ความดับสังขาร ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา, พระองค์ตรัสคำมีอาทิว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ ฯลฯ
เวทัลละ นี้ เรียกว่า ธัมมปฏิสัมภิทา เธอรู้อรรถแห่งคำอันเป็นภาษิตนั้น ๆ
นั่นแหละว่า นี้ เป็นอรรถแห่งคำอันเป็นภาษิตนี้ นี้เรียกว่า อัตถปฏิสัม-
ภิทา ธรรมที่เป็นกุศลเป็นไฉน สมัยใด กุศลจิตฝ่ายกามาวจรเกิดพร้อม
ด้วยโสมนัสประกอบด้วยปัญญา ปรารภรูปารมณ์ ฯลฯ หรือธรรมารมณ์
ก็หรืออารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น สมัยนั้น ผัสสะย่อมมี ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมี
ฯลฯ ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล ญาณในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธัมม-
ปฏิสัมภิทา ญาณในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา.
ความพิสดารแล้ว. ก็สภาวนิรุตติ (ภาษาเดิม) คือ อัพยภิจารโวหาร (ถ้อย-
คำที่ไม่คลาดเคลื่อน) อภิลาปะ (การพูด) ในอรรถและธรรมนี้ ตามภาษา
เดิมของสภาพสัตว์อันเป็นมคธภาษา ในการพูดภาษาเดิมนั้น นี้ ชื่อว่า
สภาวนิรุตติ นี้ไม่ชื่อว่า สภาวนิรุตติ ญาณอันถึงความแตกฉานดังนี้ ชื่อว่า
นิรุตติปฏิสัมภิทา. ญาณอันถึงความแตกฉานในญาณนั้น ของภิกษุผู้
พิจารณากระทำญาณทั้งหมดนั้นที่เป็นไป โดยกิจแห่งอารมณ์อย่างพิสดาร
ในญาณเหล่านั้นตามที่กล่าวแล้วให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา.
ดังนั้น ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุด้วยพระ-
องค์เอง จึงชื่อว่า ถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะเป็นไป
โดยอาการไม่ผิดแผก โดยกล่าวไม่ให้คลาดเคลื่อนในอารมณ์ของตนนั้น ๆ
อันยิ่งด้วยอรรถและธรรม. พระองค์ ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ
มาถึงสัจจะถ่องแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เญยยะ ทั้งหมดนั้น