พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 161 (เล่ม 44)

มุจจลินทวรรคที่ ๒
๑. มุจจลินทสูตร
ว่าด้วยความสุขที่ยอดเยี่ยมในโลก
[๕๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ ประทับอยู่ที่ควงไม้
มุจลินท์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขด้วยบัลลังก์อันเดียวตลอด ๗ วัน สมัย
นั้น อกาลเมฆใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ฝนตกพรำตลอด ๗ วัน มีลมหนาว
ประทุษร้าย ครั้งนั้นแล พญามุจลินทนาคราชออกจากที่อยู่ของตน มาวง
รอบพระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยขนดหาง ๗ รอบ แผ่พังพานใหญ่
เบื้องบนพระเศียรด้วยตั้งใจว่า ความหมายอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ความร้อนอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาคเจ้า สัมผัสแห่งเหลือบ
ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นพอล่วงสัปดาห์นั้นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากสมาธินั้น
ครั้งนั้น พญามุจลินทนาคราชทราบว่า อากาศโปร่ง ปราศจากเมฆแล้วจึง
คลายขนดหางจากพระกายพระผู้มีพระภาคเจ้า นิรมิตเพศของตนยืนอยู่
เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าอยู่.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 162 (เล่ม 44)

วิเวกเป็นสุขของผู้ยินดี มีธรรมอันสดับแล้ว
พิจารณาเห็นอยู่ ความไม่เบียดเบียน คือ ความ
สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก ความเป็นผู้
มีราคะไปปราศแล้ว คือ ความก้าวล่วงซึ่งกาม
ทั้งหลายเสียได้ เป็นสุขในโลก ความนำออกซึ่ง
อัสมิมานะเสียได้ นี้แลเป็นสุขอย่างยิ่ง.
จบมุจจลินทสูตรที่ ๑
มุจลินทวรรควรรณนาที่ ๒*
อรรถกถามุจลินทสูตร
มุจจลินทวรรค สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ต้นจิกท่านเรียกว่า มุจลินท์ ในคำว่า มุจลินฺทมูเล นี้ มุจลินท์
นั้น ท่านเรียกว่า นิจุละ ดังนี้ก็มี, ที่ใกล้ต้นมุจลินท์นั้น. แต่อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า บทว่า มุจโล เป็นชื่อของต้นไม้นั้น, แต่บทว่า มุจโล
นั้น ท่านกล่าวว่า มุจลินท์ เพราะเป็นไม้ใหญ่ที่สุดในป่า.
บทว่า มหาอกาลเมโฆ ได้แก่ มหาเมฆที่เกิดขึ้นในเมื่อยังไม่ถึง
ฤดูฝน. จริงอยู่ มหากาลเมฆนั้นเกิดขึ้นเต็มห้องจักรวาลทั้งสิ้น ในเดือน
สุดท้ายของคิมหันตฤดู. บทว่า สตฺตาหวทฺทลิกา ความว่า เมื่อมหาอกาล-
เมฆนั้นเกิดขึ้นแล้ว ได้มีฝนตกไม่ขาดตลอด ๗ วัน. บทว่า สีตวาตทุทฺทินี
ความว่า ก็ฝนตกพรำตลอด ๗ วันนั้น ได้ชื่อว่า ทุททินี เพราะเป็นวันที่
ลมหนาวเจือด้วยเมล็ดฝนพัดวนเวียนไปรอบ ๆ ประทุษร้ายแล้ว.
* พระสูตรเป็น มุจจลินทสูตร อรรถกถาเป็น มุจลินทสูตร.

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 163 (เล่ม 44)

บทว่า มุจลินฺโท นาม นาคราชา ได้แก่ พระยานาคผู้มีอานุภาพ
มาก บังเกิดในนาคภพอยู่ภายใต้สระโบกขรณี ใกล้ต้นมุจลินท์นั้นแหละ.
บทว่า สกภวนา แปลว่า จากภพนาคของตน. บทว่า สตฺตกฺขตฺตุํ โภเคหิ
ปริกฺขิปิตฺวา ความว่า เอาขนดแห่งร่างของตนล้อมพระกายพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ๗ รอบ. บทว่า อุปริมุทฺธนิ มหนฺตํ ผณํ วิหจฺจ ความว่า แผ่
พังพานใหญ่ของตนเบื้องบนส่วนพระเศียรของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ปาฐะ
ว่า ผณํ กริตฺวา ดังนี้ก็มี. อรรถก็อันนั้นแหละ.
ได้ยินว่า พระยานาคนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ก็พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โคนไม้ใกล้ภพของเรา และฝนพรำตลอด ๗ วันนี้
ยังเป็นไปอยู่ ควรจะได้ที่พักสำหรับพระองค์. พระยานาคนั้นเมื่อไม่
สามารถจะนิรมิตปราสาทอันแล้วด้วยรัตนะ ๗ ก็คิดว่า เมื่อเราทำอย่างนี้
จักชื่อว่าไม่ได้ยึดกายให้เป็นสาระ เราจักทำความขวนขวายทางกายแก่พระ
ทศพล จึงนิรมิตกายให้ใหญ่ ใช้ขนดล้อมพระศาสดา ๗ รอบแล้วแผ่
พังพานไว้ในเบื้องบน. ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาขันธกะว่า ภายในวงล้อม
มีขนาดเท่าห้องภัณฑาคารที่เก็บของในโลหปราสาท. แต่ในอรรถกถา
มัชฌิมนิกายท่านกล่าวไว้ว่า มีขนาดเท่าภายใต้โลหปราสาท. ได้ยินว่า
พระยานาคมีอัธยาศัยดังนี้ว่า พระศาสดาจักประทับอยู่ด้วยอิริยาบถที่ทรง
มุ่งมาดปรารถนา. ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ตามเดิมนั่นแหละ
ยับยั้งอยู่สัปดาห์หนึ่ง. ก็ที่นั้นได้เป็นประหนึ่งกูฏาคาร มีหน้าต่างปิด
มิดชิดประตูมีลิ่มสลักสนิทดี. คำมีอาทิว่า มา ภควนฺตํ สีตํ เป็นคำ
แสดงเหตุที่พระยานาคนั้นทำอย่างนั้น. จริงอยู่ พระยานาคนั้นคิดว่า ขอ
ความหนาว ความร้อน สัมผัสแห่งเหลือบเป็นต้น อย่าเบียดเบียนพระผู้มี-

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 164 (เล่ม 44)

พระภาคเจ้าเลย จึงได้กระทำอย่างนั้นอยู่. ในการกระทำอันนั้น เฉพาะ
ความร้อนย่อมไม่มี เพราะฝนตกพรำตลอด ๗ วัน ก็จริง ถึงอย่างนั้น
ถ้าฝนขาดเม็ดเป็นระยะ ๆ ความร้อนก็จะพึงมี ความร้อนแม้นั้น ก็อย่า
ได้เบียดเบียนเลย เพราะฉะนั้น พระยานาคนั้นคิดอย่างนั้นก็ควรแล้ว.
แต่ในข้อนี้ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ศัพท์ว่า อุณหะ ความร้อน
เป็นการระบุถึงเหตุในการเอาขนดล้อมให้ไพบูลย์กว้างขวาง. ก็เมื่อทำวง
ล้อมของขนดเล็ก ไออุ่นอันเกิดจากร่างของพระยานาคจะพึงเบียดเบียน
พระผู้มีพระภาคเจ้า แต่เพราะกระทำวงขนดกว้างขวาง ความร้อนเช่นนั้น
ก็เบียดเบียนไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระยานาคจึงได้ทำเช่นนั้นอยู่.
บทว่า วิทฺธํ แปลว่า ปลอดโปร่ง. อธิบายว่า ชื่อว่าอยู่ห่างไกล
เพราะปราศจากเมฆ. บทว่า วิคตพลาหกํ แปลว่า ปราศจากเมฆ. บทว่า
เทวํ ได้แก่ อากาศ. บทว่า วิทิตฺรา ได้แก่ รู้ว่า บัดนี้ อากาศปราศจาก
เมฆ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีอันตรายจากวิโรธิปัจจัย มีความหนาวเย็น
เป็นต้น. บทว่า วินิเวเฐตฺวา แปลว่า คลายขนดแล้ว. บทว่า สกวณฺณํ
ได้แก่ รูปนาคของตน. บทว่า ปฏิสํหริตฺวา ได้แก่ ให้หายไปแล้ว. บทว่า
มาณวกวณฺณํ ได้แก่ รูปกุมารน้อย.
บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า รู้ความนี้โดยอาการทั้งปวงว่า ความสุข
เท่านั้น ย่อมมีในที่แห่งใดแห่งหนึ่งแก่ผู้เสวยสุขอันเกิดแต่วิเวก. บทว่า
อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงถึงอานุภาพแห่งความสุข
อันเกิดแต่วิเวก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุโข วิเวโก ได้แก่ อุปธิ-
วิเวก กล่าวคือพระนิพพานเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข. บทว่า ตุฏฺฐสฺส

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 165 (เล่ม 44)

ได้แก่ ผู้ยินดีด้วยสันโดษในจตุมรรคญาณ. บทว่า สุตธมฺมสฺส ได้แก่
ผู้มีธรรมอันพระองค์ทรงประกาศแล้ว คือปรากฏแล้ว. บทว่า ปสฺสโต
ได้แก่ ผู้เห็นวิเวกนั้น หรือสิ่งที่ชื่อว่าจะพึงเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด
ด้วยญาณจักษุที่บรรลุด้วยกำลังแห่งวิริยะของตน. บทว่า อพฺยาปชฺฌํ
ได้แก่ ภาวะอันไม่กำเริบ. ด้วยบทว่า อพฺยาปชฺฌํ นั้น พระองค์ทรง
แสดงถึงส่วนเบื้องต้น มีเมตตาเป็นอารมณ์. บทว่า ปาณภูเตสุ สํยโม
ความว่า และความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย คือความไม่เบียดเบียน เป็น
เหตุนำมาซึ่งความสุข. ด้วยบทว่า ปาณภูเตสุ สํยโม นี้ พระองค์ทรง
แสดงถึงส่วนเบื้องต้น อันมีกรุณาเป็นอารมณ์. บทว่า สุขา วิราคตา
โลเก ความว่า แม้ความเป็นผู้ปราศจากราคะ เป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข
ในโลก. ถามว่า เช่นไร ? ตอบว่า เพราะผ่านพ้นกามทั้งหลายได้
อธิบายว่า แม้ความเป็นผู้ปราศจากราคะที่ท่านเรียกว่า การผ่านพ้นกาม
ทั้งหลาย เป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข. ด้วยคำว่า กามานํ สมติกฺกโม นี้
พระองค์ตรัสหมายอนาคามิมรรค. ก็ด้วยคำว่า อสฺมิมานสฺส วินโย นี้
พระองค์ตรัสหมายเอาพระอรหัต. จริงอยู่ พระอรหัตตรัสว่า อสฺมิมานสฺส
ปฏิปสฺสทฺธิวินโย การกำจัดอัสมิมานะด้วยปฏิปัสสัทธิ. ก็ชื่อว่าความสุข
อันยิ่งไปกว่านี้ ย่อมไม่มี. เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า เอตํ เว ปรมํ สุขํ
บทนี้แล เป็นสุขอย่างยิ่ง. พระองค์ทรงยึดเอายอดแห่งเทศนาด้วยพระอรหัต
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถามุจลินทสูตรที่ ๑

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 166 (เล่ม 44)

๒. ราชสูตร
ว่าด้วยพระราชาองค์ไหนมีสมบัติมากกว่ากัน
[๕๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล เมื่อภิกษุ
มากด้วยกันกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว นั่งประชุมกันในศาลาเป็น
ที่บำรุง เกิดสนทนาขึ้นในระหว่างว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย บรรดา
พระราชาสองพระองค์นี้ คือพระเจ้าแผ่นดินมคธจอมทัพพระนามว่าพิม-
พิสารก็ดี พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ดี องค์ไหนหนอแลมีพระราชทรัพย์มาก
กว่ากัน มีโภคสมบัติมากกว่ากัน มีท้องพระคลังมากกว่ากัน มีแว่นแคว้น
มากกว่ากัน มีพาหนะมากกว่ากัน มีกำลังมากกว่ากัน หรือมีอานุภาพ
มากกว่ากัน การสนทนาในระหว่างของภิกษุเหล่านั้นค้างเพียงนี้ ครั้งนั้น
แล เวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จเข้าไปยัง
ศาลาเป็นที่บำรุง ประทับนั่งบนอาสนะที่บุคคลปูลาดไว้ ครั้นแล้วตรัส
ถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งประชุม
สนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ การสนทนาในระหว่างของเธอทั้งหลาย
ที่ยังค้างอยู่เป็นอย่างไร ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายกลับจากบิณฑบาตภาย
หลังภัตแล้ว นั่งประชุมกันในศาลาเป็นที่บำรุง เกิดสนทนากันขึ้นใน
ระหว่างว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย บรรดาพระราชาสองพระองค์นี้คือ
พระเจ้าแผ่นดินมคธจอมทัพพระนามว่าพิมพิสารก็ดี พระเจ้าปเสนทิโกศล
ก็ดี องค์ไหนหนอแลมีพระราชทรัพย์มากกว่ากัน มีโภคสมบัติมากกว่ากัน

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 167 (เล่ม 44)

มีท้องพระคลังมากกว่ากัน มีแว่นแคว้นมากกว่ากัน มีพาหนะมากกว่ากัน
มีกำลังมากกว่ากัน มีฤทธิ์มากกว่ากัน หรือมีอานุภาพมากกว่ากัน ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ การสนทนาในระหว่างของข้าพระองค์ทั้งหลายนี้แล ค้าง
อยู่เพียงนี้ ก็พอดีพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาถึง พระเจ้าข้า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลายพึงกล่าวถ้อยคำ
เห็นปานนี้นั้น ไม่สมควรแก่เธอทั้งหลายผู้เป็นกุลบุตร ออกบวชเป็น
บรรพชิตด้วยศรัทธาเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายประชุมกันแล้ว
ควรทำเหตุสองประการ คือ ธรรมมีกถา หรือดุษณีภาพอันเป็นของ
พระอริยะ.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
กามสุขในโลกและทิพยสุข ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖
[ที่จำแนกออก ๑๖ หน] แห่งสุขคือความสิ้นตัณหา.
จบราชสูตรที่ ๒
อรรถกถาราชสูตร
ราชสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมฺพหุลานํ ความว่า โดยสำนวนพระวินัยภิกษุ ๓ รูป
เรียกว่า สัมพหุลา, เลยจากนั้น เรียกว่าสงฆ์. แต่โดยสำนวนพระสูตร
๓ คนก็คงเรียกว่า ๓ คนนั่นเอง ถัดจากนั้น เรียกว่า สัมพหุลา. เพราะ-
ฉะนั้น แม้ในที่นี้ ว่าโดยสำนวนพระสูตรพึงทราบว่า สัมพหุลา. บทว่า
อุปฏฺฐานสาลายํ ได้แก่ ในมณฑปอันเป็นที่ประชุมฟังธรรม. จริงอยู่

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 168 (เล่ม 44)

ธรรมสภานั้นท่านเรียกว่า อุปัฏฐานศาลา เพราะเป็นที่ที่พวกภิกษุกระทำ
อุปัฏฐากพระตถาคตผู้เสด็จมาแสดงธรรม. อีกอย่างหนึ่ง ศาลาก็ดี มณฑป
ก็ดี ซึ่งเป็นที่ที่เหล่าภิกษุวินิจฉัยวินัยแสดงธรรม ประชุมธรรมสากัจฉา
และเป็นที่เข้าไปประชุมตามปกติโดยการประชุมกัน ท่านก็เรียกว่า อุปัฏ-
ฐานศาลา เหมือนกัน. จริงอยู่ แม้ในที่นั้น ก็เป็นอันพระองค์ทรงบัญญัติ
พระพุทธศาสนาเป็นนิตย์ทีเดียว. จริงอยู่ ข้อนี้เป็นจารีตของเหล่าภิกษุใน
สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่. บทว่า สนฺนิสินฺนานํ ได้แก่ นั่ง
ประชุมโดยการนั่ง. บทว่า สนฺนิปติตานํ ได้แก่ผู้ประชุมกัน โดยมาจาก
ที่นั้นๆ แล้วประชุม. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ประชุมโดยมุ่งเอาพระพุทธศาสนา
เป็นหลัก แล้วนั่งประชุมกันโดยเคารพ เพื่อให้เกิดความเอื้อเฟื้อ เหมือน
ประชุมอยู่เฉพาะพระพักตร์พระศาสดา คือ เพราะมีอัธยาศัยเสมอกันจึง
ประชุมตามอัธยาศัยแห่งกันและกัน และด้วยการตกลงกันด้วยดีโดย
ชอบ. ด้วยบทว่า อยํ ท่านแสดงถึงคำที่กำลังกล่าวอยู่ในขณะนี้. บทว่า
อนฺตรากถา ได้แก่ ถ้อยคำอันหนึ่ง คืออย่างหนึ่งในระหว่างกิจ มีมนสิการ-
กรรมฐาน อุเทศ และการสอบถามเป็นต้น, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
อันตรากถา เพราะเป็นไปในระหว่างแห่งสุดโตวาทที่ได้ในเวลาเที่ยงวัน
และในระหว่างการฟังธรรมที่จะพึงได้ในเวลาเย็น, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
อันตรากถา เพราะเป็นคาถาอย่างหนึ่ง คืออันหนึ่ง ที่เป็นไปในระหว่าง
แห่งสมณสมาจารนั่นเอง. บทว่า อุทปาทิ แปลว่า เกิดขึ้นแล้ว.
บทว่า อิเมสํ ทฺวินฺนํ ราชูนํ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถนิทธารณะ.
ในคำว่า มหทฺธนตโร วา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่า มีทรัพย์
มาก เพราะผู้นั้นมีทรัพย์มาก กล่าวคือสะสมรัตนะทั้ง ๗ ฝังไว้ในแผ่นดิน,

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 169 (เล่ม 44)

ชื่อว่า ผู้มีทรัพย์มากกว่า เพราะบรรดาราชาทั้งสององค์ องค์นี้มีทรัพย์
อย่างดียิ่ง. วาศัพท์เป็นวิกัปปัตถะ. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
ส่วนความแปลกกันมีดังนี้ ชื่อว่า ผู้มีโภคะมาก เพราะผู้นั้นมีโภคะมาก
คือมีเครื่องบริโภคมาก โดยมีทุนทรัพย์เครื่องใช้สอยเป็นนิจ ชื่อว่า มี
คลังมาก เพราะมีคลังมาก โดยมีรายได้เข้าทุกวัน. ส่วนอาจารย์อีกพวก
หนึ่งกล่าวว่า ทรัพย์อันเป็นวัตถุที่หวงแหนอันต่างโดยประเภทแห่งแก้วมณี
ทรัพย์อันเป็นสาระ ทรัพย์อันเกิดจากกระพี้ และทรัพย์อันเกิดจากพุ่มไม้
เป็นต้น อันนำรายได้เข้าทุกวัน ทรัพย์นั่นแหละ เขาเก็บไว้ในห้องอัน
เป็นสาระเป็นต้น ชื่อโกสะ. แก้วมณี ๒๔ อย่าง คือ วชิระ มหานีละ
อินทนิล มรกต ไพฑูรย์ ปทุมราค (ทับทิม) ปุสสราค (บุษราคัม)
กักเกตนะ ผุลากะ วิมละ โลหิตังกะ ผลึก ประพาฬ โชติรส โคมุตตกะ
โคเมทกะ โสคันธิกะ มุกดา สังข์ อัญชนมูละ ราชาวัฏฏะ อมตังสกะ
สัสสกะ และพราหมณี ชื่อว่า มณี. โลหะ ๗ ชนิด และกหาปณะ ชื่อว่า
ทรัพย์เป็นสาระ. วัตถุต่าง ๆ มีที่นอน เครื่องนุ่งห่ม และผ้าแดงเป็นต้น
ชื่อว่า เผคคุ. รุกขชาติต่าง ๆ มี ไม้จันทน์ กฤษณา หญ้าฝรั่น กลัมพัก
และการบูรเป็นต้น ชื่อว่า คุมพะ. ในบทเหล่านั้น ด้วยอาทิศัพท์อันเป็น
บทแรก ท่านสงเคราะห์วัตถุทั้งหมดอันเป็นเครื่องอุปโภค บริโภคของ
เหล่าสัตว์ ตั้งต้นแต่ชนิดธัญชาติ อันต่างด้วยบุพพัณชาติ มีข้าวสาลี
เป็นต้น และอปรัณชาติ มีถั่วเขียวและถั่วราชมาษเป็นต้น. ชื่อว่า
มหาวิชิตะ เพราะท่านมีแว่นแคว้นคือประเทศใหญ่. ชื่อว่า มหาวาหนะ
เพราะท่านมีพาหนะมาก มีช้างและม้าเป็นต้น. ชื่อว่า มหัพพละ เพราะ
ท่านมีกำลังกองทัพ และกำลังคือเรี่ยวแรงมาก. ชื่อว่า มหิทธิกะ เพราะ

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 170 (เล่ม 44)

ท่านมีฤทธิ์มากอันสำเร็จด้วยบุญกรรม กล่าวคือ ความสำเร็จตามที่
ประสงค์. ชื่อว่า มหานุภาวะ เพราะท่านมีอานุภาพมาก กล่าวคือเดช
หรือความอุตสาหะ มีมนต์ ความเป็นใหญ่ และความสามารถ. ก็บรรดา
บทเหล่านั้น ด้วยบทต้น เป็นอันพระราชาเหล่านั้นทรงประกาศอายสัมปทา
(ความสมบูรณ์ด้วยรายได้). ด้วยบทที่ ๒ ประกาศถึงความสมบูรณ์ด้วย
เครื่องอุปกรณ์อันวิจิตร. ด้วยบทที่ ๓ ประกาศถึงความสมบูรณ์ด้วยทรัพย์
สมบัติ, ด้วยบทที่ ๔ ประกาศถึงความสมบูรณ์ด้วยชนบท, ด้วยบทที่ ๕
ประกาศถึงความสมบูรณ์ด้วยยานพาหนะ, ด้วยบทที่ ๖ ประกาศถึงอัตต-
สมบัติกับบริวารสมบัติ, ด้วยบทที่ ๗ ประกาศถึงบุญสมบัติ, ด้วย
บทที่ ๘ ประกาศถึงความเป็นผู้มีอำนาจ. เพราะเหตุนั้น ปกติสัมปทา
ที่พระราชาพึงปรารถนาทั้ง ๗ อย่าง คือ สามิสมบัติ อำมาตยสมบัติ เสนา-
สมบัติ รัฐสมบัติ วิภวสมบัติ มิตรสมบัติ และทุคตสมบัติ ทั้งหมดนั้น
พึงทราบว่า ท่านแสดงไว้แล้วตามสมควร.
ชื่อว่า ราชา เพราะทำให้บริษัทยินดีด้วยสังคหวัตถุ ๔ มีทาน
เป็นต้น. ชื่อว่า มาคโธ เพราะท่านเป็นอิสระของชนชาวมคธ. ชื่อว่า
เสนิโย เพราะประกอบด้วยกองทัพใหญ่ หรือเพราะมีโคตรเนื่องมาจาก
แม่ทัพ. ทองคำท่านเรียกว่า พิมพิ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พิมพิสาร
เพราะมีสีดังทองอันเป็นสาระ. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พระ-
ราชานั้นมีชื่ออย่างนั้นแหละ. ชื่อว่า ปเสนทิ เพราะชนะปัจจามิตร คือ
กองทัพอันเป็นปรปักษ์. ชื่อว่า โกสล เพราะเป็นอธิบดีแห่งโกศลรัฐ.
ศัพท์ จรหิ ในบทว่า อยญฺจรหิ นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า วิปฺปกตา
แปลว่า ยังไม่สิ้นสุด, อธิบายว่า อันตรายกถานี้ของภิกษุเหล่านั้นยังไม่จบ.

170