พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 181 (เล่ม 44)

แสวงหา ค้นคว้า ปรารถนาสุขเพื่อตน ละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่ได้รับความ
สุขทั้ง ๓ ประการ คือ มนุษยสุข ทิพยสุข นิพพานสุข ในโลกหน้า โดย
ที่แท้ ย่อมได้รับแต่ความทุกข์ด้วยอาญานั้น.
บทว่า เปจฺจ โส ลภเต สุขํ ความว่า บุคคลใด เพียบพร้อม
ด้วยขันติ เมตตา และความเอ็นดู คิดว่า เราปรารถนาสุข เกลียดทุกข์
ฉันใด แม้สัตว์ทั้งปวงก็ฉันนั้น จึงตั้งอยู่ในสัมปัตติวิรัติเป็นต้น ไม่เบียด
เป็น ไม่ทำสัตว์ทั้งปวงให้ลำบาก ด้วยอาญาอย่างใดอย่างหนึ่งตามนัยที่
กล่าวแล้ว บุคคลนั้น เป็นมนุษย์ในปรโลก ย่อมได้รับสุขของมนุษย์
เป็นเทวดาย่อมได้รับทิพยสุข เมื่อผ่านสุขทั้งสองนั้นไป ย่อมได้รับความ
สุขในพระนิพพาน. ก็ในที่นี้ เพื่อจะแสดงว่า เพราะบุคคลเช่นนั้นได้
อบรมไว้อย่างแน่นอน ความสุขนั้นเป็นประหนึ่งเกิดขึ้นเฉพาะหน้า (เป็น
ปัจจุบัน) ท่านจึงกล่าวว่า ลภเต ดังนี้. แม้ในคาถาต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
จบอรรถกถาทัณฑสูตรที่ ๓
๔. สักการสูตร
ว่าด้วยการได้สัมผัสพระนิพพาน
[๕๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ทรง-
ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แม้ภิกษุสงฆ์ก็

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 182 (เล่ม 44)

เป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ส่วนพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก
เป็นผู้อันมหาชนไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ไม่ยำเกรง ไม่
ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ครั้งนั้นแล
พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก อดกลั้นสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้าและ
ของภิกษุสงฆ์ไม่ได้ เห็นภิกษุทั้งหลายในบ้านและในป่าแล้ว ย่อมด่า บริ-
ภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียน ด้วยวาจาหยาบคาย ไม่ใช่ของสัตบุรุษ ครั้ง
นั้นแล ภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวาย
บังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันมหาชน
สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ทรงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แม้ภิกษุสงฆ์ก็เป็นผู้อันมหาชนสักการะ
เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลาน-
ปัจจัยเภสัชบริขาร ส่วนพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก เป็นผู้อันมหาชน ไม่
สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ไม่ยำเกรง ไม่ได้จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกอัญญ-
เดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอดกลั้นสักการะ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าและของ
ภิกษุสงฆ์ไม่ได้ เห็นภิกษุสงฆ์ในบ้านและในป่าแล้ว ย่อมด่า บริภาษ
เกรี้ยวกราด เบียดเบียน ด้วยวาจาหยาบคาย ไม่ใช่ของสัตบุรุษ.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 183 (เล่ม 44)

ท่านทั้งหลาย ผู้อันสุขและทุกข์ถูกต้องแล้วใน
บ้าน ในป่า ไม่ตั้งสุขและทุกข์นั้นจากตน ไม่ตั้งสุข
และทุกข์นั้นจากผู้อื่น ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้อง
เพราะอาศัยอุปธิ ผัสสะทั้งหลายพึงถูกต้องนิพพาน
อันไม่มีอุปธิเพราะเหตุไรเล่า.
จบสักการสูตรที่ ๔
อรรถกถาสักการสูตร
สักการสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เตน โข ปน สมเยน ภควา สกฺกโต โหติ ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์สักการะด้วยเครื่องสักการะ
เป็นต้นอันเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น อันเป็นผลแห่งบุญสมภารและคุณวิเศษที่พระ-
องค์บำเพ็ญมา ๔ อสังไขยกำไรแสนกัป ประหนึ่งเกิดความอุตสาหะขึ้นว่า
เบื้องหน้าแต่นี้ เราไม่มีโอกาส. จริงอยู่ บารมีทั้งปวงเป็นเหมือนประมวล
กันว่าจักให้วิบากในอัตภาพเดียว จึงบันดาลห้วงน้ำใหญ่คือลาภสักการะ
ให้บังเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนเมฆใหญ่เป็นคู่ ๆ ตั้งขึ้นทุกทิศ
ทำให้เกิดห้วงน้ำใหญ่ ฉะนั้น. แต่นั้น กษัตริย์และพราหมณ์เป็นต้นต่าง
ถือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้เป็นต้นมา
แสวงหาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้
เป็นเทพแห่งเทพ พระผู้องอาจในหมู่ชน พระผู้ประหนึ่งราชสีห์ในหมู่ชน
ประทับอยู่ที่ไหน จึงเอาเกวียนร้อยเล่มบรรทุกปัจจัยมา เมื่อยังไม่ได้

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 184 (เล่ม 44)

โอกาสจึงเอาทบเกวียนกับทูบเกวียนจดกันแม้ในที่ประมาณคาวุตหนึ่ง
โดยรอบพักอยู่และติดตามไป เหมือนอันธกพราหมณ์และวินทพราหมณ์
เป็นต้น. คำทั้งหมดนั้นพึงทราบโดยนัยที่มาในขันธกะและในสูตรนั้น ๆ
เกิดแก่ภิกษุสงฆ์เหมือนเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล. สมจริงดังที่ตรัส
ไว้ว่า ดูก่อนจุนทะ บัดนี้สงฆ์หรือคณะมีประมาณเท่าใดเกิดในโลกแล้ว
ดูก่อนจุนทะ เราไม่มองเห็นสงฆ์หมู่อื่นเเม้หมู่เดียวผู้ถึงความเลิศด้วยลาภ
และยศอย่างนี้ เหมือนภิกษุสงฆ์นั้น จุนทะ ลาภสักการะนี้นั้นเกิดแก่
พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ หาประมาณมิได้เหมือนห้วงน้ำของแม่น้ำ
ใหญ่ ๒ สายรวมเป็นสายเดียวกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็สมัย
นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสักการะแล้ว ฯลฯ
ทรงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แม้ภิกษุ-
สงฆ์ก็เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสักการะแล้ว ฯลฯ ได้จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร.
ฝ่ายเดียรถีย์ทั้งหลาย อันใคร ๆ ไม่สักการะไม่เคารพ เพราะเป็นผู้
ไม่ได้ทำบุญไว้ในปางก่อนและเป็นผู้ปฏิบัติผิด ว่าโดยพิเศษทางพุทธุป-
บาทกาล เป็นผู้มีความงามวิบัติ หมดรัศมีหมดเดชเสื่อมลาภสักการะเช่นนั้นของ
หิ่งห้อยในยามพระอาทิตย์ขึ้น. พวกเขาอดกลั้นลาภสักการะเช่นนั้นของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ไม่ได้ ถูกความริษยาครอบงำจึงริษยาว่า
เราจักด่ากระทบพวกเหล่านี้ด้วยผรุสวาจาอย่างนี้แล้วไล่ให้หนีไป ทำการ
ริษยาเป็นข้าศึก เที่ยวด่าบริภาษภิกษุทั้งหลายในที่นั้น ๆ. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า ส่วนพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกใคร ฯ ไม่สักการะ ฯลฯ
ไม่ได้จีวรบิณฑบาตเสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ครั้นนั้นแล

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 185 (เล่ม 44)

พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกไม่อดทนสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้า
และภิกษุสงฆ์ เห็นภิกษุทั้งหลายในบ้านหรือในป่า ใช้ผรุสวาจาอัน
มิใช่ของสัตบุรุษด่าบริภาษเกรี้ยวกราดเบียดเบียน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสพฺภาหิ ความว่า ด้วยผรุสวาจาอัน
ไม่สมควรในสภา คือไม่ควรกล่าวในที่ชุมนุมสาธุชนในที่ประชุม อธิบาย
ว่า ด้วยวาจาชั่วหยาบ. บทว่า ผรุสาหิ ได้แก่ ด้วยวาจาหยาบ คือตัด
เสียซึ่งความรัก. บทว่า อกฺโกสนฺติ ได้แก่ ด่าด้วยอักโกสวัตถุมีชาติ
เป็นต้น. บทว่า ปริภาสนฺติ ได้แก่ คุกคามให้เกิดความกลัว ด้วยความ
ทะเลาะ. บทว่า โรเสนฺติ ความว่า ให้เกิดความเกรี้ยวกราดโดยตามกำจัด
เหมือนเกรี้ยวกราดแก่คนอื่น. บทว่า วิเหเสนฺติ ความว่า ย่อมเบียดเบียน
คือทำความไม่สบายใจโดยอาการต่าง ๆ. ถามว่า ก็อย่างไร พวกเหล่านี้
จึงพากันทำการด่าเป็นต้น ให้เกิดขึ้นพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ผู้
เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสรอบด้าน. ตอบว่า พวกเหล่านั้น เป็นผู้มีจิต
ถูกกระทบกระทั่งเพราะตนเสื่อมลาภสักการะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าอุบัติ
ขึ้น จึงนัดแนะกะนางสุนทริกาปริพาชิกา ให้นางประกาศโทษของพระ-
ศาสดาและภิกษุทั้งหลายแล้วจึงทำการด่าเป็นต้น เหมือนคนขุดดินพลาด
ล้มไป และเหมือนคนทำตำหนิให้เกิดในแก้วไพฑูรย์ที่ไม่มีตำหนิ ฉะนั้น.
ก็เรื่องแห่งนางสุนทริกาปริพาชิกานี้นั้นจักมีแจ้งในบาลีในสุนทริกาสูตร
ข้างหน้านั่นแล. เพราะเหตุนั้น คำที่ควรกล่าวในที่นี้ ข้าพเจ้าจักพรรณนา
ในสุนทริกาสูตรนั้นนั่นแหละ. ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วกราบทูลเรื่องนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล
ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯ ลฯ เบียด-
เบียนอยู่. คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วนั่นแล.

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 186 (เล่ม 44)

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง
ถึงการปฏิบัติผิดนี้ของพวกเดียรถีย์ผู้ถูกความริษยาครอบงำ. บทว่า อิมํ
อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงถึงความเป็นผู้คงที่ในประการ
อันผิดที่พวกเดียรถีย์เหล่านั้นกระทำ และในอุปการะที่ชนเหล่าอื่นผู้มีจิต
เลื่อมใสกระทำ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คาเม อรญฺเญ สุขทุกฺขผฏฺโฐ ความ
ว่า ผู้ถูกสุขและทุกข์สัมผัสแล้ว คือเสวยสุขและทุกข์ในที่ใดที่หนึ่งไม่ว่าจะ
เป็นบ้านหรือป่า หรือพรั่งพร้อมด้วยเหตุแห่งสุขและทุกข์เหล่านั้น. บท
ว่า เนวตฺตโต โน ปรโต หเหถ ความว่า พวกท่านอย่าตั้งสุขและทุกข์
นั้นทั้งจากตนทั้งจากผู้อื่นเลยว่า เรา ได้รับสุข ได้รับทุกข์, สุขของเรา
ทุกข์ของเรา และว่าสุขทุกข์นี้คนอื่นให้เกิดแก่เรา. ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะในขันธปัญจกนี้ ไม่มีสิ่งอะไร ๆ ที่ควรจะเห็นว่าเป็นเรา
ว่าเป็นของเรา ว่าเป็นคนอื่น หรือว่าเป็นของคนอื่น แต่เฉพาะสังขาร
อย่างเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นตามปัจจัยแล้วแตกไปทุก ๆ ขณะ. ก็ในที่นี้ ศัพท์
ว่า สุขและทุกข์เป็นยอดเทศนา. พึงทราบอรรถแห่งโลกธรรมแม้ทั้งหมด.
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงประกาศสุญญตะอันมีเงื่อน ๔
คือ ข้อว่า นาหํ กฺวจนิ พระโยคาวจรนี้ไม่เห็นตัวตนมีอยู่ในที่ไหน ๆ ๑
ข้อว่า กสฺสจิ กิญฺจนตสฺมึ ไม่เห็นตัวตนของตนที่จะพึงนำเข้าไปใน
ความเป็นอะไร ๆ ของใคร ๆ ๑ ข้อว่า น จ มม กฺวจนิ ไม่เห็นตัวตน
ของตนในที่ไหน ๆ ๑ ข้อว่า กตฺถจิ กิญฺจนตตฺถิ ไม่เห็นตัวตนของผู้
อื่นที่มีอยู่ในที่ไหน ๆ ๑ บัดนี้ พระองค์ทรงแสดงเหตุแห่งความไม่ตั้งมั่น
จากตนและจากคนอื่นนั้น.

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 187 (เล่ม 44)

บทว่า ผุสนฺติ ผสฺสา อุปธึ ปฏิจฺจ ความว่า ขึ้นชื่อว่า ผัสสะ
อันเป็นเครื่องอำนวยสุขและอำนวยทุกข์นี้อาศัยอุปธิกล่าวคือขันธปัญจก
ย่อมถูกต้องอารมณ์ตามที่เป็นของตนในเมื่ออุปธินั้นมีอยู่ คือเป็นไปใน
อุปธินั้นเอง. จริงอยู่ อทุกขมสุขเวทนาสงเคราะห์เข้าในสุขเหมือนกัน
เพราะมีสภาวะสงบ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงพรรณนาอรรถนี้ โดยผัสสะ ๒
อย่างนั้นเอง. ก็เพื่อแสดงประการที่ผัสสะเหล่านั้นไม่ถูกต้อง ท่านจึง
กล่าวว่า นิรูปธึ เกน ผุเสยฺยุํ ผสฺสา ผัสสะพึงถูกต้องธรรมที่ไม่มีอุปธิ
เพราะเหตุไร. จริงอยู่ เมื่ออุปธิคือขันธ์ไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ
เหตุไรเล่า ผัสสะเหล่านั้นจึงพึงถูกต้อง, เพราะว่าเหตุนั้นไม่มี. ก็ถ้าว่า
ท่านทั้งหลายไม่ปรารถนาสุขและทุกข์อันเกิดเพราะการด่าเป็นต้นไซร้ พวก
ท่านพึงกระทำความพากเพียรในความไม่มีอุปธิโดยประการทั้งปวงนั้น
แหละ. คาถาได้จบลงด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. ตรัสวัฏฏะและวิวัฏฏะ
ด้วยอุทานนี้ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสักการสูตรที่ ๔
๕. อุปาสกสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่มีเครื่องกังวลเป็นสุขในโลก
[๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล อุบาสก
ชาวบ้านอิจฉานังคละคนหนึ่ง เดินทางมาถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ ด้วย

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 188 (เล่ม 44)

กรณียกิจบางอย่าง ครั้งนั้นแล อุบาสกนั้นยังกรณียกิจนั้นให้สำเร็จใน
พระนครสาวัตถีแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคม
แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะอุบาสกนั้น
ว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านกระทำปริยายนี้เพื่อมา ณ ที่นี้โดยกาลนานแล
อุบาสกนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ประสงค์จะเฝ้า
เยี่ยมพระผู้มีพระภาคเจ้าแต่กาลนาน แต่ว่าข้าพระองค์ขวนขวาย ด้วยกิจที่
ต้องทำบางอย่าง จึงไม่สามารถจะเข้ามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
กิเลสเครื่องกังวลย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ความสุขย่อม
มีแก่ผู้นั้นหนอ ผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว เป็นพหูสูต
ท่านจงดูบุคคล ผู้มีกิเลสเครื่องกังวลเดือดร้อนอยู่
ชนผู้ปฏิพัทธ์ในชนย่อมเดือดร้อน.
จบอุปาสกสูตรที่ ๕
อรรถกถาอุปาสกสูตร
อุปาสกสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :
บทว่า อิจฺฉานงฺคลโก ความว่า บ้านพราหมณ์ตำบลหนึ่งในแคว้น-
โกศลอันได้นามว่า อิจฉานังคละ, ชื่อว่าอิจฉานังคละ เพราะอยู่อาศัยใน
บ้านพราหมณ์นั้นหรือเพราะเกิดคือมีในบ้านพราหมณ์นั้น. บทว่า อุปาสโก
ความว่า ชื่อว่า อุบาสก เป็นผู้ประกาศภาวะที่ตนเป็นอุบาสกในสำนัก

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 189 (เล่ม 44)

ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยไตรสรณคมน์ เป็นผู้ถือสิกขาบท ๕ เป็น
พุทธมามกะ ธัมมมามกะ สังฆมามกะ. บทว่า เกนจิเทว กรณีเยน
ความว่า ด้วยกรณียกิจอย่างใดอย่างหนึ่งมีการชำระให้หมดจดอย่างยิ่งเป็น
ต้นที่ผู้ทรงไว้จะพึงกระทำ. บทว่า ตีเรตฺวา แปลว่า ให้สำเร็จ. เล่ากัน
ว่ อุบาสกนี้ เคยเข้าเฝ้านั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าเนืองนิจ. เธอไม่ได้
เฝ้าพระศาสดา เพราะมีกรณียกิจมากถึง ๒-๓ วัน. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงตรัสว่า จิรสฺสํ โข ตฺวํ อุปาสก อิมํ ปริยายมกาสิ
ยทิทํ อิธาคมนาย อุบาสก เธอได้กระทำปริยายที่จะมาในที่นี้ ตลอด
กาลนานแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรสฺสํ แปลว่า โดยกาลนาน. บทว่า
ปริยายํ แปลว่า คราวหนึ่ง. ศัพท์ ยทิทํ เป็นนิบาต. ความว่า โย
อยํ. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า เธอกระทำวาระที่กระทำในวันนี้นี้โดย
กาลนานคือทำให้เนิ่นช้าด้วยการมาในที่นี้คือในสำนักของเรานี้. บทว่า
จิรปฏิกาหํ แก้เป็น จิรปฏิโก อหํ. เชื่อมความว่าเรา ข้าพระองค์ประสงค์
จะเข้าเฝ้าเป็นเวลานานแล้ว. บทว่า เกหิจิ เกหิจิ แปลว่า กิจน้อยใหญ่.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เกหิจิ ได้แก่ กิจอย่างใดอย่างหนึ่ง. ในข้อนั้น
ทรงแสดงถึงความเอื้อเฟื้อ. จริงอยู่ เมื่อเธอเลื่อมใสยิ่งในพระศาสดา ไม่
ได้มีความเอื้อเฟื้อในเรื่องอื่นเหมือนในการเฝ้าและการฟังธรรมของพระ-
ศาสดา. บทว่า กิจฺจกรณีเยหิ ความว่า สิ่งต้องทำแน่แท้ในการเฝ้า
เป็นต้นนี้จัดเป็นกิจ นอกนี้จัดเป็นกรณียะ. อีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่ต้องทำ
ก่อนจัดเป็นกิจ ที่ต้องทำภายหลังจัดเป็นกรณียะ. อนึ่ง สิ่งเล็กน้อยจัดเป็น
กิจ สิ่งใหญ่จัดเป็นกรณียะ. บทว่า พฺยาวโฏ แปลว่า ขวนขวาย. บทว่า

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 190 (เล่ม 44)

เอราหํ ความว่า ข้าพระองค์ไม่สามารถจะเข้าเฝ้าด้วยอาการอย่างนี้ คือ
ด้วยประการนี้ อธิบายว่า ไม่สามารถจะเข้าเฝ้าโดยไม่เคารพเป็นต้น.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง
ถึงความนี้ว่า อันตรายแห่งกุศลย่อมมี เพราะความที่เหล่าสัตว์มีความ
ขวนขวายในหน้าที่ โดยมีความกังวลในกาลพระพุทธเจ้าอุบัติและในกาลได้
เป็นมนุษย์ที่หาได้ยาก หามีอันตรายแห่งกุศลต่อความไม่มีความกังวลไม่.
บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงถึงความนั้นนี้เอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ วต ตสฺส โน โหติ กิญฺจิ ความว่า
ในวัตถุมีรูปเป็นต้น แม้วัตถุอะไร ๆ สักอย่างหนึ่ง ย่อมไม่มีคือไม่มีอยู่
ได้แก่ ไม่ปรากฏแก่บุคคลใด โดยภาวะที่กำหนดด้วยตัณหาว่า นี้ของเรา
บุคคลนั้นย่อมมีความสุขแท้ อธิบายว่า มีความสุขน่าอัศจรรย์ทีเดียว
ปาฐะว่า น โหสิ ดังนี้ก็มี. พึงทราบเนื้อความข้อนั้นโดยความเป็นอดีต-
กาล. แต่อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาเนื้อความแห่งบทว่า น โหติ กิญฺจิ
ไว้ดังนี้ว่า กิเลสเครื่องกังวลมีราคะเป็นต้น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด. คำนั้นไม่ดี
เพราะมาในเทศนาโดยการกำหนดธรรม. ด้วยคำว่า ราคาทิกิญฺจนํ พึงเป็น
อันท่านกล่าวแต่คำที่เหมาะสมเท่านั้น ในเมื่อมีการรวบรวมแม้ธรรมควร
กำหนด. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า บุคคลใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวล คือ
เครื่องยึดหน่วงอะไร ๆ แม้เล็กน้อย เพราะไม่มีกิเลสเครื่องกังวล มีราคะ
เป็นต้นนั่นแหละ ข้อนั้นของบุคคลนั้นที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ชื่อว่า
เป็นความสุขแท้ คือเป็นความสุขน่าอัศจรรย์ เพราะเป็นปัจจัยแห่งความ
สุข. หากจะถามว่า กิเลสเครื่องกังวลไม่มีแก่ใคร ดังนี้ พระองค์จึง

190