พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 31 (เล่ม 44)

มีปฏิลาภะ. (การได้เฉพาะ) เป็นอรรถ ในประโยคมีอาทิว่า
นักปราชญ์ท่านเรียกว่าบัณฑิต เพราะได้ประ-
โยชน์ทั้ง ๒ ข้อ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ๑ ประโยชน์
ในภพหน้า ๑.
จริงอยู่ บทว่า อตฺถาภิสมยา ความว่า เพราะได้ประโยชน์ทั้ง-
สองนั้น. มีปหานะ (การละ) เป็นอรรถ ในประโยคมีอาทิว่า ท่านทำที่-
สุดทุกข์ได้แล้ว เพราะละมานะโดยชอบ. อภิสมัยชื่อว่าปหานะ ในคำว่า
อธิกรณะ (การทำให้ยิ่ง) สมยะ (การละ) วูปสมะ (การเข้าไปสงบ)
อปคมะ (การไปปราศ).
มี ปฏิเวธะ (การแทงตลอด) เป็นอรรถ ในประโยคมีอาทิว่า ทุกข์
มีอรรถว่าบีบคั้น มีอรรถว่าถูกปัจจัยปรุงแต่ง มีอรรถว่าทำให้เร่าร้อน
มีอรรถว่าแปรปรวน มีอรรถว่าแทงตลอด. จริงอยู่ การแทงตลอดชื่อว่า
อภิสมยะ เพราะจำต้องแทงตลอด. อรรถ คือ อภิสมยะ. ชื่อว่าอภิสมยัฏฐะ
เพราะเหตุนั้น ทุกข์มีการบีบคั้นเป็นต้น ท่านกล่าวรวมเป็นอันเดียวกัน
เพราะจำต้องรู้แจ้งแทงตลอด. อีกอย่างหนึ่ง อรรถอันเป็นอารมณ์แห่ง
อภิสมยะ คือ การแทงตลอด ชื่อว่าอภิสมยัฏฐะ อรรถคือการแทงตลอด
เพราะเหตุนั้น การบีบคั้นเป็นต้นนั้นนั่นแหละ. ท่านจึงกล่าวไว้อย่างนั้น
โดยความเป็นอันเดียวกัน. ในอรรถเหล่านั้น ทุกขสัจเบียดเบียนคนผู้
พรั่งพร้อมด้วยทุกขสัจนั้น คือ กระทำให้เจริญไม่ได้ ชื่อว่าเบียดเบียน.
ความแผดเผา คือ ความเร่าร้อนด้วยอำนาจทุกข์ และความเป็นทุกข์เป็นต้น
ชื่อว่าความเร่าร้อน.
ก็ในข้อนี้ สมัย ชื่อว่า สมวายะ เพราะความสำเร็จ เพราะมีเหตุที่มี

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 32 (เล่ม 44)

การกระทำร่วมกัน ย่อพร้อมกัน คือพร้อมเพรียงกัน. สมัย ชื่อว่าขณะ.
เพราะเป็นที่พร้อมกันคือมาพร้อมกันแห่งมรรคพรหมจรรย์ โดยบุคคลผู้
ทรงไว้ซึ่งมรรคพรหมจรรย์นั้น. สมัย ชื่อว่ากาล เพราะเป็นที่ไปพร้อมกัน
หรือเป็นเหตุไปร่วมกันแห่งสัตว์หรือแห่งสภาวธรรม โดยขณะมีอุปาทขณะ
เป็นต้น หรือโดยสัมปยุตธรรมมีสหชาตธรรมเป็นต้น. จริงอยู่ เมื่อว่าโดย
อรรถ กาลแม้จะไม่มีจริงโดยภาวะสักว่าเป็นไปตามธรรม ท่านเรียกโดย
ความสมควรอันสำเร็จมาเพียงความดำริแห่งความเป็นไปของธรรม เหมือน
อธิกรณะ (เป็นที่) และกรณสาธนะ (เป็นเหตุ) แล. สมัย ชื่อว่า สมุหะ
เพราะไป คือเป็นไป ความตั้งอยู่แห่งอวัยวะทั้งหลายเสมอกันหรือพร้อมกัน
เหมือนการประชุมแล. จริงอยู่ การตั้งลงพร้อมกันแห่งอวัยวะนั้นแหละ
ชื่อ สมุหะ (การประชุม) สมัย ชื่อว่า เหตุ เพราะเป็นแดนไป คือเกิด
ขึ้นเป็นไปแห่งผล ในเมื่อมีการประชุมแห่งปัจจัยทั้งหมด เหมือนสมุทัย
แดนเกิดขึ้นแล. สมัย ชื่อว่า ทิฏฐิ เพราะไปพร้อมกัน คือเกี่ยวพันกัน
ไปโดยภาวะเป็นสังโยชน์ เป็นไปในอารมณ์ของตน. อีกอย่างหนึ่ง เพราะ
เป็นเครื่องประกอบโดยภาวะยึดมั่นไป คือเป็นไปตามที่ยึดมั่นของสัตว์
ทั้งหลาย. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายถูกทิฏฐิสังโยชน์ผูกมัดไว้อย่างเหนียวแน่น
แล. สมัย ชื่อว่า ปฏิลาภะ เพราะการประชุม การประจวบ การรวมลง.
สมัย ชื่อว่า ปหานะ เพราะหายไป สาบสูญไป ปราศจากไป. อนึ่ง
สมัย ชื่อว่า อภิสมยะ เพราะเป็นสมัยยิ่งโดยละได้เด็ดขาด เหมืนอภิธรรม
แล. ชื่อว่า อภิสมยะ เพราะพึงถึง คือพึงบรรลุโดยญาณเฉพาะหน้า ได้แก่
หยั่งรู้ ถึงสภาวะแห่งธรรมที่ไม่แปรผัน. ชื่อว่า อภิสมยะ เพราะไป คือ
บรรลุ ตรัสรู้ โดยภาวะเฉพาะหน้า คือโดยชอบ ได้แก่ความหยั่งรู้สภาวะ

32
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 33 (เล่ม 44)

ตามเป็นจริงแห่งธรรม. พึงทราบความเป็นไปแห่ง สมยศัพท์ ใน
อรรถนั้น ๆ ด้วยอาการอย่างนี้.
พึงทราบเหตุในการขยายอรรถแห่ง สมยศัพท์ เพิ่ม อภิสมยศัพท์.
เข้า โดยนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล. แต่ในที่นี้ สมยศัพท์ ชื่อว่ามีกาลเป็น
อรรถ เพราะอรรถทั้ง ๙ มีสมวายะเป็นต้นไม่มี. พึงทราบสมยศัพท์นั้น
ว่าเป็นกาล ในภาวะแห่งคำเริ่มต้นของเทศนา เหมือนสถานที่ผู้แสดง
และบริษัทแล. ก็เพราะเหตุที่ท่านประสงค์เอากาลว่าสมัยในที่นี้ ฉะนั้น
พระเถระจึงแสดงว่า สมัยหนึ่ง บรรดาสมัยอันเป็นประเภทแห่งกาลเช่น
ปี ฤดู เดือน ครึ่งเดือน กลางคืน กลางวัน เวลาเช้า เที่ยง เย็น
ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม และครู่หนึ่งเป็นต้น .
หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า เพราะเหตุไร ในที่นี้ ท่านจึงแสดงไข
ถึงกาลโดยไม่กำหนดแน่นอนทีเดียวนั่นแล แล้วกำหนดแสดงไขโดยฤดู
และปีเป็นต้นก็หามิได้. เฉลยว่า บรรดาสมัยมีปีเป็นต้น เหล่านั้น สูตร
ใด ๆ ที่ท่านกล่าวไว้ใน ปี ฤดู เดือน ปักษ์ ส่วนราตรีหรือส่วนวัน ใด ๆ
ทั้งหมดนั้น พระเถระรู้แจ้งแล้ว คือใช้ปัญญากำหนดด้วยดีแล้ว ก็เพราะ
เหตุที่ท่านกล่าวแล้วอย่างนี้ว่า เราได้ฟังแล้วอย่างนี้ในปีโน้น ฤดูโน้น
ปักษ์โน้น ส่วนราตรีหรือส่วนวันโน้น ใคร ๆ ไม่อาจทรงจำ แสดงเอง
หรือให้ผู้อื่นแสดงได้โดยง่ายทั้งจะต้องกล่าวมากไป ฉะนั้น ท่านจึงประชุม
อรรถนั้นด้วยบทเดียวเท่านั้น แล้วกล่าวว่า เอกํ สมยํ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พระเถระแสดงว่า สมัยหนึ่ง กล่าวคือสมัยแสดง
ธรรม บรรดาสมัยเหล่านี้ ที่มีประเภทของกาลมากมายทีเดียว อันเป็นการ

33
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 34 (เล่ม 44)

ประกาศอย่างยิ่งในหมู่เทวดาและมนุษย์สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอาทิ
อย่างนี้ว่า
สมัยเสด็จลงสู่พระครรภ์ สมัยประสูติ สมัยสลดพระทัย สมัย
เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ สมัยทำทุกรกริยา สมัยชำนะมาร สมัย
ตรัสรู้อภิสัมโพธิญาณ สมัยประทับอยู่สำราญในปัจจุบัน สมัยแสดง
ธรรม และสมัยปรินิพพาน.
อีกอย่างหนึ่ง พระเถระกล่าวว่า สมัยหนึ่ง หมายเอาสมัยอย่างใด
อย่างหนึ่ง บรรดาสมัยเหล่านี้ คือในสมัยพำเพ็ญกิจแห่งพระปัญญาคุณ
และพระกรุณาคุณ สมัยบำเพ็ญกิจแห่งพระกรุณาคุณ ในสมัยบำเพ็ญ
ประโยชน์ส่วนพระองค์และประโยชน์ผู้อื่น สมัยบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น
ในสมัยพระกรณียกิจทั้งสองสำหรับผู้ประชุมกัน สมัยแสดงธรรมกถา ใน
สมัยแสดงธรรมและปฏิบัติธรรม สมัยแสดงธรรม.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในสุตตันตปิฎกนี้ ท่านกระทำนิเทศด้วย
ทุติยาวิภัตติ ในอรรถแห่งอัจจันตสังโยคว่า เอกํ สมยํ ไม่กระทำเหมือน
อย่างที่ท่านกระทำนิเทศด้วยสัตตมีวิภัติ ในอภิธรรมว่า ยสฺมึ สมเย กา-
มาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ดังนี้ และในสุตตบทอื่นจากอภิธรรม
นี้ว่า ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ
ธมฺเมหิ ดังนี้ และในพระวินัย ท่านกระทำนิเทศด้วยตติยาวิภัตติว่า เตน
สมเยน พุทฺโธ ภควา ดังนี้ ? ตอบว่า เพราะในพระอภิธรรมและ
พระวินัยนั้นมีอรรถเป็นอย่างนั้น แต่ในพระสูตรนี้มีอรรถเป็นอย่างอื่น.
จริงอยู่ ในปิฎกทั้ง ๓ นั้น อรรถแห่งอธิกรณสาธนะกล่าวคืออาธาระและ
วิสยะในอภิธรรมปิฎก และในสุตตันตปิฎก นอกจากอภิธรรมปิฎกนี้

34
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 35 (เล่ม 44)

และอรรถแห่งลักษณะแห่งภาวะด้วยภาวะ กล่าวคือลักษณะแห่งกิริยาอื่น
ด้วยกิริยาย่อมมี. จริงอยู่ สมัยที่มีกาลเป็นอรรถ และมีสมุหะเป็นอรรถ
จัดเป็นอธิกรณะ. อนึ่ง กาลแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้นตามที่กล่าวแล้วใน
อรรถทั้งสองนั้น แม้ไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์เพราะเป็นเพียงความเป็นไปของ
สภาวธรรม ก็ปรากฏโดยภาวะแห่งอาธาระ. เพราะธรรมที่เป็นไปในขณะ
นั้นไม่มีในกาลก่อนและอื่นจากนั้น เหมือนประโยคมีอาทิว่า ปุพฺพณฺเห
ชาโต (เกิดเวลาเช้า) สายณฺเห ชาโต (เกิดเวลาเย็น) อรรถว่า สมุหะ
พ้นจากส่วนประกอบแม้ไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ก็ย่อมปรากฏโดยภาวะแห่ง
อาธาระของส่วนประกอบทั้งหลาย โดยรูปสำเร็จเพียงความดำริ เหมือน
ในประโยคมีอาทิว่า กิ่งที่ต้นไม้ ข้าวเหนียวตั้งขึ้นที่กองข้าวเหนียว. กุศล-
จิตฝ่ายกามาวจร ย่อมเกิดในกาลใดและกลุ่มธรรมใด แม้สัมปยุตธรรม
มีผัสสะเป็นต้น ย่อมมีในกาลนั้นและกลุ่มธรรมนั้นนั่นแหละ. ในข้อนั้น
มีอธิบายเพียงเท่านี้ . อนึ่ง ภาวธรรมมีผัสสะเป็นต้น ที่กล่าวไว้ใน
อภิธรรมนั้น ท่านกำหนดด้วยภาวะแห่งสมยศัพท์ กล่าวคือ ขณะ
สมวายะ และเหตุ. เหมือนอย่างว่า ท่านกำหนดกิริยาไปด้วยการกระ
ทำการรีดน้ำนมโค ในคำว่า เมื่อแม่โคถูกรีดน้ำนมแล้ว นายโคบาลก็ไป
เมื่อแม่โคมีน้ำนม นายโคบาลก็มานี้ฉันใด แม้ในพระอภิธรรมนี้ก็ฉันนั้น
เมื่อกล่าวว่า ยสฺมึ สมเย เป็นอัน เข้าใจเนื้อความดังนี้ว่า สำหรับปรมัตถ์
จะเว้นสัตว์ก็ไม่ได้ จะไม่มีสัตว์ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น สมยศัพท์
ท่านกำหนดกิริยาคืออุปาทขณะแห่งจิต และกิริยาคือการเสวยสภาวธรรม
มีผัสสะเป็นต้น โดยมิใช่กิริยาแห่งสัตว์. อนึ่ง เมื่อสมัยใด เมื่อขณะที่ ๙
ใด เมื่อเหตุมีโยนิโสมนสิการเป็นต้นใด หรือเมื่อความพรั่งพร้อมแห่ง

35
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 36 (เล่ม 44)

ปัจจัยใด มีอยู่ กามาวจรกุศลจิตย่อมเกิดขึ้น แม้สภาวธรรมมีผัสสะ
เป็นต้น ก็มีในสมัยนั้นในขณะนั้นในเหตุนั้น และในความพรั่งพร้อม
แห่งปัจจัยนั้นแล เพราะฉะนั้น จึงทำนิเทศด้วยสัตตมีวิภัตติ เพื่อส่อง
อรรถนั้น.
ส่วนในพระวินัย สมยศัพท์มีเหตุเป็นอรรถ เหมือนในประโยค
มีอาทิว่า บุคคลย่อมอยู่เพราะเหตุแห่งข้าว เพราะเหตุแห่งการเชื้อเชิญ และ
มีกรณะเป็นอรรถ เหมือนในประโยคมีอาทิว่า บุคคลย่อมตัดด้วยขวาน
ย่อมขุดด้วยจอบ. จริงอยู่ สมัยในการบัญญัติสิกขาบทอันใด แม้พระ-
ธรรมเสนาบดีเป็นต้น ก็เข้าใจได้ยาก ด้วยสมัยนั้น อันเป็นกรณะและ
เป็นเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบการล่วงละเมิด จึงให้ประชุมภิกษุ
สงฆ์ สอบถามและติเตียนบุคคลผู้เป็นต้นเหตุ เมื่อจะทรงบัญญัติสิกขาบท
โดยไม่ล่วงเลยเวลา กล่าวคือ สมัยที่ก่อเรื่องนั้น ๆ และไม่เพ่งถึงเหตุ
แห่งการบัญญัติสิกขาบท เหมือนบัญญัติตติยปาราชิกเป็นต้น แล้วประทับ
อยู่ในที่นั้น ๆ เพราะฉะนั้น จึงทำนิเทศด้วยตติยาวิภัตติไว้ในพระวินัย
เพื่อส่องอรรถนั้น . แต่สมยศัพท์ที่มีอัจจันตสังโยคเป็นอรรถย่อมมีใน
ที่นี้ และในที่อื่นซึ่งมีกำเนิดอย่างนี้. จริงอยู่ ในสมัยใด อุทานนี้เกิดพร้อม
ด้วยเหตุอันเป็นสมุฏฐาน พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ด้วยการพิจารณา
ธรรมอันมีอริยวิหารธรรมเป็นประธาน ตลอดสมัยนั้นโดยส่วนเดียว
เพราะฉะนั้น จึงกระทำนิเทศด้วยทุติยาวิภัตติ ในพระสูตรนี้ เพื่อส่องอรรถ
แห่งอุปโยคะ เหมือนในประโยคมีอาทิว่า มาสํ อชฺเณติ (ย่อมสาธยาย
ตลอดเดือน).
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้ว่า

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 37 (เล่ม 44)

ตํ ตํ อตฺถมเวกฺขิตฺวา ภุมฺเมน กรเณน จ
อญฺญตฺถ สมโย วุตฺโต อุปโยเคน โส อิธ.
ท่านพระอานนท์พิจารณาถึงอรรถนั้น ๆ แล้วกล่าว
สมยศัพท์ไว้ในสุตตันตปิฎก และอภิธรรมปิฎก ด้วย
สัตตมีวิภัตติและตติยาวิภัตติ สมยศัพท์นั้น ท่าน-
พระอุบาลีกล่าวไว้ในวินัยปิฎกนี้ ด้วยทุติยาวิภัตติ.
ส่วนพระโปราณาจารย์ทั้งหลายพรรณนาไว้ว่า นิเทศนั่นเป็นความ
ต่างกันเพียงโวหารว่า ยสฺมึ สมเย, ว่า เตน สมเยน, หรือว่า เอกํ สมยํ
มีอรรถเป็นสัตตมีวิภัตติทุก ๆ บท. เพราะฉะนั้น แม้เมื่อท่านกล่าว เอกํ
สมยํ ก็พึงทราบความว่า เอกสฺมึ สมเย ดังนี้.
บทว่า ภควา เป็นคำบ่งถึงครู. จริงอยู่ ชาวโลกเรียกครูว่า ภควา.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านี้เป็นครูของสรรพสัตว์ เพราะเป็นผู้วิเศษโดยคุณ
ทั้งปวง เพราะฉะนั้น พระองค์ บัณฑิตจงเฉลิมพระนามว่า ภควา
แม้พระโปราณาจารย์ทั้งหลายก็กล่าวไว้ว่า
ภควาติ รจนํ เสฏฺฐํ ภควาติ วจนมุตฺตมํ
ครุคารวยุตฺโต โส ภควา เตน วุจฺจติ.
คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐสุด คำว่า ภควา
เป็นคำสูงสุด พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้ควรแก่ความ
เคารพโดยฐานครู เพราะฉะนั้น พระองค์ บัณฑิต
จึงเฉลิมพระนามว่า ภควา ดังนี้.
ในคำเหล่านั้น คำกล่าวว่า ประเสริฐสุด ท่านกล่าวว่า เสฏฐะ
เพราะเพียบพร้อมด้วยพระคุณอันประเสริฐ. อีกอย่างหนึ่ง อรรถชื่อว่า

37
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 38 (เล่ม 44)

วจนะ เพราะอันเขากล่าว บทว่า ภควาติ วจนํ เสฏฺฐํ ความว่า อรรถ
ที่ควรกล่าวด้วยคำว่า ภควา นี้เป็นอรรถประเสริฐ. แม้ในคำว่า ภควาติ
วจนมุตฺตมํ นี้ พึงทราบอรรถโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. บทว่า
คารวยุตฺโต ได้แก่ ชื่อว่าประกอบด้วยความเป็นครู เพราะประกอบด้วย
คุณฐานครู หรือชื่อว่าประกอบด้วยความเคารพ เพราะมีพระกรุณาฐาน
ครูเป็นพิเศษ ภควา นี้ พึงทราบว่าเป็นชื่อของผู้วิเศษด้วยคุณผู้สูงสุดกว่า
สัตว์และผู้ควรเคารพโดยฐานครู. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอรรถแห่งบทว่า
ภควา โดยในที่มาแล้วในนิเทศว่า
ภคี ภชี ภาคี วิภตฺตวา อิติ
อกาสึ ภคฺคนฺติ ครูติ ภาคฺยวา
พหูหิ ญาเยหิ สุภาวิตตฺตโน
ภวนฺตโค โส ภควาติ วุจฺจติ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น บัณฑิตเฉลิมพระนามว่า
ภควา เพราะเป็นผู้มีโชค เป็นผู้เสพที่สงัด เป็นผู้มี
ส่วนควรรับปัจจัย เป็นผู้จำแนก ได้กระทำการหักภค
ธรรม เป็นครู เป็นผู้มีบุญบารมี เป็นผู้บรมพระองค์-
อย่างดีด้วยญายธรรมอันมาก และเป็นผู้ถึงที่สุดภพ.
และด้วยอำนาจแห่งคาถานี้ว่า
ภาคฺยา ภคฺควา ยุตฺโต ภคฺเคหิ จ วิภตฺตวา
ภตฺตวา วนฺตคมโน ภเวสุ ภควา ตโต .
พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตเฉลิมพระนามว่า
ภควา เพราะเป็นผู้มีภาคยะ. เป็นผู้หักกิเลส เป็น
ผู้ประกอบด้วยภคธรรม เป็นผู้จำแนก เป็นผู้คบ
และเป็นผู้คายการไปในภพเสียได้.

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 39 (เล่ม 44)

ก็อรรถแห่งบทว่า ภควา นั้น ๆ ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคโดยอาการ
ทั้งปวงเพราะฉะนั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั้นเทอญ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภควา เพราะคบภาคธรรม หรือคายภคธรรม.
จริงอยู่ เพราะตถาคตย่อมคบ สมาคม เสพ ทำให้มากซึ่งบารมีธรรม
มีทานและศีลเป็นต้น และอุตตริมนุสสธรรมมีฌานและวิโมกข์เป็นต้น
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภควา เพราะคบ
คือปรารถนาอย่างยิ่งซึ่งธรรมเหล่านั้นนั่นแหละว่า อย่างไรหนอ ธรรม
เหล่านี้ จะพึงเกิดขึ้นในสันดานของเวไนยสัตว์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
ภควา เพราะคาย คือถ่ายออกซึ่งความเป็นใหญ่และยศ กล่าวคือภคธรรม
ไม่อาลัยคายทิ้งเสีย เหมือนบุคคลคายทิ้งก้อนเขฬะฉะนั้น จริงอย่างนั้น
พระตถาคตสำคัญสิริราชสมบัติแห่งจักรพรรดิอันอยู่ในพระหัตถ์ ความ
เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ เช่นกับความเป็นใหญ่ในเทวโลก และยศอันรุ่ง-
โรจน์ด้วยรัตนะ ๗ อย่างเป็นที่อาศัยแห่งจักรพรรดิสมบัติ ว่าเหมือนถูก
ไฟไหม้ ไม่ทรงอาลัยละ เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ตรัสรู้ชอบด้วยพระ-
องค์เอง ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงเฉลิมพระนามว่า
ภควา เพราะคายภคธรรมมีสิริเป็นต้นแม้เหล่านี้. ชื่อว่า ภคา เพราะไป
คือเป็นไปพร้อมนักษัตร ชื่อว่า ภา เหล่านั้น คือเป็นความงามอันอาศัย
โลกอันเป็นที่รองรับ เช่น ภูเขาสิเนรุ ภูเขายุคนธร อุตตรกุรุทวีป และ
ป่าหิมพานต์เป็นต้น เพราะเป็นที่ตั้งอยู่ตลอดกัป. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
คายคือละภคธรรมแม้เหล่านั้น ด้วยการละฉันทราคะอันเนื่องกับภคธรรม
นั้น เพราะก้าวล่วงการอยู่ของสัตว์ผู้อาศัยอยู่ในโลกนั้นแล. แม้เมื่อเป็น

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 40 (เล่ม 44)

อย่างนั้น ก็พึงทราบอรรถของบทว่า ภควา โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ชื่อว่า
ภควา เพราะคายภคธรรม.
ก็ด้วยเหตุเพียงนี้ บรรดาคำเหล่านั้น ด้วยคำว่า เอวมฺเม สุตํ พระ-
เถระเมื่อจะกล่าวธรรมตามที่สดับมา จึงกระทำโครงร่างแห่งธรรมของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประจักษ์. เพราะฉะนั้น พระเถระจึงปลอบโยนชน
ผู้เบื่อหน่ายด้วยการไม่ได้เฝ้าพระศาสดาให้เบาใจว่า นี้ไม่ใช่ปาพจน์ คือ
ธรรมวินัยที่พระศาสดาล่วงไปแล้วนี้ เป็นศาสดาของพวกท่าน. สมจริง
ดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า อานนท์ ธรรมและวินัยอันใดที่เราแสดงแล้ว
บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นพระศาสดาของ
พวกเธอ ต่อเมื่อเราล่วงไปแล้ว.
ด้วยคำว่า เอกํ สมยํ ภควา นี้ พระเถระเมื่อแสดงว่า ในสมัยนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงพระชนม์อยู่ จึงสาธกการปรินิพพานด้วยรูปกาย.
ด้วยเหตุนั้น พระเถระให้ชนผู้มัวเมาเพราะมัวเมาในชีวิตให้สลดใจ และ
ให้เกิดความอุตสาหะในพระสัทธรรมว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้พระองค์
นั้น ทรงแสดงธรรมมีหลายอย่างเช่นนี้ ทรงไว้ซึ่งทศพลญาณมีพระกาย
เสมอด้วยโครงร่างเพชร เสด็จปรินิพพานแล้ว ใครอื่นจะพึงให้เกิดความ
หวังในชีวิต.
อนึ่ง เมื่อกล่าวว่า เอวํ จึงแสดงอ้างเอาเทศนาสมบัติ เพราะ
พระสูตรทั้งสิ้นที่กล่าวอยู่แสดงอ้างถึงบทว่า เอวํ ดังนี้. ด้วยบทว่า เม สุตํ
นี้ พระเถระแสดงถึงสาวกสมบัติและสวนสมบัติ เพราะแสดงถึงภาวะที่
ผู้บรรลุปฎิสัมภิทาเป็นธรรมภัณฑาคาริกอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถาปนา
ไว้ในเอตทัคคะในฐานะทั้ง ๕ สดับมาแล้ว และเพราะแสดงความนี้ว่า ก็

40