พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 221 (เล่ม 44)

ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในราตรีใด ระหว่างนี้ ภาษิต กล่าว แสดง
ธรรมใด ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน หาได้เป็นอย่างอื่นไม่
เพราะฉะนั้น เขาจึงเฉลิมพระนามว่า ตถาคต. คต ศัพท์ ในบทว่า
ตถาคโต นี้ มีอรรถว่า คทะ แปลว่า ตรัส. ชื่อว่า ตถาคต เพราะมีวาทะ
อันถ่องแท้ ด้วยประการฉะนี้. อีกอย่างหนึ่ง อาคทนะ คือ อาคทะ,
อธิบายว่า ตรัส. ในบทนี้ พึงทราบบทสำเร็จรูปอย่างนี้ว่า ชื่อว่า ตถาคต
เพราะแปลง ที่อักษรให้เป็น ต อักษร เพราะอรรถว่าพระองค์มีพระ-
ดำรัสอย่างถ่องแท้ คือไม่แปรผัน.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงกระทำอย่างนั้น เป็นอย่างไร ? คือความ
จริง พระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าคล้อยตามพระวาจา แม้พระวาจา
ก็คล้อยตามกาย, เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงเป็นยถาวาที ตถาการี ตรัส
อย่างใดกระทำอย่างนั้น และเป็นยถาการี ตถาวาที ทรงกระทำอย่างใด
ตรัสอย่างนั้น, อธิบายว่า ทั้งพระวาจาทั้งพระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นอย่างนั้น ย่อมมีด้วยประการใด พระองค์ทรงดำเนินไป คือเป็นไป
โดยประการนั้น. อนึ่ง พระกายเป็นไปอย่างไร แม้พระวาจาก็ตรัสไป
คือเป็นไปอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น จึงทรงพระนามว่า ตถาคต. ด้วยเหตุ
นั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคต กล่าวอย่างใดกระทำอย่างนั้น
กระทำอย่างใดกล่าวอย่างนั้น รวมความว่า เป็นยถาวาที ตถาการี กล่าว
อย่างใดกระทำอย่างนั้น เป็นยถาการี ตถาวาที กระทำอย่างใดกล่าว
อย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ตถาคต. ชื่อว่า ตถาคต เพราะกระทำ
อย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 222 (เล่ม 44)

ชื่อว่า ตถาคต เพราะอรรถว่าครอบงำ เป็นอย่างไร ? คือ พระ-
องค์ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงกระทำภวัคคพรหมในเบื้องบน
จนถึงอเวจีมหานรกในเบื้องล่าง ทั้งเบื้องขวาง ก็ทรงครอบงำสรรพสัตว์
ในโลกธาตุหาประมาณมิได้ด้วยศีลบ้าง สมาธิบ้าง ปัญญาบ้าง วิมุตติ
บ้าง วิมุตติญาณทัสสนะบ้าง พระองค์ชั่งไม่ได้หรือประมาณไม่ได้ โดย
ที่แท้พระองค์เป็นผู้อันใคร ๆ ชั่งไม่ได้ ประมาณไม่ได้ ยอดเยี่ยมเป็น
เทพของเทพ เป็นท้าวสักกะยิ่งกว่าท้าวสักกะ เป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม
เป็นผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ตถาคต เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ใคร ๆ ครอบงำไม่ได้ เห็นได้ถ่องแท้ แผ่อำนาจ
เป็นไป ในโลกพร้อมเทวโลก ฯ ล ฯ ในหมู่สัตว์พร้อมเทวดาและมนุษย์
เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ตถาคต. ในข้อนั้น มีบทสำเร็จรูปดังต่อไปนี้
พระดำรัสของพระองค์เหมือนยาวิเศษ ได้แก่เทศนาวิลาสและการสั่งสมบุญ
ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงทรงครอบงำคนที่เป็นปรัปปวาททั้งหมดและโลก
พร้อมเทวโลก เหมือนแพทย์ผู้มีอานุภาพมากใช้ยาทิพย์กำราบงูทั้งหลาย
ฉะนั้น ดังนั้น จึงเฉลิมพระนามว่า ตถาคต เพราะแปลง ท อักษรให้
เป็น ต อักษร โดยอรรถว่าพระองค์มีพระดำรัสถ่องแท้ไม่แปรผันตามที่
กล่าวมาแล้วเหตุครอบงำสรรพโลกเสียได้. ข้อว่า ตถาคต เพราะอรรถ
ว่าครอบงำสรรพสัตว์ ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปโดยประการนั้น. ชื่อว่า
ตถาคต เพราะเสด็จไปโดยถ่องแท้. ในบทว่า ตถาคโต นั้น ชื่อว่า
ตถาคต เพราะเสด็จถึง คือบรรลุโลกทั้งสิ้นโดยถ่องแท้ด้วยตีรณปริญญา.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไป คือก้าวล่วงโลกสมุทัย โดยถ่องแท้ด้วย

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 223 (เล่ม 44)

ปหานปริญญา. ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จถึง คือบรรลุโลกนิโรธโดย
ถ่องแท้ ด้วยสัจฉิกิริยา ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไป คือปฏิบัติ
โลกนิโรธคามินีปฏิปทาโดยถ่องแท้. สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกอันพระตถาคตตรัสรู้ยิ่งแล้ว
พระตถาคตทรงพรากจากโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกสมุทัยอันพระ-
ตถาคตตรัสรู้ยิ่งแล้ว โลกสมุทัยอันพระตถาคตละได้แล้ว ดูก่อนภิกษุทั้ง-
หลาย โลกนิโรธอันพระตถาคตตรัสรู้ยิ่งแล้ว โลกนิโรธอันพระตถาคตทำ
ให้แจ้งแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกนิโรธคามินีปฏิปทาอันพระตถาคต
ตรัสรู้ยิ่งแล้ว โลกนิโรธคามินีปฏิปทาอันพระตถาคตบำเพ็ญแล้ว ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหมดนั้น อันพระตถาคตตรัสรู้ยิ่งแล้วในโลกพร้อม
เทวโลก ฯลฯ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ตถาคต.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการ
แม้อื่นอีก คือ
ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาโดยประการนั้น.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปโดยประการนั้น.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะมาถึงสัจจะอย่างนั้น.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้น.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะมีประการอย่างนั้น.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะมีความเป็นไปโดยประการอย่างนั้น.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสด้วยพระญาณอย่างนั้น.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะภาวะที่เสด็จไปอย่างนั้น.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาโดยประการนั้น เป็นอย่างไร ? คืบ
พระผู้มีพระภาคเจ้า คราวเป็นสุเมธดาบสบำเพ็ญอภินิหารอันประกอบด้วย

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 224 (เล่ม 44)

องค์ ๘ ประการ แทบบาทมูลของพระทศพลพระนามว่าทีปังกร ดังที่ท่าน
กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
มนุสฺสตฺตํ ลิงฺคสมฺปตฺติ เหตุ สตฺถารทสฺสนํ
ปพฺพชฺชา คุณสมฺปตฺติ อธิกาโร ฉนฺทตา
อฏฺฐธมฺมสโมธานา อภินีหาโร สมิชฺฌติ.
อภินิหารย่อมสำเร็จ เพราะการประชุมธรรม ๘
ประการ คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ความสมบูรณ์ด้วย
เพศ ๑ เหตุ ๑ การได้พบเห็นพระศาสดา ๑ การ
บรรพชา ๑ ความสมบูรณ์ด้วยคุณธรรม ๑ บุญญา-
ธิการ ๑ ความเป็นผู้มีฉันทะ ๑.
ทรงประกาศมหาปฏิญญาว่า เราข้ามโลกพร้อมเทวโลกได้แล้ว จัก
ยิ่งสัตว์ให้ข้าม เราหลุดพ้นแล้ว จักยังสัตว์ให้พ้น เราฝึกตนแล้ว จักฝึก
ผู้อื่น เราสงบแล้ว จักให้ผู้อื่นสงบ เราโล่งใจแล้ว จักยังผู้อื่นให้โล่งใจ
เราปรินิพพานแล้ว จักยังผู้อื่นให้ปรินิพพาน เราตรัสรู้แล้ว จักยังผู้อื่น
ให้ตรัสรู้. สมจริง ดังที่ตรัสไว้ว่า
เราเป็นชาติชายมีพลังข้ามพ้นแต่ผู้เดียว จะมี
ประโยชน์อะไร เราบรรลุสัพพัญญุตญาณ แล้วจะยัง
โลกนี้พร้อมเทวโลกให้ข้ามได้ด้วย ด้วยบุญญาธิการ
นี้ เราเป็นชาติชายมีพลัง บรรลุสัพพัญญุตญาณแล้ว
จะให้หมู่ชนเป็นอันมากข้ามได้ด้วย เราตัดกิเลสดุจ
กระแสในสงสาร ทำลายภพ ๓ ขึ้นสู่นาวาคือธรรม
จักยังโลกนี้พร้อมเทวโลกให้ข้ามได้ด้วย เราทำให้

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 225 (เล่ม 44)

แจ้งธรรมในที่นี้ ด้วยเพศที่ผู้อื่นไม่รู้จักจะเป็นประ-
โยชน์อะไร เราบรรลุสัพพัญญุตญาณแล้วจักเป็น
พระพุทธเจ้าในโลกนี้พร้อมเทวโลก ดังนี้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นโลกนาถ เมื่อตรัสมหาปฏิญญานี้นั้น
อันเป็นเหตุแห่งการค้นคว้าการพิจารณาและการสมาทานหมวดธรรม กระ-
ทำความเป็นพุทธะแม้ทั้งสิ้นไม่ให้คลาดเคลื่อน เพราะเหตุที่ทรงบำเพ็ญ
พระบารมี ๓๐ ทัศ มีทานบารมีเป็นต้นได้อย่างสิ้นเชิง ติดต่อกันโดย
เคารพ ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ มีการบริจาคอวัยวะเป็นต้น พอกพูน
อธิษฐาน ๔ มีสัจจาธิษฐานเป็นต้น ทรงเพิ่มพูนบุญสมภารและญาณ-
สมภาร ทรงให้บุรพประโยค บุรพจริยะ ธรรมกถา และญาตัตถจริยา
เป็นต้นให้อุกฤษฏ์ ให้พุทธจริยาถึงเงื่อนสุดอย่างยิ่ง สิ้นสี่อสงไขยยิ่งด้วย
แสนมหากัป จึงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ฉะนั้น มหาปฏิญญา
นั้นของพระองค์นั้นแหละจึงเป็นของถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น
ความผิดพลาดของพระองค์ แม้เพียงปลายขนทรายหามีไม่. จริงอย่างนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์เหล่านี้ คือ พระทีปังกรทศพล พระ-
โกณฑัญญะ พระมังคละ ฯลฯ พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ เสด็จอุบัติ
ขึ้นโดยลำดับ ทรงพยากรณ์ว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า. พระองค์ได้รับ
พยากรณ์ ในสำนักของพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ด้วยประการฉะนี้แล้ว
ทรงได้รับอานิสงส์ที่พระโพธิสัตว์ผู้ได้บำเพ็ญอภินิหารจะพึงได้รับนั่นแหละ
เสด็จมาแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาคือบรรลุ
ความเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งด้วยมหาปฏิญญาตามที่ตรัสไว้นั้น. ชื่อว่า ตถาคต
เพราะเสด็จมาโดยประการนั้น ด้วยประการฉะนี้.

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 226 (เล่ม 44)

ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปโดยประการนั้น เป็นอย่างไร ? คือ
พระโลกนาถทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้ดำเนินไปลำบากเพราะทุกข์ใหญ่ ทรงมี
พระมนัสอันพระมหากรุณาใดให้อาจหาญขึ้นว่า หมู่สัตว์นั้นไม่มีใครอื่น
เป็นที่พึ่ง เราเท่านั้น พ้นจากสังสารทุกข์นี้แล้ว จักยังสรรพสัตว์ให้พ้น
ได้ด้วย จึงได้ทรงทำมหาอภินิหาร, ครั้นแล้วทรงถึงความอุตสาหะอัน
ให้สำเร็จประโยชน์แก่โลกทั้งสิ้น ตามที่ได้ทรงตั้งปณิธานไว้ ทรงไม่ห่วง
ใยพระกายและพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาที่ทำได้ยาก
อันทำความสะดุ้งจิตให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุเพียงปรากฏทางโสตทวารของชน
เหล่าอื่น ทรงดำเนินโดยประการที่ข้อปฏิบัติเพื่อมหาโพธิญาณ อันไม่
เป็นหานภาคิยะ (ส่วนแห่งการละ) สังกิเลสภาคิยะ (ส่วนแห่งความเศร้า
หมอง) หรือฐิติภาคิยะ (ส่วนแห่งการตั้งมั่น) โดยที่แท้เป็นวิเสสภาคิยะอย่าง
ยอดเยี่ยมแท้จริง ทรงสำเร็จพระโพธิสมภารอย่างสิ้นเชิงโดยลำดับ จึง
ทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ เบื้องหน้าแต่นั้น ทรงมีพระมนัสอันพระมหา-
กรุณานั้นนั่นแหละกระตุ้นเตือน ทรงละความยินดีในความสงัดและความ
สุขอันเกิดแต่วิโมกข์อันสงบอย่างยิ่ง ไม่คำนึงถึงประการที่ไม่เหมาะสมที่
ชาวโลกอันมากด้วยพาลชนให้เกิดขึ้น ทรงสำเร็จพุทธกิจโดยสิ้นเชิงด้วย
การแนะนำชนที่ควรแนะนำในข้อนั้น อาการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าหยั่ง
พระมหากรุณาลงในหมู่สัตว์นั้น จักมีแจ้งข้างหน้า. พระโลกนาถผู้เป็น
พระพุทธเจ้า มีพระมหากรุณาในสัตว์ทั้งหลาย ฉันใด แม้ผู้เป็นพระ-
โพธิสัตว์ก็ฉันนั้น ทรงมีพระมหากรุณาในหมู่สัตว์ ในกาลบำเพ็ญมหา-
อภินีหารเป็นต้น เพราะเหตุนั้น พระมหากรุณาของพระองค์ จึงชื่อว่า
ถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะมีภาวะเสมอกัน ในที่ทุกแห่ง

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 227 (เล่ม 44)

และในกาลทุกเมื่อ. เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า ตถาคต
เพราะเสด็จไปคือดำเนินไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งสิ้น ด้วย
พระมหากรุณาอันถ่องแท้ มีกิจหน้าที่เสมอกันในสรรพสัตว์ทั้งหลายแม้ใน
กาลทั้ง ๓. ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปโดยประการนั้น ด้วยประการ
ฉะนี้.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาถึงสัจจะถ่องแท้เป็นอย่างไร ? คือ
ชื่อว่า ถ่องแท้ ได้แก่ อริยมรรคญาณ. จริงอยู่ อริยมรรคญาณเหล่านั้น
ชื่อว่า ถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะไม่กล่าวลักษณะแห่ง
สภาวธรรมพร้อมกิจให้คลาดเคลื่อนแห่งธรรมคืออริยสัจ ๔ อันเป็น
ปวัตติ นิวัตติและเหตุทั้ง ๒ นั้น เป็นเครื่องรวบรวมเญยยธรรมทั้งมวล
อย่างนี้ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
และเป็นวิภาคของอริยสัจทั้ง ๔ นั้นมีอาทิว่า ทุกข์มีอรรถว่าบีบคั้น มีอรรถ
ว่าเป็นสังขตะ มีอรรถว่าทำให้เดือดร้อน มีอรรถว่าแปรปรวน สมุทัยสัจมี
อรรถว่าประมวลมา มีอรรถว่าเป็นเหตุ มีอรรถว่าประกอบสัตว์ในภพ มี
อรรถว่ากังวล นิโรธสัจมีอรรถว่าเป็นเหตุสลัดออก มีอรรถว่าสงัด มี
อรรถว่าอันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ มีอรรถว่าเป็นอมตะ มรรคสัจมี
อรรถว่านำสัตว์ออก (จากทุกข์) มีอรรถว่าเป็นเหตุ มีอรรถว่าเป็นทัศนะ
มีอรรถว่าเป็นอธิปไตย (เป็นใหญ่) เพื่อความเป็นไปแห่งอาการอันไม่ผิด
แปลกกล่าวคือตรัสรู้โดยไม่งมงายในธรรมนั้น อันได้ด้วยการตัดขาดธรรม
อันเป็นฝักฝ่ายแห่งสังกิเลส อันเป็นเหตุกางกั้นความหยั่งรู้สภาวะตามเป็น
จริง พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงมีผู้อื่นที่จะแนะนำ ทรงมาถึงคือบรรลุ
อริยสัจ ๔ เหล่านั้นด้วยพระองค์เองทีเดียว เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรง

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 228 (เล่ม 44)

พระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาถึงสัจจะอันถ่องแท้.
เหมือนอย่างว่า พึงทราบถึงภาวะที่ถ่องแท้ซึ่งพระญาณอันปัจจัย
อะไร ๆ ไม่กระทบในกาลทั้ง ๓ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เวสารัชชญาณ ๔
ญาณที่กำหนดคติ ๕ อสาธารณญาณ ๖ ญาณที่แจ่มแจ้งในโพชฌงค์ ๗
ญาณอันแจ่มแจ้งในมรรค ๘ ญาณในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ และ
พลญาณ ๑๐ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แจ่มแจ้งเหมือนมรรคญาณ ฉะนั้น
ในข้อนั้น มีความแจ่มแจ้งดังต่อไปนี้ จริงอยู่ พึงทราบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นสภาวกิจเป็นต้น ความแปลกกันในการกำหนดเป็นต้น และ
นามโคตรที่เนื่องกับขันธ์เป็นต้น ในขันธ์อายตนะและธาตุ อันเป็นอดีต
ต่างโดยประเภทมีหีนธรรมเป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายผู้หาประมาณมิได้
ในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้. ญาณเหล่านี้ คือพระญาณของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ที่ไม่มีปัจจัยอะไร ๆ กระทบกระทั่งเป็นไปโดยประจักษ์ ใน
ที่ทั้งปวงในความพิเศษแห่งวรรณะ สัณฐาน กลิ่น รส และผัสสะเป็นต้น
ของธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยกับความพิเศษแห่งปัจจัยนั้น ๆ ในรูปธรรมที่
ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์แม้ที่ละเอียดยิ่ง ที่อยู่ภายนอกฝา และที่อยู่ในที่ไกล
เหมือนผลมะขามป้อมที่อยู่บนฝ่ามือฉะนั้น และพระญาณที่เป็นไปใน
อนาคตและปัจจุบัน ก็เหมือนกัน ชื่อว่าพระญาณที่ไม่มีปัจจัยอะไร ๆ
กระทบกระทั่ง ในกาลทั้ง ๓. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ญาณของ
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าในส่วนอดีตไม่มีปัจจัยอะไร ๆ กระทบกระทั่ง
ญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าในส่วนอนาคตไม่มีปัจจัยอะไร ๆ กระทบ
กระทั่ง ญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าในส่วนปัจจุบันไม่มีปัจจัยอะไร ๆ
กระทบกระทั่ง. ก็อริยสัจ ๔ นี้นั้น ชื่อว่า ถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็น

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 229 (เล่ม 44)

อย่างอื่น เพราะไม่ได้ตรัสลักษณะแห่งสภาวะพร้อมด้วยกิจแห่งธรรมในที่
นั้น ๆ ได้ให้คลาดเคลื่อน พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบรรลุสัจจะ ๔ เหล่า
นั้น ด้วยสยัมภูญาณ. ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จถึงสัจจะ ๔ อย่างถ่อง
แท้ แม้ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติ-
ปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา. ในปฏิสัมภิทา ๔ นั้น ญาณอันถึงความ
แตกฉานในอรรถ สามารถกระทำความแจ่มแจ้ง และการกำหนดพร้อม
ลักษณะแห่งประเภทของอรรถ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา, ญาณอันถึงความ
แตกฉานในธรรม สามารถทำความแจ่มแจ้งและการกำหนดพร้อมลักษณะ
แห่งประเภทของธรรม ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา, ญาณอันถึงความแตกฉาน
ในการแสดงภาษา สามารถทำความแจ่มแจ้งและการกำหนดพร้อมลักษณะ
แห่งประเภทของภาษา ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา, ญาณอันถึงความแตก
ฉานในปฏิภาณ สามารถทำความแจ่มแจ้งและการกำหนดพร้อมลักษณะ
แห่งประเภทของปฏิภาณ ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา. สมจริงดังพระดำรัส
ที่ตรัสไว้ว่า ญาณในอรรถ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา, ญาณในธรรม
ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา, ญาณในการแสดงภาษาของอรรถและธรรม
ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา ญาณในญาณทั้งหลาย ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา.
ก็ในญาณ ๔ อย่างนั้น ว่าโดยสังเขป ผลอันเผล็ดมาจากเหตุ ชื่อว่า อัตถะ
เพราะอันบุคคลพึงดำเนินไปและพึงบรรลุตามกระแสแห่งเหตุ แต่เมื่อว่า
โดยประเภท ธรรม ๕ เหล่านี้ คือปัจจยุปปันนธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
นิพพาน อรรถแห่งภาษิต วิบาก และกิริยา ชื่อว่า อัตถะ, ญาณอันถึงความ
แตกฉานในอรรถนั้น ของผู้พิจารณาในอรรถนั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา.

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 230 (เล่ม 44)

เมื่อว่าโดยสังเขป ปัจจัยชื่อว่า ธรรม. จริงอยู่ ปัจจัยนั้น ท่านเรียกว่า
ธรรม เพราะจัดแจงคือให้อรรถนั้น ๆ เป็นไป และให้บรรลุ. แต่เมื่อว่า
โดยประเภท ธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ เหตุอันยังผลให้เกิดขึ้นอย่างใด
อย่างหนึ่ง อริยมรรค คำภาษิต กุศลกรรม และอกุศลกรรม ชื่อว่า ธรรม
ญาณอันถึงความแตกฉานในธรรมนั้น ของผู้พิจารณธรรมนั้น ชื่อว่า
ธัมมปฏิสัมภิทา. สมจริง ดังพระดำรัสที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ญาณในทุกข์
ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา, ญาณในทุกขสมุทัย ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา,
ญาณในทุกขนิโรธ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา, ญาณในทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา.
อีกอย่างหนึ่ง ญาณในเหตุ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา, ญาณใน
ผลอันเผล็ดมาจากเหตุ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา, ธรรมเหล่าใด เกิดแล้ว
เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว
ญาณในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา, ธรรมเหล่านั้น เกิดแล้ว
เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้วจาก
ธรรมใด ญาณในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา, ญาณในชราและ
มรณะ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา, ญาณในเหตุเป็นแดนเกิดชราและมรณะ
ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา, ญาณในธรรมเป็นเครื่องดับชราและมรณะ ชื่อว่า
อัตถปฏิสัมภิทา, ญาณในปฏิปทาเป็นเหตุให้ถึงความดับชราและมรณะ
ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา, ญาณในชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา
ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา, ญาณ
ในเหตุเป็นแดนเกิดสังขาร ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา, ญาณในธรรมเป็น
เครื่องดับสังขาร ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา, ญาณในปฏิปทาเป็นเหตุให้ถึง

230