พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 554 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า มานุสกํ โยคํ ได้แก่ อายุและ
กามคุณทั้ง ๕ อันเป็นของมนุษย์. แม้ในกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์
ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อุปจฺจคา เป็นต้น ความว่า ผู้ใดละกิเลสเครื่องประกอบ
อันเป็นของมนุษย์ ก้าวล่วงกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้แล้ว,
เราเรียกผู้นั้น ซึ่งพรากกิเลสเครื่องประกอบทั้งหมดแม้ ๔ อย่างใดแล้วว่า
เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๑ จบ.

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 555 (เล่ม 43)

๓๕. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๒ [๒๙๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เคยเป็น
นักฟ้อนเหมือนกันรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " หิตฺวา รติญฺจ "
เป็นต้น.
พราหมณ์ละความยินดีและไม่ยินดีได้
เรื่องเป็นเช่นเดียวกับเรื่องก่อนนั้นแล. แต่ในเรื่องนี้ พระศาสดา
ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราละความยินดีและความไม่ยินดีได้
แล้ว ดำรงอยู่ " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๓๕. หิตฺวา รติญฺจ อรติญฺจ สีติภูตํ นิรูปธึ
สพฺพโลกาภิภุํ วีรํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" เราเรียกบุคคลนั้น ซึ่งละความยินดีและความ
ไม่ยินดีได้แล้ว ผู้เย็น ไม่มีอุปธิ ครอบงำโลกทั้งปวง
ผู้แกล้วกล้าว่า เป็นพราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รตึ ได้แก่ ความยินดีในกามคุณ ๕.
บทว่า อรตึ ได้แก่ ผู้ระอาในการอยู่ป่า.
บทว่า สีติภูตํ ได้แก่ ผู้ดับแล้ว.
บทว่า นิรูปธึ ได้แก่ ผู้ไม่มีอุปกิเลส.
บทว่า วีรํ ความว่า เราเรียกบุคคลผู้ครอบงำขันธโลกทั้งหมดได้
แล้ว ดำรงอยู่ ผู้มีความแกล้วกล้านั้น คือเห็นปานนั้นว่า เป็นพราหมณ์.

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 556 (เล่ม 43)

ในกาลจบเทศนา เป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๒ จบ.

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 557 (เล่ม 43)

๓๖. เรื่องพระวังคีสเถระ [๒๙๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระวังคีสะ-
เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " จุตึ โย เวทิ " เป็นต้น.
วังคีสพราหมณ์เป็นนักทำนาย
ได้ยินว่า พราหมณ์ในกรุงราชคฤห์คนหนึ่งชื่อวังคีสะ เคาะ (กะ-
โหลก) ศีรษะของพวกมนุษย์ที่ตายแล้วกู้รู้ได้ว่า " นี้เป็นศีรษะของผู้เกิด
ในนรก, นี้เป็นศีรษะของผู้เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน, นี้เป็นศีรษะของ
ผู้เกิดในเปรตวิสัย, นี้เป็นศีรษะของผู้เกิดในมนุษยโลก, นี้เป็นศีรษะของ
ผู้เกิดในเทวโลก."
พวกพราหมณ์คิดว่า " พวกเราอาศัยวังคีสพราหมณ์นี้ ก็สามารถ
หากินกะชาวโลกได้" จึงให้เขานุ่งผ้าแดง ๒ ผืนแล้วพาเที่ยวไปชนบท
กล่าวกะพวกมนุษย์ว่า " พราหมณ์ชื่อวังคีสะนั่น เคาะ (กะโหลก) ศีรษะ
ของพวกมนุษย์ที่ตายแล้ว ก็รู้จักที่เกิด, พวกท่านจงถามถึงที่พวกญาติของ
ตน ๆ เกิดแล้วเถิด."
พวกมนุษย์ให้กหาปณะ ๑๐ บ้าง ๒๐ บ้าง ๑๐๐ บ้าง ตามกำลัง
แล้ว จึงถามถึงทีพวกญาติเกิดแล้ว. พราหมณ์เหล่านั้นถึงกรุงสาวัตถีโดย
ลำดับแล้ว ยึดอาที่พักในที่ไม่ไกลแห่งพระเชตวัน, พวกเขาเห็นมหาชน
ผู้บริโภคอาหารเช้าแล้ว มีมือถือของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น กำลัง
เดินไปเพื่อฟังธรรม จึงถามว่า " พวกท่านไปไหนกัน ?" เมื่อมหาชน
นั้นบอกว่า " ไปสู่วิหาร เพื่อฟังธรรม." จึงกล่าวว่า " พวกท่านจักไป

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 558 (เล่ม 43)

ในที่นั้นทำอะไร ? บุคคลผู้ทัดเทียมกับวังดีสพราหมณ์ของพวกเรา ย่อม
ไม่มี, เขาเคาะ (กะโหลก) ศีรษะของพวกมนุษย์ที่ตายแล้ว ก็รู้ที่เกิดได้,
พวกท่านจงถามถึงที่พวกญาติเกิดเถิด."
มนุษย์เหล่านั้นกล่าวว่า " วังคีสะจะรู้อะไร ? บุคคลผู้ทัดเทียมกับ
พระศาสดาของพวกเรา ไม่มี." เมื่อพวกพราหมณ์แม้นอกนี้ กล่าวว่า
" บุคคลผู้ทัดเทียมกับวังคีสะ ไม่มี, เถียง๑กันแล้ว กล่าวว่า " มาเถิด
บัดนี้ พวกเราจักรู้ว่าวังคีสะของพวกท่าน หรือพระศาสดาของพวกเรา
มีความรู้ " แล้วได้พาพราหมณ์เหล่านั้นไปสู่วิหาร.
เขายอมจำนนพระศาสดา
พระศาสดาทรงทราบว่าชนเหล่านั้นมา จึงรับสั่งให้นำ (กะโหลก)
ศีรษะมา ๕ ศีรษะ คือ " ศีรษะของสัตว์ผู้เกิดในฐานะทั้ง ๔ คือ ' ใน
นรก ในกำเนิดดิรัจฉาน ในมนุษยโลก ในเทวโลก ' ๔ ศีรษะ และ
(กะโหลก) ศีรษะของพระขีณาสพ " รับสั่งให้วางไว้ตามลำดับ ในเวลา
ที่วังคีสะมาแล้ว จึงตรัสถามวังคีสะว่า " ทราบว่า ท่านเคาะ (กะโหลก)
ศีรษะแล้ว รู้ที่เกิดของสัตว์ทั้งหลายผู้ตายแล้วหรือ ?"
วังคีสะ. พระเจ้าข้า ข้าพระองค์รู้ได้.
พระศาสดา. นี้ (กะโหลก) ศีรษะของใคร ?
เขาเคาะ (กะโหลก) ศีรษะนั้นแล้ว กราบทูลว่า " ของสัตว์ผู้เกิด
ในนรก." ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการแก่เขาว่า " ดีละ " จึง
ตรัสถามถึงศีรษะทั้ง ๓ นอกนี้ ในขณะที่เขากราบทูลแล้ว ๆ ไม่ผิด ก็
ประทานสาธุการเหมือนอย่างนั้น จึงทรงแสดง (กะโหลก) ศีรษะที่ ๕
๑. กถํ วฑฺเฒตฺวา ยังถ้อยคำให้เจริญ.

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 559 (เล่ม 43)

ตรัสถามว่า " นี้ (กะโหลก) ศีรษะของใคร ? " เขาเคาะ ( กะโหลก)
นั้นแล้ว ไม่รู้ที่เกิด. ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะเขาว่า " วังคีสะ ท่าน
ไม่รู้หรือ ? " เมื่อเขากราบทูลว่า " พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่รู้ " จึง
ตรัสว่า " ฉันรู้."
วังดีสะ. พระองค์ทรงทราบด้วยอะไร ?
พระศาสดา. ทราบด้วยกำลังมนต์.
ลำดับนั้น วังคีสะทูลวิงวอนพระองค์ว่า " ขอพระองค์จงประทาน
มนต์นี้แก่ข้าพระองค์ พระศาสดาตรัสว่า " เราไม่สามารถจะให้มนต์แก่
บุคคลผู้ไม่บวชได้."
วังคีสะบวชเพื่อเรียนพุทธมนต์
เขาคิดว่า " เมื่อเราเรียนมนต์นี้แล้ว เราก็จักเป็นผู้ประเสริฐใน
ชมพูทวีปทั้งสิ้น" จึงส่งพราหมณ์เหล่านั้นไป ด้วยคำว่า " พวกท่านจง
อยู่ในที่นั้นนั่นแหละสิ้น ๒- ๓วัน ฉันจักบวช " แล้วได้บรรพชาอุปสมบท
ในสำนักพระศาสดา ได้เป็นผู้มีนามว่า วังคีสเถระ.
ลำดับนั้น พระศาสดาประทานกัมมัฏฐานมีอาการ ๓๒ เป็นอารมณ์
แก่เธอแล้ว ตรัสว่า " เธอจงสาธยายบริกรรมมนต์."
พระเถระบรรลุพระอรหัต
พระวังคีสเถระนั้นสาธยายมนต์อยู่ ถูกพวกพราหมณ์ถามใน
ระหว่าง ๆ ว่า " ท่านเรียนมนต์ได้แล้วหรือยัง ? " จึงบอกว่า " พวก
ท่านจงรอก่อน ฉันกำลังเรียน" ต่อกาล ๒-๓ วันเท่านั้นก็ได้บรรลุพระ-
อรหัต ถูกพราหมณ์ทั้งหลายถามอีก จึงกล่าวว่า " ท่านผู้มีอายุ บัดนี้
ฉันไม่ควรเพื่อจะไป."

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 560 (เล่ม 43)

พวกภิกษุได้ยินคำนั้นแล้ว จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า " พระเจ้าข้า
พระวังคีสเถระนี้ พยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยคำไม่จริง."
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่ากล่าวอย่างนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้บุตรของเราฉลาดในการจุติและปฏิสนธิแล้ว " ดังนี้
แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๓๖. จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ อุปปตฺติญฺจ สพฺพโส
อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
ยสฺส คตึ น ชานนฺติ เทวา คนฺธพฺพมานุสา
ขีณาสวํ อรหนฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" ผู้ใด รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายโดยประ-
การทั้งปวง, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งไม่ข้อง ไปดี รู้แล้ว;
ว่าเป็นพราหมณ์. เทพยดา คนธรรพ์และหมู่มนุษย์
ย่อมไม่รู้คติของผู้ใด, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีอาสวะสิ้น
แล้ว ผู้ไกลกิเลสว่า เป็นพราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โย เวทิ เป็นต้น ความว่า ผู้ใด
รู้จุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย โดยประการทั้งปวงอย่างแจ้งชัด๑, เรา
เรียกบุคคลผู้นั้น ซึ่งชื่อว่า ไม่ข้อง เพราะความเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง ชื่อว่า
ไปดีแล้ว เพราะความเป็นผู้ไปดีแล้วด้วยการปฏิบัติ ชื่อว่าผู้รู้แล้ว เพราะ
ความเป็นผู้รู้สัจจะทั้ง ๔ ว่า เป็นพราหมณ์.
๑. ปากฏํ กตฺวา ทำให้ปรากฏ.

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 561 (เล่ม 43)

บทว่า "ยสฺส เป็นต้น ความว่า เทพดาเป็นต้นเหล่านั้น ไม่รู้คติ
ของผู้ใด, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งชื่อว่า มีอาสวะสิ้นแล้ว เพราะความที่
อาสวะทั้งหลายสิ้นแล้ว ชื่อว่า ผู้ไกลกิเลส เพราะความเป็นผู้ห่างไกล
จากกิเลสทั้งหลายว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระวังคีสเถระ จบ.

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 562 (เล่ม 43)

๓๗. เรื่องพระธรรมทินนาเถรี [๓๐๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุณีชื่อ
ธรรมทินนา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ยสฺส ปุเร จ " เป็นต้น.
วิสาขอุบาสกบรรลุอนาคามิผล
ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง ในเวลานางเป็นคฤหัสถ์ วิสาขอุบาสก
ผู้เป็นสามี ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา บรรลุอนาคามิผลแล้วคิดว่า
" การที่เราให้นางธรรมทินนารับทรัพย์สมบัติทั้งปวง ควร;" ในกาลก่อน
แต่นั้น อุบาสกนั้นเมื่อมา เห็นนางธรรมทินนาผู้แลดูอยู่ทางหน้าต่าง
ย่อมทำความยิ้มแย้ม. แต่ในวันนั้น ไม่แลดูนางผู้ยืนอยู่ที่หน้าต่างเลย
ได้ไปแล้ว.
นางคิดว่า " นี้เรื่องอะไรกันหนอ ? คิดว่า ' ข้อนั้นจงยกไว้,
เราจักรู้ในเวลาบริโภค" แล้วนำภัตเข้าไปในเวลาบริโภค.
ในวันอื่น ๆ อุบาสกนั้นพูดว่า " มาเถิด, เราบริโภคด้วยกัน. แต่
ในวันนั้น เป็นผู้นิ่งเฉย บริโภคแล้ว. นางคิดว่า " สามีคงจักโกรธด้วย
เหตุอะไร ๆ แน่นอน."
ครั้งนั้น. วิสาขอุบาสกเรียกนางในเวลานั่งตามสบายมาแล้ว กล่าว
กะนางว่า " ธรรมทินนา หล่อนจงรับทรัพย์สมบัติทั้งปวงในเรือนนี้เถิด."
นางคิดว่า " ธรรมดาว่า คนทั้งหลายโกรธแล้วย่อมไม่ให้ใครรับทรัพย์
สมบัติ, นี่เรื่องอะไรกันหนอ ?" จึงกล่าวว่า " นาย ก็ท่านเล่า ? "
อุบาสก. จำเดิมแต่นี้ ฉันจักไม่จัดแจงอะไร ๆ.

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 563 (เล่ม 43)

ธรรมทินนา. ใครจักรับน้ำลายที่ท่านบ้วนทิ้ง, เมื่อเป็นเช่นนั้น
ท่านก็จงอนุญาตการบวชแก่ดิฉันเถิด.
อุบาสกนั้น รับว่า " ดีละ นางผู้เจริญ " แล้วนำนางไปสู่สำนัก
ภิกษุณีด้วยสักการะเป็นอันมาก ให้บวชแล้ว. นางได้อุปสมบทแล้ว
ได้มีชื่อว่า ธรรมทินนาเถรี.
วิสาขอุบาสกถามปัญหาในมรรคกะพระเถรี
นางไปสู่ชนบทกับภิกษุณีทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้ประสงค์วิเวก
เมื่ออยู่ในชนบทนั้นไม่นานเท่าไร ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา
ทั้งหลาย กลับมาสู่กรุงราชคฤห์อย่างเดิมอีก ด้วยคิดว่า " บัดนี้ พวกชน
ผู้เป็นญาติอาศัยเราแล้ว จักทำบุญทั้งหลาย."
อุบาสก ได้ทราบความที่พระเถรีมาแล้ว คิดว่า " พระเถรีมา
เพราะเหตุไรหนอ ?" จึงไปสู่สำนักภิกษุณี ไหว้พระเถรีแล้วนั่ง ณ ส่วน
ข้างหนึ่ง คิดว่า " การที่เราจะพูดว่า ' แม่เจ้า ท่านกระสันหรือหนอ '
ดังนี้ ก็เป็นการไม่สมควร, เราจักถามปัญหาสักข้อหนึ่งกะพระเถรีนั้น "
แล้วถามปัญหาในโสดาปัตติมรรค. พระเถรี เฉลยปัญหาข้อนั้นได้. อุบาสก
จึงถามปัญหาแม้ในมรรคที่เหลือ โดยอุบายนั้นนั่นแล เมื่อพระเถรีนั้น
กล่าวในเวลาปัญหาอันอุบาสกนั้นถามก้าวล่วง (วิสัย) ว่า " วิสาขะผู้มีอายุ
ท่านแล่นเลย (วิสัย) ไปแล" แล้วกล่าวว่า " เมื่อท่านจำนง ก็พึงเข้าไป
เฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถามปัญหานี้" ไหว้พระเถรีแล้ว ลุกจากอาสนะ
ไปสู่สำนักพระศาสดา กราบทูลการสนทนาปราศรัยนั้นทั้งหมด แด่พระผู้มี
พระภาคเจ้า.

563