พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 21 (เล่ม 44)

ว่าเป็นการแสดงไขถึงการถือเอาไม่หย่อน ไม่ยิ่ง และไม่วิปริต ดังนั้น
พึงเห็นว่าท่านกระทำอรรถโยชนาแห่งศัพท์ทั้ง ๓ แม้ด้วยอำนาจแห่งการ
ฟัง เหตุแห่งการฟัง และความแปลกกันแห่งการฟัง.
อนึ่ง บทว่า เอวํ เป็นการประกาศภาวะแห่งวิญญาณวิถีที่เป็นไป
ตามกระแสแห่งโสตวิญาณนั้น เป็นไปในอารมณ์โดยประการต่างๆ
โดยการยึดเอาอรรถและพยัญชนะต่างๆ เพราะทำอธิบายว่า เอวํศัพท์
มีอาการเป็นอรรถ. บทว่า เม เป็นนทประกาศอรรถ. บทว่า สุตํ เป็น
บทประกาศธรรม เพราะวิญญาณวิถีตามที่กล่าวแล้วมีปริยัติธรรมเป็น
อารมณ์. จริงอยู่ ในข้อนี้มีความสังเขปดังต่อไปนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ
กิจอย่างอื่น แต่กระทำกิจนี้ ธรรมนี้ข้าพเจ้าได้ฟังแล้วด้วยวิญญาณวิถีอัน
เป็นไปในอารมณ์โดยประการต่าง ๆ อันเป็นตัวเหตุ.
อนึ่ง บทว่า เอวํ เป็นการประกาศอรรถที่พึงแสดงไข เพราะ
อธิบายว่า เอวํ ศัพท์มีนิทัสสนะเป็นอรรถ เพราะจะต้องแสดงไขอรรถ
ที่ควรแสดงไข. เพราะฉะนั้น พระสูตรแม้ทั้งสิ้นพึงทราบว่ายึดเอาแล้ว
ด้วยเอวํศัพท์. บทว่า เม เป็นการประกาศบุคคล. บทว่า สุตํ เป็นการ
ประกาศกิจของบุคคล. จริงอยู่ กิริยาที่ฟัง เมื่อได้ด้วยสุตศัพท์ย่อมเนื่อง
ด้วยโสตวิญญาณจิต และในข้อนั้น ย่อมได้การบัญญัติถึงบุคคล แต่ใน
สิ่งที่เนื่องกับธรรมอันเว้นจากบัญญัติถึงบุคคล ย่อมไม่ได้กิริยาคือการฟัง.
สุตศัพท์นั้น มีเนื้อความโดยย่อดังนี้ว่า ข้าพเจ้าจักแสดงไขพระสูตรใด
พระสูตรนั้นข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
อนึ่ง บทว่า เอวํ เป็นบทแสดงอาการต่าง ๆ ของจิตสันดานที่ยึด
เอาอรรถและพยัญชนะต่าง ๆ โดยความเป็นไปแห่งอารมณ์ต่าง ๆ เพราะ

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 22 (เล่ม 44)

อธิบายว่า เอวํศัพท์มีอาการเป็นอรรถนั้นเอง. จริงอยู่ การบัญญัติอาการ
ว่า เอวํ นี้ เพราะอาศัยอาการแห่งความเป็นไปนั้น ๆ ของธรรมทั้งหลาย
แล้วจึงบัญญัติขึ้นเป็นสภาวะ. บทว่า เม เป็นการแสดงถึงกัตตุผู้ทำ.
บทว่า สุตํ เป็นการแสดงถึงอารมณ์. จริงอยู่ ธรรมที่ควรฟังเป็นตั้ง
แห่งความเป็นไปด้วยสามารถแห่งกิริยา คือการฟังของบุคคลผู้กระทำ
กิริยาคือการฟัง. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันแสดงความตกลงแห่งการ
รับอารมณ์ของผู้ทำผู้พรั่งพร้อมด้วยกิริยา คือการฟังนั้น ด้วยจิตสันดาน
อันเป็นไปโดยประการต่าง ๆ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอวํ แสดงกิจของบุคคล. จริงอยู่ ด้วย เอวํ
ศัพท์มีการประกาศนิทัสสนะหรืออวธารณะ อันมีอาการยึดเอาธรรม
ที่ได้ฟังแล้วเป็นสภาวะ เป็นอันแสดงไขถึงกิจของบุคคลโดยภาวะแห่ง
การยึดถือบัญญัติว่าบุคคล และการขวนขวายในธรรมของการทรงอาการ
นั้น เป็นต้นแล. บทว่า สุตํ แสดงไขกิจของวิญญาณ. จริงอยู่ กิริยา
คือการฟัง แม้ของผู้มีวาทะว่าบุคคล ไม่มุ่งถึงวิญาณก็หามิได้. บทว่า
เม เป็นการแสดงถึงบุคคลผู้ประกอบกิจทั้งสอง. จริงอยู่ ความเป็นไป
แห่งศัพท์ว่า เม เป็นอารมณ์พิเศษแห่งสัตว์โดยส่วนเดียวเท่านั้น และ
กิจของวิญญาณก็พึงประชุมลงในที่นั้นนั่นแล. ส่วนความย่อในข้อนี้มีดังนี้
ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว โดยโวหารแห่งสวนกิจที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วย
โสตวิญญาณกิจได้แล้วด้วยอำนาจวิญญาณ.
อนึ่ง บทว่า เอวํ และ เม ชื่อว่า อวิชชมานบัญญัติ บัญญัติในสิ่ง
ที่ไม่มีด้วยอำนาจสัจฉิกัตถปรมัตถ์. ก็เพราะประโยชน์ทั้งปวงที่จะพึงบรรลุ
ด้วยศรัทธา จำต้องปฏิบัติโดยมุขแห่งบัญญัติเท่านั้น ชื่อว่า เป็นความผิด

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 23 (เล่ม 44)

พลาดแห่งบัญญัติทั้งปวง และในบัญญัติ ๖ มีวิชชมานบัญญัติเป็นต้น
เพราะฉะนั้น อรรถที่ไม่เป็นจริงอันใดเหมือนกลลวง มีมายาและพยับแดด
เป็นต้น และอรรถมิใช่อุดมเหมือนจะพึงถือเอาด้วยอาการที่ฟังตามกันมา
เป็นต้น หามีไม่ อรรถนั้นมีสภาวะเป็นปรมัตถ์ มีรูปารมณ์ สัททารมณ์
และรสารมณ์เป็นต้น และมีการสลาย การเสวยอารมณ์เป็นต้น ย่อมมีโดย
สัจฉิกัตถปรมัตถ์. ก็อรรถคืออาการเป็นต้นที่กล่าวว่า เอวํ และ เม มี
สภาวะมิใช่ปรมัตถ์ เมื่อไม่เข้ากับสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ชื่อว่าอวิชชมาน-
บัญญัติ. เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านทั้งหลายได้นิทเทสว่า เอวํ หรือ เม จะ
มีอยู่โดยปรมัตถ์ได้อย่างไร. บทว่า สุตํ ได้แก่ วิชชมานบัญญัติ บัญญัติ
สิ่งที่มีอยู่ จริงอยู่ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ได้โดยโสตวิญญาณนั้น โดยปรมัตถ์ ชื่อว่า
วิชชมานบัญญัติแล.
อนึ่ง บทว่า เอวํ ชื่อว่าอุปาทายบัญญัติ โดยอาศัยธรรมที่มา
ปรากฏทางโสตทวารแล้วยึดเอาอาการคือการทรงจำธรรมเหล่านั้นเป็นต้น .
บทว่า เม ชื่อว่าอุปาทายบัญญัติ เพราะจำต้องกล่าวอาศัยขันธ์ที่นับเนื่อง
ในสันตติอันพิเศษโดยความแปลกกันแห่งการกระทำเป็นต้น. บทว่า สุตํ
ชื่อว่าอุปนิธานบัญญัติ เพราะจำกล่าวเข้าไปยึดเอาทิฐิเป็นต้น. บัญญัติ
ว่าสุตะแม้เป็นไปในสัททายตนะที่เว้นจากสภาวะ มีรูปที่เห็นแล้วเป็นต้น ก็
จำต้องกล่าวยึดเอารูปที่เห็นเป็นต้น เพราะไม่เพ่งรูปที่เห็นแล้ว อารมณ์ที่
ทราบแล้ว และธรรมที่รู้แจ้งแล้ว ก็รู้แจ้งว่า สิ่งนั้นเราฟังแล้วเหมือน
โวหารว่าที่ ๒ และที่ ๓ เป็นต้น ก็จำต้องกล่าวยึดเอาที่ ๑ เป็นต้น . ก็
บทว่า สุตํ ในคำว่า อสุตํ น โหติ นี้มีอรรถที่ท่านกล่าวไว้เพียงเท่านี้แล.

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 24 (เล่ม 44)

ก็ในคำเหล่านั้น ด้วยคำว่า เอวํ พระเถระแสดงถึงความไม่หลงลืม.
จริงอยู่ ความแปลกกันโดยประการแห่งพระสูตรที่คนรู้แจ้งแล้ว ท่านพระ-
อานนท์ยึดเอาในคำว่า เอวํ นี้ ย่อมเป็นอันท่านพระอานนท์แสดงถึงความ
ไม่หลงลืมด้วย เอวํ ศัพท์นั้น. จริงอยู่ ท่านผู้หลงลืมย่อมไม่สามารถเพื่อจะ
แทงตลอดโดยประการต่าง ๆ. ท่านแสดงประการต่างๆ และประการที่รู้ได้
ยากด้วยอำนาจปัจจยาการว่า พระสูตร. ด้วยคำว่า สุตํ ท่านแสดงถึงความ
ไม่หลงลืมเรื่องที่ได้ฟังมาแล้ว เพราะอาการแห่งเรื่องที่ได้ฟังมาแล้ว ท่าน
แสดงไว้ตามความเป็นจริง. ก็พระสูตรที่ผู้ใดฟังมาแล้วลืมเสีย ผู้นั้นย่อม
ปฏิญญาไม่ได้ว่า เราได้ฟังมาแล้วในกาลอื่น. ดังนั้น ความสำเร็จแห่ง
ปัญญาในกาลยิ่งกว่านั้นย่อมมีด้วยความไม่หลงลืม ของพระเถระคือไม่มี
ความหลงลืม หรือด้วยปัญญานั้นเองอันเกิดแต่การสดับ ความสำเร็จแห่งสติ
ย่อมมีด้วยความไม่หลงลืมเหมือนกัน. พึงทราบอธิบายในข้อนั้นว่า สติซึ่ง
มีปัญญาเป็นประธาน สามารถห้ามความอื่นโดยพยัญชนะ. จริงอยู่ อาการ
ของพยัญชนะที่จะพึงรู้แจ้งแทงตลอด เป็นอาการไม่ลึกนัก การทรงจำสุตะ
ตามที่ได้ฟังมา จึงเป็นกรณียกิจในข้อนั้น เพราะฉะนั้น สติจึงมีความ
ขวนขวายยิ่งกว่า ส่วนปัญญาเป็นตัวคุณในความพยายามของสตินั้น เพราะ
อธิบายว่า เป็นตัวนำของปัญญา. พึงทราบความที่ปัญญามีสติเป็นตัวนำ
สามารถแทงตลอดอรรถได้. จริงอยู่ อาการที่จะพึงแทงตลอดอรรถได้เป็น
อาการลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น ปัญญาจึงมีความพยายามยิ่ง ส่วนสติเป็นตัว
คุณในความพยายามของปัญญานั้น เพราะอธิบายว่า เป็นตัวนำแห่งสติ.
พึงทราบความสำเร็จแห่งความเป็นธรรมภัณฑาคาริก ด้วยความสามารถ
ตามรักษาคลังธรรมอันสมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ เพราะประกอบ

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 25 (เล่ม 44)

ด้วยความสามารถของสติและปัญญาทั้งสองนั้น.
อีกนัยหนึ่ง ท่านแสดงโยนิโสมนสิการด้วยคำว่า เอวํ ก็ความสำเร็จ
อันไม่วิปริตแห่งอรรถของอาการ นิทัสสนะ และอวธารณะ ที่กล่าวด้วย
บทว่า เอวํ นั้น ส่องถึงการแทงตลอดมีประการต่าง ๆ ซึ่งจะกล่าวข้างหน้า
เพราะมีธรรมเป็นอารมณ์. ความจริง การแทงตลอดโดยประการต่าง ๆ
โดยอโยนิโสมนสิการ ย่อมมีไม่ได้. ท่านแสดงถึงความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยคำ-
วา สุตํ. การฟังพระสูตรที่กล่าวไว้ที่จัดเป็นปกรณ์ด้วยอำนาจคำถามมีอาทิว่า
ปฐมโพธิสูตรท่านกล่าวไว้ในที่ไหน เว้นความตั้งมั่นเสียแล้ว ย่อมมีไม่ได้
เพราะจิตฟุ้งซ่าน จริงอย่างนั้น บุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน แม้เขาจะกล่าวด้วย
สมบัติทุกอย่างก็พูดว่า เราไม่ได้ยิน ท่านจงพูดใหม่. ก็ด้วยการใส่ใจโดย
แยบคายในข้อนี้ ย่อมยังอัตตสัมมาปณิธิและปุพเพกตปุญญตาให้สำเร็จ
เพราะผู้ที่มิได้ตั้งคนไว้ชอบและมิได้ทำบุญไว้ในปางก่อนไม่มีโยนิโสมนสิการ
นั้น เพราะความไม่ฟุ้งซ่าน. ย่อมให้สำเร็จการฟังพระสัทธรรมและการ
คบหาสัปบุรุษ เพราะผู้ที่ไม่ได้สดับและไม่คบหาสัปบุรุษไม่มีโยนิโสมนสิการ
นั้น ด้วยว่า ผู้มีจิตฟุ้งซ่านไม่สามารถฟังได้และผู้ที่ไม่คบหาสัปบุรุษก็ไม่มี
การได้ฟังแล.
อีกนัยหนึ่ง ท่านกล่าวว่า (นั้น) เป็นการแสดงไขจิตสันดานที่
ถือเอาอรรถและพยัญชนะต่าง ๆ ด้วยความเป็นไปโดยประการต่าง ๆ ก็
เพราะเหตุที่จิตสันดานนั้น คือ อาการอันเจริญอย่างนี้ เป็นเครื่องการทำ
ประโยชน์เกื้อกูลของผู้อื่นให้บริบูรณ์ทุกอย่าง ด้วยการหยั่งลงสู่ศาสนสมบัติ
ทั้งสิ้น ด้วยการกำหนดประเภทอรรถและพยัญชนะแห่งพระดำรัสของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่ตั้งตนไว้ชอบ หรือผู้มิได้ทำบุญไว้

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 26 (เล่ม 44)

ในปางก่อน ฉะนั้น ด้วยอาการอันเจริญว่า เอวํ นี้ พระเถระแสดงจักร
สมบัติ ๒ ข้อ หลังของตน ด้วยการประกอบการฟังว่า สุตํ พระเถระ
แสดงจักรสมบัติ ๒ ข้อแรก. ความจริง ผู้อยู่ในประเทศอันไม่สมควร
หรือผู้เว้นจากการคบสัปบุรุษ ย่อมไม่มีการฟัง. ดังนั้น ความบริสุทธิ์
แห่งอัธยาศัยของพระเถระ ย่อมสำเร็จด้วยสำเร็จแห่งจักร ๒ ข้อหลัง ผู้ที่
ตั้งตนไว้ชอบและผู้ได้บำเพ็ญบุญไว้ในปางก่อน ย่อมเป็นผู้มีอัธยาศัยบริ-
สุทธิ์ เพราะกิเลสอันเป็นเหตุไม่บริสุทธิ์นั้นอยู่ห่างไกล. จริงอย่างนั้น
ท่านจึงกล่าวไว้ว่า สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ เสยฺยโส นํ ตโต กเร จิตที่ตั้ง
ไว้ชอบ พึงทำเขาให้ประเสริฐกว่านั้น และว่า ดูก่อนอานนท์ เธอเป็นผู้
ได้ทำบุญแล้วจงหมั่นประกอบความเพียร เธอจักเป็นผู้มีอาสวะโดยเร็ว
พลัน . ความสำเร็จแห่งการประกอบ เพราะความสำเร็จแห่งจักร ๒ ข้อ
แรก. ก็การประกอบอันบริสุทธิ์ ย่อมมีได้ด้วยการดำเนินตามทิฏฐานุคติ
ของสาธุชน โดยการอยู่ในประเทศอันสมควร และโดยการคบหาสัปปุรุษ.
ก็การสำเร็จด้วยการเป็นเชี่ยวชาญในอธิคม ย่อมมีได้ด้วยความบริสุทธิ์
แห่งอัธยาศัยนั้น เพราะตนได้ชำระสะสางสังกิเลส คือ ตัณหาและทิฏฐิใน
กาลก่อนเรียบร้อยแล้ว การสำเร็จด้วยการเชี่ยวชาญในอาคม ย่อมมีได้
ด้วยความบริสุทธิ์แห่งการประกอบ. จริงอยู่ บุคคลผู้มีกายประโยคและ
วจีประโยคอันบริสุทธิ์ดีแล้ว ชื่อว่ามีจิตไม่ฟุ้งซ่านเพราะไม่มีความเดือด
ร้อน ย่อมเป็นผู้ฉลาดในปริยัติ. ดังนั้น คำของผู้บริสุทธิ์ ด้วยการประกอบ
และอัธยาศัย ผู้สมบูรณ์ด้วยอาคมและอธิคม จึงควรจะเป็นเบื้องต้นแห่ง
พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนอรุณขึ้นเป็นเบื้องต้นแห่งพระ-
อาทิตย์ขึ้น และเหมือนโยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลกรรม เพราะ-

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 27 (เล่ม 44)

ฉะนั้น ท่านพระอานนท์เมื่อจะทั้งนิทาน (คำเริ่มต้น) ในฐานะอันควร
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอวมฺเม สุตํ.
อีกนัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์แสดงสภาวะแห่งสมบัติ คือ อัตถ-
ปฏิสัมภิทาและปฏิภาณปฏิสัมภิทาของตน ด้วยคำอันแสดงถึงความรู้แจ้ง
ด้วยประการต่าง ๆ โดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อน ด้วยคำว่า เอวํ นี้ แสดง
สภาวะคือสมบัติแห่งธัมมปฏิสัมภิทาและนิรุตติปฏิสัมภิทา โดยการเทียบ
เคียง เอวํ ศัพท์ หรือโดยคำที่แสดงถึงการแทงตลอดประเภทที่ควรฟัง
ด้วยการเพ่งคำที่จะกล่าวถึง ด้วยคำว่า สุตํ นี้. ก็พระเถระเมื่อจะกล่าวถึง
คำที่แสดงโยนิโสมนสิการว่า เอวํ นี้ โดยนัยดังกล่าวแล้ว จึงแสดงว่า
ธรรมเหล่านี้ เราเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ. จริงอยู่ ปริยัติธรรม
เราเพ่งด้วยใจโดยนัยมีอาทิว่า ศีลตรัสไว้ในที่นี้ สมาธิตรัสไว้ในที่นี้
ปัญญาตรัสไว้ในที่นี้ อนุสนธิในที่นี้มีประมาณเท่านี้ กำหนดแทงตลอด
ด้วยดี ซึ่งรูปธรรมและอรูปธรรม ซึ่งตรัสไว้ในที่นั้น ๆ โดยนัยมีอาทิว่า
รูปมีดังนี้ รูปมีประมาณเท่านี้ ด้วยทิฏฐิอันประกอบด้วยการตรึกตามอาการ
ที่ได้ฟังกันมา อันเป็นการทนท่อการเพ่งธรรม หรือกล่าวคือญาตปริญญา
ย่อมนำหิตสุขแก่ตนและคนเหล่าอื่น. พระเถระเมื่อจะกล่าวคำอั้นแสดงถึง
การประกอบในการฟังว่า สุตํ นี้ จึงแสดงว่าธรรมเป็นอันมากเราได้ฟังแล้ว
ทรงจำไว้แล้วคล่องปากแล้ว. จริงอยู่ การฟัง การทรงจำและการสะสม
พระปริยัติธรรม เนื่องด้วยการเงี่ยโสตสดับ. แม้ด้วยบททั้งสองนั้น พระ-
เถระเมื่อแสดงความบริบูรณ์แห่งอรรถและพยัญชนะ โดยความเป็นธรรมที่
พระองค์ตรัสดีแล้ว ชื่อว่าให้เกิดความเอื้อเฟื้อในการฟัง. จริงอยู่ คนที่
ไม่ได้ฟังธรรมที่สมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะโดยเอื้อเฟื้อ ย่อมเป็นผู้

27
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 28 (เล่ม 44)

เหินห่างจากประโยชน์อันยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้น พึงให้เกิดความเอื้อเฟื้อ
ก่อนแล้วจึงสดับธรรมโดยเคารพ.
ก็ด้วยคำทั้งสิ้นว่า เอวมฺเม สุตํ นี้ ท่านพระอานนท์เมื่อไม่ทรงจำ
ธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วสำหรับตน ย่อมก้าวไปสู่ภูมิอสัปปุรุษ
เมื่อปฏิญาณตนว่าเป็นสาวก ชื่อว่าก้าวลงสู่ภูมิสัปบุรุษ. อนึ่ง ชื่อว่าย่อม
ทำจิตให้ออกจากอสัทธรรม และทำจิตให้ตั้งอยู่ในพระสัทธรรม. พระเถระ
เมื่อจะแสดงว่า สูตรนี้เราฟังมาแล้วทั้งสิ้น ทั้งเป็นพระดำรัสของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระองค์นั้นเอง ชื่อว่าย่อมปลดเปลื้องตน อ้างถึงพระศาสดา
ยึดมั่นพระดำรัสของพระชินเจ้าให้แบบแผนธรรมประดิษฐานอยู่. อีกอย่าง
เมื่อไม่ปฏิญาณว่าตนให้เกิดขึ้นเองด้วยคำว่า เอวมฺเม สุตํ เมื่อจะเปิดเผย
คำที่ฟังมาก่อน จึงคิดว่าคำนี้เราได้รับมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้แกล้วกล้าในเวสารัชชญาณ ๔ ผู้ทรงทศพลญาณ
ผู้ดำรงอยู่ในฐานผู้องอาจ ผู้บันลือสีหนาท ผู้สูงสุดแห่งสรรพสัตว์ ผู้เป็น
ธรรมิศร ธรรมราชา ผู้เป็นอธิบดีในธรรม ผู้เป็นประทีปแห่งธรรม
ผู้เป็นธรรมสรณะ ผู้เป็นจักรพรรดิแห่งพระสัทธรรมอันประเสริฐ ผู้ตรัสรู้
โดยชอบและด้วยพระองค์เอง ในข้อนี้ เราไม่ควรทำความกังขา หรือความ
เคลือบแคลงในอรรถ ธรรม บท หรือพยัญชนะ ทำความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา
ในธรรมนี้ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งปวงให้พินาศ ให้เกิดสัทธาสัมปทาขึ้น
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำนี้ ไว้ว่า
วินาสยติ อสฺสทฺธํ สทฺธํ วฑฺเฒติ สาสเน
เอวมฺเม สุตมิจฺเจวํ วทํ โคตมสาวโก.

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 29 (เล่ม 44)

สาวกของพระโคดมเมื่อกล่าวคำอย่างนี้ว่า เอวมฺ-
เม สุตํ ย่อมชื่อว่ายังความไม่มี ศรัทธาให้พินาศ ยัง
ศรัทธาให้เจริญในพระศาสนา
บทว่า เอกํ เป็นการแสดงไขกำหนดการนับ. จริงอยู่ เอก ศัพท์นี้
ปรากฏในอรรถว่า อัญญะ เสฏฐะ อสหายะ และ สังขยา เป็นต้น.
จริงอย่างนั้น เอก ศัพท์นี้ปรากฏในอรรถว่า อัญญะ (อื่น) ในประโยคมี
อาทิว่า คนอีกพวกหนึ่งกล่าวย้ำดังนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้น
จริง สิ่งอื่นเปล่า. ปรากฏในอรรถว่า เสฏฐะ (ประเสริฐสุด) ในประโยค
มีอาทิว่า ความที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น. ปรากฏในอรรถว่า อสหายะ (ไม่มี
เพื่อน) ในประโยคมีอาทิว่า ผู้เดียว หลีกออกแล้ว. ปรากฏในอรรถว่า
สังขยา (นับ) ในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขณะและสมัยหนึ่ง
แล เพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์. แม้ในที่นี้ พึงเห็นว่าใช้ในการนับ
นั่นแหละ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า เอกํ เป็นการแสดง
กำหนดการนับ. บทว่า สมยํ เป็นบทแสดงไขเวลาที่กำหนดไว้. บทว่า
เอกํ สมยํ เป็นการแสดงเวลาที่ไม่กำหนดแน่นอน. ในคำว่า เอกํ สมยํ
นั้น สมยศัพท์ใช้ในอรรถ ๙ อย่าง คือ สมวายะ ๑ ขณะ ๑ กาล ๑
สมุหะ ๑ เหตุ ๑ ทิฏฐิ ๑ ปฏิลาภะ ๑ ปหานะ ๑ ปฏิเวธะ ๑
จริงอย่างนั้น สมยศัพท์นั้น มี สมวายะ(พร้อมเพรียง) เป็น
อรรถ ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ผิไฉนหนอ แม้พรุ่งนี้ เราพึงอาศัย
กาลและความพร้อมเพรียงเข้าไปหา. อธิบายว่า ได้กาลอันควร และความ
พร้อมเพรียงแห่งปัจจัยเพราะฉะนั้น พึงทราบปัจจัยสมวายะ (ความพร้อม
เพรียงแห่งปัจจัย).

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 30 (เล่ม 44)

มี ขณะ เป็นอรรถ ในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็
ขณะและสมัยอันหนึ่งแล เพื่อความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ อธิบายว่า
โอกาส. จริงอยู่ โอกาสของมรรคพรหมจรรย์ มีการอุบัติขึ้นแห่งพระ
ตถาคตเป็นต้น เพราะเป็นเหตุให้ไค้มรรคพรหมจรรย์นั้นเป็นปัจจัย.
อธิบายว่า ก็สมัยคือขณะ ที่ท่านเรียกว่าขณะและสมัยนั้นเป็นอันเดียวกัน
นั้นเอง.
มี กาล (เวลา) เป็นอรรถ ในประโยคมีอาทิว่า เวลาร้อน เวลา
กระวนกระวาย. มีสมุหะ (ประชุม) เป็นอรรถ ในประโยคมีอาทิว่า มี
การประชุมใหญ่ในป่าใหญ่. จริงอยู่ บทว่า มหาสมโย ความว่า เป็น
ที่ประชุมใหญ่แห่งภิกษุและเทวดาทั้งหลาย.
มีเหตุเป็นอรรถ ในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภัททาลิ แม้เหตุแล
เป็นอันท่านมิได้แทงตลอดแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าแล ประทับอยู่ใน
กรุงสาวัตถี แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็จักทราบว่า ภิกษุชื่อว่าภัททาลิ ไม่
ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา ในศาสนาของพระศาสดา ดูก่อนภัททาลิ เหตุแม้
นี้แลเป็นอันเธอไม่ได้แทงตลอดแล้ว. จริงอยู่ เหตุแห่งสิกขาบทท่าน
ประสงค์เอาว่า สมยะ ในที่นี้.
มีทิฏฐิเป็นอรรถ ในประโยคมีอาทิว่า ก็โดยสมัยนั้นแล อุคคาห-
มานปริพาชก สมณมุณฑิกาบุตร อาศัยอยู่ในอารามของพระนางมัลลิกา
มีศาลาหลังเดียว มีต้นมะพลับเรียงราย เป็นที่สอนทิฏฐิ. จริงอยู่ เดียรถีย์
ทั้งหลายนั่งที่อาราม ซึ่งมีศาลาหลังเดียวนั้น บอกสมัยกล่าวคือทิฏฐิของ
ตน ๆ เพราะฉะนั้น อารามของปริพาชกนั้น ท่านจึงเรียกว่าเป็นที่สอน
ทิฏฐิ.

30