พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 544 (เล่ม 43)

ทาสีนั้นกล่าวว่า " ถ้ากระนั้น ดิฉันอาจเพื่อจะทำกิจนั่นได้ " จึง
ได้รับเอาไปแล้ว.
ฝ่ายบุรุษเหล่านั้น เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงไปสู่สำนักเศรษฐีของตน
เมื่อเศรษฐีกล่าวว่า " พ่อทั้งหลาย ตระกูลแห่งเศรษฐีอันพวกเจ้าเห็นแล้ว
หรือ ? " เรียนว่า " นาย ท่านจะมีอะไร, สมบัติชื่อเห็นปานนี้ ของ
เศรษฐีชื่อโชติกะ มีอยู่ในกรุงราชคฤห์ " จึงบอกสมบัติในเรือนทั้งหมด
แล้วบอกเรื่องราวนั้น.
เศรษฐีฟังคำของบุรุษเหล่านั้นแล้วมีใจยินดี คิดว่า " บัดนี้เราจัก
ได้บวช" จึงไปสู่สำนักของพระราชา กราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ
ข้าพระองค์มีประสงค์จะบวช."
พระราชาตรัสว่า " ดีละ มหาเศรษฐี ท่านจงบวชเถิด."
เศรษฐีนั้นไปสู่เรือนแล้ว ให้เรียกบุตรทั้งหลายมาแล้ว วางจอบ
มีด้ามเป็นทองคำ ตัวจอบเป็นเพชร ไว้ที่มือของบุตรคนใหญ่แล้ว กล่าว
ว่า " พ่อ เจ้าจงขุดเอาลิ่มทองจากภูเขาทองที่หลังเรือน." ลูกชายคน
ใหญ่นั้น ถือเอาจอบไปสับภูเขาทอง. เวลาเขาสับภูเขาทองนั้น ได้เป็น
เหมือนเวลาที่เขาสับที่หินดาดฉะนั้น.
เศรษฐีรับจอบจากมือของลูกชายคนใหญ่นั้น ส่งให้ในมือของลูก
ชายคนกลาง. แม้ลูกชายคนกลางแม้นั้น สับภูเขาทองอยู่, เวลาเขาสับ
นั้น ได้เป็นเหมือนเวลาที่เขาสับหินดาดฉะนั้น.
ลำดับนั้น เศรษฐีจึงส่งจอบนั้นให้ในมือของลูกชายคนเล็ก. เมื่อ
ลูกชายคนเล็กนั้น รับอาจอบนั้นฟันอยู่ เวลาที่เขาฟันนั้น ได้เป็นเหมือน
เวลาที่เขาสับดินเหนียวที่เขาทำให้เป็นกองไว้ฉะนั้น.

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 545 (เล่ม 43)

ลำดับนั้น เศรษฐีจึงกล่าวกะลูกชายคนเล็กว่า " มาเถิดพ่อ,
พอละ ด้วยทรัพย์ประมาณเท่านี้ " แล้วให้เรียกพี่ชาย ๒ คนนอกนี้มา
แล้ว นอกว่า " ภูเขาทองลูกนี้ ไม่ใช่เกิดเพื่อพวกเจ้า, เกิดขึ้นเพื่อพ่อ
และลูกชายคนเล็ก, พวกเจ้าจงใช่สอยรวมกันกับลูกชายคนเล็กนี้เถิด."
ถามว่า " ก็เพราะเหตุไร ภูเขาทองนั้นจึงเกิดเพื่อบิดาและลูกชาย
คนเล็กเท่านั้น ? เพราะเหตุไร ชฎิลเศรษฐีจึงถูกโยนลงไปในน้ำในเวลา
เกิดแล้ว ?"
แก้ว่า เพราะกรรมที่ตนทำแล้วนั่นเอง.
บุรพกรรมของชฎิลเศรษฐี
ความพิสดารว่า เมื่อมหาชนกำลังสร้างพระเจดีย์ของพระกัสสป-
สัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ พระขีณาสพองค์หนึ่งไปสู่เจติยสถาน แลดูแล้วถามว่า
" พ่อทั้งหลาย เพราะเหตุไร มุขทางทิศอุดรแห่งเจดีย์ จึงยังไม่ก่อขึ้น ?"
มหาชน. ทองยังไม่พอ.
พระขีณาสพ. ฉันจักเข้าไปสู่ภายในบ้านแล้วชักชวน, พวกท่าน
จงทำกรรมโดยเอื้อเฟื้อเถิด.
ท่านกล่าวอย่างนั้นแล้วเข้าไปสู่พระนคร ชักชวนมหาชนว่า " แม่
และพ่อทั้งหลาย ทองที่หน้ามุขข้างหนึ่งแห่งพระเจดีย์ของพวกเรา ยังไม่
พอ, พวกท่านจงรู้ทองเถิด" ได้ไปสู่ตระกูลแห่งนายช่างทองแล้ว. ฝ่าย
นายช่างทอง กำลังนั่งทะเลาะกับภรรยาอยู่ในขณะนั้นเอง.
ครั้งนั้น พระเถระกล่าวกะเขาว่า " ทองสำหรับหน้ามุขที่พระเจดีย์
อันท่านทั้งหลายรับไว้ยังไม่พอ, การที่ท่านรู้ทองนั้นย่อมควร. เขากล่าว

545
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 546 (เล่ม 43)

ด้วยความโกรธต่อภรรยาว่า " ท่านจงโยนพระศาสดาของท่านลงในน้ำ
แล้วไปเสีย."
ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะเขาว่า " ท่านทำกรรมอย่างสาหัสยิ่ง
ท่านโกรธดิฉัน ควรจะด่าหรือควรจะเฆี่ยนดิฉันเท่านั้น, เหตุไฉนท่านจึง
ทำเวรในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันเล่า ? "
ทันใดนั้นเอง นายช่างทองเป็นผู้ถึงความสลดใจแล้ว กล่าวว่า " ท่าน
เจ้าข้า ขอท่านจงอดโทษแก่กระผม " แล้วหมอบลงแทบเท้าของพระ-
เถระ.
พระเถระ. โยม ฉันหาถูกท่านว่ากล่าวอะไร ๆ ไม่, ท่านจงยัง
พระศาสดาให้อดโทษเถิด.
นายช่างทอง. ท่านเจ้าข้า กระผมจะทำอย่างไรเล่า จึงจะให้พระ-
ศาสดาอดโทษได้ ?
พระเถระ. ท่านจงทำหม้อดอกไม้ทองคำ ๓ หม้อ บรรจุเข้าไว้
ภายในที่บรรจุพระธาตุแล้ว เป็นผู้มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ยังพระศาสดาให้
อดโทษเถิด โยม.
เขารับว่า ดีละ ขอรับ " แล้วเมื่อจะทำดอกไม้ทองคำ ให้เรียก
บุตรชายคนใหญ่ในบุตร ๓ คนมาแล้ว กล่าวว่า " มานี่แน่ะ พ่อ, พ่อ
ได้กล่าวกะพระศาสดาด้วยคำเป็นเวร, เพราะฉะนั้น พ่อจักทำดอกไม้
เหล่านี้ บรรจุในที่บรรจุพระธาตุ ให้พระศาสดาอดโทษ, แม้เจ้าแล ก็
จงเป็นสหายของเรา."
ลูกชายคนใหญ่นั้นบอกว่า " พ่ออันฉันใช้ให้กล่าวคำเป็นเวร หามิ
ได้, พ่อทำแต่ลำพังเถิด" แล้วไม่ปรารถนาจะทำ.

546
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 547 (เล่ม 43)

ช่างทอง ให้เรียกลูกชายคนกลางมาแล้ว กล่าวเหมือนอย่างนั้น.
แม้ลูกชายคนกลางนั้น ก็กล่าวเหมือนอย่างนั้น แล้วไม่ปรารถนาจะทำ.
เขาจึงให้เรียกลูกชายคนเล็กมาแล้ว ก็กล่าว (เหมือนอย่างนั้น).
ลูกชายคนเล็กนั้นคิดว่า " ธรรมดาว่ากิจที่เกิดขึ้นแก่บิดา ย่อมเป็น
ภาระของบุตร" จึงเป็นสหายของบิดา ได้ทำดอกไม้ทั้งหลายแล้ว. นาย
ช่างทองยังหม้อดอกไม้ขนาดคืบหนึ่ง ๓ หม้อ ให้สำเร็จแล้วบรรจุในที่
บรรจุพระธาตุ มีผ้าชุ่ม มีผมชุ่ม ยังพระศาสดาให้อดโทษแล้ว. เขาได้
ถูกโยนลงไปในน้ำในเวลาเกิดถึง ๗ ครั้ง ด้วยประการฉะนี้.
ก็อัตภาพของเขาที่ตั้งอยู่แล้วในที่สุดนี้ แม้ในบัดนี้ ก็ถูกโยนลงไป
ในน้ำ เพราะผลของกรรมนั้นเหมือนกัน. ส่วนบุตรของเขาสองคนใด
ไม่ปรารถนาจะเป็นสหายในเวลาทำดอกไม้ทองคำ, เพราะเหตุนั้น ภูเขา
ทองจึงไม่เกิดสำหรับบุตรทั้งสองนั้น, แต่เกิดสำหรับลูกชายคนเล็ก เพราะ
ความที่เขาทำดอกไม้ทองคำร่วมกัน (กับบิดา).
ชฎิลเศรษฐีออกบวชได้บรรลุพระอรหัต
เศรษฐีนั้นพร่ำสอนบุตรแล้ว บวชในสำนักพระศาสดา บรรลุ
พระอรหัตแล้วโดย ๒-๓ วันเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
โดยสมัยอื่น พระศาสดาเสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต พร้อมด้วย
ภิกษุ ๕๐๐ รูป ได้เสด็จไปสู่ประตูเรือนของบุตรทั้งหลายของเศรษฐีนั้น.
บุตรเหล่านั้น ได้ถวายภิกษาหารแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
ตลอดกึ่งเดือน.
ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า " ชฎิล ผู้มีอายุ แม้ใน

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 548 (เล่ม 43)

วันนี้ ความทะยานอยากในภูเขาทองประมาณ ๘๐ ศอก และในบุตร
ทั้งหลายของท่านมีอยู่หรือ ?"
พระชฎิล. ผู้มีอายุ ตัณหาหรือมานะในภูเขาทองและบุตรเหล่านั้น
ของผม ย่อมไม่มี.
ภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าวว่า " พระชฎิลเถระนี้ พูดไม่จริง พยากรณ์
พระอรหัตผล."
พระศาสดาทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย ตัณหาหรือมานะในภูเขาทองและบุตรเหล่านั้นของบุตรของเรา
ย่อมไม่มี" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๓๓. โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช
ตณฺหาภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" ผู้ใด ละตัณหาในโลกนี้ได้แล้ว เป็นผู้ไม่มี
เรือน เว้นเสียได้, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีตัณหาและ
ภพอันสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์."
แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :-
ผู้ใดละตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖ ในโลกนี้เสียได้ เป็นผู้ไม่มี
ความต้องการอยู่ครองเรือน ชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีเรือน เว้นเสียได้ เราเรียก
ผู้ชื่อว่า มีตัณหาและภพอันสิ้นแล้ว เพราะความที่ตัณหาและภพเป็นของ
สิ้นแล้วนั้น ว่าเป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 549 (เล่ม 43)

ปัตติผลเป็นต้นดังนี้แล.๑
พระเจ้าอชาตศัตรูจะยึดเอาบ้านเศรษฐี
ฝ่ายพระเจ้าอชาตศัตรูกุมารสมคบกับพระเทวทัต ปลงพระชนม์
พระราชบิดา ดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว ทรงดำริว่า " เราจักยึดเอา
ปราสาทของโชติกเศรษฐี" จึงทรงเตรียมการรบแล้วเสด็จออกไป พอ
ทอดพระเนตรเห็นพระฉายของพระองค์พร้อมด้วยบริวารที่กำแพงแก้ว
เข้าพระทัยว่า " คฤหบดี เป็นผู้เตรียมการรบคุมพลออกมาแล้ว " จึง
ไม่ทรงสามารถจะเสด็จเข้าไปได้.
ในวันนั้น แม้เศรษฐีเป็นผู้รักษาอุโบสถ บริโภคอาหารเช้าแต่
เช้าตรู่ ไปสู่วิหาร นั่งฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา.
ส่วนยักษ์ชื่อยมโมลี ผู้ยึดการรักษายืนอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๑ เห็น
พระเจ้าอชาตศัตรูนั้น จึงถามว่า " ท่านจะไปไหน ?" แล้วกำจัดพระเจ้า
อชาตศัตรูพร้อมด้วยราชบริพาร ติดตามไปในทิศใหญ่ทิศน้อยทั้งหลาย
พระราชาได้เสด็จไปสู่วิหารแล้วเหมือนกัน.
ครั้งนั้น เศรษฐีพอเห็นท้าวเธอ จึงทูลว่า " เรื่องอะไรกัน ?
พระเจ้าข้า " ได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ยืนอยู่แล้ว.
พระราชา. คฤหบดี ท่านบังคับพวกบุรุษของท่านว่า ' จงรบกับ
เรา ' แล้วมาในที่นี้ นั่งทำเป็นเหมือนฟังธรรมอยู่หรือ ?
เศรษฐี. ก็สมมติเทพ เสด็จไปเพื่อยึดเอาเรือนของข้าพระองค์
มิใช่หรือ ?
พระราชา. เออ เราไป.
๑. เบื้องหน้าแต่นี้ บัณฑิตพึงเห็นความสืบต่อด้วยเรื่องเดิม.

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 550 (เล่ม 43)

เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ แม้พระราชาตั้งพัน ก็ไม่สามารถเพื่อ
จะยึดเอาเรือนของข้าพระองค์ได้ เพราะข้าพระองค์ไม่ปรารถนา.
พระราชาทรงถอดแหวนไม่ออก
ท้าวเธอกริ้วว่า " ก็ท่านจักเป็นพระราชาหรือ ? "
เศรษฐี. ข้าพระองค์ไม่เป็นพระราชา, แต่พระราชาหรือโจรไม่
สามารถจะถือเอาแม้เส้นด้ายที่ชายผ้าอันเป็นของข้าพระองค์ได้ เพราะ
ข้าพระองค์ไม่ปรารถนา.
พระราชา. ก็ฉันจักถือเอาตามความพอใจของท่านได้ อย่างไร ?
เศรษฐี. ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าอย่างนั้น แหวน ๒๐ วงเหล่านั้น ที่
นิ้วมือทั้ง ๑๐ ของข้าพระองค์มีอยู่, ข้าพระองค์ไม่ถวายแหวนเหล่านี้แก่
พระองค์: ถ้าพระองค์ทรงสามารถไซร้, ข้าพระองค์จงทรงถือเอาเถิด.
ก็พระราชานั้น ประทับนั่งกระโหย่งบนพื้น เมื่อจะทรงกระโดด
ย่อมทรงกระโดดขึ้นสู่ที่ ๑๘ ศอกได้, ประทับยืน เมื่อจะทรงกระโดด
ย่อมทรงกระโดดขึ้นสู่ที่ ๘๐ ศอกได้. พระราชาแม้ทรงมีพระกำลังมาก
อย่างนี้ ทรงกระโดดไปมาอย่างโน้นและข้างนี้ ก็ไม่ทรงสามารถเพื่อจะ
ถอดแม้ซึ่งแหวนวงหนึ่งได้.
เศรษฐีสลดใจใคร่จะบวช
ลำดับนั้น เศรษฐีกราบทูลกะท้าวเธอว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ขอ
พระองค์ทรงลาดผ้าสาฎก " แล้วได้ทำนิ้วทั้งหลายให้ตรง. แหวนแม้ทั้ง
๒๐ วง หลุดออกแล้ว.
ลำดับนั้น เศรษฐีกราบทูลท้าวเธอว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ใคร ๆ

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 551 (เล่ม 43)

ไม่สามารถเพื่อจะถือเอาทรัพย์สมบัติอันเป็นของข้าพระองค์ด้วยอาการอย่าง
นั้นได้ เพราะช้าพระองค์ไม่ปรารถนา" ดังนี้แล้ว เกิดสลดใจเพราะ
พระกิริยาของพระราชา จึงกราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์
จงทรงอนุญาตเพื่อการบวชแก่ข้าพระองค์." ท้าวเธอทรงดำริว่า " เมื่อ
เศรษฐีนี้บวชแล้ว, เราจักยึดเอาปราสาทได้สะดวก" จึงตรัสว่า " จง
บวชเถิด" ด้วยพระดำรัสคำเดียวเท่านั้น. เศรษฐีนั้นบวชในสำนักพระ-
ศาสดาแล้ว ต่อกาลไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต มีชื่อว่า พระโชติก-
เถระ.
ในขณะที่ท่านบรรลุพระอรหัตแล้วนั่นแล สมบัตินั้นแม้ทั้งหมดก็
อันตรธานไป. พวกเทพดาก็นำภรรยาของเศรษฐีนั้น ชื่อสตุลกายา แม้
นั้นไปสู่อุตตรกุรุทวีปนั่นแล.
พวกภิกษุเข้าใจว่าพระเถระอวดอุตริมนุสธรรม
ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายเรียกพระโชติกเถระนั้นมาแล้ว ถามว่า
" โชติกะผู้มีอายุ ก็ตัณหาในปราสาทหรือในหญิงนั้นของท่านยังมีอยู่หรือ ?
เมื่อท่านบอกว่า " ไม่มี ผู้มีอายุทั้งหลาย " จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า
" พระเจ้าข้า พระโชติกะนี้ กล่าวไม่จริง พยากรณ์พระอรหัตผล."
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราไม่มีตัณหาใน
ปราสาทหรือในหญิงนั้นเลย " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:-
" ผู้ใด ละตัณหาได้แล้ว ในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มี
เรือน เว้นเสียได้, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งมีตัณหาและ
ภพอันสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์."

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 552 (เล่ม 43)

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระโชติกเถระ จบ.

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 553 (เล่ม 43)

๓๔. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูปที่ ๑ [๒๙๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เคยเป็น
นักฟ้อนรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " หิตฺวา มานุสกํ " เป็นต้น.
นักฟ้อนออกบวชได้บรรลุพระอรหัต
ได้ยินว่า นักฟ้อนนั้นเที่ยวเล่นกีฬาคือการฟ้อนชนิดหนึ่ง ฟัง
ธรรมกถาของพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต. เมื่อภิกษุนั้นกำลัง
เข้าไปบิณฑบาตกับภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ภิกษุทั้งหลาย
เห็นบุตรของนักฟ้อนคนหนึ่งกำลังเล่นอยู่ จึงถามว่า " ผู้มีอายุ บุตรของ
นักฟ้อนนั่น เล่นกีฬาที่ท่านเล่นแล้ว ๆ, ท่านยังมีความเยื่อใยในกีฬา
ชนิดนี้อยู่หรือหนอแล ?" เมื่อภิกษุนั้นตอบว่า " ไม่มี " จึงพูดกันว่า
" ท่านผู้เจริญ ภิกษุนี้กล่าวไม่จริง พยากรณ์พระอรหัตผล."
พระศาสดาทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุ
ทั้งหลาย บุตรของเราก้าวล่วงกิเลสเครื่องประกอบทั้งปวงได้แล้ว" ดังนี้
แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๓๔. หิตฺวา มานุสกํ โยคํ ทิพฺพํ โยคํ อุปจฺจคา
สพฺพโยควิสํยุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" ผู้ใด ละกิเลสเครื่องประกอบ อันเป็นของ
มนุษย์ ล่วงกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของทิพย์ได้
แล้ว, เราเรียกผู้นั้น ซึ่งพรากกิเลสเครื่องประกอบ
ทั้งปวงได้แล้วว่า เป็นพราหมณ์."

553