พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 11 (เล่ม 44)

ก็ด้วย เอวํ ศัพท์ในคำว่า เอวํ วิตกฺกิตํ โน ตุมฺเหหิ เอวมายุ-
ปริยนฺโต เอวํ ศัพท์ที่ชื่อว่า มีอาการเป็นอรรถเท่านั้น เพราะกล่าวอาการ
ถามและอาการปริมาณมิใช่หรือ ? ไม่ใช่ เพราะมีความแปลกกัน. ก็ เอวํ
ศัพท์ในที่นี้บอกเพียงอาการ ท่านประสงค์เอาว่า มีอาการเป็นอรรถ. แต่
เอวํ ศัพท์ในคำมีอาทิว่า เอวํ พฺยา โข บอกความแปลกกันแห่งอาการ.
ก็ เอวํ ศัพท์เหล่านี้ ที่ชื่อว่าบอกความแปลกกันแห่งอาการ เพราะบอก
อาการแห่งคำถาม และอาการแห่งปริมาณ. ก็เพราะอธิบายอย่างนี้
อุทาหรณ์อุปมามีอาทิว่า สัตว์เกิดมาก็ฉันนั้นจึงจะถูก. ก็ในข้อนั้นมีอธิบาย
ดังนี้ สัตว์ชื่อว่า มัจจะ เพราะมีอันจะพึงตายเป็นสภาวะ จำต้องบำเพ็ญ
บุญเป็นอันมากอันเป็นเช่นกลุ่มดอกไม้ เพราะควรแก่ฐานที่เป็นกองดอก
ไม้ในคาถานี้ว่า
ยถาปิ ปุปฺผราสิมฺหา ภยิรา มหาคุเณ พหู
เอวํ ชาเตน มจฺเจน กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ
นายมาลาการผู้ฉลาด พึงกระทำพวงดอกไม้จาก
กองดอกไม้ให้มาก แม้ฉันใด สัตว์ผู้มีอันจะพึงตาย
เป็นสภาวะเกิดแล้ว จำต้องทำกุศลให้มาก ฉันนั้น
เพราะตั้งขึ้นจากเหตุแห่งการบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น มีเกิดในมนุษย์
การคบหาสัปบุรุษ การฟังพระสัทธรรม การทำไว้ในใจโดยแยบคาย
และการสมบูรณ์ด้วยโภคะ เป็นต้น เพราะประกอบด้วยคุณวิเศษมีความ
งามและมีกลิ่นหอมเป็นต้น เพราะฉะนั้น เมื่อว่าโดยไม่แปลกกัน จึงมี
กองดอกไม้ และกลุ่มดอกไม้เป็นเครื่องเปรียบ. อาการเปรียบเทียบกลุ่ม
ดอกไม้เหล่านั้น ท่านกล่าวไว้โดยกำหนดไม่แน่นอน ด้วย ยถา ศัพท์

11
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 12 (เล่ม 44)

กล่าวโดยกำหนดแน่นอน ด้วย เอวํ ศัพท์อีก. ก็อาการเปรียบเทียบนั้น
เมื่อกำหนดลงไป โดยใจความก็เป็นเพียงอุปมาเท่านั้น เพราะฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า อุปมายํ อาคโต มาในอุปมา ดังนี้ .
อนึ่ง อาการคือการแนะนำในความเพียบพร้อมด้วยมารยาทอันสม-
ควรแก่สมณะที่ท่านแนะนำไว้โดยนัยมีอาทิว่า พึงก้าวไปอย่างนี้ คือโดย
อาการนี้นั้น ว่าโดยอรรถก็คืออุปเทศนั้นเอง เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า เอวํ ศัพท์มาในอุปเทศ ในประโยคมีอาทิว่า ท่านพึงก้าวไป
อย่างนี้ พึงถอยกลับอย่างนี้.
ในคำว่า เอวเมตํ ภควา เอวเมตํ สุคต นี้ พึงทราบโดยนัยที่
ท่านกล่าวไว้ว่า การหัวเราะ คือ การทำความฟูใจ ได้แก่ ความร่าเริง
โดยประการแห่งคุณที่มีอยู่ในข้อที่ผู้รู้อรรถตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
แล้วทำมิให้คลาดเคลื่อน. ในข้อว่า เอวเมว ปนายํ นี้ พึงทราบโดยนัย
ที่กล่าวแล้วว่า เป็นอาการแห่งการติเตียน. ก็อาการคือการติเตียนั้น
ย่อมรู้ได้ว่าท่านประกาศไว้ด้วย เอวํ ศัพท์ในที่นี้โดยเทียบเคียงกับ ขุํสน
ศัพท์ ขู่ว่า หญิงถ่อยเป็นต้น. พึงทราบว่า แม้อาการคือการเปรียบเทียบ
ท่านกล่าวไว้โดยเทียบเคียงศัพท์มี ปุพพราสิ ศัพท์เป็นต้น ที่ท่านกล่าวไว้
โดยอุปมาเป็นต้น เหมือนในอาการติเตียนนี้ .
ด้วยคำว่า เอวญฺจ วเทหิ นี้ ท่านกล่าวว่า อาการคือการกล่าวที่
จะพึงกล่าวในบัดนี้ว่า ข้าพเจ้ากล่าวอาการอย่างใด ท่านจงกล่าวกะสมณะ
อานนท์ด้วยอาการอย่างนั้น ท่านแสดงไขด้วย เอวํ ศัพท์ เพราะฉะนั้น
เอวํ ศัพท์นั้น จึงมีนิทัสสนะเป็นอรรถ.
แม้ในบทว่า เอวํ โน นี้ เพราะเมื่อตั้งคำถามว่า ไม่เป็นอย่างนั้น

12
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 13 (เล่ม 44)

หรือ หรือว่าในข้อนั้นเป็นอย่างไร ด้วยอำนาจการถือเอาตามอนุมัติ เพื่อ
จะให้รู้การตกลงโดยภาวะที่ทำตามที่กล่าวแล้วนั้น นำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
และทุกข์มาให้ จึงตอบว่า ในข้อนั้นไม่เป็นอย่างนั้น การสันนิษฐาน
อาการเช่นนั้นย่อมรู้ได้ว่าท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วย เอวํ ศัพท์. ก็อาการที่
เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลเพื่อทุกข์แห่งธรรมเหล่านั้น เมื่อกำหนด
แน่นอนมีอวธารณะเป็นอรรถ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เอวํ ศัพท์
มาในอวธารณะ ในประโยคมีอาทิว่า เอวํ โน เอตฺถ โหติ ในข้อนี้
สำหรับข้าพระองค์เป็นอย่างนี้.
ท่านกล่าวถึง เอวํ ศัพท์เหล่านั้นอันบ่งถึงความแปลกกันแห่งอาการ
อย่างนั้น ว่ามีอรรถอุปมาเป็นต้น เพราะมีความเป็นไปโดยอรรถพิเศษ
มีอุปมาเป็นต้น. ก็ เอวํ ศัพท์ ในคำว่า เอวมฺภนฺเต นั้น มีการรับคำ
เป็นอรรถ เพราะภิกษุทั้งหลายผู้ประกอบในการใส่ใจด้วยดีซึ่งการฟังธรรม
กล่าวไว้ด้วยสามารถการรู้เฉพาะซึ่งภาวะที่ตนตั้งอยู่ในธรรมนั้น. เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงอธิบายไว้ว่า บทว่า เอวมฺภนฺเต ได้แก่ สาธุ ภนฺเต
สุฏฐุ ภนฺเต ดังนี้. ในที่นี้ เอวํ ศัพท์นี้นั้น พึงเห็นว่า ลงในอรรถว่า
อาการ นิทัศนะ และอวธารณะ.
ใน ๓ อย่างนั้น ด้วย เอวํ ศัพท์ มีอาการเป็นอรรถ พระเถระ
แสดงอรรถนี้ว่า ใครสามารถจะรู้พระดำรัสของพระผู้พระภาคเจ้านั้นโดย
ประการทั้งปวง ซึ่งมีนัยต่าง ๆ อันละเอียดเกิดจากอัธยาศัยเป็นอเนก
สมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะมีปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ลึกโดยธรรม อรรถ
เทศนา และปฏิเวธ อันมาปรากฏทางโสตวิญญาณโดยเหมาะสมแก่ภาษา
ของตน ๆ แห่งสรรพสัตว์ ก็ข้าพเจ้าแม้ทำความประสงค์เพื่อจะฟังให้เกิด

13
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 14 (เล่ม 44)

โดยประการทั้งปวงก็ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ คือ แม้ข้าพเจ้า ก็ได้สดับ
มาแล้ว ด้วยอาการอย่างหนึ่ง.
ก็ในที่นี้ นัยมีอย่างต่าง ๆ โดยประเภทอารมณ์เป็นต้น กล่าวคือ
เอกัตตนัย นานัตตนัย อัพยาปารนัย เอวังธัมมตานัย และกล่าวคือ
นันทิยาวัฏฏนัย ติปุกขลนัย สีหวิกกีลิตนัย ทิสาโลจนนัย และ
อังกุสนัย ชื่อว่า นานานัย. อีกอย่างหนึ่ง นัยทั้งหลายมีบาลีเป็นคติ
และนัยเหล่านั้น ชื่อว่า นานานัย เพราะมีประการต่าง ๆ ด้วยอำนาจ
บัญญัติและอนุบัญญัติเป็นต้น ด้วยนัยที่เป็นส่วนแห่งสังกิเลสเป็นต้น และ
นัยที่เป็นโลกิยะเป็นต้น และนัยที่คละกันทั้งสองนั้นด้วยอำนาจกุศลเป็นต้น
ด้วยอำนาจขันธ์เป็นต้น ด้วยอำนาจสังคหะเป็นต้น ด้วยอำนาจสมยวิมุตติ
เป็นต้น ด้วยอำนาจฐปนะเป็นต้น ด้วยอำนาจกุศลมูลเป็นต้น และด้วย
อำนาติกปัฏฐานเป็นต้น. ชื่อว่า ละเอียดโดยนัยต่าง ๆ เพราะละเอียด
อ่อนสุขุมโดยนัยเหล่านั้น.
อาสยะนั้นแหละ ชื่อว่า อัธยาศัย. ก็อัธยาศัยนั้นมีหลายอย่าง
โดยความต่างแห่งภาวะมีความเป็นของเที่ยงเป็นต้น และโดยความต่าง
แห่งความที่สัตว์มีกิเลสดุจธุลีโนดวงตาน้อยเป็นต้น หรือมีอย่างเป็นอเนก
มีอาทิว่า อัธยาศัยของตนเป็นต้น ชื่อว่า อเนกัธยาศัย. อเนกัธยาศัย
นั้น ชื่อว่า อเนกัธยาศัยสมุฏฐาน เพราะมีสมุฏฐานเป็นเหตุเกิดขึ้น.
ชื่อว่า สมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ เพราะประกอบด้วยบท
แห่งอรรถ ๖ อย่าง คือ สังกาสนะ (คล้ายกัน ) ปกาสนะ (ประกาศ)
วิวรณะ (ไขความ) วิภชนะ (จำแนก) อุตตานีกรณะ (ทำให้ตื้น) และ
บัญญัติ (ชื่อ) และประกอบด้วยบทแห่งพยัญชนะ ๖ อย่าง คือ อักขระ

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 15 (เล่ม 44)

บทพยัญชนะ อาการ นิรุตติ และนิเทศ แห่งสมบัติของอรรถแห่งศีล
เป็นต้น และสมบัติแห่งพยัญชนะอันทำความแจ่มแจ้งแห่งอรรถมีศีลเป็น-
ต้นนั้น
ชื่อว่า มีปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เพราะมีปาฏิหาริย์ต่าง ๆ หรือมากมาย
โดยความต่างแห่งอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิ-
หาริย์ และโดยความต่างแห่งอารมณ์เป็นต้นของปาฏิหาริย์แต่ละอย่าง
บรรดาปาฏิหาริย์เหล่านั้น. ในข้อนั้น เมื่อมีอรรถว่า ชื่อว่า ปาฏิหาริย์
เพราะกำจัดธรรมที่เป็นข้าศึก คือ เพราะกำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น กิเลส
มีราคะเป็นต้น ที่เป็นข้าศึกอันจะพึงกำจัดไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. เมื่อ
จิตปราศจากอุปกิเลสประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ กำจัดธรรมที่เป็นข้าศึก
ได้แล้ว ปาฏิหาริย์แสดงฤทธิ์ได้ แม้สำหรับปุถุชนก็ยังเป็นไปได้ เพราะ
ฉะนั้น เมื่อว่าโดยโวหารที่เป็นไปในการแสดงฤทธิ์นั้น จึงไม่อาจจะกล่าว
ได้ว่าปาฏิหาริย์ในที่นี้. ก็ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประกอบด้วยพระมหา-
กรุณายังมีกิเลสที่อยู่ในเวไนยสัตว์เป็นข้าศึกอยู่ไซร้ เพราะกำจัดกิเลสอัน
เป็นข้าศึกนั้นได้ จึงเรียกว่า ปาฏิหาริย์ เมื่อเป็นอย่างนั้น ข้อนั้น จึง
ถูกต้อง.
อีกอย่างหนึ่ง พวกเดียรถีย์ เป็นข้าศึกต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าและ
พระศาสนา เพราะกำจัดพวกเดียรย์เหล่านั้นได้ จึงเรียกว่า ปาฏิหาริย์.
จริงอยู่ เดียรถีย์เหล่านั้น ถูกพระองค์ทรงกำจัด คือขับไล่ออกด้วยอิทธิ-
ปาฏิหาริย์อาเทศนาปาฏิหาริย์และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ด้วยอำนาจการกำจัด
ทิฏฐิและด้วยไม่มีความสามารถในการประกาศทิฏฐิ อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า
ปฏิ นี้ ย่อมให้รู้อรรถของศัพท์ว่า ปจฺฉา นี้ เหมือน ปฏิ ศัพท์ใน

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 16 (เล่ม 44)

ประโยคมีอาทิว่า ตสฺมึ ปฏิปวิฏฺฐมฺหิ อญฺโญ อาคจฺฉติ พฺราหฺมโณ เมื่อ
พราหมณ์นั้นเข้าไป พราหมณ์อีกคนหนึ่งจึงมา. เพราะฉะนั้น เมื่อจิตทั้งมั่น
ปราศจากอุปกิเลส บุคคลผู้ทำกิจแล้วพึงนำไป คือให้เป็นไปในภายหลัง
เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ปาฏิหาริย์. อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออุปกิเลสของตน
ถูกมรรคอันสัมปยุตด้วยฌานที่ ๔ ขจัด แล้ว การกำจัดในภายหลัง ชื่อว่า
ปาฏิหาริย์. อนึ่ง อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนี-
ปาฏิหาริย์ อันผู้ปราศจากอุปกิเลสเสร็จกิจแล้ว พึงให้เป็นไปอีก เพื่อ
ประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ อนึ่ง เมื่ออุปกิเลสของตนถูกขจัดแล้ว การ
กำจัดอุปกิเลสในสันดานของบุคคลอื่นก็ย่อมมี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
มีปาฏิหาริย์. ปาฏิหาริย์นั่นแหละ เป็น ปาฏิหาริย์. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อ
ว่าโดยปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์แต่ละอย่างที่มีในหมวดแห่งอิทธิปาฏิหาริย์
อาเทศนาปาฏิหาริย์และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ท่านเรียกว่า ปาฏิหาริย์.
อีกอย่างหนึ่ง ฌานที่ ๔ และมรรค ชื่อว่า ปาฏิหาริย์ เพราะกำจัดธรรม
ที่เป็นข้าศึก. พึงทราบอรรถว่า ปาฏิหาริย์ เพราะเกิดในฌานที่ ๔ และ
มรรคนั้น หรือเป็นนิมิตในฌานที่ ๔ และมรรคนั้น หรือมาจากฌานที่ ๔
และมรรคนั้น ดังนี้.
ก็เพราะเหตุความลึกโดยธรรม อรรถ เทศนา และปฏิเวธ กล่าวคือ
แบบแผน อรรถ เทศนาและการตรัสรู้ชื่อของแบบแผนเป็นต้นนั้น หรือ
กล่าวคือ เหตุและผลอันเผล็ดมาแต่เหตุ ทั้งเหตุทั้งผล บัญญัติและ
ปฏิเวธ ซึ่งเป็นภาวะอันสัตว์ผู้มิได้สร้างสมกุศลสมภารไว้หาที่พึ่งไม่ได้
และหยั่งรู้ได้ยาก เหมือนมหาสมุทรอันสัตว์ทั้งหลาย มีกระต่ายเป็นต้นไม่
อาจหยั่งถึง เพราะฉะนั้น พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า

16
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 17 (เล่ม 44)

ลึกโดยธรรม อรรถ เทศนา และปฏิเวธ เพราะประกอบด้วยภาวะที่ลึก
๔ ประการนั้น.
การประกาศพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างเดียวเท่า
นั้น เป็นไปในขณะเดียว ย่อมควรจะถือเอาได้ไม่ก่อนและไม่หลัง โดย-
ภาษาของตนๆ แห่งสัตว์ทั้งหลายผู้มีภาษาต่าง ๆ กัน. จริงอยู่ พุทธานุภาพ
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ย่อม
ปรากฏทางโสดประสาทของสรรพสัตว์ โดยสมควรแก่ภาษาของตน ๆ.
ด้วย เอวํ ศัพท์มีนิทัสสนะเป็นอรรถ พระเถระเมื่อจะเปลื้องตนว่า
เราไม่ใช่พระสยัมภู พระสูตรนี้ เรามิได้ทำให้แจ้งเอง จึงแสดงไขพระสูตร
ทั้งสิ้นที่จะพึงกล่าวในบัดนี้ ว่า เราได้สดับบทแล้วอย่างนี้ คือ แม้เราก็ได้
สดับฟังมาแล้ว อย่างนี้.
ด้วย เอวํ ศัพท์อันมีอวธารณะเป็นอรรถ พระเถระเมื่อจะแสดง
กำลังการทรงจำของตน โดยสมควรแก่ภาวะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
สรรเสริญไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้เป็นสาวกของ
เรา อานนท์เป็นเลิศของภิกษุผู้เป็นพหูสูต ผู้มีคติ มีสติ มีธิติ (และ)
ผู้เป็นอุปัฏฐาก และคำที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรสรรเสริญไว้อย่างนี้ว่า
ท่านพระอานนท์เป็นผู้ฉลาดในอรรถ ฉลาดในธรรม ฉลาดในพยัญชนะ
ฉลาดในนิรุตติ ฉลาดในอักขระ เบื้องต้นและเบื้องปลาย จึงให้เหล่าสัตว์
เกิดความประสงค์ที่จะฟังว่า เราได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ และพระสูตรนั้นแล
ว่าโดยอรรถหรือพยัญชนะ ไม่หย่อนไม่ยิ่งกว่ากัน เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่
พึงเห็นโดยประการอื่น. บทว่า อญฺญถา คือ โดยประการอื่นจากอาการ
ที่ได้ฟังมาแล้วเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่มิใช่โดย

17
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 18 (เล่ม 44)

ประการอื่นจากอาการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว. จริงอยู่ เทศนา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอานุภาพเป็นอจินไตย. เทศนานั้น ใคร ๆ ไม่
อาจรู้ได้โดยอาการทั้งปวง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวเนื้อความนี้ไว้
ดังนี้ แล. จริงอยู่ กำลังแห่งการทรงจำ ก็คือการที่ไม่ผิดพลาดจากอาการ
ที่ได้ฟังมาแล้วเลย.
เม ศัพท์ ปรากฏในอรรถทั้ง ๓. จริงอย่างนั้น เม ศัพท์นั้นมี
อรรถว่า มยา เหมือนในประโยคมีอาทิว่า คาถาภิคีตํ เม อโภชเนยฺยํ
โภชนะที่ได้มาเพราะขับร้อยกรอง อันเราไม่ควรบริโภค. เม ศัพท์มีอรรถ
ว่า มยฺหํ ในประโยคมีอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ขอ
วโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ.
เม ศัพท์ มีอรรถว่า มม ในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวก
เธอจงเป็นธรรมทายาทของเรา. แต่ เม ศัพท์ในที่นี้ ใช้ในอรรถ ๒ อย่าง
คือ มยา สุตํ และ มม สุตํ.
แต่ในที่นี้ เม ศัพท์แม้ทั้ง ๓ อย่าง ย่อมปรากฏในอรรถเดียว
เท่านั้น เพราะเป็นไปในสันดานของตน กล่าวคือ เกิดเฉพาะในตนที่จะ
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า สภาวะใด ไม่เป็นอื่น สภาวะนั้นคืออัตตา ก็จริง
ถึงอย่างนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่า ความต่างแห่งอรรถนี้ กล่าวคือ ความพิเศษ
แห่งกรณะและสัมปทานะ เป็นต้น. เพราะฉะนั้น พึงเห็นว่า เม ศัพท์
ท่านกล่าวว่า ปรากฏในอรรถ ๓ อย่าง.
สุต ศัพท์ในบทว่า สุตํ นี้ ทั้งมีอุปสรรคและไม่มีอุปสรรค มี
ประเภทแห่งอรรถเป็นอันมาก เช่น คมนะ วิสสุตะ กิลินนะ อุปจิตะ
อนุโยคะ โสตวิญเญยยะ โสตทวารานุสารวิญญาตะเป็นต้น . จริงอยู่

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 19 (เล่ม 44)

อุปสรรคย่อมทำกิริยาให้พิเศษขึ้นก็จริง ถึงกระนั้น แม้เมื่อมีอุปสรรค
สุต ศัพท์นั่นแหละก็บ่งถึงอรรถนั้น เพราะส่องถึงอรรถ เพราะฉะนั้น
ในการขยายความของ สุต ศัพท์ที่ไม่มีอุปสรรค จะถือเอาสุตมีอุปสรรค
ก็ไม่ผิค. ในคำว่า สุตํ นั้น สุต ศัพท์มีอรรถว่าไป ในประโยคมีอาทิว่า
เสนาย ปสุโต ไปด้วยกองทัพ. สุต ศัพท์มีอรรถว่าวิสสุตธรรมใน
ประโยคมีอาทิว่า สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต ผู้มีธรรมปรากฏแล้ว เห็นอยู่.
สุต ศัพท์มีอรรถว่า กิเลเสน กิลินฺนา กิลินฺนสฺส ในประโยคมีอาทิว่า
ภิกษุณีผู้กำหนัดด้วยราคะ ต่อบุรุษผู้กำหนัดด้วยราคะ. สุตศัพท์มีอรรถว่า
สั่งสมในประโยคมีอาทิว่า ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกํ ท่านสั่งสม
บุญไว้มิใช่น้อย. สุตศัพท์มีอรรถว่า ณานานุยุตฺตา ในประโยคมีอาทิว่า
เย ฌานปสุตา ธีรา ชนเหล่าใดเป็นนักปราชญ์ประกอบในฌาน. สุต
ศัพท์มีอรรถว่า โสตวิญเญยยะ. ในประโยคมีอาทิ ว่า ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ รูป
ที่เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ. สุตศัพท์ที่มีอรรถว่าทรงความรู้
ตามกระแสแห่งโสตทวาร ในประโยคมีอาทิว่า สุตธโร สุตสนฺนิจโย
ทรงไว้ซึ่งสุตะ สั่งสมสุตะ. แต่ในที่นี้ สุตศัพท์นั้นมีอรรถว่า อุปธาริตํ
อันท่านทรงไว้ หรือ อุปธารณํ การทรงไว้ ตามกระแสแห่งโสตทวาร.
จริงอยู่ เมื่อเมศัพท์มีมยาศัพท์เป็นอรรถ ความว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว
อย่างนี้ คือ ทรงไว้ตามกระแสแห่งโสตทวาร ดังนี้ จึงจะควร. เมื่อเมศัพท์
มีมมศัพท์เป็นอรรถ ความว่า การฟังของข้าพเจ้าอย่างนี้ คือ การทรงจำ
ตามกระแสแห่งโสตทวาร ดังนี้ จึงจะถูก.
บรรดาบททั้ง ๓ ตามที่กล่าวมานั้น เพราะเหตุที่เอวํศัพท์ ใช้เคียง

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ – หน้าที่ 20 (เล่ม 44)

กับสุตศัพท์ พึงส่องถึงกิริยา คือการฟัง ฉะนั้น บทว่า เอวํ* เป็นคำ
แสดงไขถึงกิจแห่งวิญญาณที่เป็นไปทางโสตทวาร มีโสตวิญญาณและ
สัมปฏิจฉนะ เป็นต้น และแห่งวิญาณที่เป็นไปทางมโนทวาร อันวิญ-
ญาณทางโสตทวารนั้นนำมา. บทว่า เม เป็นบทแสดงไขถึงบุคคลผู้พรั่ง-
พร้อมด้วยวิญญาณดังกล่าวแล้ว. จริงอยู่ พากย์คือคำพูดที่เป็นประโยค
ทุกพากย์ประกอบด้วยอรรถแห่ง เอวํ อักษรนั่งเอง เพราะพากย์เหล่านั้น
มีอวธารณะเป็นผล. บทว่า สุตํ เป็นบทแสดงไขถึงการถือเอา ไม่ยิ่งไม่
หย่อนและไม่วิปริต จากการปฏิเสธการไม่ได้ยิน. เหมือนอย่างว่า การ
พึงควรจะกล่าวว่า สุตเมว ฉันใด การฟังนั้นก็ฉันนั้น เป็นการฟังถูกต้อง
คือ เป็นการถือเอาไม่หย่อน ไม่ยิ่ง และไม่วิปริต. อีกอย่างหนึ่ง เสียง
ที่บ่งถึงอรรถโดยส่องถึงอรรถในลำดับแห่งเสียง เพราะเหตุนั้น ในฝ่ายนี้
เพราะเหตุที่สุตศัพท์นี้มีอรรถที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า อสุตํ น โหติ การ
ไม่ได้ยิน ไม่มี ฉะนั้น บทว่า สุตํ จึงเป็นบทแสดงไขถึงการถือเอาไม่
หย่อน ไม่ยิ่ง และไม่วิปริต โดยปฏิเสธภาวะที่ไม่ได้ยิน. พระเถระกล่าว
อธิบายคำนี้ไว้ดังนี้ เราได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ เราไม่ได้เห็น เราไม่ทำให้
แจ้งด้วยสยัมภูญาณ หรือเราไม่ได้มาโดยประการอื่น. อีกอย่างหนึ่ง เรา
ได้ฟังมาแล้วทีเดียว และการฟังนั้นแลเป็นการฟังชอบแท้. อีกอย่างหนึ่ง
ในเอวํศัพท์ซึ่งมีอวธารณะเป็นอรรถ ก็มีอรรถโยชนา การประกอบความ
ดังว่ามานี้. สุตศัพท์ที่เพ่งถึงเอวํศัพท์นั้น มีอรรถแน่นอน เพราะฉะนั้น
สุตศัพท์ซึ่งบ่งถึงเอวํศัพท์นั้น พึงทราบว่า ปฏิเสธภาวะที่ไม่ได้ยิน และ
* สิงหลว่า- ฉะนั้น บทว่า เอวํ เป็นคำแสดงถึงกิจแห่งวิญญาณทางมโนทวารอันเกิดขึ้นแล้ว
ในลำดับแห่งวิญญาณทางโสตทวาร มีโสตวิญญาณและสัมปฏิจฉนะเป็นต้น.

20