บทว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ความว่า มหาเศรษฐีนั้น นาม
ว่า สุทัตตะ โดยที่บิดามารดาตั้งชื่อให้ ก็ท่านเศรษฐีนั้นให้ก้อนข้าวแก่
คนอนาถาเป็นนิตยกาล เพราะมีความสำเร็จในสิ่งที่ประสงค์ทุกประการ
เพราะปราศจากมลทินคือความตระหนี่ และเพราะพรั่งพร้อมด้วยคุณ มี
กรุณาเป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อนาถปิณฑิกะ ชื่อว่า อาราม
เพราะเป็นที่ยินดีของสัตว์ คือนักบวชโดยพิเศษ อธิบายว่า ผู้มาจากที่นั้นๆ
ย่อมยินดี เพลิดเพลินไม่เบื่อหน่ายอยู่ ด้วยความงามของดอกไม้และผลไม้
เป็นต้น และด้วยความสมบูรณ์แห่งองค์ของเสนาสนะ ๕ ประการ มีไม่
ไกลนัก ไม่ใกล้นักเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาราม เพราะนำคน
แม้ไปในที่นั้น ๆ มายินดีเฉพาะในภายในตน ด้วยสมบัติมีประการดังกล่าว
แล้ว. จริงอยู่ อารามนั้นท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีใช้เงิน ๑๘ โกฏิซื้อจาก
พระหัตถ์ของราชกุมารพระนามว่าเชต โดยการเอาเงินโกฏิปูลาด ใช้เงิน
๑๘ โกฏิ สร้างเสนาสนะ ใช้เงิน ๑๘ โกฏิ ฉลองวิหารให้สำเร็จ แล้ว
มอบถวายสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข โดยบริจาคเงิน ๕๔ โกฏิ ด้วย
ประการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อารามของท่านอนาถปิณฑิก-
คฤหบดี. ในอารามของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีนั้น.
ก็ในบรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เชตวเน เป็นคำระบุถึงเจ้าของเดิม.
คำว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม เป็นคำระบุถึงเจ้าของคนหลัง. แม้คำ
ทั้งสองก็มีความมุ่งหมายให้ถือเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ของผู้ต้องการบุญ โดย
การแสดงการบริจาคเป็นพิเศษของท่านทั้งสอง. เมื่อว่าโดยการสร้างซุ้ม
ประตูและปราสาทที่พระเชตวันนั้น เจ้าเชตทรงบริจาคเงิน ๑๘ โกฏิ ซึ่ง
ได้จากการขายที่ และต้นไม้มีค่าหลายโกฏิ และท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี