พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 241 (เล่ม 44)

โดยเป็นไปตามอาการอันไม่ผิดแผก ด้วยประการฉะนี้ แม้เพราะเหตุนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะมาถึงญาณอัน
ถ่องแท้.
อนึ่ง พระญาณอันประกาศสัมโพชฌงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อัน
เป็นไปโดยอาการต่าง ๆ อย่างนี้ว่า เมื่อว่าโดยสรุปอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย
โพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น คือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริย-
สัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์
อุเบกขาสัมโพชฌงค์. เมื่อว่าโดยสามัญลักษณะอย่างนี้ว่า ธรรมสามัคคี
นี้ใดต่างโดยสติเป็นต้น อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปัทวะหลายประการ มีความ
หดหู่ ความฟุ้งซ่าน ความตั้งมั่น ความพยายาม กามสุขัลลิกานุโยค
อัตตกิลมถานุโยค และการยึดมั่นด้วยอุจเฉททิฏฐิและสัสสตทิฏฐิ อันเกิด
ในขณะแห่งโลกุตรมรรค, พระอริยสาวกย่อมตื่น คือย่อมลุกขึ้นจาก
กิเลสนิทรา หรือรู้แจ้งสัจจะ ๘ หรือทำให้แจ้งเฉพาะพระนิพพาน ด้วย
ธรรมสามัคคีใด ธรรมสามัคคีนั้นท่านเรียกว่า โพธิ, ชื่อว่าโพชฌงค์
เพราะเป็นองค์แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้นั้น, อนึ่ง พระอริยสาวก
ท่านเรียกว่าโพธิ เพราะกระทำอรรถวิเคราะห์ว่า ตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี
ดังที่กล่าวแล้ว, ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งพระอริยสาวกผู้ตรัสรู้
ธรรมสามัคคีนั้น, เมื่อว่าโดยลักษณะพิเศษอย่างนี้ว่า สติสัมโพชฌงค์มี
การปรากฏเป็นลักษณะ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีการสอดส่องเป็นลักษณะ,
วิริยสัมโพชฌงค์มีการประคองไว้เป็นลักษณะ ปีติสัมโพชฌงค์มีการแผ่
ซ่านไปเป็นลักษณะ, ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีความสงบเป็นลักษณะ, สมาธิ-
สัมโพชฌงค์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ, อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีการ

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 242 (เล่ม 44)

พิจารณาเป็นลักษณะ, เมื่อว่าโดยการแสดงความเป็นไปในขณะเดียวกัน
โดยเป็นอุปการะแก่กันและกันแห่งสัมโพชฌงค์ ๗ โดยนัยมีอาทิว่า ใน
โพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์เป็นไฉน ภิกษุในเพราะธรรมวินัย
นี้เป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญา เครื่องรักษาคนเป็นอย่างยิ่ง
เป็นผู้ระลึกได้ ระลึกตามได้ถึงกรรมที่ทำไว้นาน และคำที่พูดไว้นานได้,
เมื่อว่าโดยการแสดงความเป็นไป โดยการจำแนกอารมณ์แห่งโพชฌงค์
เหล่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า ในโพชฌงค์เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์เป็นไฉน
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมทั้งหลายมี อารมณ์ภายในก็มี เมื่อธรรมทั้งหลายมี
อารมณ์ภายนอกก็มี, เมื่อว่าโดยวิธีภาวนาโดยนัยมีอาทิว่า ในโพชฌงค์
เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์เป็นไฉน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน
การสละคืน, เมื่อว่าโดยวิภาคนัย ๙๖,๐๐๐ นัย โดยนัยมีอาทิว่า สัมโพชฌงค์
๗ เป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สมัยใด เจริญโลกุตรฌาน ฯลฯ
สมัยนั้น โพชฌงค์ ๗ ย่อมมี คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัม-
โพชฌงค์ ในโพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์เป็นไฉน สติ คือ
อนุสติ ชื่อว่าถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะไม่กล่าว
อรรถนั้น ๆ ให้คลาดเคลื่อน แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรง
พระนามว่า ตถาคต เพราะมาถึงญาณอันถ่องแท้.
อนึ่ง พระญาณอันทำอริยมรรคให้แจ่มแจ้งของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อันเป็นไปโดยอาการมากมายอย่างนี้ว่า เมื่อว่าโดยสรุปอย่างนี้ว่า ใน
อริยสัจ ๔ เหล่านั้น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นไฉน คืออริย-
มรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ, เมื่อว่า

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 243 (เล่ม 44)

โดยสามัญลักษณะอย่างนี้ว่า ชื่อว่า อริยะ เพราะไกลจากสรรพกิเลส
เพราะกระทำความเป็นพระอริยะ และเพราะให้ได้อริยผล, ชื่อว่ามีองค์ ๘
เพราะมี ๘ อย่าง และเพราะเป็นเหตุให้บรรลุพระนิพพานโดยส่วนเดียว,
ชื่อว่า มรรค เพราะฆ่ากิเลสถึงพระนิพพาน หรือผู้ต้องการพระนิพพาน
แสวงหา หรือตนเองแสวงหาพระนิพพาน, เมื่อว่าโดยลักษณะพิเศษ
อย่างนี้ว่า สัมมาทิฏฐิมีการเห็นชอบเป็นลักษณะ สัมมาสังกัปปะมีการยก
สัมปยุตธรรมขึ้นสู่อารมณ์โดยชอบเป็นลักษณะ สัมมาวาจา มีการกำหนด
โดยชอบเป็นลักษณะ สัมมากัมมันตะ มีความอุตสาหะโดยชอบเป็นลักษณะ
สัมมาอาชีวะ มีความผ่องแผ้วเป็นลักษณะ สัมมาวายามะ มีการประคองไว้
โดยชอบเป็นลักษณะ สัมมาสติ มีความปรากฏโดยชอบเป็นลักษณะ สัมมา-
สมาธิ มีการไม่ฟุ้งซ่านโดยชอบเป็นลักษณะ, เมื่อว่าโดยการจำแนกกิจ
อย่างนี้ว่า สัมมาทิฏฐิละมิจฉาทิฏฐิกับกิเลสอย่างอื่นที่เป็นข้าศึกแก่ตน
กระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ และเห็นสัมปยุตธรรมโดยไม่หลงลืม
เพราะกำจัดโมหะอันปกปิดพระนิพพานนั้น อนึ่ง แม้สัมมาสังกัปปะก็ละ
มิจฉาสังกัปปะเป็นต้น ทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ และการทำการยก
สัมปยุตธรรมขึ้นสู่อารมณ์โดยชอบ การกำหนดการอุตสาหะ การผ่องแผ้ว
การประคอง การปรากฏ และการตั้งมั่นแห่งสหชาตธรรม, เมื่อว่าโดย
วิภาคความเป็นไปในส่วนเบื้องต้น และส่วนเบื้องปลายอย่างนี้ว่า สัมมา-
ทิฏฐิมีขณะต่าง ๆ กัน ในเบื้องต้น มีทุกข์เป็นต้น เป็นอารมณ์เป็นแผนก ๆ
ในขณะมรรค จิตมีขณะเดียว ทำพระนิพพานนั้นแหละให้เป็นอารมณ์ ว่า
โดยกิจได้ชื่อ ๔ อย่างมีอาทิว่า ญาณในทุกข์ แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้น
ก็มีขณะต่างกัน มีอารมณ์ต่างกันในเบื้องต้น ในขณะมรรค จิตมีขณะเดียว

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 244 (เล่ม 44)

มีอารมณ์เดียว, ในธรรมเหล่านั้น สัมมาสังกัปปะ ว่าโดยกิจได้ชื่อ ๓ อย่าง
มีอาทิว่า เนกขัมมสังกัปปะ, ธรรม ๓ อย่างมีสัมมาวาจาเป็นต้น ใน
เบื้องต้นเป็นวิรัติก็มี เป็นเจตนาก็มี เพราะมีวิภาคว่า มุสาวาทาเวรมณี
เป็นต้น ในขณะมรรคเป็นวิรัติอย่างเดียว สัมมาวายามะและสัมมาสติ
ว่าโดยกิจได้ชื่อ ๔ อย่าง คือ สัมมัปปธาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ ส่วนสัมมา-
สมาธิแม้ในขณะมรรคก็มีความต่างกัน ด้วยอำนาจฌานมีปฐมฌานเป็นต้น,
ว่าโดยวิธีภาวนาโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัยวิเวก, ว่าโดยจำแนกนัย ๘๔,๐๐๐ นัย โดย
นัยมีอาทิว่า ในธรรมเหล่านั้น มรรคมีองค์ ๘ เป็นไฉน คือ ภิกษุใน
พระธรรมวินัยนี้ สมัยใด เจริญโลกุตรฌาน ฯ ลฯ เจริญทุกขาปฏิปทา
ทันธาภิญญา สมัยนั้นมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ
สัมมาสมาธิ, ญาณแม้ทั้งหมดนั้น ชื่อว่าถ่องแท้ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น
เพราะไม่กล่าวอรรถให้คลาดเคลื่อน แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาถึงญาณอันถ่องแท้.
อนึ่ง ญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เป็นไปในอนุปุพพวิหารสมาบัติ
โดยอรรถว่าพึงเจริญ และโดยอรรถว่าพึงเข้าความลำดับเหล่านั้น คือ
ปฐมฌานสมาบัติ ๑ นิโรธสมาบัติ ๑ ด้วยอำนาจการให้สำเร็จและการ
พิจารณาเป็นต้น และด้วยการประกอบกันตามควร ชื่อว่าถ่องแท้ ไม่ผิด
ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะสำเร็จประโยชน์แต่ญาณนั้น. อนึ่ง ทศพล-
ญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านี้ คือ การรู้เหตุและมิใช่เหตุแห่งผล
นั้น ๆ อันไม่ผิดแผกดังนี้ว่า นี้เป็นฐานะของผลนี้ นี้ไม่ใช่ฐานะของผล
นี้ ๑ การรู้ลำดับวิบากตามเป็นจริงโดยสิ้นเชิง แห่งการยึดถือกรรมอัน

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 245 (เล่ม 44)

แตกต่างโดยชนิดเป็นกาล มีอดีตกาลเป็นต้นของเหล่าสัตว์นั้นๆ ๑ การรู้
ถึงกรรมและการจำแนกกรรมทั้งที่มีอาสวะ และไม่มีอาสวะตามความเป็น
จริงว่า นี้ปฏิปทาเครื่องนำสัตว์ไปสู่นรก ฯล ฯ นี้ปฏิปทาเครื่องนำสัตว์
ไปสู่พระนิพพาน ของสัตว์นั้นๆ ในขณะทำกรรมนั่นเอง ๑ ความรู้
ความต่างกันแห่งธาตุตามความเป็นจริง โดยนัยมีอาทิว่า เพราะธาตุชื่อนี้
หนาแน่น ความพิเศษนี้จึงเกิดขึ้นเมื่อเกี่ยวเนื่องกับธรรมนี้ของโลกนั้น
อันมีสภาวะแห่งขันธ์และอายตนะเป็นอเนก ทั้งที่เป็นอุปาทินนกะและ
อนุปาทินนกะเป็นต้น และมีสภาวะต่าง ๆ กัน ๑ การรู้ถึงอัธยาศัยและ
อธิมุตติอันเลวเป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายโดยสิ้นเชิง ๑ การรู้อินทรีย์มี
สัทธินทรีย์เป็นต้นว่า แก่กล้าหรืออ่อน ๑ การรู้ถึงความพิเศษของฌาน
และวิโมกข์เป็นต้น พร้อมกับสังกิเลสเป็นต้น ๑ การรู้ความสืบต่อแห่ง
ขันธ์ที่สัตว์เคยอยู่อาศัย ในกาลก่อนโดยสิ้นเชิง พร้อมด้วยความเกี่ยวเนื่อง
ด้วยขันธ์นั้น ในชาติอันหาประมาณมิได้ ๑ การรู้จุติและปฏิสนธิพร้อม
กับการจำแนกสัตว์ มีอย่างเลวเป็นต้น ๑ การรู้สัจจะ ๔ โดยนัยดังกล่าว
แล้วในหนหลัง โดยนัยมีอาทิว่า นี้ทุกข์ ๑ ชื่อว่าถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลาย
เป็นอย่างอื่น เพราะเป็นไปตามความเป็นจริง โดยหยั่งรู้ถึงอารมณ์ตาม
ที่เป็นของตนโดยไม่ผิดพลาด และโดยยังประโยชน์ตามที่ประสงค์ให้
สำเร็จ. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้มีอาทิว่า ตถาคตย่อมรู้ฐานะที่ควร
โดยเป็นฐานะที่ควร และฐานะที่ไม่ควร โดยเป็นฐานะที่ไม่ควรในโลกนี้
ตามเป็นจริง. แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพระนามว่า
ตถาคต เพราะมาถึงพระญาณอันถ่องแท้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะมาถึง คือ

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 246 (เล่ม 44)

บรรลุญาณอันถ่องแท้ ด้วยอำนาจปัญญาพิเศษอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น มี
ประเภทหาที่สุดมิได้และหาปริมาณมิได้มีญาณเป็นเครื่องทำความแจ่มแจ้ง
สติปัฏฐานและสัมมัปปธานตามที่กล่าวมาแล้ว เหมือนทรงบรรลุด้วย
อำนาจพระญาณเหล่านี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงทรงพระนามว่า
ตถาคต เพราะมาถึงพระญาณอันถ่องแท้.
พระองค์ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปโดยถ่องแท้ เป็น
อย่างไร ? คือ การประสูติ การตรัสรู้ การบัญญัติพระธรรมวินัย และ
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุนั้นใดของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นการถ่องแท้.
ท่านอธิบายไว้อย่างไร ? อธิบายไว้ว่า ความตรัสรู้ อันพระโลกนาถทรง
ปรารถนาเฉพาะแล้ว และให้เป็นไปแล้วเพื่อประโยชน์ใด ชื่อว่าถ่องแท้
ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะให้สำเร็จประโยชน์นั้นโดยส่วนเดียว
เพราะไม่กล่าวประโยชน์นั้นให้คลาดเคลื่อน เพราะเป็นไปเพื่อประโยชน์
อันไม่ผิดแผก. จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์
ทรงบำเพ็ญเหตุความเป็นพระพุทธเจ้าทั้งปวง มีประเภทดังกล่าวแล้ว
มีการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศเป็นต้น ทรงดำรงอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ทรง
สดับพุทธโกลาหล อันเทวดาในหมื่นจักรวาลประชุมพร้อมกันเข้าไปเฝ้า
ทูลอาราธนาว่า
กาโลยนฺเต มหาวีร อุปฺปชฺช มาตุ กุจฺฉิยํ
สเทวกํ ตารยนฺโต พุชฺฌสฺสุ อมตํ ปทํ
ข้าแต่พระมหาวีระ นี้ เป็นกาล (สมควร) ขอ
โปรดอุบัติในพระครรภ์พระมารดา ยังโลกนี้พร้อม
เทวโลกให้ข้าม ตรัสรู้อมตบท ดังนี้.

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 247 (เล่ม 44)

ทรงเกิดบุรพนิมิตขึ้น ตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ประการ ทรงพระ-
ดำริว่า บัดนี้ เราจักอุบัติในกำเนิดมนุษย์ตรัสรู้เฉพาะ ในวันอาสาฬห-
ปุณณมี ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมหามายาเทวี ในสักยราช-
ตระกูล อันเทวดาและมนุษย์บริหารด้วยการบริหารยิ่งใหญ่ตลอด ๑๐ เดือน
ในเวลาปัจจุสมัยวิสาขปุณณมี จึงประสูติ.
ก็ในขณะที่พระองค์ประสูติ ปรากฏบุรพนิมิต ๓๒ ประการ เหมือน
ในขณะทรงถือปฏิสนธิ. จริงอยู่ หมื่นโลกธาตุนี้ หวั่นไหว สะเทือน
เลื่อนลั่น รัศมีหาประมาณมิได้ แผ่ไปในหมื่นจักรวาล, คนบอดแต่
กำเนิด กลับได้จักษุ เหมือนคนปรารถนาจะชมพระโฉมของพระองค์,
คนหนวก ได้ยินเสียง, คนใบ้ ก็เจรจาได้, คนค่อมก็เดินตรงได้, คน
ง่อย ก็เดินไปได้, สัตว์ทั้งปวงที่ถูกจองจำ ก็พ้นจากเครื่องจองจำมีขื่อคา
เป็นต้น ไฟในนรกทั้งหมดก็ดับ, ความหิวกระหายในเปรตวิสัยก็สงบ,
พวกสัตว์เดรัจฉานก็ไม่มีภัย, โรคของสรรพสัตว์ก็สงบไป, สรรพสัตว์
พากันกล่าววาจาที่น่ารัก, ม้าร้องด้วยอาการไพเราะ, พวกช้างพากันกระ-
หึ่ม, ดนตรีทั้งปวง ก็เปล่งเสียงบันลือลั่นเฉพาะอย่าง ๆ, เครื่องอาภรณ์
ที่สวมใส่ในมือเป็นต้นของพวกมนุษย์ ไม่กระทบกระทั่งกันเลย ก็มีเสียง
ด้วยอาการไพเราะ, ทิศทั้งหมดแจ่มใส, ลมเย็นพัดอ่อน ๆ กระพือพัด
ให้ปวงสัตว์ได้รับความสุข, ฝนตกในเวลาไม่ใช่ฤดูกาล, น้ำพุ่งขึ้นจาก
แผ่นดินไหลไป, ฝูงปักษีงดการบินไปในอากาศ แม่น้ำ ก็หยุดไหล, น้ำ
ในมหาสมุทรได้มีรสอร่อย, เมื่อพระอาทิตย์ปราศจากความมัว ยังปรากฏ
อยู่นั่นแหละ ความโชติช่วงทั้งปวงในอากาศก็สว่างไสว, เทวดาทั้งปวง
ที่เหลือและสัตว์นรกทั้งปวงนอกนั้น เว้นเทพชั้นอรูปาวจร ได้ปรากฏ

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 248 (เล่ม 44)

รูปร่าง, ต้นไม้ ฝาเรือน บานประตู และเขาศิลาเป็นต้นเป็นอาทิ ไม่
มีการปิดกั้น. เหล่าสัตว์ไม่มีการจุติและอุปบัติ, กลิ่นทิพย์ฟุ้งขจร กลบ
กลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาทั้งหมดเสียได้, ต้นไม้ที่ผลิดอกออกผลทั้งหมด ก็
ติดผลสะพรั่ง, มหาสมุทรได้มีพื้นดาดาษด้วยดอกปทุมเบญจวรรณ มี
ประโยชน์ในที่ทุกสถานทีเดียว, บุปผชาติทั้งหมด ทั้งที่เกิดบนบกและใน
น้ำเป็นต้นบานสะพรั่ง, บรรดาต้นไม้ทั้งหลายขันธปทุมก็บานสะพรั่งที่ต้น
สาขาปทุมก็บานสะพรั่งที่กิ่ง ลดาปทุมก็บานสะพรั่งที่เถา, แทรกพื้นหิน
บนพื้นแผ่นดิน แตกออกเบื้องบนเป็นชั้น ๆ ๗ ชั้น ชื่อว่า ทัณฑปทุม,
ในอากาศก็บังเกิดดอกปทุมห้อยย้อยลงมา, ฝนดอกไม้ตกโดยทั่วไป, ใน
อากาศมีดนตรีทิพย์บรรเลง, หมื่นโลกธาตุทั้งสิ้น มีระเบียบเป็นอันเดียว
มีวาลวีชนีพัดผัน ตลบด้วยกลิ่นดอกไม้และธูป ถึงความเลิศด้วยความงาม
อย่างยิ่งเหมือนกลุ่มมาลาที่เขาคลี่แวดวงไว้ เหมือนกองมาลาที่เขาห่อมัดไว้
และเหมือนอาสนะดอกไม้ที่เขาประดับตกแต่งไว้. ก็บุรพนิมิตเหล่านั้นได้
เป็นนิมิต ของผู้บรรลุธรรมพิเศษเป็นอเนกที่บรรลุธรรมชั้นสูง. การเกิด
เฉพาะนี้ ประดับด้วยความปรากฏอันน่าอัศจรรย์มากมายอย่างนี้แหละ
อันเป็นประโยชน์ที่พระองค์ทรงดำรงอยู่โดยเฉพาะ ได้ชื่อว่าถ่องแท้ ไม่
ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะสำเร็จอย่างแท้จริงแห่งอภิสัมโพธิญาณ
นั้น.
อนึ่ง สัตว์เหล่าใด เป็นพุทธเวไนย เป็นเผ่าพันธุ์แห่งสัตว์ผู้จะ
ตรัสรู้ ทั้งหมดนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแนะนำด้วยพระองค์เอง
อย่างสิ้นเชิง. ส่วนสัตว์เหล่าใด เป็นสาวกเวไนย และเป็นธรรมเวไนย
สัตว์แม้เหล่านั้น อันสาวกเป็นต้นแนะนำแล้ว ย่อมถึงและจักถึงซึ่งการนำ

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 249 (เล่ม 44)

ไปให้วิเศษได้. เพื่อประโยชน์ใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปรารถนา
เฉพาะอภิสัมโพธิญาณ เพราะให้ประโยชน์นั้นสำเร็จโดยแท้จริง พระ-
อภิสัมโพธิญาณจึงเป็นคุณถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอื่น.
อีกอย่างหนึ่ง สภาวะใด ๆ แห่งไญยธรรมใด ๆ อันสัตว์พึงตรัสรู้
สภาวะนั้น ๆ ชื่อว่า อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ยิ่งแล้ว โดยสิ้นเชิง
อย่างไม่ผิดแผก ด้วยญาณของพระองค์เนื่องด้วยเหตุเพียงทรงรำพึงถึง
เหมือนผลมะขามป้อมที่วางไว้บนฝ่ามือ แม้เพราะเหตุนี้ อภิสัมโพธิญาณ
(ของพระองค์) จึงชื่อว่า ถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น. อนึ่ง
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจดูประการแห่งธรรมเหล่านั้นที่จะพึง
แสดงโดยประการนั้น ๆ และอัธยาศัย อนุสัย จริยา และอธิมุตติของสัตว์
นั้น ๆ โดยชอบทีเดียว ทั้งไม่ทรงละธรรมดา ไม่ล่วงเลยนัยแห่งบัญญัติ
และเหตุเพียงบัญญัติ กระทำธรรมดาให้แจ่มแจ้ง และทรงอนุศาสน์ตาม
ความผิด ตามอัธยาศัย และตามธรรม จึงทรงแนะนำเวไนยสัตว์ให้บรรลุ
อริยภูมิแล. แม้การทรงบัญญัติพระธรรมวินัยของพระองค์ ก็ชื่อว่า ถ่องแท้
ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะประโยชน์นั้นสำเร็จ และเป็น
ไปตามความเป็นจริง. อนึ่ง อมตมหานิพพานธาตุ อันพระผู้มีพระภาค-
เจ้า ทรงบรรลุแล้วโดยลำดับ อันพ้นจากสภาวะแห่งรูปมีปฐวีธาตุเป็นต้น
และสภาวะแห่งอรูปมีผัสสะและเวทนาเป็นต้น ชื่อว่า ล่วงเสียซึ่งสภาวะแห่ง
โลก เพราะไม่มีภาวะคือความหลอกลวง ชื่อว่า ไม่มีปัจจัยอะไรๆ ทำให้
สว่าง เพราะปราศจากความมืด ชื่อว่า ปราศจากภาวะแห่งคติเป็นต้น
เพราะไม่มีโอภาสแสงสว่างนั่นเอง ไม่มีที่ตั้งอาศัย ไม่มีอารมณ์ ท่าน
เรียกว่า อนุปาทิเสส เพราะอุปาทิกล่าวคือขันธ์ แม้มาตรว่าเป็นส่วน

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 250 (เล่ม 44)

เหลือไม่มี ซึ่งพระองค์ทรงหมายตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะ
มีอยู่ ในที่ ๆ ไม่มี ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากา-
สานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญา-
นาสัญญายตนะ โลกนี้ก็ไม่มี โลกหน้าก็ไม่มี และพระจันทร์พระอาทิตย์
ทั้งสองก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวที่นั้นว่า เป็นอาคติ เป็น
คติ เป็นฐิติ เป็นจุติ เป็นอุปบัติ นั่นไม่เป็นที่ตั้งอาศัย เป็นไปไม่ได้
ไม่มีอารมณ์ นั่นเป็นที่สุดทุกข์ ดังนี้. อมตมหานิพพานธาตุนั้น ถึง
ความดับสูญแห่งอุปาทานขันธ์แม้ทั้งหมด เป็นสภาวะสงบสรรพสังขาร
เป็นสภาวะสละคืนอุปาทิกิเลสทั้งปวง เป็นที่สงบทุกข์ทั้งปวง เป็นที่ถอน
ความอาลัยทั้งปวง เป็นที่ขาดแห่งวัฏฏะทั้งปวง มีความสงบอย่างแท้จริง
เป็นลักษณะ เพราะฉะนั้น อมตมหานิพพานธาตุนั้น จึงชื่อว่า ถ่องแท้
ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะไม่กล่าวสภาวะตามความเป็นจริงให้
คลาดเคลื่อนในกาลไหน ๆ. พระองค์ ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไป
เสด็จเข้าถึง บรรลุ ดำเนินไป เสด็จถึงอย่างถ่องแท้ ซึ่งอมตมหานิพพาน-
ธาตุนั้นมีอภิชาติเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุอย่างนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปโดยถ่องแท้.
พระองค์ ชื่อว่า ตถาคต เพราะมีความถ่องแท้เป็นอย่างไร ? คือ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ในปางก่อนมีประการเป็นอย่างใด พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าแม้นี้ก็มีประการเป็นอย่างนั้น ท่านกล่าวอธิบายไว้อย่างไร ?
โดยสังเขปท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น มีประการ
อย่างไร คือมีประการด้วยมรรคศีล ผลศีล โลกิยโลกุตรศีลแม้ทั้งหมด
มรรคสมาธิ ผลสมาธิ และโลกิยโลกุตรสมาธิทั้งปวง ด้วยมรรคปัญญา

250