พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 514 (เล่ม 43)

ตกแต่งอาหารที่ประณีตไว้แต่เช้าตรู่ แล้วถวายภิกษาในเวลาพระเถระเข้า
ไปบิณฑบาต โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน นิมนต์ว่า " ท่านเจ้าข้า ขอท่าน
จงนั่งในที่นี้นี่แหละ ทำภัตกิจ" แล้วรับเอาบาตร. ท่านได้ให้บาตรแล้ว.
หญิงแพศยาออกอุบายเกลี้ยกล่อมพระเถระ
ครั้งนั้น หญิงแพศยานั้นเลี้ยงพระเถระนั้น ด้วยอาหารอันประณีต
เรียนว่า " ท่านเจ้าข้า การเที่ยวบิณฑบาตในที่นี้นี่แหละสะดวกดี " นิมนต์
ให้พระเถระนั่งฉันที่ระเบียง ๒-๓ วัน แล้ว เอาขนมเกลี้ยกล่อมพวกเด็ก
แล้วพูดว่า " พวกเจ้าจงมา, ในเวลาพระเถระมาแล้ว แม้ฉันห้ามอยู่,
พวกเจ้าพึงมาในที่นี้ แล้ว (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้น."
ในวันรุ่งขึ้นเวลาพระเถระฉัน พวกเด็กเหล่านั้นแม้ถูกหญิงแพศยา
นั้นห้ามอยู่ ก็ (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้นแล้ว.
ในวันรุ่งขึ้น หญิงแพศยานั้นเรียนว่า " พวกเด็ก แม้ดิฉันห้ามอยู่
ก็ไม่ฟังคำของดิฉัน ยัง (คุ้ย) ธุลีให้ฟุ้งขึ้นในที่นี้ได้, ขอท่านจงนั่งภายใน
เรือนเถิด" ให้ท่านนั่งภายในแล้ว นิมนต์ให้ฉันสิ้น ๒-๓ วัน, นาง
เกลี้ยกล่อมเด็กอีก พูดว่า " พวกเจ้า แม้ถูกฉันห้ามอยู่ พึงทำเสียงอึกทึก
ในเวลาพระเถระฉัน." เด็กเหล่านั้น ทำอย่างนั้นแล้ว.
ในวันรุ่งขึ้น นางกล่าวว่า " ท่านเจ้าข้า ในที่นี้มีเสียงอึกทึกเหลือ
เกิน, พวกเด็ก แม้ดิฉันห้ามอยู่ ก็ไม่เชื่อถือถ้อยคำของดิฉัน; นิมนต์ท่าน
นั่งเสียในปราสาทเบื้องบนเถิด," เมื่อพระเถระรับนิมนต์แล้ว, ทำพระเถระ
ไว้ข้างหน้า เมื่อจะขึ้นไปสู่ปราสาท ปิดประตูทั้งหลายเสีย จึงขึ้นไปสู่
ปราสาท.
พระเถระ แม้เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 515 (เล่ม 43)

อย่างอุกฤษฏ์ ถูกความอยากในรสพัวพันแล้ว จึงขึ้นไปสู่ปราสาท ๗ ชั้น
ตามคำของนาง.
หญิงแพศยาแสดงอาการ ๔๐ อย่าง เกี้ยวพระเถระ
นางให้พระเถระนั่งแล้ว แสดงแง่งอนของหญิง ลีลาของหญิง
ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า " เพื่อนผู้มีหน้าเอิบอิ่ม ได้ยินว่า หญิงย่อมเกี้ยวชาย
ด้วยฐานะ ๔๐๑ อย่าง คือ : สะบัดสะบิ้ง ๑ ก้มลง ๑ กรีดกราย ๑ ชะมด-
ชม้อย ๑ เอาเล็บดีดเล็บ ๑ เอาเท้าเหยียบเท้า ๑ เอาไม้ขีดแผ่นดิน ๑
ชูเด็กขึ้น ๑ ลดเด็กลง ๑ เล่นเอง ๑ ให้เด็กเล่น ๑ จูบเอง ๑ ให้เด็ก
จูบ ๑ รับประทานเอง ๑ ให้เด็กรับประทาน ๑ ให้ของเด็ก ๑ ขอของ
คืน ๑ ล้อเลียนเด็ก๒ ๑ พูดดัง ๑ พูดค่อย ๑ พูดคำเปิดเผย ๑ พูด
ลี้ลับ ๑ (ทำนิมิต) ด้วยการฟ้อน ด้วยการขับ ด้วยการประโคม ด้วย
การร้องไห้ ด้วยการเยื้องกราย ด้วยการแต่งตัว ๑ ซิกซี้ ๑ จ้องมองดู ๑
สั่นสะเอว ๑ ยังของลับให้ไหว ๑ ถ่างขา ๑ หุบเขา ๑ แสดงถัน ๑
แสดงรักแร้ ๑ แสดงสะดือ ๑ ขยิบตา ๑ ยักคิ้ว ๑ แม้มริมฝีปาก ๑
แลบลิ้น ๑ เปลื้องผ้า ๑ นุ่งผ้า ๑ สยายผม ๑ เกล้าผม ๑" ยืนข้าง
หน้าของพระเถระนั้นแล้วกล่าวคาถานี้ว่า :-
" หญิงแพศยาผู้มีเท้าย้อมแล้วด้วยน้ำครั่ง สวม
เขียงเท้า (กล่าวแล้วว่า) แม้ท่านก็เป็นชายหนุ่ม
สำหรับดิฉัน และแม้ดิฉันก็เป็นหญิงสาวสำหรับท่าน,
แม้เราทั้งสองแก่แล้ว มีไม้เท้ากรานไปข้างหน้าจึง
จักบวช."
๑. มาในอัฏฐกถาชาดก ๘/๒๖๑ กุณาลชาดก. ๒. กตมนุกโรติ ย่อมทำตามซึ่งกรรมอันเด็ก
ทำแล้ว.

515
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 516 (เล่ม 43)

พระเถระชนะหญิงแพศยาเพราะอาศัยพระศาสดา
ครั้งนั้น ความสังเวชใหญ่ได้เกิดขึ้นแก่พระเถระว่า " โอหนอ !
กรรมที่เราไม่ใคร่ครวญแล้วทำ หนัก." ในขณะนั้น พระศาสดาประทับ
นั่งอยู่ในพระเชตวัน ณ ที่ไกลประมาณ ๔๕ โยชน์นั่นแล ทรงเห็นเหตุนั้น
แล้วได้ทรงทำความยิ้มแย้มให้ปรากฏ.
ลำดับนั้น พระอานนทเถระทูลถามพระองค์ว่า " พระเจ้าข้า อะไร
หนอแล ? เป็นเหตุ, อะไร ? เป็นปัจจัย แห่งการทรงทำความยิ้มแย้มให้
ปรากฏ.
พระศาสดาตรัสว่า. อานนท์ สงครามของภิกษุชื่อสุนทรสมุทรและ
ของหญิงแพศยา กำลังเป็นไปอยู่ บนพื้นปราสาท ๗ ชั้น ในกรุง
ราชคฤห์.
พระอานนท์ทูลถามว่า พระเจ้าข้า ความชนะจักมีแก่ใครหนอแล ?
ความปราชัยจักมีแก่ใคร ?
พระศาสดาตรัสว่า " อานนท์ ความชนะจักมีแก่สุนทรสมุทร, ความ
ปราชัยจักมีแก่หญิงแพศยา" ดังนี้แล้ว ทรงประกาศความชนะของพระ-
เถระ ประทับนั่งในพระเชตวันนั้นนั่นเอง ทรงแผ่พระรัศมีไป ตรัสว่า
" ภิกษุ เธอจงหมดอาลัย ละกามแม้ทั้งสองเสีย " ดังนี้แล้ว ตรัสพระ-
คาถานี้ว่า :-
๓๒. โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช
กามภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" บุคคลใด ละกามทั้งหลายในโลกนี้แล้ว เป็น
ผู้ไม่มีเรือน งดเว้นเสียได้, เราเรียกบุคคลนั้น ผู้มี
กามและภพสิ้นแล้วว่า เป็นพราหมณ์."

516
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 517 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้น (ดังนี้) :-
ความว่า บุคคลใด ละกามแม้ทั้งสองในโลกนี้แล้ว เป็นผู้ไม่มี
เรือน งดเว้นเสียได้, เราเรียกผู้นั้น ผู้มีกามสิ้นแล้ว และผู้มีภพสิ้นแล้ว
ว่าเป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เหาะขึ้นไปสู่เวหาส
ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ทะลุมณฑลช่อฟ้าออกไปแล้ว ชมเชยพระสรีระ
พระศาสดาอยู่นั่นเทียว มาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว.
พระศาสดาเป็นที่พึ่งของพระเถระ
ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันแม้ในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย
พระสุนทรสมุทรเถระ อาศัยรสที่พึงรู้ด้วยลิ้น เกือบเสียท่า. แต่พระศาสดา
เป็นที่พึ่งของเธอ."
พระศาสดาทรงสดับกถานั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย เราเป็น
ที่พึ่งของสุนทรสมุทรนั่น แต่ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้, แม้ในกาลก่อน เรา
ก็เป็นที่พึ่งของสุนทรสมุทรนั่น ผู้ติดอยู่ในรสตัณหาแล้วเหมือนกัน " อัน
ภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมา เพื่อจะทรงประกาศ
เนื้อความนั้น ทรงยังวาตมิคชาดก๑นี้ให้พิสดารว่า :-
" ได้ยินว่า สภาพอื่นที่เลวกว่ารสทั้งหลาย คือ
การเคยชินกัน หรือการสนิมสนมกัน ย่อมไม่มี,
คนรักษาอุทยานชื่อสญชัย ย่อมนำเนื้อสมันตัวอาศัย
อยู่ในรกชัฏ มาสู่อำนาจได้ ก็เพราะรสทั้งหลาย."
๑. ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๕. อรรถกถา. ๑/๒๗๗.

517
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 518 (เล่ม 43)

ดังนี้แล้ว ทรงประมวลชาดกว่า " ในกาลนั้น สุนทรสมุทรได้เป็น
เนื้อสมัน, ส่วนมหาอำมาตย์ของพระราชาผู้กล่าวคาถานี้แล้ว ให้ปล่อย
เนื้อนั้นไป ได้เป็นเรานี้เอง."
เรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ จบ.

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 519 (เล่ม 43)

๓๓.เรื่องพระโชติกเถระ [๒๙๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระโชติก-
เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โยธ ตณฺห " เป็นต้น.
บุรพกรรมของสองพี่น้อง
อนุปุพพีกถาในเรื่องนั้น ดังต่อไปนี้ :-
ได้ยินว่า ในอดีตกาล กุฎุมพี ๒ คนพี่น้องในกรุงพาราณสียังชน
ให้ทำไร่อ้อยไว้เป็นอันมาก.
ต่อมาวันหนึ่ง น้องชายไปยังไร่อ้อย คิดว่า " เราจักให้อ้อยลำหนึ่ง
แก่พี่ชาย ลำหนึ่งจักเป็นของเรา" แล้ว ผูกลำอ้อยทั้งสองลำในที่ ๆ ตัด
แล้ว เพื่อต้องการไม่ให้รสไหลออก ถือเอาแล้ว.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้น กิจด้วยการหีบอ้อยด้วยเครื่องยนต์ ไม่มี
ในเวลาอ้อยลำที่เขาตัดที่ปลายหรือที่โคนแล้วยกขึ้น รส (อ้อย) ย่อมไหล
ออกเองทีเดียว เหมือนน้ำไหลออกจากธมกรกฉะนั้น. ก็ในเวลาที่เขาถือ
เอาลำอ้อยจากไร่เดินมา พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ภูเขาคันธมาทน์ออกจาก
สมาบัติแล้ว ใคร่ครวญว่า " วันนี้ เราจักทำการอนุเคราะห์แก่ใครหนอ
แล ?" เห็นเขาเข้าไปในข่ายคือญาณของตน และทราบความที่เขาเป็นผู้
สามารถเพื่อจะทำการสงเคราะห์ได้ จึงถือบาตรและจีวรแล้ว มาด้วยฤทธิ์
ได้ยืนอยู่ข้างหน้าของเขา.
น้องชาวถวายอ้อยแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
เขาพอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ก็มีจิตเลื่อมใส จึงลาดผ้าห่ม

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 520 (เล่ม 43)

บนภูมิประเทศที่สูงกว่า แล้วนิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธเจ้านั่ง ด้วยคำว่า
" นิมนต์นั่งที่นี้ ขอรับ" แล้วก็กล่าวว่า " ขอท่านจงน้อมบาตรมาเถิด"
ได้แก่ที่ผูกลำอ้อย วางไว้เบื้องบนบาตร. รสไหลลงเต็มบาตรแล้ว. เมื่อ
พระปัจเจกพุทธเจ้าดื่มรส (อ้อย) นั้นแล้ว, เขาคิดว่า " ดีจริง พระผู้เป็น
เจ้าของเราดื่มรส (อ้อย) แล้ว, ถ้าพี่ชายของเราจักให้นำมูลค่ามา, เราก็จัก
ให้มูลค่า; ถ้าจักให้เรานาส่วนบุญมา, เราก็จักให้ส่วนบุญ" แล้วกล่าวว่า
" นิมนต์ท่านน้อมบาตรเข้ามาเถิด ขอรับ" แล้วได้แก้ลำอ้อยแม้ที่ ๒
ถวายรส.
นัยว่า เขามิได้มีความคิดที่จะลวงแม้มีประมาณเท่านี้ว่า " พี่ชายของ
เราจักนำอ้อยลำอื่นจากไร่อ้อยมาเคี้ยวกิน" ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นผู้
ใคร่จะแบ่งรสอ้อยลำนั้นกับด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่าอื่น เพราะความที่
ตนดื่มรสอ้อยลำแรกนั้น จึงรับไว้เท่านั้น แล้วก็นั่งอยู่. เขาทราบอาการ
ของท่านแล้ว จึงไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตั้งความปรารถนาว่า " ท่าน
ขอรับ รสอันเลิศนี้ใด ที่กระผมถวายแล้ว, ด้วยผลแห่งรสอันเลิศนี้
กระผมพึงเสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลก ในที่สุดพึงบรรลุธรรมที่
ท่านบรรลุแล้วนั่นแล." แม้พระปัจเจกพุทะเจ้า ก็กล่าวว่า " ขอความ
ปรารถนาที่ท่านตั้งไว้แล้ว จงสำเร็จอย่างนั้น" แล้วทำอนุโมทนาแก่เขา
ด้วย ๒ คาถาว่า " อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุยฺหํ " เป็นต้น, แล้วก็อธิษฐาน
โดยประการที่เขาจะเห็นได้ แล้วเหาะไปสู่เขาคันธมาทน์โดยทางอากาศ
แล้วได้ถวายรส (อ้อย) แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ รูป. เขาเห็นปาฏิหาริย์
นั้นแล้ว ไปสู่สำนักพี่ชาย, เธอพี่ชายถามว่า " เจ้าไปไหน ?" จึงบอกว่า
" ฉันไปตรวจดูไร่อ้อย " ถูกพี่ชายกล่าวว่า " จะมีประโยชน์อะไรด้วยคน

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 521 (เล่ม 43)

อย่างเจ้าไปไร่อ้อย, เจ้าควรจะถือเอาลำอ้อยมา ๑ ลำ หรือ ๒ ลำมิใช่
หรือ ?" กล่าวว่า " พี่ ถูกละ, ฉันถือเอาอ้อยมา ๒ ลำ, แต่ฉันเห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง จึงถวายรสแต่ลำอ้อยของฉัน แล้วถวายรสแต่
ลำอ้อยแม้ของพี่ ด้วยคิดว่า เราจักให้มูลค่าหรือส่วนบุญ;' พี่จักรับเอา
มูลค่าอ้อยนั้นหรือจักรับเอาส่วนบุญ ? "
พี่ชาย. ก็พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำอะไร ?
น้องชาย. ท่านดื่มรสจากลำอ้อยของฉันแล้ว ก็ถือเอารสจากลำอ้อย
ของพี่ไปสู่เขาคันธมาทน์โดยอากาศ แล้วได้ให้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
๕๐๐ รูป.
พี่ชายเลื่อมใสขออนุโมทนาส่วนบุญ
พี่ชายนั้น เมื่อเขากำลังกล่าวอยู่นั้นแหละ, เป็นผู้มีสรีระอันปีติ
ถูกต้องแล้ว หาระหว่างมิได้ ได้ทำความปรารถนาว่า " การบรรลุธรรมที่
พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเห็นแล้วนั่นแหละ พึงมีแก่เรา." น้องชายปรารถนา
สมบัติ ๓ อย่าง ส่วนพี่ชายปรารถนาพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.
นี้เป็นบุรพกรรมของชนทั้งสองนั้น.
สองพี่น้องได้เกิดร่วมกันอีกในชาติต่อมา
ชนทั้งสองนั้น ดำรงอยู่ตลอดอายุแล้ว เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว
บังเกิดในเทวโลก ยังพุทธันดรหนึ่งให้สิ้นไป. ในเวลาชนทั้งสองนั้นไป
เทวโลกนั่นแหละ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสีเสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้วในโลก.
พี่น้องทั้งสองแม้นั้น เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว, ผู้พี่ชายก็คงเป็น
พี่ชาย ผู้น้องชายก็คงเป็นน้องชาย ถือปฏิสนธิในเรือนแห่งตระกูลหนึ่ง
ในพันธุมดีนคร.

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 522 (เล่ม 43)

บรรดาเด็กทั้งสองนั้น มารดาบิดาได้ตั้งชื่อของผู้พี่ชายว่า " เสนาะ"
ของผู้น้องชายว่า " อปราชิต." เมื่อพี่น้องทั้งสองนั้น กำลังรวบรวม
ขุมทรัพย์อยู่ ในเวลาเติบโตแล้ว,๑ เสนกุฎุมพี ได้ฟังการป่าวร้องใน
พันธุมดีนครของอุบาสกผู้โฆษณาธรรมว่า " พุทธรัตนะเกิดขึ้นแล้วใน
โลก, ธรรมรัตนะเกิดขึ้นแล้วในโลก, สังฆรัตนะเกิดขึ้นแล้วในโลก,
พวกท่านจงให้ทานทั้งหลาย จงทำบุญทั้งหลาย วันนี้เป็นดิถีที่ ๑๔
วันนี้เป็นดิถีที่ ๑๕, พวกท่านจงทำอุโบสถ จงฟังธรรม" เห็นมหาชน
ถวายทานในกาลก่อนภัตแล้ว ไปเพื่อฟังธรรมในกาลภายหลังภัต จึงถามว่า
" พวกท่านจะไปไหน ? เมื่อมหาชนบอกว่า " พวกฉันจะไปสู่สำนัก
พระศาสดา เพื่อฟังธรรม." จึงพูดว่า " แม้ฉันก็จักไป " แล้วก็ไปพร้อม
กับชนเหล่านั้นทีเดียว นั่งแล้วในที่สุดบริษัท.
พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของเขา จึงตรัสอนุปุพพีกถา. เขาฟัง
ธรรมของพระศาสดาแล้ว เกิดความอุตสาหะในบรรพชา จึงทูลขอ
บรรพชากะพระศาสดา.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า " ก็พวกญาติที่ท่านจะพึงอำลา
มีไหม ?"
เสนกุฎุมพี. มี พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ถ้าอย่างนั้น ท่านไปอำลา แล้วจงมา.
พี่ชายลาน้องชายออกบวชแล้วได้บรรลุพระอรหัต
เขาไปสู่สำนักของน้องชายแล้ว กล่าวว่า " ทรัพย์สมบัติใด มีอยู่
ในตระกูลนี้ ทรัพย์สมบัตินั้นทั้งหมด จงเป็นของเจ้า."
๑. หมายความว่า ได้ตั้งหลักฐานในการครองเรือนแล้ว.

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 523 (เล่ม 43)

น้องชาย. ก็พี่เล่า ? ขอรับ.
เสนกุฎุมพี. ฉันจักบวชในสำนักของพระศาสดา.
น้องชาย. พี่พูดอะไร ? ฉันเมื่อมารดาตายแล้ว ก็ได้พี่เป็นเหมือน
มารดา, เมื่อบิดาตายแล้ว ก็ได้พี่เป็นเหมือนบิดา; ตระกูลนี้ก็มีโภคะมาก,
พี่ดำรงอยู่ในเรือนนี่แหละ ก็สามารถจะทำบุญได้. พี่อย่าทำอย่างนั้น.
เสนกุฎุมพี. ฉันฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้ว, ฉันดำรง
อยู่ในท่ามกลางเรือน ไม่อาจบำเพ็ญธรรมนั้นได้; ฉันจักบวชให้ได้,
เจ้าจงกลับ.
เขายังน้องชายให้กลับไปด้วยอาการอย่างนั้นแล้ว ได้บรรพชา
อุปสมบทในสำนักพระศาสดาแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต.
ฝ่ายน้องชาย คิดว่า " เราจักทำสักการะแก่บรรพชิตผู้พี่ชาย" จึง
ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขสิ้น ๗ วัน ไหว้พี่ชายแล้ว
กล่าวว่า " ท่านขอรับ ท่านท่าการสลัดออกจากภพแห่งตนได้แล้ว, ส่วน
กระผม ยังเป็นผู้พัวพันด้วยกามคุณ ๕,๑ ไม่อาจออกบวชได้, ขอท่านจง
บอกบุญกรรมอันใหญ่ที่สมควร แก่กระผมผู้ดำรงอยู่ในเรือนนี่แหละ."
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะน้องชายนั้นว่า " ดีละ เจ้าผู้เป็น
บัณฑิต เจ้าจงให้ สร้างพระคันธกุฎี สำหรับพระศาสดา."
น้องชายสร้างพระคันธกุฎีถวายพระศาสดา
น้องชายนั้นรับว่า "สาธุ" แล้วยังชนให้นำไม้ต่าง ๆ มาแล้วให้
ถากเพื่อประโยชน์แก่ทัพสัมภาระทั้งหลายมีเสาเป็นต้น ให้ทำเสาทั้งหมด
ให้ขจิตด้วยแก้ว ๗ ประการ คือต้นหนึ่งขจิตด้วยทองคำ ต้นหนึ่งขจิต
๑. คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่.

523