พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 231 (เล่ม 44)

ความดับสังขาร ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา, พระองค์ตรัสคำมีอาทิว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ ฯลฯ
เวทัลละ นี้ เรียกว่า ธัมมปฏิสัมภิทา เธอรู้อรรถแห่งคำอันเป็นภาษิตนั้น ๆ
นั่นแหละว่า นี้ เป็นอรรถแห่งคำอันเป็นภาษิตนี้ นี้เรียกว่า อัตถปฏิสัม-
ภิทา ธรรมที่เป็นกุศลเป็นไฉน สมัยใด กุศลจิตฝ่ายกามาวจรเกิดพร้อม
ด้วยโสมนัสประกอบด้วยปัญญา ปรารภรูปารมณ์ ฯลฯ หรือธรรมารมณ์
ก็หรืออารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น สมัยนั้น ผัสสะย่อมมี ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมี
ฯลฯ ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล ญาณในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธัมม-
ปฏิสัมภิทา ญาณในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา.
ความพิสดารแล้ว. ก็สภาวนิรุตติ (ภาษาเดิม) คือ อัพยภิจารโวหาร (ถ้อย-
คำที่ไม่คลาดเคลื่อน) อภิลาปะ (การพูด) ในอรรถและธรรมนี้ ตามภาษา
เดิมของสภาพสัตว์อันเป็นมคธภาษา ในการพูดภาษาเดิมนั้น นี้ ชื่อว่า
สภาวนิรุตติ นี้ไม่ชื่อว่า สภาวนิรุตติ ญาณอันถึงความแตกฉานดังนี้ ชื่อว่า
นิรุตติปฏิสัมภิทา. ญาณอันถึงความแตกฉานในญาณนั้น ของภิกษุผู้
พิจารณากระทำญาณทั้งหมดนั้นที่เป็นไป โดยกิจแห่งอารมณ์อย่างพิสดาร
ในญาณเหล่านั้นตามที่กล่าวแล้วให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา.
ดังนั้น ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุด้วยพระ-
องค์เอง จึงชื่อว่า ถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะเป็นไป
โดยอาการไม่ผิดแผก โดยกล่าวไม่ให้คลาดเคลื่อนในอารมณ์ของตนนั้น ๆ
อันยิ่งด้วยอรรถและธรรม. พระองค์ ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ
มาถึงสัจจะถ่องแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เญยยะ ทั้งหมดนั้น

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 232 (เล่ม 44)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้แล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงบรรลุแล้ว ทรงตรัสรู้
เฉพาะแล้ว โดยอาการทั้งปวง. จริงอย่างนั้น ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง พระองค์
ตรัสรู้แล้วโดยเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ธรรมที่ควรกำหนดรู้ พระองค์ตรัสรู้
แล้ว โดยเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ธรรมที่ควรละ พระองค์ตรัสรู้แล้ว
โดยเป็นธรรมที่ควรละ ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง พระองค์ตรัสรู้แล้ว โดย
เป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ธรรมที่ควรเจริญ พระองค์ตรัสรู้แล้ว โดย
เป็นธรรมที่ควรเจริญ เพราะผู้ใดผู้หนึ่ง จะเป็นสมณะก็ตาม พราหมณ์
ก็ตาม เทวดาก็ตาม มารก็ตาม พรหมก็ตาม ไม่สามารถที่จะคัดค้าน
พระองค์ โดยชอบธรรมว่า พระองค์ยังมิได้ตรัสรู้ธรรมชื่อนี้. ธรรม
อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปหาตัพพะควรละ ทั้งหมดนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงละได้แล้ว ที่ควงต้นโพธิ์นั้นเอง โดยเด็ดขาดไม่มีการเกิดขึ้น
เป็นธรรมดา กรณียกิจที่ยิ่งกว่าการละธรรมที่ควรละนั้นไม่มี. จริงอย่าง
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงละ ตัดขาด ถอน ได้เด็ดขาด ซึ่งกิเลส
๑,๐๐๐ มีประเภท คือ โลภะ โทสะ โมหะ วิปริตมนสิการ อหิริกะ
อโนตตัปปะ ถีนะ มิทธะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ
มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ อกุศลมูล ๓
ทุจริต ๓ วิสมะ ๓ สัญญา ๓ มละ ๓ วิตก ๓ ปปัญจะ ๓ อเนสนา ๓
ตัณหา ๓ วิปริเยสะ ๔ อาสวะ ๔ คัณฐะ ๔ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ อคติ ๔
ตัณหูปาทาน ๔ อภินันทนะ ๕ นิวรณ์ ๕ เจโตขีละ ๕ เจตโสวินิพันธะ ๕
วิวาทมูล ๖ อนุสัย ๗ มิจฉัตตะ ๘ อาฆาตวัตถุ ๙ ตัณหามูลกะ ๙
อกุศกรรมบถ ๑๐ อเนสนา ๒๑ ทิฏฐิ ๖๒ และตัณหาวิปริต ๑๐๘ เป็นต้น
พร้อมทั้งวาสนา เพราะใครๆ ไม่ว่าจะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม ฯลฯ

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 233 (เล่ม 44)

พรหมก็ตาม ไม่สามารถจะคัดค้านพระองค์ได้ด้วยความชอบธรรมว่า ขึ้น
ชื่อว่ากิเลสเหล่านี้พระองค์ยังไม่ได้ละ.
ก็ธรรมเหล่านี้ใด มีประเภท คือ กรรมวิบาก กิเลส อุปวาทะ
และอาณาวีติกกมะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นธรรมให้ผลในลำดับ
อาจให้ผลตามลำดับโดยส่วนเดียว แก่ผู้ส้องเสพธรรมเหล่านั้นได้ทีเดียว
เพราะใคร ๆ จะเป็นสมณะก็ตาม ฯ ล ฯ พรหมก็ตาม ไม่สามารถจะคัด
ค้านพระองค์ได้โดยชอบธรรมว่า ไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้ส้องเสพธรรม
เหล่านั้น.
ก็นิยยานิกธรรมอันยอดเยี่ยม มีอริยมรรคเป็นด้วยนำ มี ๓๗ ประเภท
๗ หมวด รวมศีลสมาธิปัญญาอันเป็นเหตุสลัดออกจากวัฏทุกข์ได้เด็ดขาด
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้วนั้น ย่อมนำสัตว์ออกจากทุกข์โดย
แท้จริงทีเดียว ย่อมทำผู้ปฏิบัติให้พ้นจากวัฏทุกข์ได้โดยแท้จริง เพราะ
ใครๆ ไม่ว่าจะเป็นสมณะ ฯลฯ หรือพรหมก็ตาม ไม่สามารถจะคัดค้าน
พระองค์ได้โดยชอบธรรมว่า ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงว่า เป็นธรรม
นำออกจากทุกข์ ไม่นำออกจากทุกข์ได้จริง. สมจริงดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
พระสัมมาสัมพุทธะ เมื่อปฏิญญาแก่เธอ ยังไม่ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้. พึง
ทราบความพิสดาร. เวสารัชชญาณ ๔ เหล่านี้ดังว่ามานี้ ของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าเป็นไปโดยอาการไม่ผิดแผก ชื่อว่าถ่องแท้ไม่ผิด ไม่กลายเป็น
อย่างอื่น เพราะรู้ความพิเศษของญาณ ปหานะ และเทศนาของพระองค์
โดยภาวะที่ไม่ผิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะถึง
เวสารัชชญาณอย่างถ่องแท้ ด้วยประการฉะนี้.
คติ ๕ คือ นิรยคติ ติรัจฉานคติ เปตคติ มนุสสคติ และเทวคติ.

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 234 (เล่ม 44)

ในคติ ๕ นั้น มหานรก ๘ มีสัญชีวนรกเป็นต้น อุสสทนรก ๑๖ มี
กุกกุลนรกเป็นต้น และโลกันตนรก รวมทั้งหมดนี้ชื่อว่า นรก เพราะ
อรรถว่าไม่มีความแช่มชื่น โดยภาวะที่เป็นทุกข์อย่างแท้จริง และชื่อว่า
คติ เพราะอันสัตว์พึงไปตามกถากรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นิรยคติ.
แม้เถ้ารึงที่มืดมิดและเย็นที่สุด ก็รวมลงในนรกเหล่านั้นเหมือนกัน. หนอน
แมลง งู นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอกเป็นต้น ชื่อว่า ดิรัจฉาน เพราะไป
ตามขวาง คติ คือสัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้น เพราะนั้น จึงชื่อว่า
ดิรัจฉานคติ. ชื่อว่า เปรตพวกปรทัตตุปชีวิเปรต และนิชฌามตัณหิกเปรต
เป็นต้น เพราะเป็นผู้มีความหิวและความกระหายครอบงำ ชื่อว่าไป คือ
ปราศจากความสุขอันดียิ่ง เพราะมากด้วยความทุกข์ เพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่าเปรต, คติ คือเปรตเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เปตคติ.
แม้พวกอสูรมีกาลกัญชิกอสูรเป็นต้น ก็รวมลงในเปรตเหล่านั้นเหมือนกัน.
ชาวชมพูทวีปและชาวมหาทวีปทั้ง ๔ พร้อมกับชาวทวีปเล็ก ๆ ชื่อว่า
มนุษย์ เพราะเป็นผู้มีใจสูง, คติคือมนุษย์เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึง
ชื่อว่า มนุสสคติ. หมู่เทพ ๒๖ ชั้นเหล่านี้ คือ นับตั้งแต่ชั้นจาตุมหารา-
ชิกะถึงเทพผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ย่อมเล่น คือ สนุกสนาน
โชติช่วงด้วยอานุภาพฤทธิ์ของตน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เทพ, คติ
คือเทพเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เทวคติ.
ก็คติเหล่านั้น เพราะเหตุที่ความวิเศษแห่งอุปบัติภพอันเกิดแต่
กรรมเหล่านั้น ๆ ฉะนั้น เมื่อว่าโดยอรรถ ได้แก่วิบากขันธ์และกัมมัช-
รูป. ในคติเหล่านั้น พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมเป็นไปโดยฐานะ
โดยเหตุ ด้วยการกำหนดวิภาคเหตุและผลอันเกิดแต่เหตุตามฐานะของตน

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 235 (เล่ม 44)

ว่า ธรรมดาว่าคตินี้ ย่อมเกิดจากกรรมชื่อนี้, และหมู่สัตว์เหล่านี้ ย่อม
แตกต่างกันอย่างนี้เป็นแผนก ๆ เพราะแตกต่างกันโดยวิภาคอย่างนี้ ด้วย
ปัจจัยพิเศษแห่งกรรมนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมี
อาทิว่า สารีบุตร คติเหล่านี้ มีอยู่ ๕ แล คติ ๕ เป็นไฉน ได้แก่นรก
กำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ และเทพ สารีบุตร เรารู้ชัด
นรก ทางอันเป็นเหตุนำไปสู่นรก และปฏิปทาอันเป็นเหตุนำไปสู่นรก และ
เรารู้ชัดโดยประการที่ผู้ดำเนินไปแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. ก็พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เหล่านี้นั้น ชื่อว่าถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะตรัสถึง
ความเป็นไปแห่งอาการอันไม่ผิดแผกในวิสัยนั้น ๆ ไม่ให้คลาดเคลื่อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะมาถึงญาณเหล่านั้นอย่าง
ถ่องแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง อินทริยปโรปริยัตตญาณ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็น
ไปโดยอาการ ๕๐ อันเป็นเหตุแจ่มแจ้งโดยพิเศษแห่งความที่สัตว์มีกิเลส
ดุจธุลีในดวงตาน้อย และความที่สัตว์มีกิเลสดุจธุลีในดวงตามาก. สมจริง
ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้มีศรัทธาเป็นผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย,
บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาเป็นผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตามาก. พึงทราบความ
พิสดารต่อไป.
อาสยานุสยญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นไปโดยอาการแจ่ม-
แจ้งตามความเป็นจริง แห่งอาสยะคือความประสงค์เป็นต้นของเหล่าสัตว์
โดยนัยมีอาทิว่า บุคคลนี้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย. บุคคลนี้มีลัทธิเป็น
สัสสตทิฏฐิ บุคคลนี้มีลัทธิเป็นอุจเฉททิฏฐิ บุคคลนี้ตั้งอยู่ในอนุโลมขันติ

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 236 (เล่ม 44)

บุคคลนี้ตั้งอยู่ในยถาภูตญาณ บุคคลนี้มีอาสยะ คืออัธยาศัยในทางกาม
ไม่มีอัธยาศัยในเนกขัมมะเป็นต้น บุคคลนี้มีอัธยาศัยในเนกขัมมะ ไม่มี
อัธยาศัยในกามเป็นต้น และโดยนัยมีอาทิว่า กามราคะของบุคคลนี้มีกำลัง
รุนแรง แต่ไม่มีปฏิฆะ ปฏิฆะของบุคคลนี้มีกำลังรุนแรง แต่ไม่มีกามราคะ
เป็นต้น และโดยนัยมีอาทิว่า ปุญญาภิสังขารของบุคคลนี้ยิ่ง แต่ไม่มี
อปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขารของบุคคลนี้ยิ่ง
แต่ไม่มีปุญญาภิสังขาร ไม่มีอเนญชาภิสังขาร, อเนญชาภิสังขารของบุคคล
นี้ยิ่ง แต่ไม่มีปุญญาภิสังขาร ไม่มีอปุญญาภิสังขาร, กายสุจริต วจีสุจริต
และนโนสุจริตของบุคคลนี้ยิ่ง, บุคคลนี้มีอธิมุตติเลว บุคคลนี้มีอธิมุตติ
ประณีต, บุคคลนี้ประกอบด้วยกรรมาวรณ์ (ห้ามกรรม) บุคคลนี้ประกอบ
กิเลสาวรณ์ (ห้ามกิเลส) บุคคลนี้ประกอบด้วยวิปากาวรณ์ (ห้ามวิบาก)
บุคคลนี้ไม่ประกอบด้วยกรรมาวรณ์ ไม่ประกอบด้วยกิเลสาวรณ์ ไม่
ประกอบด้วยวิปากาวรณ์ซึ่งพระองค์หมายเอา ตรัสไว้ว่า ตถาคตย่อมรู้
อาสยะ ย่อมรู้อนุสัย ย่อมรู้จริต ย่อมรู้อธิมุตติของสัตว์ทั้งหลาย และย่อมรู้
ภัพสัตว์ และอภัพสัตว์ในโลกนี้ ดังนี้เป็นต้น.
อนึ่ง ยมกปาฏิหาริยญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็นเหตุ
นิรมิตฤทธิ์ที่ทำต่าง ๆ กัน ไม่ทั่วไปแก่บุคคลอื่นอันทำท่อไฟและสายน้ำ
ให้เป็นไป ทางพระกายเบื้องบนเบื้องล่างและเบื้องหน้าเบื้องหลัง ทาง
พระเนตรข้างขวาข้างซ้าย ช่องพระกรรณด้านขวาด้านซ้าย ช่องพระนาสิก
ด้านขวาด้านซ้าย จะงอยพระอังสะด้านขวาด้านซ้าย พระหัตถ์ข้างขวา
ข้างซ้าย พระปรัศว์เบื้องขวาเบื้องซ้าย และพระบาทเบื้องขวาเบื้องซ้าย
ทางพระองคุลีและระหว่างพระองคุลี และทางชุมพระโลมา ซึ่งพระองค์

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 237 (เล่ม 44)

หมายตรัสไว้ว่า ในที่นี้ ตถาคตกระทำยมกปาฏิหาริย์ไม่ทั่วไปกับสาวก
ทั้งหลาย คือท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องบน สายน้ำพุ่งออกจากพระกาย
เบื้องล่าง, ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องล่าง สายน้ำพุ่งออกจากพระกาย
เบื้องบน ดังนี้เป็นต้น.
อนึ่ง พระมหากรุณาสมาบัติญาณ อันเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแผ่พระมหากรุณาอันเป็นไปโดยนัยต่าง ๆ ด้วยความที่พระองค์ทรง
พระประสงค์จะนำหมู่สัตว์ผู้ถูกทุกขธรรมเป็นอเนกมีราคะเป็นต้น และมี
ชาติเป็นต้นรบกวน ให้ออกจากทุกขธรรมเหล่านั้น ดังที่ตรัสไว้ว่า พระ-
มหากรุณาสมาบัติญาณของตถาคตเป็นไฉน คือพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
ทั้งหลายทรงเห็นด้วยอาการเป็นอันมาก จึงมีพระมหากรุณาแผ่ไปในหมู่สัตว์
พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายทรงเห็นอยู่ว่าโลกสันนิวาสถูกไฟเผาให้เร่าร้อน
จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเมื่อทรง
เห็นว่า โลกสันนิวาสยกพลแล้ว เคลื่อนพลแล้ว เดินผิดทางแล้ว
โลกถูกชรานำไปไม่ยั่งยืน โลกไม่มีที่ต้านทาน ไม่เป็นอิสระโดยเฉพาะ
โลกไม่เป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป โลกพร่อง (อยู่เป็นนิจ) ไม่
รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา จึงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์. โลก-
สันนิวาสไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่หลีกเร้น ไม่มีที่พึ่ง ไม่เป็นที่พึ่งของใคร
สัตวโลกฟุ้งซ่าน ไม่สงบ โลกสันนิวาสมีลูกศร ถูกลูกศรคือกิเลสเสียบ
แทงอยู่ มีความมืดคืออวิชาเป็นเครื่องกางกั้น ถูกขังไว้ในกรงคือกิเลส
โลกสันนิวาสตกอยู่ในอวิชชาเป็นดุจคนตาบอด ถูกกิเลสหุ้มห่อไว้ ยุ่งเหมือน
เส้นด้าย นุงนังดังหญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย หาล่วงพ้นอบาย ทุคติ

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 238 (เล่ม 44)

วินิบาต และสงสารไปได้ไม่ ถูกอวิชชาเป็นต้นรัดรึงไว้ เป็นผู้เกลือกกลั้ว
ด้วยกิเลส อันความยุ่งคือราคะ โทสะ และโมหะ ทำให้นุงแล้ว.
โลกสันนิวาสอันกองตัณหาสวมไว้ ถูกข่ายคือตัณหาครอบคลุมไว้
ลอยไปตามกระแสตัณหา ประกอบด้วยตัณหาสังโยชน์ ซ่านไปตามตัณหา-
อนุสัย เดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนเพราะตัณหา เร่าร้อนด้วยความเร่า-
ร้อนคือทิฏฐิ ถูกโครงร่างคือทิฏฐิสวมไว้ ถูกข่ายคือทิฏฐิคลุมไว้ ลอยไป
ตามกระแสทิฏฐิ ประกอบด้วยทิฏฐิสังโยชน์ ซ่านไปตามทิฏฐานุสัย เดือด-
ร้อนด้วยความเดือดร้อนคือทิฏฐิ เร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนคือทิฏฐิ.
โลกสันนิวาสถูกชาติติดตาม ถูกชรารัดรึง ถูกพยาธิครอบงำ ถูก
มรณะห้ำหั่น ตกอยู่ในกองทุกข์ ถูกตัณหาฉุดไป ห้อมล้อมด้วยกำแพง
คือชรา ถูกบ่วงของมัจจุราชคล้องไว้ ถูกเครื่องจองจำใหญ่มัดไว้ ถูก
เครื่องมัดคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส และทุจริตผูกพันไว้
เดินไปในทางคับแคบมาก ถูกเครื่องพัวพันมากมายพัวพันไว้ ตกไปใน
เหวใหญ่ เดินไปตามทางกันดารมาก เดินไปในมหาสงสาร กลับตกลง
ในหลุมลึก กลิ้งเกลือกอยู่ในหลุมใหญ่.
โลกสันนิวาสถูกห้ำหั่น ลุกโชนด้วยไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ
ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส โลกสันนิวาส
ทุรนทุราย เดือดร้อน ไม่มีอะไรต้านทานเป็นนิตย์ ต้องรับอาชญา
กระทำตามอาชญา ถูกเครื่องผูกคือวัฏฏะผูกมัดไว้ ปรากฏที่ตะแลงแกง
โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ควรได้รับกรุณาอย่างยิ่ง.
โลกสันนิวาสถูกทุกข์ครอบงำ ถูกเบียดเบียนอยู่ตลอดกาลนาน ติด

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 239 (เล่ม 44)

ใจกระหายอยู่เป็นนิจ เป็นโลกมืดไม่มีจักษุ มีนัยน์ตาถูกทำลาย ไม่มีผู้นำ
แล่นไปผิดทาง เดินหลงทาง แล่นไปในห้วงนำใหญ่.
ถูกทิฏฐิ ๒ กลุ้มรุม ปฏิบัติผิดด้วยทุจริต ๓ ถูกโยคะ ๔ ประกอบ
ไว้ ถูกคันถะ ๔ ร้อยรัดไว้ ถูกอุปาทาน ๔ ยึดไว้ วุ่นวายไปตามคติ ๕
กำหนัดด้วยกามคุณ ๕ ถูกนิวรณ์ ๕ ครอบคลุมไว้ โต้เถียงกันด้วยวิวาท-
มูล ๖ กำหนัดด้วยหมู่ตัณหา ๖ กลุ้มรุม ซ่านไปตามอนุสัย ๗ ประกอบ
ด้วยสังโยชน์ ๗ ฟูขึ้นด้วยมานะ ๗ หมุนไปตามโลกธรรม ๘ ดิ่งลงด้วย
มิจฉัตตะ ๘ ประทุษร้ายกันด้วยบุรุษโทษ ๘ ถูกอาฆาตด้วยอาฆาตวัตถุ ๙
ฟูขึ้นเพราะมานะ ๙ กำหนัดด้วยธรรมอันมีตัณหาเป็นมูล ๙ เศร้าหมอง
ด้วยกิเลสวัตถุ ๑๐ ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประกอบด้วย
สังโยชน์ ๑๐ ดิ่งลงด้วยมิจฉัตตะ ๑๐ ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐
ประกอบด้วยสักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าด้วยธรรมเครื่อง
เนิ่นช้า คือตัณหา ๑๐๘ ถูกทิฏฐิ ๖๒ กลุ้มรุม เมื่อพระผู้มีพระภาคพุทธ-
เจ้าทรงพิจารณาเห็นดังว่ามานี้ จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์.
จริงอยู่ เราเป็นผู้ข้ามแล้ว แต่สัตวโลกยังข้ามไม่ได้ เราหลุดพ้น
แล้ว สัตวโลกยังไม่หลุดพ้น เราฝึกตนแล้ว แต่สัตวโลกยังไม่ได้ฝึกตน
เราสงบแล้ว แต่สัตวโลกยังไม่สงบ เราโล่งใจแล้ว แต่สัตวโลกยังไม่
โล่งใจ เราปรินิพพานแล้ว แต่สัตวโลกยังไม่ปรินิพพาน เราสามารถ
ข้ามได้แล้ว ทั้งยังสัตวโลกให้ข้ามได้ด้วย เราหลุดพ้นแล้ว ทั้งสามารถ
ยังสัตวโลกให้หลุดพ้นได้ด้วย เราฝึกตนแล้วสามารถยังสัตวโลกให้ฝึกได้
ด้วย เราสงบแล้วทั้งสามารถยังสัตวโลกให้สงบได้ด้วย เราโล่งใจแล้ว
ทั้งสามารถยังสัตวโลกให้โล่งใจได้ด้วย เราปรินิพพานแล้ว ทั้งสามารถ

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 240 (เล่ม 44)

ยังสัตวโลกให้ปรินิพพานได้ด้วย พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงพิจารณา
เห็นดังว่ามานี้ จึงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์. พระองค์ทรงกระทำ
การจำแนกโดยอาการ ๘๙ อย่าง ด้วยประการฉะนี้.
ก็พระญาณใดของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีประมาณเท่าใด ที่จะพึงรู้
ด้วยธรรมธาตุมีประมาณเท่าใด ไม่มุ่งถึงการอ้างผู้อื่น สามารถตรัสรู้ธรรม
ทั้งปวง ทั้งที่เป็นสังขตะและอสังขตะเป็นต้น โดยอาการทั้งปวง ไม่ทั่วไป
แก่ผู้อื่น อันเป็นไปเนื่องด้วยเหตุเพียงความหวัง ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ
เพราะหยั่งรู้สังขตธรรม อสังขตธรรม สมมติและสัจจะได้เด็ดขาด โดย
ประการทั้งปวง ท่านเรียกว่าอนาวรณญาณ เพราะถือเอาความเป็นไปอัน
ไม่ขัดข้องโดยไม่มีเครื่องกางกั้นในญาณนั้น. ก็พระญาณนั้นอย่างเดียว
เท่านั้น ท่านแสดงไว้ถึง ๒ อย่าง เพื่อแสดงภาวะที่ไม่ทั่วไปกับญาณอื่น
โดยความเป็นไปแห่งอารมณ์เป็นประธาน. เมื่อว่าโดยประการอื่น สัพพัญ-
ญุตญาณและอนาวรณญาณ จำต้องทั่วไป และมีธรรมทั้งหมดเป็นอารมณ์
และคำนั้นไม่ถูกด้วยยุตินี้ก็จริง ถึงกระนั้น ในที่นี้มีพระบาลีดังต่อไปนี้
ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะรู้สังขตธรรมและอสังขตธรรมโดยสิ้นเชิง
ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะความขัดข้องไม่มีในญาณนั้น, ชื่อว่าสัพพัญ-
ญุตญาณ เพราะรู้ธรรมทั้งปวงที่เป็นอดีต ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะ
ความขัดข้องไม่มีในญาณนั้น, ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะรู้ธรรมทั้งหมด
ที่เป็นอนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะความขัดข้องไม่มี
ในญาณนั้น. พึงทราบความพิสดาร.
อสาธารณญาณ ๖ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหล่านี้ ชื่อว่าถ่องแท้
ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะไม่กล่าวอารมณ์ของตนให้คลาดเคลื่อน

240