พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 211 (เล่ม 44)

ลำดับนั้น พระมารดาของพระราชกุมารทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึง
ส่งพระราชสาสน์ลับถึงพระโอรสว่า ลูกเราโง่เขลาไม่รู้อุบาย พวกเจ้าจง
ไปบอกแก่บุตรของเรานั้นว่า จงปิดประตูน้อยล้อมกรุงไว้. พระราชกุมาร
ทรงสดับพระราชสาสน์ของพระมารดา จึงได้ทรงกระทำอย่างนั้นถึง ๗ วัน
ชาวพระนครเมื่อออกไปข้างนอกไม่ได้ วันที่ ๗ จึงได้เอาพระเศียรของ
พระราชานั้นไปมอบแด่พระราชกุมาร พระราชกุมารได้เสด็จเข้ากรุงยึด
ราชสมบัติ. เพราะผลกรรมที่ล้อมพระนครไว้ถึง ๗ ปีในครั้งนั้น บัดนี้
พระองค์จึงอยู่ในโลหิตกุมภี กล่าวคือพระครรภ์ของมารดา ๗ วัน. แต่
เพราะล้อมกรุงไว้ถึง ๗ วันโดยเด็ดขาด จึงถึงความเป็นผู้หลงครรภ์ถึง
๗ วัน. ส่วนในอรรถกถาชาดกท่านกล่าวว่า เพราะผลกรรมที่ล้อมกรุง
ยึดไว้ถึง ๗ วัน พระองค์จึงอยู่ในโลหิตกุมภีถึง ๗ ปีแล้วถึงความเป็นผู้
หลงครรภ์ถึง ๗ วัน. ก็พระองค์เป็นผู้เลิศด้วยลาภเพราะอานุภาพที่ถวาย
มหาทานแล้วดังความปรารถนาที่บาทมูลของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธ-
เจ้าว่า ขอเป็นผู้เลิศด้วยลาภ และที่ถวายน้ำอ้อยและนมส้มมีค่า ๑,๐๐๐
กหาปณะพร้อมชาวเมือง แล้วได้ตั้งความปรารถนาในกาลแห่งพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี. ฝ่ายพระนางสุปปวาสา อุ้มครรภ์อยู่ถึง
๗ ปี หลงครรภ์อยู่ถึง ๗ วัน เพราะที่ส่งสาสน์ไปว่า พ่อจงล้อมพระนคร
ยึดไว้. พระมารดาและบุตรเหล่านั้น ได้เสวยทุกข์เช่นนี้อันสมควรแก่
กรรมของตน ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ตีหิ วิตกฺเกหิ ความว่า ด้วยสัมมาวิตก ๓ อันเกี่ยวด้วยการ
ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย. บทว่า อธิวาเสติ ความว่า อดทนทุกข์ที่เกิด
ขึ้น เพราะเป็นผู้มีครรภ์หลง. ความจริง พระนางหวนระลึกถึงความที่

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 212 (เล่ม 44)

พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง การปฏิบัติดีของ
พระอริยสงฆ์ และพระนิพพานเป็นเครื่องสลัดออกจากทุกข์ จึงอดทนข่ม
ทุกข์ที่เกิดแก่ตนด้วยไม่ทำไว้ในใจนั้นเอง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว
ว่า ตีหิ วิตกฺเกหิ อธิวาเสติ ดังนี้.
บทมีอาทิว่า สนฺพุทฺโธ วต เป็นบทแสดงอาการที่วิตกเหล่านั้น
เกิดขึ้น. คำนั้นมีอธิบายดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ชื่อว่า เป็นนาถะ
แห่งโลก เพราะเหตุมีความเป็นผู้มีภาคยธรรมเป็นต้น ชื่อว่าพุทธะ เพราะ
ตรัสรู้สรรพธรรมโดยชอบคือไม่วิปริต โดยพระองค์เอง คือด้วยพระองค์
เอง พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตรัสธรรมเพื่อละวัฏทุกข์ทั้งสิ้นเห็นปานนี้ ที่
เราได้รับอยู่ในบัดนี้ และที่มีความเกิดอย่างนี้เป็นอย่างหนึ่ง และเพื่อดับไม่
เกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง ตรัสธรรมที่ไม่ผิดตรงกันข้าม ความจริง ความที่
พระศาสดาสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะทรงแสดงธรรมไม่ผิดแผก
พระองค์มีหมู่แห่งพระอริยบุคคล ๘ ได้ชื่อว่า สาวกสงฆ์ เพราะเกิดในที่
ใกล้แห่งการฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระคุณตามที่กล่าวแล้ว
และเกิดร่วมด้วยความเป็นผู้มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน ซึ่งเป็นอริยสงฆ์ผู้-
ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ดำเนินสู่ปฏิปทาเป็นเหตุไม่กลับ (นิพพาน) เพื่อละ
วัฏทุกข์เห็นปานนี้คือเช่นนี้ และเพื่อดับคือไม่เกิดแห่งวัฏทุกข์ ย่อม
ไม่ได้รับวัฏทุกข์เช่นนี้ ในพระนิพพานอันเป็นเครื่องสลัดสังขตธรรม
ทั้งปวง อันเป็นสุขหนอ สุขดีหนอ. ก็ในที่นี้ แม้ผู้กำลังปฏิบัติ ท่าน
ก็กล่าวว่า ปฏิบัติแล้วเหมือนกัน เพราะการปฏิบัติไม่กลับ (นิพพาน).
อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า ปฏิปันนะ พึงทราบว่า เป็นอรรถปัจจุบัน เหมือน

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 213 (เล่ม 44)

ศัพท์ อุปปันนะ. ด้วยเหตุนั้นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่า ผู้ปฏิบัติ
เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ดังนี้.
บทว่า สามิกํ ได้แก่ พระราชโอรสของพระเจ้าโกลิยะผู้เป็นสวามี
ของพระองค์. บทว่า อามนฺเตสิ แปลว่า ได้ตรัสแล้ว. บทว่า มม
วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทาหิ ความว่า จงถวายบังคมด้วยเศียร-
เกล้าของเธอ ซึ่งพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันมีสิริดุจดอก
ปทุมแย้มที่ประดับด้วยจักรลักษณะ ตามคำของเรา อธิบายว่า จงกระทำ
อภิวาทด้วยเศียรเกล้า. บทว่า อาพาโธ ในคำมีอาทิว่า อปฺปาพาธํ ท่าน
กล่าวถึงเวทนาที่ไม่ถูกส่วนกัน ซึ่งแม้เกิดขึ้นแล้วในส่วนหนึ่ง ก็ยึดเอา
สรีระทั้งสิ้นดุจยึดไว้ด้วยแผ่นเหล็ก. บทว่า อาตงฺโก ได้แก่ โรคที่ทำ
ชีวิตให้ฝืดเคือง. อีกอย่างหนึ่ง โรคที่พึงยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ชื่อว่า
อาตังกะ. โรคนอกนี้ ชื่อว่าอาพาธ. อีกอย่างหนึ่ง โรคเล็กน้อย ชื่อว่า
อาตังกะ โรครุนแรง ข้อว่าอาพาธ. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า โรค
ที่เกิดภายใน ชื่อว่าอาพาธ โรคที่เกิดภายนอก ชื่อว่าอาตังกะ. พระนาง
ตรัสว่า พระองค์จงทูลถามถึงความไม่มีโรคแม้ทั้งสองอย่างนั้น. ก็ขึ้นชื่อว่า
การเกิดขึ้นแห่งความป่วยไข้นั้นแหละ เป็นการหนัก กายไม่มีกำลัง. เพราะ-
เหตุนั้น พระนางจึงตรัสว่า พระองค์จงทูลถามถึงฐานะที่ร่างกายเบาและ
มีกำลัง กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงเร็ว เพราะไม่มีความป่วยไข้. บทว่า
ผาสุวิหารํ ความว่า พระนางตรัสว่า และจงทูลถามถึงการอยู่พระสำราญ
ในอิริยาบถทั้ง ๔ กล่าวคือ ยืน นั่ง เดิน นอน. ลำดับนั้น พระนางเมื่อ
จะแสดงอาการที่จะทูลถามพระองค์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า สุปฺปวาสา ภนฺเต
ดังนี้. ด้วยคำว่า เอวญฺจ เทหิ ท่านแสดงถึงอาการที่จะพึงทูลในบัดนี้.

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 214 (เล่ม 44)

บทว่า ปรมํ เป็นการรับคำตอบ. ด้วยบทว่า ปรมํ นั้น พระองค์
ทรงแสดงว่า ดีละเธอ ฉันจะปฏิบัติตามที่เธอกล่าว. บทว่า โกลิยปุตฺโต
ได้แก่ พระราชโอรสของเจ้าโกลิยะผู้สวามีของพระนางสุปปวาสา.
ด้วยบทว่า สุขินี โหตุ พระศาสดาผู้เป็นอัครทักขิไณยบุคคลในโลก
พร้อมเทวโลก ทรงรับคำการไหว้ของพระราชบุตรที่พระนางสุปปวาสา
ส่งมา ทีนั้น จึงทรงประกาศการนำความสุขเข้าไปให้ที่พระพุทธเจ้าเคยทรง
บำเพ็ญมาเป็นเหตุให้เกิดเมตตาวิหารธรรมของพระองค์ แก่พระนางสุปป-
วาสานั้นโดยสามัญทั่วไป เมื่อจะทรงแสดงการนำความสุขเข้าไปแก่พระ-
นางและพระราชโอรสอีก โดยการปฏิเสธการได้รับทุกข์ อันมีการวิบัติ-
ครรภ์เป็นมูลเหตุเป็นประธานจึงตรัสว่า สุขินี อโรคา อโรคํ ปุตฺตํ วิชายตุ
พระนางจงมีความสุขปราศจากโรค ประสูติพระโอรสหาโรคมิได้. บทว่า
สห วจนา ได้แก่พร้อมพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแหละ. ใน
เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเช่นนั้นนั่นแหละ กรรมแม้นั้นก็ถึงความ
หมดไป. พระศาสดาทรงตรวจดูว่า กรรมนั้นหมดไปแล้วจึงได้ตรัสอย่าง
นั้น. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ถ้าพระศาสดาจักไม่ตรัส
อย่างนั้นไซร้ แม้ต่อแต่นั้น ความทุกข์นั้นจักติดตามพระนางไปตลอด
กาลนิดหน่อย แต่เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ขอเจ้าจงมี
ความสุขไม่มีโรค และประสูติโอรสผู้ไม่มีโรค ฉะนั้น พร้อมกับเวลาที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนั้นแล ครรภ์นั้นก็หายความปั่นป่วนประสูติโดย
ง่ายดายทีเดียว พระมารดาและพระโอรสทั้งสองนั้น ได้มีความสวัสดีด้วย
ประการฉะนี้ ความจริง พุทธานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็น
อจินไตย. เปรียบเหมือนเมื่อนางปฏาจาราถึงความเป็นบ้าเพราะความโศก

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 215 (เล่ม 44)

อันเกิดจากสัตว์และสังขารอัน เป็นที่รัก มีภาวรูปเหมือนตอนเกิดนั้น พลาง
เที่ยวพูดว่า
อุโภ ปุตฺตา กาลกตา ปนฺเถ มยฺหํ ปตี มโต
มาตา ปิตา จ ภาตา จ เอกจิตกสฺมิ ณายเร.
บุตรทั้งสองก็ตาย สามีของเราก็ตายในหนทาง
เปลี่ยว มารดาบิดาและพี่ชาย เขาเผาในเชิงตะกอน
เดียวกัน.
ในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า น้องหญิง เธอจงกลับได้สติ
นั้นแล ความเป็นบ้าก็หายไป ฉันใด แม้นางสุปปิยาอุบาสิกาก็เหมือนกัน
เมื่อไม่อาจจะให้แผลใหญ่ที่ตนเองทำไว้ที่ขาของตนหายได้ จึงนอนบน
เตียงนอน เมื่อแผลหายเป็นปกติในขณะที่ตรัสว่า เธอจงมาไหว้เรา ตนเอง
ก็ไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า รวมความว่า เรื่องมีอาทิดังกล่าวนี้
พึงยกขึ้นกล่าวในที่นี้แล.
บทว่า เอวํ ภนฺเต ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คำนั้นเป็น
เหมือนพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงหวังถึงความที่พระนาง
พร้อมทั้งพระโอรสไม่มีโรค จึงตรัสว่า จงเป็นผู้มีความสุขปราศจากโรค
ประสูติพระโอรสปราศจากโรคนั้นแล. อธิบายว่า ในกาลไหน ๆ พระ-
ดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า หาได้เป็นไปอย่างอื่นไม่เลย. ส่วน
อาจารย์บางพวกกล่าว่า เอวมตฺถุ จงเป็นอย่างนั้น. อาจารย์อีกพวกหนึ่ง
นำเอาความของบทว่า โหตุ จงสำเร็จเถิด มาพรรณนา. บทว่า อภินนฺ-
ทิตฺวา ความว่า เพลิดเพลินตรงพระพักตร์ โดยได้รับปีติและโสมนัส ใน
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระสุรเสียง มีพระดำรัสอ่อนหวานดังเสียงนก
การเวกตรัสอยู่นั้น. บทว่า อนุโมทิตฺวา ความว่า แม้ภายหลังแต่นั้น

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 216 (เล่ม 44)

ก็ทำให้เกิดความชื่นชมยินดี คือเพลิดเพลินด้วยจิตแล้วอนุโมทนาด้วยวาจา
หรือเพลิดเพลินด้วยความสมบูรณ์แห่งพระดำรัส แล้วพลอยยินดีด้วยความ
สมบูรณ์แห่งประโยชน์. บทว่า สกํ ฆรํ ปจฺจายาสิ ได้แก่ เสด็จกลับ
พระตำหนักของพระองค์. ก็ท่านอาจารย์ผู้สวดว่า เยน สกํ ฆรํ เป็นอัน
กล่าวบทว่า เตน เพราะ ย ต ศัพท์เชื่อมกัน แม้ก็จริง ถึงกระนั้น พึง
ประกอบบาลีที่เหลือว่า ปฏิยายิตฺวา กลับ. บทว่า วิชาตํ ได้แก่ คลอด
อธิบายว่า ประสูติ. บทว่า อจฺฉริยํ ความว่า ชื่อว่า น่าอัศจรรย์ เพราะ
ไม่มีอยู่เป็นนิจ เหมือนคนตาบอดขึ้นภูเขา. นัยแห่งศัพท์เพียงเท่านี้. แต่
ในอรรถกถากล่าวไว้ว่า ชื่อว่า น่าอัศจรรย์ เพราะควรแก่การปรบมือ,
อธิบายว่า ควรแก่การดีดนิ้ว. ศัพท์ วต ใช้ในสัมภาวนะ, อธิบายว่า
น่าอัศจรรย์จริง. บทว่า โภ เป็นคำร้องเรียกธรรมดา. ชื่อว่า อัพภูตะ
เพราะไม่เคยมี.
บทว่า ตถาคตสฺส ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต
โดยเหตุ ๘ ประการ, คือ ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาอย่างนั้น, ชื่อว่า
ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้น , ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะ
อันถ่องแท้, ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ชอบยิ่งซึ่งธรรมอันถ่องแท้ตาม
เป็นจริง, ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นธรรมอันถ่องแท้ ชื่อว่า ตถาคต
เพราะมีพระดำรัสอันถ่องแท้, ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงกระทำอย่างนั้น,
ชื่อว่า ตถาคต เพราะอรรถว่าครอบงำ (สัตว์ทั้งปวง).
ถามว่า อย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงชื่อว่า ตถาคต เพราะ
เสด็จมาอย่างนั้น ? ตอบว่า เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในปาง
ก่อน ผู้ถึงความขวนขวาย เพราะเสด็จมาเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 217 (เล่ม 44)

ทั้งปวง. กล่าวอธิบายไว้อย่างไร ? กล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้
พระองค์นี้ เสด็จมาด้วยอภินิหาร ๘ ประการอันเป็นเครื่องเสด็จมาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น ทรง
บำเพ็ญบารมี ๓๐ ถ้วน คือทรงบำเพ็ญทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมม-
บารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี
เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี รวมบารมีเหล่านั้น จัดเป็นบารมี ๑๐ อุป-
บารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ และทรงบำเพ็ญ
บุพประโยค บุพจริยะ การตรัสธรรมเทศนา และญาตัตถจริยาเป็นต้น
แล้วทรงถึงที่สุดแห่งพุทธจริยาเสด็จมาแล้ว โดยประการใด พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแม้พระองค์นี้ก็เสด็จมาแล้วโดยประการนั้น. อนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ทรงบำเพ็ญพอกพูนสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘
เสด็จมาโดยประการใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้พระองค์นี้ก็เสด็จมา โดย
ประการนั้น ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปโดย
ประการนั้น เป็นอย่างไร ? ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น
ทรงอุบัติเดี๋ยวนั้น ประทับยืนด้วยพระยุคลบาททั้งสอง บ่ายพระพักตร์ไป
ทางด้านอุตรทิศ เสด็จดำเนินไปได้ ๗ ก้าว เมื่อเทวดากั้นเศวตฉัตร
ทรงชำเลืองดูได้ทั่วทุกทิศ ทรงเปล่งพระวาจาอย่างอาจหาญ และพระผู้มี-
พระภาคเจ้าเหล่านั้น เมื่อประกาศถึงความที่พระองค์เป็นผู้เจริญที่สุดและ
ประเสริฐที่สุดในโลก จึงได้มีการเสด็จไปอย่างถ่องแท้ ไม่ผิด โดยเป็น
บุรพนิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษเป็นอันมาก โดยประการใด พระผู้มี-
พระภาคเจ้าแม้พระองค์นี้ ก็เสด็จไป โดยประการนั้น และการเสด็จไป

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 218 (เล่ม 44)

ของพระองค์นั้น เป็นการเสด็จไปอย่างถ่องแท้ไม่ผิด เพราะเป็นบุรพนิมิต
แห่งการบรรลุคุณวิเศษเหล่านั้นเหมือนกัน. ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จ
ไปโดยประการนั้น ด้วยประการฉะนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทั้งหลายเหล่านั้น ทรงละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะแล้วเสด็จไป ละพยาบาท
ด้วยการไม่พยาบาท ละถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา ละอุทธัจจกุกกุจจะ
ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ละวิจิกิจฉาด้วยการกำหนัดธรรมเสด็จไป ทำลาย
อวิชชาด้วยพระญาณ บรรเทาความไม่ยินดีด้วยความปราโมทย์ ละธรรม
อันเป็นปฏิปักษ์นั้น ๆ ด้วยสมาบัติ ๘ ด้วยมหาวิปัสสนา ๑๘ และด้วย
อริยมรรค ๔ เสด็จไป ฉันใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ ก็เสด็จไป ฉันนั้น.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปโดยประการนั้น แม้ด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะถ่องแท้ เป็นอย่างไร ?
คือ ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงมีพระญาณคติเสด็จมาถึง คือบรรลุไม่ผิด
พลาด ซึ่งลักษณะอันถ่องแท้ไม่ผิดไม่กลายเป็นอย่างอื่น อันมีธรรมนั้น ๆ
เป็นสภาวะพร้อมด้วยกิจเป็นลักษณะอย่างนี้ คือปฐวีธาตุมีความแข่นแข็ง
เป็นลักษณะ อาโปธาตุมีความไหลไปเป็นลักษณะ เตโชธาตุมีความอบอุ่น
เป็นลักษณะ วาโยธาตุมีความพัดไหวเป็นลักษณะ อากาศธาตุ (ปริเฉท-
รูป) มีความจับต้องไม่ได้เป็นลักษณะ รูปมีความแปรผันเป็นลักษณะ
เวทนามีความรับรู้เป็นลักษณะ สัญญามีความจำได้เป็นลักษณะ สังขาร
มีความปรุงแต่งเป็นลักษณะ วิญญาณมีความรู้แจ้งเป็นลักษณะ รวมความ
ว่า ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ สัจจะ ๔
ปัจจยาการ ๑๒ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 219 (เล่ม 44)

พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ วิสุทธิ ๗ และอมตนิพพาน ๑.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะถ่องแท้ ด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ชอบยิ่งซึ่งธรรมถ่องแท้ตามเป็นจริง
เป็นอย่างไร ? คือ ชื่อว่าธรรมถ่องแท้ ได้แก่ อริยสัจ ๔. สมดังที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้เป็นของแท้
ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น อริยสัจ ๔ อะไรบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
คำที่ว่า นี้ทุกข์ นั่นเป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น. ข้อความ
พิสดารแล้ว . ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ยิ่งซึ่งอริยสัจ ๔ เหล่านั้น เพราะ-
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ นั้นอย่างถ่องแท้. อีกอย่าง
หนึ่ง อรรถที่ชราและมรณะเกิดและเป็นไปเพราะชาติเป็นปัจจัย เป็น
เป็นสภาวะถ่องแท้ ไม่ผิดไม่กลายเป็นอย่างอื่น ฯลฯ อรรถที่สังขารเกิด
และเป็นไปเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นสภาวะถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลาย
เป็นอย่างอื่น อรรถที่อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารก็เหมือนกัน ฯลฯ
อรรถที่ชาติเป็นปัจจัยแห่งชราและมรณะก็เหมือนกัน เป็นสภาวะถ่องแท้
ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ธรรมนั้นทั้งหมด.
แม้เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ
ตรัสรู้ยิ่งอริยสัจ ๔ อย่างถ่องแท้. จริงอยู่ คต ศัพท์ ในบทว่า ตถาคโต
นี้ มีอรรถว่าตรัสรู้ยิ่ง. ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมอย่างถ่องแท้
ตามเป็นจริง ด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นถ่องแท้ เป็นอย่างไร ? คือ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้ทรงเห็นโดยประการทั้งปวง ซึ่งธรรมชาติที่ชื่อว่า
รูปารมณ์ อันมาปรากฏทางจักษุทวารของสัตว์หาประมาณมิได้ ในโลก-

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 220 (เล่ม 44)

ธาตุหาประมาณมิได้ ในโลกพร้อมเทวโลก ฯ ล ฯ ในหมู่สัตว์พร้อมเทวดา
และมนุษย์ ธรรมชาติที่ถ่องแท้เท่านั้นมี ที่ไม่ถ่องแท้ไม่มี อันพระองค์
ผู้ทรงรู้ทรงเห็นอย่างนี้ จำแนกโดยนามเป็นอันมาก ๑๓ วาระ ๕๒ นัย
โดยนัยมีอาทิว่า รูปที่ชื่อว่า รูปายตนะนั้นเป็นไฉน คือรูปที่เห็นได้ง่าย
กระทบได้ง่าย เขียว และเหลือง เพราะอาศัยมหาภูตรูป ๔ จึงเปล่งสี
โดยอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นต้น หรือโดยบทที่ได้อยู่ในรูปที่ได้เห็น
เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมารมณ์ที่ได้รู้แจ้ง. ในสัททารมณ์
เป็นต้น ที่มาปรากฏทางโสตทวารเป็นต้นก็นัยนี้. สมจริงดังพระดำรัส ที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรารู้อยู่รู้ยิ่งแล้ว
ซึ่งรูปที่ได้เห็นแล้ว เสียงที่ได้ฟังแล้ว อารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว และ
ธรรมารมณ์ที่ได้รู้แจ้งแล้ว ที่เราบรรลุแล้ว แสวงหาแล้ว คิดค้นแล้ว
ด้วยใจของโลกพร้อมเทวโลก ฯ ล ฯ ของหมู่สัตว์พร้อมเทวดาและมนุษย์
รูปที่เห็นแล้วเป็นต้นนั้น ตถาคตรู้แจ้งแล้ว ปรากฏแล้วแก่ตถาคต.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นถ่องแท้ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ตถาคโต
พึงทราบว่าเป็นบทใช้ในอรรถว่า ทรงเห็นถ่องแท้.
ชื่อว่า ตถาคต เพราะมีวาทะถ่องแท้ เป็นอย่างไร คือ พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ตรัสรู้ยิ่งซึ่งอนุตตสัมมาสัมโพธิญาณในราตรีใด และทรง
ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในราตรีใด ระหว่างนี้มีเวลาประ-
มาณได้ ๔๕ พรรษา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสุตตะและเคยยะเป็นต้นใด
ทั้งหมดนั้น บริสุทธิ์บริบูรณ์ กำจัดความเมาเพราะราคะเป็นต้นได้ เป็น
อันเดียวกันถ่องแท้ไม่มีผิด. ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า จุนทะ ก็
ตถาคต ตรัสรู้ยิ่งซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในราตรีใด และปรินิพพาน

220