พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 191 (เล่ม 44)

ตรัสว่า สงฺขาตธมฺมสฺส พหุสฺสุตสฺส ดังนี้. บุคคลใดมีธรรมที่ต้อง
บอกแล้ว คือมีกิจที่ต้องทำแล้ว เพราะสำเร็จกิจ ๑๖ อย่าง กล่าวคือ
มรรคทั้ง ๔ ชื่อว่า เป็นพหูสูต เพราะรู้พาหุสัจจะแจ้งชัดจากธรรม
นั้นนั่นเอง แห่งบุคคลนั้น.
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงอานิสงส์ในความไม่มี
กิเลสเครื่องกังวลอะไร ๆ แล้วจึงแสดงโทษในความมีกิเลสเครื่องกังวล
อะไร ๆ จึงตรัสคำมีอาทิว่า สกิญฺจนํ ปสฺส ดังนี้.
คำนั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ พระศาสดาทรงถึงธรรมสังเวชแล้ว
จึงตรัสกะจิตของพระองค์ว่า ท่านจงดูบุคคลผู้ชื่อว่ามีกิเลสเครื่องกังวล
เพราะมีกิเลสเครื่องกังวลมีราคะเป็นต้น และกิเลสเครื่องกังวลคืออามิส
เดือดร้อนอยู่ คือถึงความคับแค้นด้วยกิจน้อยกิจใหญ่เพราะเหตุแห่งการ
แสวงหา และอารักขากามที่ได้แล้วและยังไม่ได้ เพราะความเป็นผู้มีกิเลส
เครื่องกังวลนั่นเอง และด้วยอำนาจการยึดถือว่า เรา ว่า ของเราดังนี้.
บทว่า ชโน ชนสฺมึ ปฏิพทฺธรูโป ความว่า ตนเองเป็นชนอื่น เป็นผู้
มีสภาวะเนื่องกับชนอื่น ด้วยอำนาจตัณหาว่า เราเป็นของผู้นี้ ผู้นี้เป็น
ของเรา จึงเดือดร้อน คือถึงความคับแค้น. ปาฐะว่า ปฏิพทฺธจิตฺโต
ดังนี้ก็มี. ก็เนื้อความนี้พึงแสดงโดยสุตตบทมีอาทิว่า
ปุตฺตา มตฺถิ ธนมตฺถิ อิติ พาโล วิหญฺญติ
อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ กุโต ปุตฺตา กุโต ธนํ.

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 192 (เล่ม 44)

คนพาลย่อมเดือดร้อนว่า บุตรของเรามีอยู่
ทรัพย์ของเรามีอยู่ ตนแหละย่อมไม่มีแก่ตน บุตร
จักมีแต่ที่ไหน ทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน.
จบอรรถกถาอุปาสกสูตรที่ ๕
๖. คัพภินิสูตร
ว่าด้วยเรื่องทุกขเวทนาของหญิงมีครรภ์
[๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล นาง
มาณวิกาสาว ภรรยาของปริพาชกคนหนึ่ง มีครรภ์ใกล้เวลาตลอดแล้ว
ครั้งนั้นแล นางปริพาชิกนั้นได้กล่าวกะปริพาชกว่า ท่านพราหมณ์ ท่าน
จงไปนำน้ำมัน ซึ่งจักเป็นอุปการะสำหรับดิฉันผู้คลอดแล้วมาเถิด เมื่อนาง
ปริพาชิกากล่าวอย่างนี้แล้ว ปริพาชกนั้นได้กล่าวกะนางปริพาชิกาว่า ฉัน
จะนำน้ำมันมาให้นางผู้เจริญแต่ที่ไหนเล่า แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓ นาง
ปริพาชิกานั้นก็ได้กล่าวกะปริพาชกนั้นว่า ท่านพราหมณ์ ท่านจงไปนำ
น้ำมันซึ่งจักเป็นอุปการะสำหรับดิฉันผู้ตลอดแล้วมาเถิด.
[ ๕๗ ] ก็สมัยนั้นแล ราชบุรุษได้ให้เนยใสบ้าง น้ำมันบ้างใน
พระคลังของพระเจ้าปเสนทิโกศล แก่สมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง เพื่อดื่ม
พอความต้องการ ไม่ให้เพื่อนำไป ครั้งนั้นแล ปริพาชกนั้นดำริว่า ก็
ราชบุรุษให้เนยใสบ้าง น้ำมันบ้าง ในพระคลังของพระเจ้าปเสนทิโกศล

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 193 (เล่ม 44)

แก่สมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง เพื่อดื่มพอความต้องการ ไม่ให้เพื่อนำไป
ไฉนหนอ เราพึงไปยังพระคลังของพระเจ้าปเสนทิโกศล ดื่มน้ำมันพอ
ความต้องการแล้ว กลับมาเรือน สำรอกน้ำมันซึ่งจักเป็นอุปการะแก่นาง
ปริพาชิกาผู้ตลอดนี้เถิด ครั้งนั้นแล ปริพาชกนั้นไปยังพระคลังของ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ดื่มน้ำมันพอความต้องการแล้ว กลับมาเรือนไม่
สามารถเพื่อจะไว้เบื้องต่ำ [ด้วยอำนาจการถ่ายท้อง] ปริพาชกนั้นอันทุกข์
เวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว ย่อมหมุนมาและหมุนไปโดยรอบ
ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผ้าอันตรวาสกทรงถือบาตร
และจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ได้ทอดพระเนตรเห็น
ปริพาชกนั้น ผู้อันทุกข์เวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว หมุนมาหมุน
ไปอยู่โดยรอบ.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ชนผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล มีความสุขหนอ ชน
ผู้ถึงเวท (คือ อริยมรรคญาณ) เท่านั้น ชื่อว่าผู้ไม่มี
กิเลสเครื่องกังวล ท่านจงดูชนผู้มีกิเลสเครื่องกังวล
เดือดร้อนอยู่ ชนเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ในชนย่อมเดือด
ร้อน.
จบคัพภินีสูตรที่ ๖

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 194 (เล่ม 44)

อรรถกถาคัพภินีสูตร
คัพภินีสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อญฺญตรสฺส ปริพฺพาชกสฺส ได้แก่ ของกุฎุมพีปริพาชก
ผู้หนึ่ง. บทว่า ทหรา แปลว่า เป็นสาว. บทว่า มาณวิกา เป็นโวหาร
เรียกธิดาของพราหมณ์. บทว่า ปชาปตี แปลว่า ภรรยา. บทว่า คพฺภินี
แปลว่า ผู้มีครรภ์. บทว่า อุปวิชญฺญา เชื่อมความว่า เป็นผู้มีเวลาจะ
ตลอดปรากฏว่า วันนี้ พรุ่งนี้. ได้ยินว่า ปริพาชกนั้นเป็นชาติพราหมณ์
มีภรรยา ตั้งอยู่ที่อาศรม ชื่อวาทปัตถะ เพราะเหตุนั้น คนจึงเรียกเขาผู้มี
ภรรยา โดยโวหารว่า ปริพาชก. ส่วนภรรยาของเขาเรียกว่า พราหมณ์
เพราะมีชาติเป็นพราหมณ์. บทว่า เตลํ ได้แก่ น้ำมันงา. ก็ในข้อนี้ว่า
โดยวัตถุมีน้ำมันเป็นประธาน นางจึงสั่งว่า ท่านจงนำเอาสิ่งที่หญิงผู้จะ
คลอดต้องการเพื่อบำบัดทุกข์ในเวลาคลอดทั้งหมด มีเนยใสและเกลือ
เป็นต้นมา. บทว่า ยํ เม วิชาตาย ภวิสฺสติ ความว่า สิ่งใดมีน้ำมัน
เป็นต้น จักเป็นอุปการะแก่เราผู้มีครรภ์จะคลอดออกไป. ปาฐะว่า
ปริพฺพาชิกาย ดังนี้ก็มี. บทว่า กุโต แปลว่า จากที่ไหน. อธิบายว่า
เราพึงนำน้ำมันเป็นต้นมาจากที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นตระกูลญาติตระกูลมิตร
ที่นั้นไม่มีแก่เรา. บทว่า เตลํ อาหรามิ ท่านกล่าวให้เป็นปัจจุบันกาล
เพราะใกล้กาลอันเป็นปัจจุบัน หมายความว่าจักนำน้ำมันมา. วา ศัพท์ใน
บทว่า สมณสฺส วา ก็ดี พฺราหฺมณสฺส วา ก็ดี สปฺปิสฺส วา ก็ดี เตลสฺส
วา ก็ดี เป็นสมุจจยัตถะ เหมือนในประโยคมีอาทิว่า อคฺคิโต วา อุหกโต
วา มิถุเภทา วา. บทว่า สปฺปิสฺส วา เตลสฺส วา เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้
ในอรรถปฐมาวิภัตติ. อธิบายว่า เนยใสและน้ำมันอันเขาให้ดื่มเท่าที่

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 195 (เล่ม 44)

ต้องการ. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า บทว่า สปฺปิสฺส วา เตลสฺส
วา เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถว่า ส่วนย่อยและสิ่งที่มีส่วนย่อย จริง
อย่างนั้น ส่วนย่อยของกลุ่มเนยใสและน้ำมัน ในที่นี้ท่านเรียกโดยศัพท์
เท่าที่ต้องการ. บทว่า โน นีหริตุํ ความว่า เขาไม่ให้ใช้ภาชนะหรือมือ
นำออกไปข้างนอก. บทว่า อุจฺฉินฺทิตฺวา ได้แก่ สำรอกออก, เชื่อม
ความว่า ไฉนหนอ เราพึงสำรอกออก. ได้ยินว่า ปริพาชกนั้นได้มีความ
คิดอย่างนี้ว่า เราจะไปเรือนคลังของพระราชาดื่มน้ำมันแค่คอ แล้วมา
เรือนในทันทีสำรอกตามที่ดื่มลงไว้ในภาชนะหนึ่ง จักยกขึ้นเตาไฟต้ม สิ่ง
ที่เจือด้วยดีและเสมหะเป็นต้น ไฟจักไหม้ แต่เราจักเอาแต่น้ำมันไปใช้ใน
การงานของนางปริพาชิกานี้.
บทว่า อุทฺธํ กาตุํ ได้แก่ เพื่อนำขึ้นข้างบนโดยจะสำรอกออก.
บทว่า น ปน อโธ ความว่า แต่ไม่อาจเพื่อจะนำออกข้างล่างด้วยการถ่าย
ออก. จริงอยู่ ปริพาชกนั้นดื่มด้วยคิดว่า จักสำรอกสิ่งที่เราดื่มเข้าไป
มาก ๆออกจากปากเสียเอง เมื่อสิ่งที่ดื่มเข้าไปไม่ออกมา เพราะไม่เป็น
ประโยชน์แก่กระเพาะ ไม่รู้หรือไม่ได้สั่งที่ควรจะสำรอกและถ่ายออกได้
ได้รับทุกขเวทนาอย่างเดียว จึงหมุนไปหมุนมา. บทว่า ทุกฺขาหิ แปลว่า
มีทุกข์. บทว่า ติปฺปาหิ ได้แก่ มาก หรือแรงกล้า. บทว่า ขราหิ
ได้แก่ กล้าแข็ง. บทว่า กฏุกาหิ ได้แก่ ทารุณ เพราะเป็นของไม่น่า
ปรารถนาอย่างยิ่ง. บทว่า อาวฏฺฏติ ความว่า เมื่อไม่นอนอยู่ในที่เดียว
พาร่างของตนไปข้างโน้นข้างนี้ ชื่อว่าหมุนไป. บทว่า ปริวฏฺฏติ ความว่า
แม้นอนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง เมื่อสลัดอวัยวะน้อยใหญ่ไปรอบ ๆ ชื่อว่าหมุน

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 196 (เล่ม 44)

ไปรอบ. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อหมุนไปตรงหน้า ชื่อว่าหมุนไป เมื่อหมุน
ไปรอบๆ ชื่อว่าหมุนไปรอบ.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ครั้นทรงทราบโดยประการ
ทั้งปวงถึงความนี้ว่า ความเกิดทุกข์อันนี้ เหตุเพราะบริโภคโดยไม่พิจารณา
ของคนผู้มีกิเลสเครื่องกังวล มีอยู่ แต่สำหรับคนไม่มีกิเลสเครื่องกังวล
ย่อมไม่มีทุกข์นี้โดยประการทั้งปวง ดังนี้ แล้วจึงทรงเปล่งอุทานนี้ อัน
ประกาศความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขิโน วต ความว่า สัตบุรุษทั้งหลาย
มีความสุขหนอ. ถามว่า ก็สัตบุรุษเหล่านั้น คือพวกไหน ? ตอบว่า คือ
พวกที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลที่ชื่อว่า อกิญจนะ เพราะไม่มีกิเลสเครื่อง
กังวลมีราคะเป็นต้น และกิเลสเครื่องกังวลในสิ่งที่หวงแหน พระองค์
จึงตรัสว่า เวทคุโน หิ ชนา อกิญฺจนา พวกชนผู้ถึงเวท ไม่มีกิเลส
เครื่องกังวล. บุคคลผู้ชื่อว่า เวทคู เพราะถึง คือบรรลุเวท กล่าวคือ
อริยมรรคญาณ หรือถึงคือบรรลุพระนิพพานด้วยเวทนั้น. อริยชนเหล่านั้น
คือบุคคลผู้สิ้นอาสวะ ชื่อว่าอกิญจนะ เพราะตัดกิเลสเครื่องกังวลมีราคะ
เป็นต้นได้เด็ดขาด ด้วยอรหัตมรรค. ก็เมื่อกิเลสเครื่องกังวลมีราคะเป็นต้น
ไม่มี กิเลสเครื่องกังวลในสิ่งที่หวงแหน จักมีแต่ที่ไหน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงสรรเสริญบุคคลผู้เป็นพระอรหันต์ ด้วย
บุรพภาคแห่งคาถาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงติเตียนอันธปุถุชน ด้วยอปรภาค
แห่งคาถา จึงตรัสคำมีอาทิว่า สกิญูจนํ ปสฺส คำนั้นมีอรรถดังกล่าวไว้

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 197 (เล่ม 44)

แล้วในสูตรแรกนั่นแหละ ด้วยคาถาแม้นี้ พระองค์ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ
ดังพรรณนามาฉะนี้.
จบอรรถกถาคัพภินีสูตรที่ ๖
๗. เอกปุตตสูตร
ว่าด้วยการขุดอามิสแห่งมัจจุราช
[๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล บุตรคน
เดียวของอุบาสกคนหนึ่ง เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ ทำกาละแล้ว ครั้งนั้นแล
อุบาสกมากด้วยกันมีผ้าชุ่ม มีผมเปียก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่
ประทับในเวลาเที่ยง ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้ตรัสถามอุบาสกเหล่านั้นว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายมีผ้าชุ่ม มีผมเปียก เข้ามาในที่นี้ ในเวลาเที่ยง เพราะเหตุไรหนอ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามอย่างนี้แล้ว อุบาสกนั้นได้กราบทูลว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า บุตรคนเดียวของข้าพระองค์ ผู้เป็นที่รักเป็นที่พอใจ
ทำกาละแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงมีผ้าชุ่ม มีผมเปียก
เข้ามาในที่นี้ในเวลาเที่ยง.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
หมู่เทวดาและหมู่มนุษย์เป็นจำนวนมาก ยินดี
แล้วด้วยความเพลิดเพลินชินในรูปอันเป็นที่รัก ถึงความ

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 198 (เล่ม 44)

ทุกข์ เสื่อมหมดแล้ว (จากสมบัติ ) ย่อมไปสู่อำนาจ
แห่งมัจจุราช พระอริยบุคคลเหล่าใดแล ไม่ประมาท
ทั้งกลางคืนและกลางวัน ย่อมละรูปอันเป็นที่รักเสีย
ได้ พระอริยบุคคลเหล่านั้นแล ย่อมขุดขึ้นได้ซึ่ง
อามิสแห่งมัจจุราช อันเป็นมูลแห่งวัฏทุกข์ที่ล่วงได้
โดยยาก.
จบเอกปุตตสูตรที่ ๗
อรรถกถาเอกปุตตสูตร
เอกปุตตสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เอกปุตฺตโก แปลว่า บุตรคนหนึ่ง ก็บุตรนั้นชื่อว่า เอก-
ปุตตกะ เพราะอรรถว่าอันเขาอนุเคราะห์, ชื่อว่าปิยะ เพราะอรรถว่าอันเขา
รักใคร่. ชื่อว่ามนาปะ เพราะอรรถว่าเป็นที่เจริญใจ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
ปิยะ เพราะอรรถว่าน่าชม เพราะสมบูรณ์ด้วยความงามแห่งร่างกาย, ชื่อว่า
มนาปะ เพราะเป็นผู้มีกัลยาณธรรม เพราะสมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ.
ชื่อว่า กาละ เพราะทำสัตว์ให้สิ้นไป ได้แก่ มรณะ. ชื่อว่า กาลังกตะ
เพราะทำคือถึงกาละนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กาลังกตะ เพราะกาละ
คือมัจจุทำแล้วคือพินาศไปแล้ว ได้แก่ถึงความไม่เห็น อธิบายว่า ตาย.
บทว่า สนฺพหุลา อุปาสภา ความว่า อุบาสกชาวเมืองสาวัตถีเป็น
อันมาก ไปตามหลังอุบาสกผู้ที่ลูกตายจนถึงป่าช้า พร้อมด้วยความโศก
ให้ทำฌาปนกิจศพแล้วก็กลับ ลงน้ำทั้งที่นุ่งห่มอยู่นั่นแหละ ดำหัว บีบผ้า

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 199 (เล่ม 44)

ยังไม่ทันจะแห้งเลย นุ่งผืนหนึ่ง ทำเฉวียงบ่าผืนหนึ่ง ให้อุบาสกนั้นนำ
หน้า คิดจะฟังธรรมอันเป็นเหตุบรรเทาความโศกในสำนักพระศาสดา จึง
เข้าไปเฝ้าพระศาสดา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อลฺลเกสา
มีผมชุ่มน้ำ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลฺลวตฺถา แปลว่า มีผ้าชุ่มด้วยน้ำ.
บทว่า ทิวา ทิวสฺส แปลว่า เป็นเวลากลางวัน อธิบายว่า เวลาเที่ยงวัน.
เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย ทรงทราบตรัสถามก็มี ทรงทราบไม่
ตรัสถามก็มี. ทรงรู้เวลา ตรัสถาม ทรงรู้เวลาไม่ตรัสถามก็มี. เพราะ
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอยู่ทีเดียว เมื่อจะตรัสถามเพื่อตั้ง
เรื่องขึ้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า กึ นุ โข ตุมฺเห อุปาสกา ดูก่อนอุบาสก
ทั้งหลาย เพราะเหตุไรหนอ พวกท่าน ดังนี้.
พระดำรัสนั้นมีความหมายดังนี้ว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ในวัน
อื่น ๆ พวกเธอเมื่อมายังสำนักของเรา นุ่งผ้าแห้งและสะอาดมาในเวลาเย็น
แต่วันนี้ มีผ้าเปียก ผมเปียกมาในที่นี้เวลาเที่ยงตรง นั้นเป็นเหตุอะไร.
บทว่า เตน มยํ ความว่า เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นอย่างนั้น
เพราะถูกความโศกอย่างแรงครอบงำ เพราะความเดือดร้อนจิตอันเกิดจาก
การพลัดพรากจากบุตร จึงได้มาเฝ้าในที่นี้.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทฺตฺวา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ
โดยประการทั้งปวงถึงเรื่องนี้ว่า สภาวธรรมมีโศก ทุกข์ และโทมนัส
เป็นต้น มีวัตถุเป็นที่รักเป็นแดนเกิด เมื่อวัตถุอันเป็นที่รักไม่มี ความ
โศกเป็นต้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีโดยประการทั้งปวง จึงทรงเปล่งอุทานนี้
อันประกาศความนั้น.

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 200 (เล่ม 44)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิยรูปสาตคธิตาเส ความว่า ติด
คือมีจิตปฏิพัทธ์ในสภาวะอันเป็นที่รักมีรูปขันธ์เป็นต้น ด้วยความยินดีใน
สุขเวทนา. ก็บทว่า คธิตาเส หมายเอา คธิตา นั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง
ศัพท์ว่า เส เป็นเพียงนิบาต. จักขุประสาทเป็นต้น และปิยชนมีบุตร
และภรรยาเป็นต้น ชื่อว่า ปิยรูป. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า อะไร
เป็นปิยรูป สาตรูป ในโลก คือ จักขุเป็นปิยรูป สาตรูปในโลก ฯลฯ
ธรรมตัณหาเป็นปิยรูป สาตรูป ในโลก และว่า
นระใดติดข้องกามเป็นอันมาก คือ นา สวน เงิน
โค ม้า ทาสหญิงชาย ผู้หญิง และพวกพ้อง.
เพราะเหตุนั้น ผู้ติด สยบ อธิบายว่า ถูกต้องด้วยความยินดีใน
ปิยรูปเหล่านั้น. เพื่อจะเฉลยคำถามว่า ชนเหล่านั้น คือเหล่าไหน ผู้ติด
อยู่ในปิยรูปและสาตรูป จึงทรงแสดงชนเหล่านั้นว่า เทวกายา ปุถุมนุสฺ-
สา จ หมู่เทพและมนุษย์เป็นอันมาก, ได้แก่หมู่เทพเป็นอันมาก มีเทพ
ชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้น และมนุษย์เป็นอันมากมีชาวชมพูทวีปเป็นต้น.
บทว่า อฆาวิโน ได้แก่ ผู้มีทุกข์ทางกายและทางใจ. บทว่า ปริชุนฺนา
ได้แก่ ผู้เสื่อมจากสมบัติมีความเป็นหนุ่มสาว และความไม่มีโรคเป็นต้น
เพราะความวิบัติแห่งชราและโรคเป็นต้น. พึงทราบความข้อนั้นตามที่ได้
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง เทวดาทั้งหลายเพียบพร้อม
ด้วยสุขโดยส่วนเดียว ไม่มีทุกข์ ชรา และโรคก็จริง ถึงอย่างนั้น แม้เทวดา
เหล่านั้นท่านก็เรียกว่า ผู้มีทุกข์ และว่าผู้มีความเสื่อม เพราะมีการไม่
จากทุกข์นั้นเป็นสภาวะ. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความเกิดมีทุกข์เป็นต้น
แม้ของเทวดาเหล่านั้น ด้วยอำนาจการเกิดขึ้นแห่งบุรพนิมิต ปฏิจฉันนชรา

200