พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 91 (เล่ม 44)

บทว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ความว่า มหาเศรษฐีนั้น นาม
ว่า สุทัตตะ โดยที่บิดามารดาตั้งชื่อให้ ก็ท่านเศรษฐีนั้นให้ก้อนข้าวแก่
คนอนาถาเป็นนิตยกาล เพราะมีความสำเร็จในสิ่งที่ประสงค์ทุกประการ
เพราะปราศจากมลทินคือความตระหนี่ และเพราะพรั่งพร้อมด้วยคุณ มี
กรุณาเป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อนาถปิณฑิกะ ชื่อว่า อาราม
เพราะเป็นที่ยินดีของสัตว์ คือนักบวชโดยพิเศษ อธิบายว่า ผู้มาจากที่นั้นๆ
ย่อมยินดี เพลิดเพลินไม่เบื่อหน่ายอยู่ ด้วยความงามของดอกไม้และผลไม้
เป็นต้น และด้วยความสมบูรณ์แห่งองค์ของเสนาสนะ ๕ ประการ มีไม่
ไกลนัก ไม่ใกล้นักเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาราม เพราะนำคน
แม้ไปในที่นั้น ๆ มายินดีเฉพาะในภายในตน ด้วยสมบัติมีประการดังกล่าว
แล้ว. จริงอยู่ อารามนั้นท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีใช้เงิน ๑๘ โกฏิซื้อจาก
พระหัตถ์ของราชกุมารพระนามว่าเชต โดยการเอาเงินโกฏิปูลาด ใช้เงิน
๑๘ โกฏิ สร้างเสนาสนะ ใช้เงิน ๑๘ โกฏิ ฉลองวิหารให้สำเร็จ แล้ว
มอบถวายสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข โดยบริจาคเงิน ๕๔ โกฏิ ด้วย
ประการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อารามของท่านอนาถปิณฑิก-
คฤหบดี. ในอารามของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดีนั้น.
ก็ในบรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เชตวเน เป็นคำระบุถึงเจ้าของเดิม.
คำว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม เป็นคำระบุถึงเจ้าของคนหลัง. แม้คำ
ทั้งสองก็มีความมุ่งหมายให้ถือเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ของผู้ต้องการบุญ โดย
การแสดงการบริจาคเป็นพิเศษของท่านทั้งสอง. เมื่อว่าโดยการสร้างซุ้ม
ประตูและปราสาทที่พระเชตวันนั้น เจ้าเชตทรงบริจาคเงิน ๑๘ โกฏิ ซึ่ง
ได้จากการขายที่ และต้นไม้มีค่าหลายโกฏิ และท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 92 (เล่ม 44)

บริจาค ๕๔ โกฏิ. ดังนั้น พระอานนท์ผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก เมื่อจะ
แสดงว่า ผู้ต้องการบุญย่อมทำบุญอย่างนี้ ด้วยการระบุถึงการบริจาคของ
ท่านทั้งสองนั้น จึงชักชวนผู้ต้องการบุญแม้เหล่าอื่น ด้วยการดำเนินตาม
เยี่ยงอย่างของท่านทั้งสองนั้นแล.
ในข้อนั้น พึงมีคำถามสอดเข้ามาว่า ก่อนอื่น ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ในเมืองสาวัตถี ไม่ควรกล่าวว่า ในพระเชตวัน ถ้าประทับอยู่
ในพระเชตวัน ก็ไม่ควรกล่าวว่า ในเมืองสาวัตถี เพราะใคร ๆ ไม่สามารถ
จะอยู่ในที่ ๒ แห่ง เวลาเดียวกัน ? ตอบว่า ก็ข้อนั้นไม่ควรเห็นอย่างนั้น
เราได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า บทว่า สาวตฺถิยํ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติใช้ใน
อรรถว่าใกล้. เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์ประทับอยู่ในพระเชตวัน ใกล้เมือง
สาวัตถี ท่านจึงกล่าวว่า สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน ประทับอยู่ในพระ-
เชตวันใกล้กรุงสาวัตถี. จริงอยู่ คำว่า สาวัตถี มีอันแสดงโคจรคามของ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นอรรถ. คำที่เหลือมีอันแสดงสถานที่อยู่อัน
เหมาะสมแก่บรรพชิตเป็นอรรถแล.
คำว่า อายสฺมา ในคำมีอาทิว่า อายสฺมา จ สาริปุตฺโต เป็นคำ
แสดงถึงความรัก. จ ศัพท์ เป็นสมุจจยัตถะ. ชื่อว่า สารีบุตร เพราะเป็น
บุตรของพราหมณี ชื่อรูปสารี. คำว่า มหาโมคฺคลฺลาโน เป็นคำแสดงถึง
การบูชา.ความจริง ชื่อมหาโมคคัลลานะ เพราะพระโมคคัลลานะเป็นผู้ใหญ่
โดยคุณวิเศษ. บทว่า เรวโต ได้แก่ ท่านพระขทิรเรวตะ ไม่ใช่พระ-
กังขาเรวตะ. จริงอยู่ วันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่
เหมือนพระจันทร์ลอยเด่นท่ามกลางท้องฟ้า ประทับนั่งแสดงธรรมคือ
หมวดสัจจะ ๔ ท่ามกลางบริษัท ๔ เหมือนปราสาททองที่แวดวงด้วยม่าน

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 93 (เล่ม 44)

แดงเหมือนภูเขาทองแวดล้อมด้วยชลธารน้ำเงิน เหมือนพระยาหงส์ธตรฐ
แวดล้อมด้วยหงส์เก้าหมื่น เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิแวดล้อมด้วยจตุรง-
คินีเสนาอันรุ่งโรจน์ด้วยรัตนะ ๗. สมัยนั้น พระอัครสาวกและพระ
มหาสาวกเหล่านี้ได้เข้าไปเฝ้าเพื่อถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า.
บทว่า ภิกฺขู อามนฺเตสิ ความว่า ทรงแสดงพระสาวกเหล่านั้นผู้
กำลังมา ตรัสกะภิกษุผู้นั่งแวดล้อมพระองค์. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงเห็นท่านเหล่านั้นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีล สมาธิและปัญญาเป็นต้น ผู้
ประกอบด้วยความสงบอย่างยิ่ง ประกอบด้วยสมบัติคือมารยาทอย่างยิ่ง
กำลังเข้ามาเฝ้า ทรงมีพระทัยเลื่อมใส เพื่อจะระบุคุณวิเศษของพระสาวก
เหล่านั้น จึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้น
กำลังมา ภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา. คำนั้น พระองค์
ตรัสด้วยความเลื่อมใส จะตรัสว่าด้วยความสรรเสริญ ดังนี้ก็ถูก. บทว่า
เอวํ วุตเต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์ หมายเอา
ท่านเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อญฺญตโร ได้แก่ ภิกษุรูปหนึ่ง
ผู้ไม่ปรากฏโดยชื่อและโคตร นั่งอยู่ในบริษัทนั้น. บทว่า พฺราหฺมณชาติโก
แปลว่า ผู้เกิดในตระกูลพราหมณ์. จริงอยู่ ภิกษุนั้นบวชจากตระกูล
พราหมณ์มหาศาลผู้มีโภคะมาก. ได้ยินว่า ภิกษุนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
ชาวโลกเหล่านี้กล่าวกันว่า บุคคลเป็นพราหมณ์โดยอุภโตสุชาติ และ
สำเร็จการศึกษามาจากลัทธิพราหมณ์ ไม่ใช่เป็นพราหมณ์โดยประการอื่น
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านเหล่านั้นว่าพราหมณ์ เอาเถอะ เราจะ
ทูลถามถึงลักษณะความเป็นพราหมณ์กะพระผู้มีพระภาคเจ้า. จริงอยู่ ใน

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 94 (เล่ม 44)

คราวนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถึงพระเถระเหล่านั้นว่าพราหมณ์
หมายเอาความนั้นแหละ จริงอยู่ รูปวิเคราะห์แห่งชาติพราหมณ์ว่า ชื่อว่า
พราหมณ์ เพราะสาธยายมนต์. ส่วนพระอริยะชื่อว่าพราหมณ์ เพราะเป็น
ผู้ลอยบาป. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า เรียกว่าพราหมณ์ เพราะเป็น
ผู้ลอยบาป เรียกว่าสมณะ เพราะเป็นผู้ประพฤติสงบ แต่ท่านจะกล่าวว่า
ลอยปาปธรรม.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ได้แก่ ทราบเนื้อความแห่งพราหมณ-
ศัพท์นี้ อันถึงความเป็นยอดโดยปรมัตถ์. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า
ทรงเปล่งอุทานนี้อันแสดงความเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาหิตฺวา ได้แก่ ทำไว้ภายนอก คือ
นำออกจากสันดานของตน อธิบายว่า ละด้วยสมุจเฉทปหาน. บทว่า
ปาปเก ธมฺเม แปลว่า ธรรมอันลามก. อธิบายว่า ว่าโดยทุจริต ได้แก่
ทุจริต ๓. ว่าโดยจิตตุปบาท ได้แก่อกุศลจิตตุปบาท ๑๒, ว่าโดยกรรมบถ
ได้แก่อกุศลกรรมบถ ๑๐. ว่าโดยประเภทแห่งประวัติ ได้แก่อกุศลธรรม
ทั้งหมดแยกเป็นหลายประเภท. บทว่า เย จรนฺติ สทา สตา ความว่า
ชนเหล่าใด มีสติ คือเป็นผู้มีสติ ด้วยธรรมเครื่องอยู่คือสติ ๖ ในอารมณ์
๖ มีรูปเป็นต้นตลอดกาลทั้งปวง เพราะเป็นผู้ถึงความไพบูลย์ด้วยสติ ย่อม
เที่ยวไปด้วยอิริยาบถทั้ง ๔. ก็ในที่นี้ แม้สัมปชัญญะพึงทราบว่า ท่านก็ถือ
เอาด้วยสติศัพท์นั่นแหละ. บทว่า ขีณสํโยชนา ได้แก่ ชื่อว่าสิ้นสังโยชน์
ทั้งปวง เพราะตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้เด็ดขาด ด้วยมรรคทั้ง ๔. บทว่า พุทฺธา
คือ ชื่อว่าพุทธะ เพราะตรัสรู้สัจจะ ๔. ก็แหละพุทธะเหล่านั้น มี ๓ ประเภท
คือ สาวกพุทธะ ปัจเจกพุทธะ และสัมมาสัมพุทธะ. ก็บรรดาพุทธะ ๓ นั้น

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 95 (เล่ม 44)

ในที่นี้ประสงค์เอาสาวกพุทธะ. บทว่า เต เว โลกสมึ พฺราหฺมณา ความว่า
พุทธะเหล่านั้นเกิดโดยอริยชาติในธรรมกล่าวคือพราหมณ์ เพราะอรรถว่า
เป็นผู้ประเสริฐ หรือเป็นบุตรคือโอรสของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็น
พราหมณ์ เพราะฉะนั้น เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ก็ชื่อว่าพราหมณ์ในสัตว์โลก
นี้. อธิบายว่า ไม่ใช่เป็นพราหมณ์โดยเหตุเพียงชาติและโคตร หรือไม่ใช่
เป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงทรงชฎาเป็นต้น . ในสูตรทั้งสองนี้ ธรรมอัน
ทำความเป็นพราหมณ์ พระองค์ตรัสให้ถึงพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้
แต่พึงทราบความต่างกันแห่งเทศนา โดยการตรัสต่าง ๆ กัน ด้วยเทศนา-
วิลาส เพราะเหล่าสัตว์มีอัธยาศัยต่างกัน.
จบอรรถกถาเถรสูตรที่ ๕
๖. มหากัสสปสูตร
ว่าด้วยพระมหากัสสปะไม่รับบิณฑบาตเทวดารับของคนขัดสน
[๔๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลัน-
ทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะอยู่
ที่ถ้ำปิปผลิคูหา อาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก สมัยต่อมา ท่านพระ-
มหากัสสปะหายจากอาพาธนั้นแล้วได้คิดว่า ไฉนเราพึงเข้าไปสู่พระนคร-
ราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต ก็สมัยนั้น เทวดาประมาณ ๕๐๐ ถึงความขวนขวาย
เพื่อจะให้ท่านพระมหากัสสปะได้บิณฑบาต ท่านพระมหากัสสปะห้าม
เทวดาประมาณ ๕๐๐ เหล่านั้นแล้ว เวลาเช้า นุ่งแล้ว ถือเอาบาตรและ
จีวรเข้าไปสู่พระนครราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตตามทางที่อยู่แห่งมนุษย์ขัดสน

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 96 (เล่ม 44)

ที่อยู่แห่งมนุษย์กำพร้า ที่อยู่แห่งช่างหูก พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอด-
พระเนตรเห็นท่านพระมหากัสสปะกำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์
ตามทางที่อยู่แห่งมนุษย์ขัดสน ที่อยู่แห่งมนุษย์กำพร้า ที่อยู่แห่งช่างหูก.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
เรากล่าวบุคคลมิใช่ผู้เลี้ยงคนอื่น ผู้รู้ยิ่ง ผู้ฝึกตน
แล้ว ดำรงอยู่แล้วในสารธรรม ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว
ผู้มีโทษอันคายแล้วว่า เป็นพราหมณ์.
จบมหากัสสปสูตรที่ ๖
อรรถกถามหากัสสปสูตร
มหากัสสปสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ราชคเห ได้แก่ ใกล้นครอันมีชื่ออย่างนี้. จริงอยู่ นคร
นั้นเรียกว่าราชคฤห์ เพราะเจ้ามหามันธาตุ และพระเจ้ามหาโควินท์
เป็นต้นปกครอง บางอาจารย์พรรณนาในข้อนี้โดยประการอื่นมีอาทิว่า
ชื่อว่าราชคฤห์ เพราะเป็นเรือนของพระราชาผู้เป็นข้าศึก ที่ใครๆ ครอบงำ
ได้ยาก. ท่านอาจารย์เหล่านั้น จะมีประโยชน์อะไร. คำว่า ราชคฤห์นั้น
เป็นชื่อของนครนั้น. ก็นครราชคฤห์นี้นั้น เป็นเมืองอยู่ในสมัยพุทธกาล
และสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ ในกาลอื่น เป็นเมืองร้าง พวกยักษ์ยึดครอง
กลายเป็นที่อยู่ของพวกยักษ์เหล่านั้น. คำว่า เวฬุวนํ ในคำว่า เวฬุวเน
กลนฺทกนิวาเป เป็นชื่อของวิหารนั้น. ได้ยินว่า พระเวฬุวัน นั้นล้อม

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 97 (เล่ม 44)

ด้วยกำแพงสูง ๑๘ ศอก ประดับด้วยคันธกุฎีใหญ่สมควรเป็นที่ประทับอยู่
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า และด้วยสิ่งอื่นมีปราสาท กุฎี ที่เร้น มณฑป ที่
จงกรม และซุ้มประตูเป็นต้น ภายนอกแวดล้อมด้วยไม้ไผ่ มีสีเขียว น่า
รื่นรมย์ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า เวฬุวัน. และเรียกว่ากลันทกนิวาปะ
เพราะเป็นที่ให้เหยื่อแก่พวกกระแต. ได้ยินว่า สมัยก่อน พระราชาองค์
หนึ่งเสด็จประพาสพระราชอุทยานนั้น ทรงเมาน้ำจัณฑ์. จึงบรรทมกลาง-
วัน ฝ่ายบริวารของพระราชานั้น คิดว่า พระราชาบรรทมหลับแล้ว ถูก
ประเล้าประโลมด้วยดอกไม้และผลไม้ จึงหลีกไปคนละทิศละทาง. ครั้ง
นั้น งูเห่าเลื้อยออกจากโพรงไม้ต้นหนึ่ง ด้วยกลิ่นเลื้อยมาตรงพระราชา.
รุกขเทวดาเห็นดังนั้นจึงคิดว่า เราจะช่วยชีวิตพระราชา จึงแปลงเพศเป็น
กระแต ไปร้องขึ้นที่ใกล้พระกรรณ. พระราชาทรงตื่นบรรทม งูเห่าก็
เลื้อยกลับไป. พระราชาทรงเห็นดังนั้นจึงทรงพระดำริว่า กระแตนี้ให้ชีวิต
เรา จึงทรงเริ่มตั้งเหยื่อแก่พวกกระแตในที่นั้น และทรงให้ป่าวประกาศ
ประทานอภัย เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นั้นมา ที่นั้นจึงนับว่า กลันทกนิวาปะ
ก็คำว่า กลันทกะ เป็นชื่อของพวกกระแต. ในพระเวฬุวัน กลันทก-
นิวาปะ นั้น .
บทว่า มหากสฺสโป ความว่า ชื่อว่ามหากัสสปะ เพราะเป็นพระ-
กัสสปะผู้ใหญ่ เหตุประกอบด้วยคุณอันใหญ่มีศีลขันธ์เป็นต้น. อีกอย่าง
หนึ่ง พระมหาเถระองค์นี้เรียกว่า มหากัสสปะ เพราะเทียบกับพระกุมาร-
กัสสปเถระ. บทว่า ปิปฺผลิคุหายํ ความว่า ได้ยินว่า ที่ใกล้ประตูถ้ำนั้น
ได้มีต้นดีปลีต้นหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้ำนั้นจึงปรากฏว่า ปิปผลิคูหา. ที่ถ้ำ
ปิปผลิคูหานั้น. บทว่า อาพาธิโก ความว่า ชื่อว่าอาพาธิกะ เพราะมี

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 98 (เล่ม 44)

อาพาธ อธิบายว่า มีการป่วยไข้. บทว่า ทุกฺขิโต ความว่า ชื่อว่ามีทุกข์
เพราะเกิดทุกข์ที่อิงอาศัยกาย อธิบายว่า ประสบทุกข์. บทว่า พาฬฺห-
คิลาโน ได้แก่ ผู้มีความเป็นไข้หนัก. แต่พระมหากัสสปะมีสติสัมปชัญญะ
อดกลั้นความไข้นั้นได้. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเหตุนั้นของ
ท่าน จึงได้เสด็จไปในที่นั้น ตรัสโพชฌงคปริตร. ด้วยโพชฌงคปริตร
นั้นนั่นเอง พระเถระจึงหายขาดจากอาพาธนั้น. สมจริงดังที่ตรัสไว้ใน
โพชฌงคสังยุตว่า
ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะอาพาธ เป็นทุกข์ มี
ไข้หนัก อยู่ที่ถ้ำปิปผลิคูหา. ครั้นในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาค-
เจ้าเสด็จออกจากที่เร้น เสด็จเข้าไปหาพระมหากัสสปะถึงที่อยู่
ครั้นแล้วได้ประทับบนอาสนะที่ตบแต่งไว้ ครั้นประทับนั่งแล้ว
ฯลฯ ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า กัสสปะ เธอพอทนได้หรือ พอ.
ยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนาสร่างลงไม่กำเริบหรือ
ที่สุดของความสร่างทุกขเวทนาปรากฏ ความกำเริบไม่ปรากฏหรือ.
พระมหากสัสปะทูลว่า ข้าพระองค์ทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็น
ไปไม่ได้ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มีทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า ยัง
กำเริบ ไม่สร่างลง พระเจ้าข้า ความสิ้นสุดแห่งความกำเริบยัง
ปรากฏ ความสร่างลงไม่ปรากฏ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่ากัสสปะ โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ เรากล่าวชอบแล้ว อบรม
แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อ
นิพพาน โพชฌงค์ ๗ อะไรบ้าง ? ดูก่อนกัสสปะ คือ สติสัม-
โพชฌงค์ อันเรากล่าวชอบแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 99 (เล่ม 44)

เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฯลฯ ดูก่อน
กัสสปะ อุเบกขาสัมโพชฌงค์แล เรากล่าวชอบแล้ว อบรมแล้ว
ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อ
นิพพาน. ดูก่อนกัสสปะ โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แล เรากล่าว
ชอบแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน, พระมหากัสสปะทูลว่า ข้าแต่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า โพชฌงค์ดีแท้ ข้าแต่พระสุคต โพชฌงค์ดีแท้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ไว้ ท่านพระมหากัสสปะดีใจ
เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า. และท่านพระมหา-
กัสสปะก็ได้หายจากอาพาธนั้นแล้ว และอาพาธนั้นก็เป็นอันชื่อว่า
พระมหากัสสปะละได้แล้วอย่างนั้น.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข อายสฺมา มหากสฺสโป
อปเรน สมเยน ตมฺหา อาพาธา วุฏฺฐาสิ ครั้นสมัยต่อมา ท่านพระ-
มหากัสสปะก็หายจากอาพาธนั้น.
บทว่า เอตทโหสิ ความว่า ท่านพระมหากัสสปะฉันบิณฑบาตที่
สัทธิวิหาริกนำเข้าไปถวายในวันเป็นไข้ในกาลก่อน ก็ได้อยู่ในวิหารนั้น
แหละ ครั้นท่านหายจากอาพาธนั้นแล้ว ได้มีความปริวิตกนี้ว่า ไฉนหนอ
เราพึงเที่ยวไปบิณฑบาตยังเมืองราชคฤห์. บทว่า ปญฺจมตฺตานิ เทวตา
สตานิ ได้แก่ นางอัปสรผู้มีเท้าดังสีเท้านกพิราบประมาณ ๕๐๐ ผู้บำเรอ-
ท้าวสักกเทวราช. บทว่า อุสฺสุกฺกํ อาปนฺนานิ โหนฺติ ความว่า นางอัปสร
เหล่านั้นคิดจะถวายบิณฑบาตแก่พระเถระ จึงตระเตรียมบิณฑบาต ๕๐๐
ที่ ใส่ภาชนะทองเอาไปยืนอยู่ระหว่างทาง พลางกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ขอ

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 100 (เล่ม 44)

ท่านจงรับบิณฑบาตนี้ จงสงเคราะห์พวกดิฉัน ต่างก็ขวนขวายในการ
ถวายบิณฑบาต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อายสฺมโต มหากัสสปสฺส
ปิณฺฑปาตปฏิลาภาย เพื่อให้ท่านพระมหากัสสปะได้รับบิณฑบาต.
ได้ยินว่า ท้าวสักกเทวราชทราบความเป็นไปแห่งจิตของพระเถระ
จึงส่งนางอัปสรเหล่านั้นไปด้วยพระดำรัสว่า พวกเธอจงไปถวายบิณฑบาต
แก่พระผู้เป็นเจ้ามหากัสสปเถระ กระทำให้เป็นที่พึ่งของตน. ความจริง
ท้าวสักกเทวราชนั้นได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า บรรดานางอัปสรทั้งหมดนี้
ที่ไปถึง บางคราว พระเถระพึงรับบิณฑบาตจากมือของนางอัปสรแม้สัก
คน ข้อนั้นจักเป็นประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่นางตลอดกาลนาน
พระเถระห้ามนางอัปสรผู้กำลังพูดว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงรับบิณฑบาต
ของดิฉัน ขอท่านจงรับบิณฑบาตของดิฉัน แล้วกล่าวว่า พวกเธอได้ทำ
บุญไว้แล้ว มีโภคะมาก จงหลีกไป เราจะสงเคราะห์แกคนเข็ญใจ แล้ว
จึงห้ามอีกครั้งกะนางอัปสรผู้พูดอยู่ว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงอย่าทำพวก
ดิฉันให้พินาศเลย จงสงเคราะห์พวกดิฉันเถิด จึงคิดนิ้วมือกล่าวซ้ำกะ
พวกอัปสรผู้ไม่ปรารถนาจะหลีกไป ซึ่งยังอ้อนวอนอยู่ว่า พวกเธอไม่รู้
ประมาณตน จงหลีกไปเถิด. นางอัปสรเหล่านั้นได้ยินเสียงคิดนิ้วมือของ
พระเถระ เมื่อไม่อาจดำรงอยู่ได้ จึงหนีไปยังเทวโลกตามเดิม. เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปญฺจมตฺตานิ เทวตาสตานิ ปฏิกฺขิปิตฺวา ห้าม
เทวดาประมาณ ๕๐๐.
บทว่า ปุพฺพณฺหสมยํ ได้แก่ สมัยหนึ่ง คือเวลาหนึ่ง ตอนเช้า.
บทว่า นิวาเสตฺวา ความว่า นุ่งห่มอย่างมั่นคง โดยการเปลี่ยนเครื่อง

100