โดยเป็นไปตามอาการอันไม่ผิดแผก ด้วยประการฉะนี้ แม้เพราะเหตุนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะมาถึงญาณอัน
ถ่องแท้.
อนึ่ง พระญาณอันประกาศสัมโพชฌงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อัน
เป็นไปโดยอาการต่าง ๆ อย่างนี้ว่า เมื่อว่าโดยสรุปอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย
โพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น คือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริย-
สัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์
อุเบกขาสัมโพชฌงค์. เมื่อว่าโดยสามัญลักษณะอย่างนี้ว่า ธรรมสามัคคี
นี้ใดต่างโดยสติเป็นต้น อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปัทวะหลายประการ มีความ
หดหู่ ความฟุ้งซ่าน ความตั้งมั่น ความพยายาม กามสุขัลลิกานุโยค
อัตตกิลมถานุโยค และการยึดมั่นด้วยอุจเฉททิฏฐิและสัสสตทิฏฐิ อันเกิด
ในขณะแห่งโลกุตรมรรค, พระอริยสาวกย่อมตื่น คือย่อมลุกขึ้นจาก
กิเลสนิทรา หรือรู้แจ้งสัจจะ ๘ หรือทำให้แจ้งเฉพาะพระนิพพาน ด้วย
ธรรมสามัคคีใด ธรรมสามัคคีนั้นท่านเรียกว่า โพธิ, ชื่อว่าโพชฌงค์
เพราะเป็นองค์แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้นั้น, อนึ่ง พระอริยสาวก
ท่านเรียกว่าโพธิ เพราะกระทำอรรถวิเคราะห์ว่า ตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี
ดังที่กล่าวแล้ว, ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งพระอริยสาวกผู้ตรัสรู้
ธรรมสามัคคีนั้น, เมื่อว่าโดยลักษณะพิเศษอย่างนี้ว่า สติสัมโพชฌงค์มี
การปรากฏเป็นลักษณะ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีการสอดส่องเป็นลักษณะ,
วิริยสัมโพชฌงค์มีการประคองไว้เป็นลักษณะ ปีติสัมโพชฌงค์มีการแผ่
ซ่านไปเป็นลักษณะ, ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีความสงบเป็นลักษณะ, สมาธิ-
สัมโพชฌงค์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ, อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีการ