พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 171 (เล่ม 44)

บทว่า สายณฺหสมยํ คือสมัยหนึ่งในตอนเย็น. บทว่า ปฏิสลฺ-
ลานา วุฏฺฐิโต ความว่า ออกจากอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้นๆ จากการเก็บจิต
จากผลสมาบัติ กล่าวคือการหลีกเร้น ตามเวลาที่กำหนดไว้.
จริงอยู่ ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้า แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์
เสด็จเข้าไปยังกรุงสาวัตถี เสวยพระกระยาหารที่พวกภิกษุจัดบิณฑบาตที่
ตนได้มาด้วยดีถวาย เสด็จออกจากกรุงสาวัตถีพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลายแล้ว
เสด็จเข้าพระวิหาร ประทับยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ทรงประทานสุคโต-
วาทตามที่ยกขึ้นแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายผู้มายืนอยู่แล้ว เมื่อภิกษุเหล่านั้นไป
ยังที่พักกลางวันมีโคนไม้ในป่าเป็นต้น จึงเสด็จเข้าพระคันธกุฎียับยั้งอยู่
ตลอดวันด้วยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ แล้วเสด็จออกจากสมาบัติตามเวลาที่
กำหนดไว้ ทรงพระดำริว่า บริษัท ๔ รอคอยเรา เข้าไปนั่งเต็มวิหาร
ทั้งสิ้น บัดนี้ ถึงเวลาที่เราจะเข้าไปยังธรรมสภามณฑล เพื่อแสดงธรรม
ดังนี้ แล้วจึงเสด็จลุกจากอาสนะออกจากพระคันธกุฎีอันหอมตลบ ประ-
ดุจไกรสรราชสีห์ออกจากถ้ำทอง มีพระดำเนินเยื้องกรายสง่างามด้วยพระ-
วรกายอันไม่โยกโคลง เหมือนช้างตัวประเสริฐซึ่งซับมันเข้าสู่โขลง
ฉะนั้น ทรงกระทำวิหารทั้งสิ้นให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน ด้วยรูปกาย-
สมบัติอันรุ่งโรจน์ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประดับด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐
ประกอบความงามอันแวดล้อมด้วยพระรัศมีด้านละวา ประดับด้วยเกตุมาลา
อันประภัสสร ฉายพระพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ ประการ คือ เขียว เหลือง
แดง ขาว หงสบาท และประภัสสร มีอานุภาพเป็นอจินไตย ประกอบ
ด้วยพุทธลีลาอันหาที่เปรียบมิได้ เสด็จเข้าไปยังอุฏฐานศาลา. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข ภควา ฯ เป ฯ เตนุปสงฺกมิ.

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 172 (เล่ม 44)

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นเสด็จเข้าไปอย่างนี้แล้ว ทรงเห็นภิกษุเหล่า-
นั้นนั่งแสดงวัตรเงียบอยู่ ทรงพระดำริว่า เมื่อเราไม่กล่าว ภิกษุเหล่านี้ก็
จักไม่กล่าวแม้ (แต่ความคิด) ตลอดอายุกัป เพราะความเคารพในพระ
พุทธเจ้า เพื่อจะตั้งเรื่องขึ้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า กาย นุตฺถ ภิกฺขเว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาย นุตฺถ แก้เป็น กตมาย นุ ภวถ
พวกเธอสนทนากันเรื่องอะไรหนอ. บาลีว่า กาย โนตฺถ ดังนี้ก็มี เนื้อ
ความก็อันนั้นเหมือนกัน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กาย เนฺตฺถ ดังนี้ก็มี.
บาลีนั้นมีความว่า กตมาย นุ เอตฺถ ในข้อนั้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาด้วยปวารณาของพระสัพพัญญูอย่างนี้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันในที่นี้ด้วยเรื่องอะไรหนอ และเรื่อง
ของพวกเธอเป็นไฉนยังไม่จบลง เพราะการมาของเราเป็นเหตุ พวกเธอ
พึงให้เรื่องนั่นจบลงเถิด.
บทว่า น เขฺวตํ ตัดเป็น น โข เอตํ อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้
เหมือนกัน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า น โขตํ ดังนี้ก็มี, มีการแยกบทว่า
น โข เอตํ ดังนี้เหมือนกัน. บทว่า กุลปุตฺตานํ ได้แก่ กุลบุตรผู้มี
มารยาทประจำชาติ. บทว่า สทฺธา ได้แก่ ด้วยศรัทธา คือด้วยเชื่อ
กรรมและผลแห่งกรรม และด้วยการเชื่อพระรัตนตรัย. บทว่า อคารสฺมา
แปลว่า จากเรือน อธิบายว่า จากความเป็นคฤหัสถ์. บทว่า อนคาริยํ
แปลว่า การบรรพชา. บทว่า ปพฺพชิตานํ ได้แก่ ผู้เข้าถึง บทว่า ยํ
เป็นกิริยาปรามาส. ในข้อนั้น มีบทโยชนาดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงปฏิเสธข้อที่ไม่สมควรของบรรพชิตผู้ประชุมกันอย่างนี้ว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย พวกเธอไม่ใช่ถูกพระราชาบังคับ ไม่ใช่ถูกโจรบังคับ ไม่ใช่มี

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 173 (เล่ม 44)

คดีเพราะเป็นหนี้ ไม่ใช่เพื่อเลี้ยงชีวิตจึงบวช โดยที่แท้ พวกเธอออกจาก
เรือนบวชในศาสนาของเราด้วยศรัทธา บัดนี้ พวกเธอกล่าวเดียรัจฉาน-
กถาอันเกี่ยวด้วยพระราชาเห็นปานนี้ ข้อที่กล่าวเรื่องเห็นปานนั้น ไม่
เหมาะไม่ควรแก่พวกเธอเลย บัดนี้ เมื่อจะทรงอนุญาตข้อปฏิบัติอันสมควร
แก่ภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย กิจ ๒ อย่างที่พวกเธอผู้
ประชุมกันพึงกระทำ คือ กล่าวธรรมีกถา หรือเป็นผู้นิ่งอย่างพระอริยะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โว แปลว่า ของพวกเธอ. ก็บทว่า โว
นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งกัตตุ คือผู้ทำ มุ่งถึงบทว่า กรณียํ เพราะ-
ฉะนั้น บทว่า โว จึงแปลว่า อันเธอทั้งหลาย. บทว่า ทฺวยํ กรณียํ ได้แก่
พึงกระทำ ๒ อย่าง. บทว่า ธมฺมีกถา ได้แก่ ถ้อยคำที่ไม่ปราศจาก
ธรรม คือสัจจะ ๔ อธิบายว่า ธรรมเทศนาอันแสดงถึงการเป็นไป
(ทุกขสัจ ) และการไม่กลับ (นิโรธสัจ). ก็ธรรมกถา กล่าวคือกถาวัตถุ
๑๐ เป็นเอกเทศของธรรมเทศนานั้นเองแล. บทว่า อริโย ความว่า
ชื่อว่าอริยะ เพราะนำประโยชน์มาอย่างแท้จริง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอริยะ
เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์ คือสูงสุด. บทว่า ตุณฺหิภาโว คือการไม่พูดอันเป็น
ตัวสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา. แต่อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ทุติยฌาน
เป็นความนิ่งอย่างประเสริฐ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อวจีสังขาร. อาจารย์อีก
พวกหนึ่งกล่าวว่า จตุตถฌานเป็นความนิ่งอย่างประเสริฐ. ก็ในที่นี้มี
อธิบายดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมีกาย
สงัดอยู่ในสุญญาคารเพื่อพอกพูนจิตวิเวก ถ้าจะประชุมกันบางครั้ง ครั้น
พวกเธอประชุมกันอย่างนี้ พึงให้ธรรมกถาที่เกี่ยวด้วยอนิจจลักษณะเป็น-
ต้น แห่งสภาวธรรมมีขันธ์เป็นต้นเป็นไปโดยเป็นอุปการะแก่กันและกัน

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 174 (เล่ม 44)

ตามนัยที่กล่าวไว้ว่า ย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง หรือย่อมทำสิ่งที่ได้ฟัง
แล้วให้เข้าใจชัด หรือพึงอยู่ด้วยฌานสมาบัติ เพื่อจะไม่เบียดเบียนกัน
และกัน.
บรรดากรณียะทั้งสองนั้น ด้วยกรณียะแรก ทรงแสดงอุบายอัน
เป็นเหตุหยั่งลงในพระศาสนา สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้หยั่งลง ด้วยกรณียะหลัง
ทรงแสดงอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสงสาร สำหรับผู้ที่หยั่งลงแล้ว.
หรือด้วยกรณียะแรก ทรงชักชวนในความเป็นผู้เชี่ยวชาญในอาคม (พระ-
สูตร) ด้วยกรณียะหลัง ทรงชักชวนในความเป็นผู้เชี่ยวชาญในอธิคม
(มรรคผลที่จะพึงบรรลุ). อีกอย่างหนึ่ง ด้วยกรณียะที่ ๑ ทรงแสดงถึง
เหตุที่สัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นครั้งที่หนึ่ง ด้วยกรณียะที่ ๒ ทรงแสดงถึงเหตุที่
สัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นครั้งที่สอง สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๒ ประการ ปัจจัย ๒ ประการ
เหล่านี้ เป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ คือ
การได้ยินได้ฟังจากผู้อื่น ๑ การกระทำไว้ในใจโดย
แยบคายเฉพาะตน ๑.
อีกอย่างหนึ่ง ด้วยกรณียะแรก ทรงประกาศมูลเหตุแห่งสัมมาทิฏฐิ
ฝ่ายโลกิยะ, ด้วยกรณียะหลัง ทรงแสดงถึงมูลเหตุแห่งสัมมาทิฏฐิฝ่าย
โลกุตระ พึงทราบอรรถโยชนา โดยนัยมีอาทิดังกล่าวมาฉะนี้.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง
ถึงความนี้ว่า สมบัติมีฌานเป็นต้น ยังสงบกว่าและประณีตกว่า สมบัติ
ที่น่าใคร่อันภิกษุเหล่านั้นระบุถึง. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่ง
อุทานอันแสดงอานุภาพของสุขอันเกิดแต่อริยวิหารนี้.

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 175 (เล่ม 44)

บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า โลก ในบทว่า ยญฺจ กามสุขํ โลเก
นี้ มาในสังขาร มีอาทิว่า ขันธโลก อายตนโลก ธาตุโลก. มาในโอกาส
มีอาทิว่า พระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียนส่องทิศให้สว่างไสวอยู่
ตราบใด โอกาสโลก ๑,๐๐๐ ย่อมเป็นไปอยู่ตราบนั้น อำนาจของท่าน
ยังเป็นไปอยู่ในโอกาสโลกนี้. มาในสัตว์ทั้งหลาย มีอาทิว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นแล้วแล. แต่ในที่นี้
พึงทราบศัพท์ว่า โลก ในความหมายว่าสัตวโลก และโอกาสโลก.
เพราะฉะนั้น ในโลกนี้ภายใต้จำเดิมแต่อเวจีขึ้นไป เบื้องบน จำเดิมแต่
รูปพรหมโลกลงมา สุขชื่อว่าเกิดพร้อมด้วยกาม เพราะอาศัยวัตถุกาม
เกิดขึ้นด้วยกิเลสกาม. บทว่า ยญฺจิทํ ทิวิยํ สุขํ ความว่า สุขอันเป็นทิพย์
และสุขอันเกิดจากรูปสมาบัติของพรหมและของมนุษย์ อันได้ด้วยทิพย-
วิหารนี้ใด. บทว่า ตณฺหกฺขยสุขสฺส ความว่า สุขอันเกิดจากผลสมาบัติ
ที่เป็นไปเพราะกระทำพระนิพพานซึ่งตัณหามาถึงแล้วสิ้นไปให้เป็นอารมณ์
และเพราะสงบระงับตัณหาเสียได้ ชื่อว่าสุขอันเกิดจากความสิ้นตัณหา.
แห่งสุขอันเกิดจากความสิ้นตัณหานั้น. บทว่า เอเต เป็นบทแสดงไข
ลิงควิปลาส. อธิบายว่า เอตานิ สุขานิ สุขเหล่านี้. อาจารย์บางพวกยึด
สุขแม้ทั้งสองโดยเป็นสุขสามัญทั่วไป แล้วกล่าวว่า เอตํ. พึงมีปาฐะของ
เกจิอาจารย์เหล่านั้นว่า กลํ นาคฺฆนฺติ.
บทว่า โสฬสึ แปลว่า เป็นที่เต็มของ ๑๖ ส่วน. ก็ในข้อนี้ มี
ความสังเขปดังต่อไปนี้.
กามสุขที่เกิดในกามโลกทั้ง ๑๑ ประการ คือ สุขของมนุษย์ในมนุษย-
โลกทั้งหมดตั้งต้นแต่สุขของพระเจ้าจักรพรรดิ สุขอันนาคเป็นต้น พึง

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 176 (เล่ม 44)

เสวยในโลกนาคและครุฑเป็นต้น และกามสุข ๖ อย่าง ในเทวโลกมีชั้น
จาตุมหาราชิกาเป็นต้น, และสุขอันเกิดแต่โลกิยฌานซึ่งได้นามว่า ทิวิยํ
(ในทิพย์) เพราะเกิดในเทพชั้นรูปาวจรและอรูปาวจร และในรูปฌานและ
อรูปฌานที่เป็นทิพยวิหาร แม้สุขทั้งสิ้นทั้งสองอย่างนั้นก็ยังไม่ถึงเสี้ยว
กล่าวคือส่วนหนึ่งที่ได้ในการคูณให้เป็น ๑๖ ส่วน (เอาเพียง) ส่วนเดียว
จาก ๑๖ ส่วนนั้น โดยแบ่งสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ กล่าวคือสุขอันเกิด
แต่ความสิ้นตัณหาให้เป็น ๑๖ ส่วน.
ก็การพรรณนาอรรถนี้ ท่านกล่าวไว้โดยความเสมอกันแห่งผล-
สมาบัติ เพราะธรรมเป็นที่สิ้นตัณหามาในพระบาลีโดยไม่แปลกกัน. โลกิย-
สุขไม่ถึงเสี้ยวแม้แห่งสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติที่หนึ่งเลย สมจริงดังคำที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า
โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นเอกราชในแผ่นดิน กว่า
การไปสวรรค์ หรือกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งมวล.
แม้ในโสดาปัตติสังยุตก็ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าจักรพรรดิ
ทรงครองราชสมบัติเป็นอิสริยาธิปัตย์แห่งทวีปทั้ง ๔ เบื้องหน้าแต่สวรรคต
ย่อมเสด็จเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหายของเทพชั้นดาวดึงส์
พระองค์มีนางอัปสรแวดล้อม และเพียบพร้อม พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕
อันเป็นทิพย์บำเรออยู่ในนันทนวันนั้น แต่พระองค์ไม่ประกอบด้วยธรรม ๔
แม้โดยแท้ ถึงอย่างนั้น พระองค์ก็ไม่พ้นจากนรก จากกำเนิดสัตว์เดียรัจ-
ฉาน จากเปรตวิสัย จากอบาย ทุคติ วินิบาต, ภิกษุทั้งหลาย พระอริย-
สาวกยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยคำข้าว และทรงผ้าเปื้อน และเธอประกอบ
ด้วยธรรม ๔ ประการก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอก็พ้นจากนรก จากกำเนิด
สัตว์เดียรัจฉาน จากเปรตวิสัย จากอบาย ทุคติ วินิบาต.

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 177 (เล่ม 44)

ธรรม ๔ ประการอะไรบ้าง ? ภิกษุทั้งหลาย พระอริยสาวกใน
ธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า
ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระอรหันต์ ฯ ล ฯ แม้
เพราะเหตุนี้ พระองค์ทรงเป็นผู้ตื่นแล้ว เบิกบานแล้ว ทรงเป็นผู้จำแนก
ธรรม เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า ฯลฯ
อันวิญญูชน พึงทราบเฉพาะตน. เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่
หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ ลฯ เป็น
บุญเขตของโลก. เป็นผู้ประกอบด้วยอริยกันตศีลไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อ
สมาธิ. พระอริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ เหล่านี้. ภิกษุทั้งหลาย
การได้ทวีปสี่ ๑ การได้ธรรมสี่ ๑ การได้ทวีป ๔ ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของ
การได้ธรรมสี่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกโลกิยสุขว่ายิ่ง ว่าเป็นไปกับด้วย
ความดียิ่ง ทรงจำแนกเฉพาะโลกุตรสุขว่ายอดเยี่ยม ว่าดียิ่ง ในที่ทุกสถาน
ด้วยประการฉะนั้นแล.
จบอรรถกถาราชสูตรที่ ๒
๓. ทัณฑสูตร
ว่าด้วยความสุขในโลกหน้า
[๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อา-
รามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล เด็ก

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 178 (เล่ม 44)

มากด้วยกันเอาท่อนไม้ตีงูอยู่ในระหว่างพระนครสาวัตถีและพระวิหารเชต-
วัน ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอันตรวาสก ทรงถือ
บาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ได้ทอดพระเนตร
เห็นเด็กเหล่านั้นเอาท่อนไม้ตีงูอยู่ในระหว่างพระนครสาวัตถีและพระวิหาร
เชตวัน.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตน ย่อมเบียดเบียน
สัตว์ทั้งหลาย ผู้ใคร่ความสุขด้วยท่อนไม้ ผู้นั้นย่อม
ไม่ได้ความสุขในโลกหน้า ผู้ใดแสวงหาความสุข
เพื่อตน ย่อมไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ความ
สุขด้วยท่อนไม้ ผู้นั้นย่อมได้ความสุขในโลกหน้า.
จบทัณฑสูตรที่ ๓
อรรถกถาทัณฑสูตร
ทัณฑสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า กุมารกา ได้แก่ เด็กทั้งหลาย. อันตราศัพท์ ในคำว่า
อนฺตรา จ สาวตฺถึ อนฺตรา จ เชตวนํ นี้ มาในเหตุ ในประโยคมีอาทิ
ว่า ใครจะรู้เหตุนั้น นอกจากตถาคต และว่า ชนทั้งหลาย ประชุม
ปรึกษาถึงเหตุอะไรกะเราและท่าน. มาในขณะ ในประโยคมีอาทิว่า
ท่านผู้เจริญ หญิงคนหนึ่งกำลังล้างภาชนะ ได้เห็นเราในขณะฟ้าแลบ.

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 179 (เล่ม 44)

มาในจิต ในประโยคมีอาทิว่า ความโกรธเคืองไม่มีจากจิตของผู้ใด. มาใน
ท่ามกลาง ในประโยคมีอาทิว่า ถึงที่สุดในท่ามกลาง. มาในระหว่าง
ในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง แม่น้ำตโปทานี้ ไหล
มาจากระหว่างมหานรกทั้งสอง. แม้ในที่นี้ ศัพท์ว่าอันตรานี้นั้น พึง
ทราบว่าใช้ในระหว่าง เพราะฉะนั้น พึงทราบอรรถในอันตราศัพท์นี้อย่าง
นี้ว่า ในระหว่างกรุงสาวัตถี กับพระเชตวัน. ก็เพราะประกอบด้วย
อันตราศัพท์ ในที่นี้จึงเป็นทุติยาวิภัตติว่า อนฺตรา จ สาวตฺถึ อนฺตรา จ
เชตวนํ ระหว่างกรุงสาวัตถี และระหว่างพระเชตวันวิหาร. ในที่เช่นนี้
นักคิดอักษรทั้งหลายประกอบอันตราศัพท์ ๆ เดียวเท่านั้นว่า อนฺตรา
คามญฺจ นทิญฺจ คจฺฉติ ไประหว่างบ้านกับระหว่างแม่น้ำ. อันตราศัพท์
เป็นอันต้องประกอบแม้กับบทที่สอง แต่ในที่นี้ท่านประกอบไว้แล้ว.
บทว่า อหึ ทณฺเฑน หนนฺติ ความว่า พวกเด็กติดตามงูเห่าซึ่งได้
รับความหิวกำลังเลื้อยออกจากโพรงไปหากิน ใช้ไม้ตี. ก็สมัยนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เห็นเด็กเหล่านั้นใน
ระหว่างทางเอาไม้ตีงู จึงตรัสถามว่า เด็ก ๆ ทั้งหลาย เพราะเหตุไร จึง
เอาไม้ตีงูนี้ และเมื่อเด็กกราบทูลว่า เพราะกลัวมันกัด พระเจ้าข้า จึงเกิด
ธรรมสังเวชขึ้นว่า พวกเด็กเหล่านี้คิดจะทำความสุขให้ตน จึงตีงูนี้ จัก
เสวยทุกข์ในที่ที่ตนเกิด โอฉลาดในการโกง เพราะความโง่ ก็เพราะ
เหตุนั้นนั่นแล จึงทรงเปล่งอุทานด้วยธรรมสังเวช. เพราะเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อถ โข ภควา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า อาจารย์
พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า พระองค์ทรงทราบเนื้อความนี้ว่า พวก

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 180 (เล่ม 44)

เด็กเหล่านี้ ทำความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น เพื่อความสุขของตน ตนเองจักไม่
ได้รับความสุขในโลกหน้า. การที่ชนเหล่าอื่นผู้ปฏิบัติชั่วแสวงหาความสุข
ย่อมเป็นไปเพื่อความทุกข์ในอนาคต สำหรับผู้ปฏิบัติดี ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความสุขโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้น อาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า พระ-
ศาสดาทรงเปล่งอุทานแม้นี้ โดยทรงโสมนัสว่า ผู้ที่พ้นจากการเบียดเบียน
ผู้อื่น เป็นผู้มีส่วนแห่งความสุขโดยแท้จริงทีเดียว ชื่อว่าเป็นการสนอง
โอวาทของเรา. ฝ่ายอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พระองค์ทรงทราบการ
เบียดเบียนผู้อื่นที่พวกเด็กเหล่านั้นให้เป็นไปอย่างนี้ โดยมีโทษด้วยประ-
การทั้งปวง จึงทรงเปล่งอุทานนี้อันประกาศโทษ และอานิสงส์ตามลำดับ
ของการเบียดเบียนผู้อื่นและการอนุเคราะห์ผู้อื่น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขกามานิ ได้แก่ ผู้ติดอยู่ในความสุข
เพราะปรารถนาสุขเพื่อตนโดยส่วนเดียวเท่านั้น. บทว่า ภูตานิ แปลว่า
สัตว์ผู้มีปราณทั้งหลาย. บทว่า ทณฺเฑน ในคำว่า โย ทณฺเฑน วิหึสติ
นี้ เป็นเพียงเทศนา อธิบายว่า ด้วยท่อนไม้หรือด้วยเครื่องประหารต่าง ๆ
เช่น ก้อนดิน ศาสตราและการประหารด้วยมือเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
ทณฺเฑน ได้แก่ด้วยการลงโทษ. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า บุคคลใด
เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงผู้ใคร่ความสุข ทำให้ลำบาก ให้ได้รับความทุกข์ด้วย
อาญาอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาอาญาเหล่านี้ คือ อาญาทางวาจาเช่นด่า
กระทบชาติเป็นต้น อาญาทางร่างกาย เช่นโบย ตี ตัด เป็นต้น ด้วยมือค้อน
และศาสตราเป็นต้น หรืออาญาทางทรัพย์เช่นปรับไหมร้อยหนึ่งพันหนึ่ง.
บทว่า อตฺตโน สุขเมสาโน เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ ความว่า บุคคลนั้นเมื่อ

180