหล่านี้จึงชื่อว่าล่วงได้ยาก
เพราะอริยมรรคทั้งหลายบรรลุได้ยาก เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงชื่อว่า
เดือดร้อน เพราะเหตุที่ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา ด้วยอำนาจกามโยคะเป็นต้น
อธิบายว่า ก็เมื่อความเป็นใหญ่แห่งจิต และความเป็นใหญ่แห่งนิโรธมีอยู่
แม้ในกาลไร ๆ ความคับแค้นก็เกิดไม่ได้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺพํ ปรวสฺสํ ความว่า ประโยชน์กล่าว
คือความเป็นไปของตนเนื่องด้วยผู้อื่นและผู้อื่นเนื่องกับคนทั้งหมดนั้น ชื่อ
ว่าเป็นเหตุนำทุกข์มาให้ เพราะมีความไม่เที่ยงเป็นสภาวะ. สมจริงดังคำ
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์. บทว่า สพฺพํ อิสฺสริยํ
ความว่า พระนิพพานอันเป็นที่สลัดออกจากสังขตธรรมทั้งปวง อันได้
นามว่าอิสริยะ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความเป็นใหญ่ ทั้งหมดนั้นแยกเป็น
สอุปาทิเสสนิพพานเป็นต้น ชื่อว่า นำมาซึ่งความสุข. สมจริงดังที่ตรัส
ไว้ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง. บทว่า สาธารเณ
ความว่า เมื่อกำหนดทุกข์และสุขได้อย่างนี้ สัตว์เหล่านี้ย่อมเดือดร้อนจม
อยู่ในเหตุแห่งทุกข์อันทั่วไปแก่ทุกข์มากมาย. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบ
ว่า เพราะกิเลสเครื่องประกอบล่วงได้ยาก อธิบายว่า เพราะเหตุที่กาม-

266
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 267 (เล่ม 44)

โยคะเป็นต้นเหล่านั้นเป็นเหตุให้จมลงในทุกข์ทั้งปวงเป็นอันล่วงได้ยาก
ฉะนั้น วิสาขา แม้เธอปรารถนาประโยชน์ที่เนื่องกับผู้อื่น เมื่อไม่ได้ ก็
เดือดร้อน.
จบอรรถกถาวิสาขาสูตรที่ ๙
๑๐. กาฬิโคธาภัททิยสูตร
ว่าด้วยอุทานว่าสุขหนอ ๆ
[๖๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน ก็สมัยนั้น
แล ท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีพระนามว่า กาฬิโคธา
อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี ได้เปล่งอุทานเนือง ๆ ว่า
สุขหนอ สุขหนอ ภิกษุเป็นอันมากได้ฟังท่านพระภัททิยะพระโอรสของ
พระราชเทวีกาฬิโคธา อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี เปล่ง-
อุทานเนือง ๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ครั้นแล้วภิกษุเหล่านั้นได้พากัน
ปริวิตกว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านพระภัททิยะพระโอรสของ
พระราชเทวีกาฬิโคธา ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่ต้องสงสัย ท่าน
อยู่ป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี คงหวนระลึกถึงความสุขใน
ราชสมบัติเมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อน จึงได้เปล่งอุทานเนือง ๆ ว่า
สุขหนอ สุขหนอ ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค-
เจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระภัททิยะ
พระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธา คงไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์โดย

267
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 268 (เล่ม 44)

ไม่ต้องสงสัย ท่านอยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี คงหวน
ระลึกถึงความสุขในราชสมบัติเมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อน จึงได้เปล่ง
อุทานเนือง ๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ.
[๖๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งภิกษุรูปหนึ่งว่า ดูก่อน
ภิกษุ เธอจงไปเรียกภัททิยะภิกษุมาตามคำของเราว่า ภัททิยะผู้มีอายุ
พระศาสดาตรัสสั่งให้หาท่าน ภิกษุนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เข้า
ไปหาท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธา ครั้นแล้วได้
กล่าวกะท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธาว่า ดูก่อน
อาวุโสภัททิยะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ท่านพระภัททิยะพระโอรสของ
พระราชเทวีกาฬิโคธา รับคำภิกษุนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสถานท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธา
ว่า ดูก่อนภัททิยะ ได้ยินว่า ท่านอยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือน
ว่างก็ดี เปล่งอุทานเนือง ๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ดังนี้จริงหรือ ท่าน
พระภัททิยะทูลรับว่า จริงพระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภัททิยะ ท่านเห็นอำนาจประโยชน์อะไรเล่า อยู่ในป่า
ก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี จึงเปล่งอุทานเนือง ๆ ว่า สุขหนอ
สุขหนอ.
ภ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อน
เสวยสุขในราชสมบัติอยู่ ได้มีการรักษาอันพวกราชบุรุษจัดแจงดีแล้ว ทั้ง
ภายในพระราชวัง ทั้งภายนอกพระราชวัง ทั้งภายในพระนคร ทั้งภาย
นอกพระนคร ทั้งภายในชนบท ทั้งภายนอกชนบท ข้าแต่พระองค์

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 269 (เล่ม 44)

ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นแลเป็นผู้อันราชบุรุษรักษาแล้วคุ้มครองแล้วอย่างนี้
ยังเป็นผู้กลัว หวาดเสียว ระแวง สะดุ้งอยู่ แต่บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้เดียว
อยู่ป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี ไม่กลัว ไม่หวาดเสียว ไม่ระแวง
ไม่สะดุ้ง มีความขวนขวายน้อย มีขนตก เป็นไปอยู่ด้วยของที่ผู้อื่นให้ มี
ใจดุจเนื้ออยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์นี้แล
อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี จึงได้เปล่งอุทานเนือง ๆ ว่า
สุขหนอ สุขหนอ.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ความกำเริบ (ความโกรธ) ย่อมไม่มีจากจุติของ
พระอริยบุคคลผู้ก้าวล่วงความเจริญและความเสื่อมมี
ประการอย่างนั้น เทวดาทั้งหลาย ย่อมไม่สามารถ
เพื่อจะเห็นพระอริยบุคคลนั้นผู้ปราศจากภัย มีความ
สุข ไม่มีความโศก.
จบกาฬิโคธาภัททิยสูตรที่ ๑๐
จบมุจจลินทวรรคที่ ๒
อรรถกถากาฬิโคธาภัททิยสูตร
กาฬิโคธาภัททิยสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนุปิยายํ ได้แก่ ใกล้พระนครอันมีชื่ออย่างนี้. บทว่า
อมฺพวเน ความว่า ในที่ไม่ไกลแต่นครนั้น เจ้ามัลละทั้งหลายได้มีสวน
มะม่วงแห่งหนึ่ง ในสวนมะม่วงนั้น เจ้ามัลละทั้งหลายได้สร้างวิหารถวาย

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 270 (เล่ม 44)

แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า วิหารนั้นเขาเรียกกันว่าอัมพวัน. พระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงกระทำอนุปิยนครให้เป็นโคจรคาม ประทับอยู่ในอัมพวันนั้น.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุปิยายํ วิหรติ อมฺพวเน. บทว่า ภทฺทิโย
เป็นชื่อของพระเถระนั้น. บทว่า กาฬิโคธาย ปุตฺโต ความว่า สักยราช-
เทวี สากิยานี พระนามว่า กาฬิโคธา เป็นพระอริยสาวิกา บรรลุอริยผล
แล้วเข้าใจศาสนาแจ่มแจ้งแล้ว, พระเถระนี้เป็นบุตรของพระนาม.
บรรพชาวิธีของพระเถระนั้นมาในขันธกะนั้นแล. พระเถระนั้น ครั้น
บรรพชาแล้วเริ่มตั้งวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้อภิญญา ๖ ท่านสมาทาน
ประพฤติธุดงค์แม้ทั้ง ๑๓. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถาปนาท่านไว้ใน
เอตทัคคะในทางผู้มีสกลสูงว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของเราผู้
มีสกุลสูง บุตรของพระนางกาฬิโคธา ชื่อว่าภัททิยะ เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ใน
จำนวนพระสาวก ๘๐ องค์.
ด้วยบทว่า สุญฺญาคารคโต ท่านกล่าวว่า เว้นบ้านและอุปจาร
บ้าน นอกนั้นชื่อว่าป่า, เว้นป่าและโคนไม้เสีย ที่อยู่อาศัยอย่างอื่นมีซอก
ภูเขาเป็นต้นอันสมควรแก่บรรพชิต ท่านประสงค์เอาว่า สุญญาคารในที่นี้
เพราะไม่แออัดด้วยหมู่ชน. อีกอย่างหนึ่ง แม้เรือนหลังใดหลังหนึ่งที่สงัด
ก็พึงทราบว่าสุญญาคารเพราะไม่มีเสียงที่เป็นข้าศึกต่อฌาน. ผู้เข้าถึงสุญญา-
คารนั้น. บทว่า อภิกฺขณํ แปลว่า มากหลาย. บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ
ความว่า เพราะท่านผู้มีอายุนั้นแม้เข้าพักผ่อนกลางวันก็ดี เข้าพักผ่อน
ตอนกลางคืนก็ดี โดยมาก ให้กาลผ่านไปด้วยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ และ
สุขอันเกิดแต่นิโรธ ฉะนั้น ท่านหมายเอาสุขนั้น จึงเกลียดสุขในราช-
สมบัติอันมีภัย มีความเร่าร้อน อันตนเคยเสวยในกาลก่อน จึงเปล่งถึง

270