พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 564 (เล่ม 43)

พระศาสดาทรงยกย่องพระธรรมทินนาเถรี
พระศาสดาตรัสว่า " ธรรมทินนาธิดาของเรากล่าวดีแล้ว, ด้วยเรา
เมื่อจะแก้ปัญหานั่น ก็จะพึงแก้อย่างนั้นเหมือนกัน " ดังนี้แล้ว เมื่อ
จะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๓๗. ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ มชฺเฌ จ นตฺถิ กิญฺจนํ
อกิญฺจนํ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" ความกังวลในก่อน ในภายหลัง และในท่าม
กลาง ของผู้ใดไม่มี. เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่มีความ
กังวล ไม่มีความยึดมั่นว่า เป็นพราหมณ์"
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุเร ความว่า ในขันธ์ทั้งหลายที่
เป็นอดีต.
บทว่า ปจฺฉา คือ ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอนาคต.
บทว่า มชฺเฌ ได้แก่ ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน.
สองบทว่า นตฺถิ กิญฺจนํ เป็นต้น ความว่า ความกังวลกล่าวคือ
ความยึดถือด้วยตัณหาในฐานะ ๓ เหล่านั้น ของผู้ใดไม่มี, เราเรียกผู้นั้น
ซึ่งไม่มีความกังวลด้วยกิเลสเครื่องกังวลคือราคะเป็นต้น ผู้ชื่อว่าไม่มีความ
ยึดมั่น เพราะไม่มีความยึดถืออะไร ๆ ว่า เป็นพราหมณ์.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระธรรมทินนาเถรี จบ.

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 565 (เล่ม 43)

๓๘. เรื่องพระอังคุลิมาลเถระ [๓๐๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระอังคุลิมาล
เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อุสภํ " เป็นต้น.
พระอังคุลิมาลไม่กลัวช้าง
เรื่องข้าพเจ้ากล่าว ไว้ในคาถาวรรณนาว่า " น เว กทริยา เทวโลกํ
วชนฺติ " เป็นต้นนั่นแล.
จริงอยู่ ในที่นั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า " ภิกษุทั้งหลายถามพระอังคุลิมาล
ว่า " ผู้มีอายุ ท่านเห็นช้างตัวดุร้าย ยืนกั้นฉัตรอยู่แล้ว ไม่กลัวหรือหนอ ? "
พระอังคุลิมาลตอบว่า " ไม่กลัว ผู้มีอายุ."
ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลพระศาสดา " พระเจ้าข้า พระอังคุลิมาล
พยากรณ์พระอรหัตด้วยคำไม่จริง."
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย อังคุลิมาลบุตรของเราย่อมไม่
กลัว, เพราะว่า ภิกษุทั้งหลายเช่นกับบุตรของเรา ผู้องอาจที่สุดในระหว่าง
พระขีณาสพผู้องอาจทั้งหลาย ย่อมไม่กลัว " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้
ในพราหมณวรรคว่า:-
๓๘. อุสภํ ปวรํ วีรํ มเหสึ วิชิตาวินํ
อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหมณํ.
" เราเรียกบุคคลผู้องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า
แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้ชนะโดยวิเศษ ไม่หวั่นไหว
ผู้ล้างแล้ว ผู้รู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์."

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 566 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :-
เราเรียกบุคคลนั้น คือเห็นปานนั้น ผู้ชื่อว่า องอาจ เพราะความ
เป็นผู้เช่นกับโคอุสภะ ด้วยอรรถว่าเป็นผู้ไม่หวาดเสียว ชื่อว่า ประเสริฐ
เพราะอรรถว่าสูงสุด ชื่อว่า ผู้แกล้วกล้า เพราะถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้
กล้าหาญ ชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ เพราะความเป็นผู้แสวงหาคุณ
อันใหญ่ มีศีลขันธ์เป็นต้น ชื่อว่า ผู้ชนะโดยวิเศษ เพราะความที่มารทั้ง ๓
อันตนชนะแล้ว ชื่อว่า ผู้ล้างแล้ว เพราะความเป็นผู้มีกิเลสอันล้างแล้ว
ชื่อว่า ผู้รู้ เพราะความเป็นผู้รู้สัจจะทั้ง ๔ ว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระอังคุลิมาลเถระ จบ.

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 567 (เล่ม 43)

๓๙. เรื่องเทวหิตพราหมณ์ [๓๐๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภปัญหาของ
เทวหิตพราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ปุพฺเพนิวาสํ " เป็นต้น.
พราหมณ์ทูลถามทักษิณาที่มีผลมาก
ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาพาธด้วย
พระวาโย (กำเริบ) ทรงส่งพระอุปวานเถระไปสู่สำนักของเทวหิตพราหมณ์
เพื่อต้องการน้ำร้อน. ท่านไปบอกความที่พระศาสดาทรงอาพาธแล้วขอ
น้ำร้อน.
พราหมณ์ฟังคำนั้นแล้ว เป็นผู้มีใจยินดี คิดว่า " การที่พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าทรงส่ง (พระอุปวานเถระ) มาสู่สำนักของเรา เพื่อต้องการ
น้ำร้อน เป็นลาภของเราหนอ" จึงใช้บุรุษให้ถือเอาหาบน้ำร้อนและ
ห่อน้ำอ้อย มอบถวายแก่พระอุปวานเถระ.
พระเถระ ให้ชนถือเอาน้ำร้อนเป็นต้นนั้นไปสู่วิหาร กราบทูล
พระศาสดาให้ทรงสรงด้วยน้ำร้อนแล้ว ละลายน้ำอ้อยด้วยน้ำร้อนถวายแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ในขณะนั้นนั่นเอง อาพาธนั้นของพระองค์ก็สงบระงับ. พราหมณ์
คิดว่า " ไทยธรรมเราให้แก่ใครหนอแล ? จึงมีผลมาก, เราจักทูลถาม
พระศาสดา." พราหมณ์นั้นไปสู่สำนักพระศาสดาแล้ว เมื่อจะทูลถาม
เนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 568 (เล่ม 43)

" บุคคลควรให้ไทยธรรมในบุคคลไหน ? ไทย-
ธรรมวัตถุอันบุคคลให้ในบุคคลไหน จึงมีผลมาก ?
ทักษิณาของบุคคลผู้บูชาอยู่อย่างไรเล่า ? จะสำเร็จ
ได้อย่างไร ?"
พระศาสดาทรงแก้ปัญหาของพราหมณ์
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสว่า " ไทยธรรมวัตถุ ที่บุคคลให้แล้ว
แก่พราหมณ์ผู้เช่นนี้ ย่อมมีผลมาก" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกาศบุคคล
ผู้เป็นพราหมณ์แก่พราหมณ์นั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๓. ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ
อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต อภิญฺญา โวสิโต มุนิ
สพฺพโวสิตโวสานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" บุคคลใด รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อน, ทั้งเห็น
สวรรค์และอบาย, อนึ่ง บรรลุความสิ้นไปแห่งชาติ
เสร็จกิจแล้ว เพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี, เราเรียกบุคคล
นั้น ซึ่งมีพรหมจรรย์อันอยู่เสร็จสรรพแล้วว่า เป็น
พราหมณ์."
แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :-
บุคคลใด รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนอย่างแจ้งชัด เห็นสวรรค์ต่างด้วย
เทวโลก ๒๖๑ ชั้น และอบาย ๔ ด้วยทิพยจักษุ อนึ่ง บรรลุพระอรหัต
๑. กามาพจร ๖ รูปพรหม ๑๖ อรูปพรหม ๔ รวมเป็น ๒๖.

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 569 (เล่ม 43)

กล่าวคือความสิ้นไปแห่งชาติ เสร็จกิจแล้ว เพราะรู้ยิ่งซึ่งธรรมควรรู้ยิ่ง
กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ละธรรมที่ควรละ ทำให้แจ้งซึ่งธรรม
ที่ควรทำให้แจ้ง คือบรรลุพระนิพพานหรือบรรลุพรหมจรรย์อันคนอยู่จบ
แล้ว ชื่อว่า เป็นมุนี เพราะเป็นผู้บรรลุภาวะแห่งผู้รู้ ด้วยปัญญาอันเป็น
เหตุสิ้นไปแห่งอาสวะ, เราเรียกบุคคลนั้นซึ่งชื่อว่ามีพรหมจรรย์อยู่เสร็จ-
สรรพแล้ว เพราะความเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ อันเป็นที่สุดแห่งกิเลส
ทั้งสิ้น คือพระอรหัตมรรคญาณว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น.
ฝ่ายพราหมณ์ มีใจเลื่อมใสแล้ว ตั้งอยู่ในสรณะทั้งหลาย ประกาศ
ความเป็นอุบาสกแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องเทวหิตพราหมณ์ จบ
พราหมณวรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๒๖ จบ.

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 570 (เล่ม 43)

รวมวรรคที่มีในคาถาธรรมบท คือ
[ ๓๗ ] ยมกวรรค อัปปมาทวรรค จิตตวรรค ปุปผวรรค พาลวรรค
บัณฑิตวรรค อรหันตวรรค สหัสสวรรค ปาปวรรค ทัณฑวรรค ชราวรรค
อัตตวรรค โลกวรรค พุทธวรรค สุขวรรค ปิยวรรค โกธวรรค มลวรรค
ธัมมัฏฐวรรค มรรควรรค รวมเป็น ๒๐ วรรค ปกิณณกวรรค นิรยวรรค
นาควรรค ตัณหาวรรค ภิกขุวรรค พราหมณวรรค รวมทั้งหมดนี้เป็น
๒๖ วรรค อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ทรงแสดงแล้ว
ในยมกวรรค มี ๒๐ คาถา ในอัปปมาทวรรคมี ๑ คาถา ในจิตตวรรคมี ๑๑
คาถา ในปุปผวรรคมี ๑๖ คาถา ในพาลวรรคมี ๑๗ คาถา ในบัณฑิตวรรค
มี ๑๔ คาถา ในอรหันตวรรคมี ๑๐ คาถา ในสหัสสวรรคมี ๑๖ คาถา
ในปาปวรรคมี ๑๓ คาถา ในทัณฑวรรคมี ๑๗ คาถา ในชราวรรค
มี ๑๑ คาถา ในอัตตวรรคมี ๑๒ คาถา ในโลกวรรคมี ๑๒ คาถา
ในพุทธวรรคมี ๑๖ คาถา ในสุขวรรคและปิยวรรคมีวรรคละ ๑๒ คาถา
ในโกธวรรคมี ๑๔ คาถา ในมลวรรคมี ๒๑ คาถา ในธัมมัฏฐวรรค
มี ๑๗ คาถา ในมรรควรรคมี ๑๖ คาถา ในปกิณณกวรรคมี ๑๖ คาถา
ในนิรยวรรคและนาควรรคมีวรรคละ ๑๔ คาถา ในตัณหาวรรคมี ๒๒ คาถา
ในภิกขุวรรคมี ๒๓ คาถา ในพราหมณวรรคอันเป็นวรรคที่สุดมี ๔๐ คาถา
คาถา ๔๒๓ คาถา อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรง
แสดงไว้ในนิบาตในธรรมบท.
จบคาถาธรรมบท

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 571 (เล่ม 43)

อรรถกถา
รวมเรื่องทั้งหมด
อรรถกถาแห่งพระธรรมบท มีประมาณ ๗๒ ภาณวาร อันข้าพเจ้า
ประกาศเรื่อง ๒๙๙ เรื่อง๑ คือ " ในยมกวรรค อันเป็นวรรคแรกของ
วรรคทั้งปวง ๑๔ เรื่อง, ในอัปปมาทวรรค ๙ เรื่อง ในจิตตวรรค ๙ เรื่อง,
ในปุปผวรรค ๑๒ เรื่อง ในพาลวรรค ๑๕ เรื่อง, ในบัณฑิตวรรค
๑๑ เรื่อง, ในอรหันตวรรค ๑๐ เรื่อง, ในสหัสสวรรค ๑๔ เรื่อง, ใน
ปาปวรรค ๑๒ เรื่อง, ในทัณฑวรรค ๑๑ เรื่อง, ในชราวรรค ๙ เรื่อง,
ในอัตตวรรค ๑๐ เรื่อง, ในโลกวรรค ๑๑ เรื่อง, ในพุทธวรรค ๙ เรื่อง,
ในสุขวรรค ๘ เรื่อง, ในปิยวรรค ๙ เรื่อง, ในโกธวรรค ๘ เรื่อง,
ในมลวรรค ๑๒ เรื่อง ในธัมมัฏฐวรรค ๑๐ เรื่อง, ในมรรควรรค ๑๐ เรื่อง,
ในปกิณณกวรรค ๙ เรื่อง, ในนิรยวรรค ๙ เรื่อง; ในนาควรรค ๘ เรื่อง,
ในตัณหาวรรค ๑๒ เรื่อง, ในภิกขุวรรค ๑๒ เรื่อง, ในพราหมณวรรค
๓๙ เรื่อง" รจนาไว้พอเหมาะ ด้วยสามารถไม่ย่อนักไม่พิสดารนัก
จบแล้ว ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
จบธัมมปทัฏฐกถา
๑. ในเรื่องเหล่านี้นับรวมทั้งหมดมี ๓๐๒ เรื่อง.

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 572 (เล่ม 43)

คำอุทิศของผู้เรียบเรียง
ธรรมบทอันยอดเยี่ยม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์ใดผู้พระธรรมราชา ทรงบรรลุแล้ว, พระ-
คาถาเหล่าใดในพระธรรมบท มีประมาณ ๔๒๓ พระ-
คาถา ตั้งขึ้นแล้ว ในเพราะเรื่อง ๒๙๙ เรื่อง อัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้แสวงหาคุณใหญ่
ทรงยังสัจจะทั้ง ๔ ให้แจ่มแจ้ง ทรงภาษิตไว้แล้ว,
ข้าพเจ้าผู้อยู่ในปราสาทของพระเจ้าสิริกูฏ ในวิหาร
อันพระอธิราชเจ้าผู้มีพระกตัญญูตรัสให้สร้างไว้แล้ว
เรียบเรียงอรรถกถานี้ แห่งพระคาถาเหล่านั้น ให้ถึง
พร้อมด้วยอรรถและพยัญชนะ ให้หมดมลทินด้วยดี
ตามพระบาลีมีประมาณ ๗๒ ภาณวาร เพื่อประโยชน์
และเพื่อเกื้อกูลแก่โลก เพราะความที่ข้าพเจ้าเป็นผู้
ใคร่เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมของพระโลก-
นาถเจ้า ได้บรรลุกุศลใดแล้ว, ด้วยอำนาจกุศลนั้น
ขอความดำริอันเป็นกุศลทั้งปวง จงเผล็ดผลที่น่าจับใจ
สำเร็จแก่สัตว์ทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้.

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 573 (เล่ม 43)

พรรณนาคุณสมบัติของผู้เรียบเรียงคัมภีร์นี้
พระเถระผู้ทรงนามอันครูทั้งหลายขนานแล้วว่า " พุทธโฆสะ "
ผู้ประดับด้วยศรัทธา ความรู้ และความเพียร อันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง มี
คุณสมุทัย มีศีล อาจาระ ความเป็นผู้ซื่อตรง และความเป็นผู้อ่อนโยน
เป็นต้น พรั่งพร้อมแล้ว สามารถหยั่งลงในการถือเอาลัทธิของตนและ
ลัทธิอื่น ประกอบด้วยความเฉลียวฉลาดด้วยปัญญา ประกาศญาณอันไม่
ขัดข้องในสัตถุศาสน์ อันต่างด้วยปริยัติธรรม คือพระไตรปิฎก พร้อม
ทั้งอรรถกถา ผู้ชำนาญในไวยากรณ์มาก ผู้ประกอบด้วยความกลมเกลี้ยง
แห่งถ้อยคำที่ไพเราะยิ่ง อันเปล่งออกได้สะดวก ที่ยังกรณสมบัติให้เกิด
ผู้มีปกติพูดถูกต้องคล่องแคล่วประเสริฐในทางพูด เป็นมหากวี เป็นผู้
ประดับวงศ์ของพระเถระทั้งหลาย ผู้อยู่ในมหาวิหารโดยปกติ ผู้เพียงดัง
ประทีปในวงศ์ของพระเถระ ผู้มีความรู้อันไม่ขัดข้องในอุตริมนุสธรรม
อันประดับด้วยคุณต่างด้วยอภิญญา ๖ และปฏิสัมภิทา ๔ เป็นต้น มีความรู้
ไพบูลย์ทั้งหมดจด ได้เรียบเรียงอรรถวรรณนาแห่งพระธรรมนี้ไว้แล้ว.

573