พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 251 (เล่ม 44)

ผลปัญญา โลกิยโลกุตรปัญญา แม้ทั้งปวง ด้วยสมาบัติวิหาร ๒,๔๐๐,๐๐๐
โกฏิ ที่ทรงใช้ประจำวัน ด้วยตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจเฉท-
วิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ นิสสรณวิมุตติ ดังนี้ แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร
ด้วยคุณแห่งพระสัพพัญญูทั้งสิ้น อันมีอานุภาพเป็นอจินไตย ต่างโดย
คุณหาที่สุดมิได้ หาประมาณมิได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราแม้นี้
ก็มีประการเป็นอย่างนั้น.
ความจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งปวง พึงมีความแตกต่างกัน
๕ ประการเหล่านี้ คือ ความแตกต่างแห่งอายุ ๑ ความแตกต่างประ-
มาณแห่งพระสรีระ ๑ ความแตกต่างแห่งตระกูล ๑ ความแตกต่าง
แห่งการบำเพ็ญทุกรกิริยา ๑ ความแตกต่างแห่งพระรัศมี ๑. แต่ใน
วิสุทธิมีศีลวิสุทธิเป็นต้น ในการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา และในพระ-
คุณที่พระองค์ตรัสรู้ ไม่มีเหตุอะไรที่กระทำให้แตกต่างกันเลย. โดย
ที่แท้ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่พิเศษกว่ากันและกัน เหมือน
ทองคำที่หักตรงกลาง. เพราะเหตุนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในปางก่อน
มีประการอย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้า (ของเรา) แม้พระองค์นี้ ก็มี
ประการเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุอย่างนี้ พระองค์จึงทรงพระนามว่า
ตถาคต เพราะมีประการเป็นอย่างนั้น. ก็ในที่นี้ คต ศัพท์มีวิธศัพท์
เป็นอรรถ. จริงอย่างนั้น ชาวโลกกล่าว คต ศัพท์ ที่ประกอบด้วย
วิธ ศัพท์ มีประการเป็นอรรถ.
พระองค์ ชื่อว่า ตถาคต เพราะดำเนินไปโดยประการนั้น เป็น
อย่างไร ? คือ พระองค์ ชื่อว่า ตถาคต เพราะมีความเป็นไป ทางพระ-
กาย พระวาจา และพระหฤทัย อันไป เป็นที่ไป เป็นการเสด็จไป

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 252 (เล่ม 44)

โดยประการตามที่พอพระทัย เพราะไม่มีความกระทบกระทั่งในอะไร ๆ
แห่งความเป็นไปทางพระกายเป็นต้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหตุพระ-
องค์ทรงประกอบด้วยอิทธานุภาพ อันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น เหตุบรรลุพระ-
บารมีอย่างสูงสุด แห่งปฏิสัมภิทามีอรรถปฏิสัมภิทาเป็นต้น และเหตุที่
พระองค์ทรงได้รับอนาวรณญาณ. เพราะเหตุอย่างนี้ พระองค์จึงทรง
พระนามว่า ตถาคต เพราะทรงดำเนินเป็นไปโดยประการนั้น.
พระองค์ ชื่อว่า ตถาคต เพราะไม่ปราศจากพระญาณอันถ่องแท้
เป็นอย่างไร ? คือ พระองค์ ชื่อว่า อคต เพราะไม่มีการไป กล่าวคือ
ความเป็นไป อันเป็นข้าศึกต่อพระญาณในการสร้างสมโพธิสมภาร. ก็
ความที่พระองค์ไม่ปราศจากพระญาณนั้น ชื่อว่า ตถาคต เพราะไม่ปราศ-
จากพระญาณอันเป็นไปโดยนัย มีการพิจารณาโทษและอานิสงส์เป็นต้น
โดยไม่ผิดแผกในธรรมมีความตระหนี่และทานบารมีเป็นต้น. อนึ่ง พระ-
องค์ ชื่อว่า อคต เพราะไม่มีการดำเนินไป การไป ในคติทั้ง ๕
กล่าวคือความเป็นไปแห่งอภิสังขารคือกิเลส หรือกล่าวคือความเป็นไป
แห่งขันธ์นั่นเอง. ภาวะที่พระองค์ไม่ไปนี้นั้น โดยทรงบรรลุสอุปาทิเสส-
นิพพาน และอนุปาทิเสสนิพพาน ด้วยอริยมรรคญาณอย่างถ่องแท้แล.
เพราะเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ
ไม่ไปปราศจากพระญาณอันถ่องแท้.
พระองค์ ชื่อว่า ตถาคต เพราะมีภาวะดำเนินไปโดยถ่องแท้เป็น
อย่างไร ? คือ บทว่า ตถาคตภาเวน ได้แก่ โดยสภาวะที่ทรงดำเนินไป
โดยถ่องแท้ อธิบายว่า ภาวะที่พระองค์ทรงดำเนินไปโดยถ่องแท้มีอยู่.
ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เฉลิมพระนามว่า ตถาคต เพราะความที่

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 253 (เล่ม 44)

พระองค์ทรงดำเนินโดยถ่องแท้นั้น คืออะไร ? ตอบว่า คือพระสัทธรรม.
จริงอยู่ พระสัทธรรมอันดับแรก คืออริยมรรค อธิบายว่า พระองค์
ทรงดำเนินไป โดยประการที่ทรงถอนกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ได้โดยเด็ด
ขาด ด้วยพลังคือสมถะและวิปัสสนาอันเนื่องกันเป็นคู่ จึงทรงบรรลุด้วย
สมุจเฉทปหาน ได้แก่ ผลธรรม, ที่พระองค์ทรงไป คือดำเนินไป โดย
ประการที่พระองค์ทรงบรรลุด้วยปฏิปัสสัทธิปหาน ตามเหมาะสมแก่มรรค.
ส่วนนิพพานธรรม ที่พระพุทธเจ้าเป็นต้นเสด็จถึง คือกระทำให้แจ้ง โดย
ประการที่ทรงเสด็จถึง คือตรัสรู้ด้วยปัญญา สำเร็จด้วยการสงบทุกข์ใน
วัฏฏะทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต แม้ปริยัติธรรม ก็ชื่อว่า
ตถาคต เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ทรงดำเนินไป คือ
ตรัส ได้แก่ประกาศ โดยประการที่พระปริยัติธรรมนั้น อันพระพุทธ-
เจ้าในปางก่อนทั้งหลาย ทรงประกาศให้สมควรแก่อัธยาศัยเป็นต้นของ
เวไนยสัตว์ โดยอุตตะและเคยยะเป็นต้น และโดยการประกาศความดำเนิน
ไปเป็นต้น. ชื่อว่า ตถาคต เพราะพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ดำเนินไป คือดำเนินตาม โดยประการที่พระปริยัติธรรมนั้น อัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว. เพราะเหตุอย่างนี้ พระสัทธรรมแม้
ทั้งหมด จึงชื่อว่า ตถาคต อันดำเนินไปโดยถ่องแท้. เพราะเหตุนั้น
ท้าวสักกเทวราชจอมเทพ จึงตรัสว่า
ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระธรรมอันพระสาวกเป็น
ต้น ดำเนินไปโดยถ่องแท้ อันเทวดาและมนุษย์บูชา
แล้ว ขอความสวัสดีจงมีเถิด.

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 254 (เล่ม 44)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะพระองค์ทรง
มีพระสัทธรรมนั้น. เหมือนอย่างว่า พระธรรม ฉันใด แม้พระอริยสงฆ์
ก็ฉันนั้น ชื่อว่า ตถาคต เพราะดำเนินไป โดยประการที่อันผู้ปฏิบัติเพื่อ
ประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น บำเพ็ญข้อปฏิบัติ คือสมถะและ
วิปัสสนาอันเป็นส่วนเบื้องต้น ให้บริสุทธิ์ด้วยดีเป็นเบื้องหน้า แล้วจึง
บรรลุด้วยมรรคนั้น ๆ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ และ
เพราะตรัสโดยประการที่ สัจจะและปฏิจจสมุปบาทเป็นต้นอันพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท้าวสักกเทวราช จึงตรัสว่า
ข้าพเจ้า ขอนมัสการพระสงฆ์ผู้ดำเนินไปโดยถ่อง
แท้ อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดี
จงมีเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะพระองค์เป็น
ผู้มีพระสงฆ์นั้นเป็นสาวก. เพราะเหตุอย่างนี้ พระองค์จึงทรงพระนามว่า
ตถาคต เพราะมีภาวะดำเนินไป โดยถ่องแท้นั้นเองแล.
บทว่า ตถาคต แม้นี้ เป็นเพียงมุขในการแสดงภาวะที่พระตถาคต
ทรงดำเนินไปโดยถ่องแท้นั้นเอง. ก็พระตถาคตเท่านั้นพึงพรรณนาความ
ที่พระตถาคตดำเนินไป โดยถ่องแท้. จริงอยู่ บทว่า ตถาคต นี้ มีอรรถ
มาก มีคติมาก มีอารมณ์มาก. พระธรรมกถึกนำพระพุทธวจนะ คือ
พระไตรปิฎกแห่งตถาคตบทนั้นมา เหมือนอัปปมาทบทโดยสมควร โดย
ภาวะมีประโยชน์ ใคร ๆ ไม่ควรกล่าวว่า พระธรรมกถึกแล่นไปโดย
ผิดท่าแล. ในข้อนั้นท่านกล่าวคำเป็นคาถาไว้ว่า

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 255 (เล่ม 44)

พระมุนีทั้งหลายในปางก่อนผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง
ใหญ่ มาถึงความเป็นพระสัพพัญญูในโลกนี้ โดย
ประการใด แม้พระศากยมุนี ก็เสด็จมา โดยประการ
นั้น เพราะเหตุนั้น พระศากยมุนีผู้มีจักษุ ชาวโลก
จึงเฉลิมพระนามว่า ตถาคต.
พระชินเจ้าทั้งหลาย ทรงละมลทินกิเลส มีกาม
เป็นต้นได้เด็ดขาด ด้วยสมาธิและปัญญา แล้วจึง
ดำเนินไป โดยประการใด พระศากยมุนีในปางก่อน
ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง เสด็จไป โดยประการนั้น
เพราะฉะนั้น ชาวโลกจึงเฉลิมพระนามว่า ตถาคต.
อนึ่ง พระชินเจ้าเสด็จถึงพร้อม ซึ่งลักษณะแห่ง
ธาตุและอายตนะเป็นต้นอันถ่องแท้ โดยจำแนก
สภาวะ สามัญญะ และวิภาคะ ด้วยพระสยัมภญาณ
เพราะฉะนั้น พระศากยะผู้ประเสริฐ ชาวโลกจึง
เฉลิมพระนามว่า ตถาคต.
สัจจะอันล่องแท้ และอิทัปปัจจยตาอันถ่องแท้ที่
คนอื่นแนะนำไม่ได้ อันพระตถาคตผู้มีสมันตจักษุ
ทรงประกาศแล้ว โดยนัยด้วยประการทั้งปวง เพราะ-
ฉะนั้น พระชินเจ้า ผู้เสด็จไปโดยถ่องแท้ ชาวโลก
จึงเฉลิมพระนามว่า ตถาคต.
การที่พระชินเจ้า ทรงเห็นโดยถ่องแท้ทีเดียว
ในโลกธาตุแม้มีประเภทมิใช่น้อยในอารมณ์มีรูปาย-

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 256 (เล่ม 44)

ตนะเป็นต้นมีความต่างอันวิจิตร เพราะฉะนั้น พระ-
องค์ ผู้มีสมันตจักษุ ชาวโลกจึงเฉลิมพระนามว่า
ตถาคต.
อนึ่ง เพราะเหตุที่พระองค์ ทรงแสดงธรรมอย่าง
ถ่องแท้ทีเดียว หรือทรงกระทำพระองค์ให้สมควรแก่
ธรรมนั้น ทรงครอบงำสัตวโลกด้วยพระคุณทั้งหลาย
แม้เพราะเหตุนั้น พระองค์ผู้เป็นผู้นำโลก ชาวโลก
จึงเฉลิมพระนามว่า ตถาคต.
อนึ่ง พระองค์ตรัสรู้ด้วยปริญญาอันล่องแท้โดย
ประการทั้งปวง ทรงข้ามแดนโลก ทรงถึงความดับ
ด้วยการกระทำโดยประจักษ์ และทรงถึงอริยมรรค
ฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า ตถาคต.
อนึ่ง เพราะเหตุที่พระองค์ประกอบด้วยประโยชน์
แก่สัตวโลก ทรงปริญญาอย่างถ่องแท้โดยประการ
ทั้งปวง ทรงเป็นนาถะของโลก ด้วยพระกรุณาโดย
ประการทั้งปวง เสด็จไป แม้เพราะเหตุนั้น พระ-
ชินเจ้า ชาวโลกจึงเฉลิมพระนามว่า ตถาคต.
พระองค์ทรงอุบัติแต่อภิชาติอย่างถ่องแท้ เพราะ
ทรงหยั่งรู้อารมณ์ตามเป็นจริง ฉะนั้น ชาวโลกจึง
เฉลิมพระนามว่า ตถาคต. พระองค์ทรงพระนามว่า
ตถาคต เพราะทรงปรับปรุงประโยชน์นั้นให้สำเร็จ.
พระมเหสีเจ้าในปางก่อนเหล่านั้น มีประการเป็น
อย่างไร แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ ก็มีประ-

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 257 (เล่ม 44)

การเป็นอย่างนั้น ตามพอพระทัย เพราะพระองค์
เป็นอัครบุคคล ชาวโลกเฉลิมพระนามว่า ตถาคต.
เพราะมีพระหฤทัยเป็นไปตามพระวาจาที่ทรงประกาศ.
ในชาติก่อน ๆ พระองค์ไม่ไปจากธรรมอันเป็น
ข้าศึกต่อโพธิสมภาร การไปสู่สงสารก็ไม่มีแก่พระ-
องค์ และสงสารนี้ไม่มีแก่พระตถาคตผู้เป็นนาถะ ผู้
ทรงเห็นที่สุดภพ เพราะฉะนั้น พระองค์ไม่ปราศจาก
ญาณอันถองแท้ ชาวโลกจึงเฉลิมพระนามว่า ตถาคต.
พระธรรมอันประเสริฐ อันพระมเหสีเจ้าตรัสโดย
ประการที่ละมลทินที่ควรละ เพราะฉะนั้น พระธรรม
นั้นจึงชื่อว่า ตถาคต. แม้พระอริยสงฆ์ของพระ-
ศาสดา ก็ชื่อว่า ตถาคต เพราะเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วย
พระธรรมอันประเสริฐนั้น.
บทว่า มหิทฺธิกตา ความว่า การประกอบด้วยมหิทธิฤทธิ์ กล่าวคือ
ความเป็นผู้สามารถยังความเป็นอย่างอื่นให้สำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งธรรม
เพราะมีความเชี่ยวชาญทางจิต และประกอบด้วยฤทธิ์ต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง
ชื่อว่า มหิทฺธิกตา. ความประกอบด้วยเดชแห่งบุญที่รุ่งเรืองยิ่งนัก เป็น
เหตุให้สำเร็จประโยชน์ตามความปรารถนา อยู่ไกลแสนไกลจากข้าศึก
อันเกิดมาแต่กาลนาน ชื่อว่า มหานุภาวตา. ศัพท์ว่า ยตฺร เป็นนิบาต
ลงในอรรถปฐมาวิภัตติ อันยังความอัศจรรย์ ความสรรเสริญ ความแตกตื่น
และความร่าเริงให้สำเร็จ. บทว่า วิชายิสฺสติ เป็นคำบ่งอนาคตกาล
เพราะประกอบด้วยบทว่า ยตฺร นั้น. แต่ความหมาย ใช้ในอรรถอดีตกาล

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 258 (เล่ม 44)

เท่านั้น. ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ จริงอยู่ ชื่อว่า พระนางสุปป-
วาสานี้ จมอยู่ในกองทุกข์ประสบความลำบากเช่นนั้น พร้อมด้วยเวลาที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนั่นเอง จึงมีความสุข ไม่มีโรค ประสูติพระโอรส
ปราศจากโรค. บทว่า อตฺตมโน แปลว่า มีจิตเป็นของตน. อธิบายว่า
มีจิตปราศจากกิเลส เพราะเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า. จริงอยู่ จิตที่
ถูกกิเลสกลุ้มรุม ใคร ๆไม่อาจกล่าวว่า มีจิตเป็นของตน เพราะไม่เป็นไป
ในอำนาจแล. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อตฺตมโน ได้แก่ มีใจอันปีติและ
โสมนัสจับแล้ว. บทว่า ปมุทิโต แปลว่า ประกอบด้วยความปราโมทย์.
บทว่า ปีติโสมนสฺสชาโต แปลว่า เกิดปีติและโสมนัสอย่างรุนแรง.
บทว่า อถ แปลว่า ภายหลัง คือล่วงไป ๒-๓ วันแต่นั้น. บทว่า สตฺต
ภตฺตานิ ได้แก่ ภัตที่พึงถวายใน ๗ วัน. บทว่า สฺวาตนาย ความว่า
เพื่อบุญอันจะมีในวันพรุ่งนี้ คือเพื่อบุญอันจักมีในวันพรุ่งนี้ ด้วยการ
ถวายทาน และด้วยการเข้าไปนั่งใกล้พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.
บทว่า อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ อามนฺเตสิ ถามว่า
เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียก. ตอบว่า เพื่อรักษาความ
เลื่อมใสของพระสวามีของพระนางสุปปวาสา. ก็พระนางสุปปวาสา เป็น
ผู้มีความเลื่อมใสไม่เอนเอียงแล. แต่การรักษาความเลื่อมใสของอุบาสก
เป็นหน้าที่ของพระมหาโมคคัลลานเถระ. เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า
เธอเป็นอุปัฏฐากของท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุยฺเหโส ตัดเป็น ตุยฺหํ เอโส. ด้วย
บทว่า ติณฺณํ ธมฺมานํ ปาฏิโภโค ท่านแสดงว่า ถ้าท่านพระมหาโมค-
คัลลานะพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้รับประกัน คือ ถ้าว่าเป็นผู้รับรองเพื่อไม่ให้

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 259 (เล่ม 44)

ธรรม ๓ ประการ มีโภคะเป็นต้นของเราเสื่อมคือพินาศ คือว่า ถ้า
พระผู้เป็นเจ้ารู้ว่า พ้น ๗ วันจากวันนี้ไป ข้าพเจ้าอาจให้ทานได้. ฝ่าย
พระเถระเห็นความไม่เป็นอันตรายแห่งโภคะ และชีวิตของอุบาสกในวัน
เหล่านั้นจึงกล่าวว่า อาวุโส เราเป็นผู้ประกันธรรมทั้ง ๒ คือโภคะและ
ชีวิตของท่าน. แต่ว่าศรัทธาเป็นคุณชาติเนื่องอยู่ในจิตของอุบาสกนั้น
เพราะเหตุนั้น พระเถระเมื่อจะทำให้เป็นภาระของอุบาสกเท่านั้น จึงกล่าว
ว่า ก็ท่านเท่านั้นเป็นผู้ประกันศรัทธา. อนึ่ง อุบาสกนั้นเป็นผู้เห็นสัจจะ
แล้ว ความที่ศรัทธาของอุบาสกนั้นจะแปรเป็นอย่างอื่นไปย่อมไม่มี เพราะ
เหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวอย่างนั้น. ก็เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เธอจงให้อุบาสกยินยอมว่า เธอจักทำภายหลัง.
ฝ่ายอุบาสกปรารถนาความเจริญ ด้วยความเคารพในพระศาสดาและพระ-
เถระ และด้วยบุญของพระนางสุปปวาสาผู้มีความสุข จึงยินยอมว่า พระ-
นางสุปปวาสา โกลิยธิดา จงทำตลอด ๗ วันเถิด ภายหลังเราจักทำ.
บทว่า ตญฺจ ทารกํ ความว่า จำเดิมแต่วันที่ประสูติแล้ว ล่วงไป
ถึงวันที่ ๑๑ จากนั้นจึงให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานฉัน ๗ วัน
แล้วจึงให้ทารกมีอายุ ๗ ขวบนั้น ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า และ
นมัสการภิกษุสงฆ์ในวันที่ ๗. บทว่า สตฺต เม วสฺสามิ แปลว่า เรามี
อายุ ๗ ขวบ. ก็บทว่า วสฺสานิ นี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถว่า
อัจจันตสังโยคะ (แปลว่าตลอด). ด้วยคำว่า โลหิตกุมฺภิยํ วุฏฺฐานิ ท่าน
กล่าวหมายเอาทุกข์ที่ตนอยู่ในครรภ์ของมารดา. บทว่า อญฺญานิปิ เอว-
รูปานิ สตฺต ปุตฺตานิ ความว่า เมื่อควรจะกล่าวว่า อญฺเญปิ เอวรูเป

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 260 (เล่ม 44)

สตฺต ปุตฺเต ท่านกล่าวโดยเป็นลิงควิปลาสว่า เอวรูปานิ. อธิบายว่า
ซึ่งบุตรผู้เกิดขึ้นได้รับทุกข์อย่างมหันต์ เพราะอยู่ในครรภ์ ๗ ปี และ
เพราะครรภ์หลงถึง ๗ วัน ด้วยประการฉะนี้. ด้วยคำนั้น ท่านแสดงว่า
มาตุคามทั้งหลายไม่อิ่มเพราะการอยากได้บุตร เพราะมาตุคามเป็นผู้อยาก
ได้บุตร.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบอรรถนี้ที่พระนาง
กล่าวด้วยความอยากได้บุตร เพราะรวมทุกข์อย่างมหันต์ที่เป็นไปโดยการ
ทรงครรภ์เป็นต้น ตลอด ๗ ปี ๗ วัน เข้าในบทเดียวกัน. ด้วยบทว่า
อิมํ อุทานํ ความว่า พระองค์ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงภาวะ คือลวง
บุคคลผู้ประมาทด้วยอาการที่น่าปรารถนาแล้ว จึงกระทำประโยชน์ในการ
ละความสิเนหาด้วยตัณหา เหมือนบุคคลผู้มัวเมาความสุขทางใจฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสาตํ ได้แก่ ไม่อร่อย ไม่ดี ไม่น่า
ปรารถนา. บทว่า สาตรูเปน แปลว่า มีสภาวะน่าปรารถนา. บทว่า
ปิยรูเปน แปลว่า มีภาวะน่ารักใคร่. บทว่า สุขสฺส รูเปน ได้แก่ มีสภาวะ
เป็นสุข. ท่านกล่าวอธิบายคำนี้ไว้ว่า เพราะเหตุที่สังขารอันเป็นไปใน
วัฏฏะทั้งสิ้น ไม่น่าชื่นใจ ไม่น่ารัก เป็นทุกข์แท้จริง ปรากฏเป็นเหมือน
น่าปรารถนา น่ารัก และเป็นสุข เพราะทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย เพราะ
ละวิปลาสไม่ได้ ย่อมล่วง ครอบงำ ท่วมทับบุคคลผู้ชื่อว่าประมาท เพราะ
ปราศจากสติ ฉะนั้น ทุกข์อันไม่น่าชื่นใจ ไม่น่าปรารถนาเห็นปานนั้น
ย่อมท่วมทับพระนางสุปปวาสา แม้นี้อีก ๗ ครั้ง ด้วยทุกข์อันมีส่วน

260