พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 504 (เล่ม 43)

ที่มีกิ่งแดงเท่านั้น. เขารับรองว่า " ดีละ " แล้วเมื่อมาสู่สำนักของพ่อค้า
นั้นตลอดกาลตามกาล ย่อมนำมาแต่ไม้จันทน์แดงเท่านั้น. แม้พ่อค้านั้น
ก็ให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่เขา.
โดยสมัยอื่นอีกแต่กาลนั้น เมื่อพระกัสสปทศพลปรินิพพานแล้ว
เมื่อสถูปทองอันเขาประดิษฐานไว้แล้ว, บุรุษนั้นได้บรรทุกไม้จันทน์แดง
เป็นอันมาก ไปสู่กรุงพาราณสี.
ครั้งนั้น พ่อค้านั้นผู้เป็นสหายของเขา ให้บดไม้จันทน์เป็นอันมาก
ให้เต็มถาดแล้ว กล่าวว่า " สหาย ท่านจงมา, พวกเราจักไปสู่ที่ก่อเจดีย์
จนกว่าจะหุงภัต (สุก) แล้วจึงกลับ " ได้พาเขาไปในที่นั้นทำการบูชาด้วย
ไม้จันทน์แล้ว.
สหายชาวปัจจันตชนบทของเขาแม้นั้น ได้สร้างที่ดุจมณฑลแห่ง
พระจันทร์ด้วยไม้จันทน์ ในห้องแห่งพระเจดีย์, บุรพกรรมของเขามี
เพียงนี้เท่านั้น.
อานิสงส์การบูชาด้วยไม้จันทร์แดง
เขาจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลก ยังพุทธันดรหนึ่งให้สิ้น
ไปแล้วในเทวโลกนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์
มหาศาล ในกรุงราชคฤห์. รัศมีเช่นกับด้วยมณฑลพระจันทร์ตั้งขึ้นจาก
มณฑลแห่งนาภีของเขา. เพราะเหตุนั้น พวกญาติจึงขนานนามของเขาว่า
" จันทาภะ " นัยว่า นั่นเป็นผลแห่งการทำที่ดุจมณฑลแห่งพระจันทร์ ใน
พระเจดีย์ของเขา.
พราหมณ์ทั้งหลายคิดกันว่า " พวกเราอาจเพื่อพาเอาพราหมณ์นี้ไป
หากินกะโลกเขาได้ " ดังนี้แล้ว ให้เขานั่งบนยานน้อย เที่ยวกล่าวว่า

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 505 (เล่ม 43)

" ผู้ใดเอามือลูบคลำสรีระของจันทาภพราหมณ์นี้, ผู้นั้นจะได้อิสริยสมบัติ
ชื่อเห็นปานนี้."
ชนทั้งหลาย เมื่อให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง แสนหนึ่ง
บ้างนั่นแล จึงจะได้เพื่ออามือถูกต้องสรีระของพราหมณ์นั้น.
พราหมณ์เหล่านั้น เที่ยวไปเนือง ๆ อยู่อย่างนี้ ก็ถึงกรุงสาวัตถี
โดยลำดับ ยึดเอาที่พักในระหว่างแห่งพระนครและวิหารแล้ว.
อริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิแม้ในกรุงสาวัตถี ถวายทานในกาลก่อน
แห่งภัตแล้ว ในกาลภายหลังภัต มีมือถือของหอมระเบียบดอกไม้ผ้าและ
เภสัชเป็นต้น ไปเพื่อฟังธรรม. พราหมณ์ทั้งหลายเห็นอริยสาวกเหล่านั้น
แล้ว ถามว่า " ท่านทั้งหลายจะไปที่ไหนกัน ? "
อริยสาวก. พวกเราจักไปสู่สำนักของพระศาสดา เพื่อฟังธรรม.
พวกพราหมณ์. ท่านทั้งหลายจงมา, ท่านทั้งหลายไปในที่นั้นแล้ว
จักทำอะไร ? อานุภาพเช่นกับด้วยอานุภาพของจันทาภพราหมณ์ ของ
พวกข้าพเจ้าไม่มี, เพราะว่าชนทั้งหลายถูกต้องสรีระของจันทาภพราหมณ์
นั่น ย่อมได้สมบัติชื่อนี้, ท่านทั้งหลายจงมา, จงดูจันทาภพราหมณ์นั้น.
อริยสาวกเหล่านั้นกล่าวว่า " ชื่อว่าอานุภาพของจันทาภพราหมณ์
ของท่านทั้งหลาย เป็นอย่างไร ? พระศาสดาของพวกเราเท่านั้น มี
อานุภาพมาก."
อริยสาวกและพวกพราหมณ์เหล่านั้น ไม่อาจเพื่อยังกันและกันให้
ยินยอมได้ จึงกล่าวว่า " พวกเราไปสู่วิหารแล้ว จักรู้อานุภาพของจันทาภ-
พราหมณ์ หรือของพระศาสดาของพวกเรา" ดังนี้แล้วได้พาจันทาภ-
พราหมณ์นั้นไปสู่วิหารแล้ว.

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 506 (เล่ม 43)

จันทาภพราหมณ์อับเฉาในสำนักพระศาสดา
พระศาสดา เมื่อจันทาภพราหมณ์นั้น พอเข้าไปสู่สำนักของพระ-
องค์, ได้ทรงทำให้รัศมีเพียงดังพระจันทร์หายไปเสีย. จันทาภพราหมณ์
นั้น ได้เป็นประหนึ่งกาในกระเช้าถ่าน ในสำนักพระศาสดา.
ครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลายจึงนำเขาไปไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. รัศมี
ได้กลับเป็นปกติอย่างเดิม. พราหมณ์ก็นำมาสู่สำนักพระศาสดาอีก. รัศมี
ก็หายไปอย่างนั้นเหมือนกัน. จันทาภพราหมณ์ไปแล้วอย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง
เห็นรัศมีหายไปอยู่ จึงคิดว่า " ผู้นี้ เห็นจะรู้มนต์เป็นเครื่องหายไปแห่ง
รัศมี." เขาจึงทูลถามพระศาสดาว่า " พระองค์ทรงทราบมนต์เป็นเครื่อง
หายไปแห่งรัศมีหรือหนอแล ?"
พระศาสดา. เออ เรารู้.
จันทาภะ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงประทานแก่ข้าพระองค์บ้าง.
พระศาสดา. เราไม่อาจเพื่อให้แก่บุคคลผู้ไม่บวช.
จันทาภะนั้นกล่าวกะพวกพราหมณ์ว่า " เมื่อฉันเรียนมนต์นั่นแล้ว
ฉันจักเป็นผู้ประเสริฐในชมพูทวีปทั้งสิ้น, พวกท่านจงรออยู่ที่นี่ก่อน, ฉัน
จักบวชเรียนมนต์โดย ๒-๓ วัน เท่านั้น." เ ขาทูลขอการบรรพชากะพระ-
ศาสดา ได้อุปสมบทแล้ว.
ครั้งนั้น พระศาสดาจึงตรัสบอกอาการ ๓๒ แก่จันทาภภิกษุนั้น.
เธอทูลถามว่า " นี้อะไร ? "
พระศาสดา. นี้เป็นบริกรรมแห่งมนต์, เธอควรสาธยาย.
แม้พวกพราหมณ์มาในระหว่าง ๆ แล้ว ถามว่า " ท่านเรียนมนต์
ได้แล้วหรือ ?"

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 507 (เล่ม 43)

จันทาภะ. ยังก่อน. ฉันกำลังเรียน.
เขาบรรลุพระอรหัตโดย ๒-๓ วันเท่านั้น ในเวลาที่พวกพราหมณ์
มาถามแล้ว กล่าวว่า " ท่านทั้งหลายจงไปเถิด. เดี๋ยวนี้ฉันเป็นผู้มีธรรม
เครื่องไม่ไปเสียแล้ว."
ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลแด่พระตถาคตว่า " พระเจ้าข้า ภิกษุนี้
กล่าวคำไม่จริง ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล."
พระขีณาสพกล่าวแต่คำจริง
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ จันทาภะบุตรของเรา
มีอาสวะสิ้นแล้ว ย่อมกล่าวแต่คำจริงเท่านั้น " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถา
นี้ว่า:-
๓๐. จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ
นนฺทิภวปริกฺขีณํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ.
" เราเรียกผู้บริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว มีภพ
เครื่องเพลิดเพลินสิ้นแล้ว เหมือนพระจันทร์ ที่
ปราศจากมลทินนั้นว่า เป็นพราหมณ์."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมลํ ได้แก่ เว้นแล้วจากมลทินมี
หมอกเป็นต้น.
บทว่า สุทฺธํ ได้แก่ ไม่มีอุปกิเลส.
บทว่า วิปฺปสนฺนํ ได้แก่ มีจิตผ่องใสแล้ว.
บทว่า อนาวิลํ ได้แก่ เว้นแล้วจากมลทินมีกิเลสเป็นต้น.

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 508 (เล่ม 43)

บทว่า นนฺทิภวปริกฺขีณํ ความว่า เราเรียกผู้มีตัณหาในภพทั้ง ๓
สิ้นแล้วนับว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระจันทาภเถระ จบ.

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 509 (เล่ม 43)

๓๑. เรื่องพระสีวลีเถระ [๒๙๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยเมืองกุณฑิโกลิยะ ประทับอยู่ในป่าชื่อ
กุณฑธาน ทรงปรารภพระสีวสีเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โย อิมํ "
เป็นต้น.
พระนางสุปปวาสาทรงอดกลั้นทุกข์ได้ด้วยวิตก ๓ ข้อ
ความพิสดารว่า ในสมัยหนึ่ง พระธิดาของพระโกลิยวงศ์ พระ-
นามว่าสุปปวาสา ทรงครรภ์สิ้น ๗ ปี มีครรภ์อันหลง (มาอีก) ๗ วัน
ถูกทุกขเวทนากล้าเผ็ดร้อนถูกต้องแล้ว, ทรงอดกลั้นทุกข์นั้น ด้วยวิตก
๓ ข้อเหล่านี้คือ " (๑) พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรม
เพื่อละทุกข์แห่งรูปนี้นี่แหละ, พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้
ตรัสรู้เองโดยชอบหนอ; (๒) พระสงฆ์สาวกใดปฏิบัติเพื่อละทุกข์แห่งรูป
นี้นี่แหละ, พระสงฆ์สาวกนั้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็น
ผู้ปฏิบัติดีแล้วหนอ; (๓) ทุกข์เห็นปานนี้ " ไม่มีในพระนิพพานใด.
พระนิพพานนั้น เป็นสุขดีหนอ" ดังนี้แล้ว ทรงส่งพระสวามีไปสู่สำนัก
ของพระศาสดา, เมื่อพระสวามีนั้น กราบทูลการถวายบังคมแด่พระศาสดา
ตามคำของพระนางแล้ว, ในขณะที่พระศาสดาตรัสว่า " พระธิดาโกลิยวงศ์
พระนามว่าสุปปวาสาจงเป็นผู้มีสุข ไม่มีโรค, ประสูติพระโอรสซึ่งหาโรค
มิได้เถิด " ดังนี้นั่นแหละ เป็นผู้สบาย หายพระโรค ประสูติพระโอรส
ผู้หาโรคมิได้แล้ว ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วได้
ทรงถวายมหาทาน สิ้น ๗ วัน.

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 510 (เล่ม 43)

พระโอรสได้บรรลุพระอรหัต
แม้พระโอรสของพระนาง ถือเอาธมกรกกรองน้ำถวายพระสงฆ์ได้
จำเดิมแต่วันที่ประสูติแล้ว. ในกาลต่อมา พระโอรสนั้นเสด็จออกบรรพชา
แล้วบรรลุพระอรหัต.
ต่อมาวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุ
ทั้งหลาย พวกท่านจงดู:. ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตชื่อ
เห็นปานนี้ ยังเสวยทุกข์ในท้องของมารดาตลอดกาล ประมาณเท่านี้,
จะป่วยกล่าวไปไยเล่าถึงชนเหล่าอื่น; ทุกข์เป็นอันมากหนอ อันภิกษุนี้
ถอนแล้ว."
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอ
นั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ด้วย
กถาชื่อนี้ " จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เออ บุตรของเราพ้นจากทุกข์
ประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ ทำพระนิพพานให้แจ้งแล้วอยู่ " ดังนี้แล้ว
ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๓๑. โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ สํสารํ โมหมฺจฺจคา
ติณฺโณ ปารคโต ฌายี อเนโช อกถงฺกถี
อนุปาทาย นิพฺพุโต ตมหํ พฺรูมิ พฺหาหฺมณํ.
" ผู้ใด ล่วงทางอ้อม หล่ม สงสาร และโมหะ
นี้ไปแล้ว เป็นผู้ข้ามไปได้ ถึงฝั่ง มีปกติเพ่ง หากิเลส
เครื่องหวั่นไหวมิได้ ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่า
อย่างไร ไม่ถือมั่น ดับแล้ว, เราเรียกผู้นั้นว่า เป็น
พราหมณ์."

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 511 (เล่ม 43)

แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้น (ดังนี้) :-
ความว่า ภิกษุใด ล่วงทางคือราคะ หล่มคือกิเลส สังสารวัฏ และ
โมหะอันไม่ให้แทงตลอดอริยสัจทั้ง ๕ นี้ไปแล้ว, เป็นผู้ข้ามโอฆะทั้ง ๔
ได้ ถึงฝั่งแล้วโดยลำดับ, มีปกติเพ่งด้วยฌาน ๒ อย่าง, ชื่อว่าหากิเลส
เครื่องหวั่นไหวมิได้ เพราะไม่มีตัณหา, ชื่อว่าไม่มีความสงสัยเป็นเหตุ
กล่าวว่าอย่างไร เพราะไม่มีวาจาเป็นเครื่องกล่าวว่าอย่างไร, ชื่อว่าไม่ถือ
มั่นแล้ว เพราะไม่มีอุปาทาน ชื่อว่าดับแล้ว เพราะอันดับไปแห่งกิเลส;
เราเรียกภิกษุนั้นว่า เป็นพราหมณ์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระสีวลีเถระ จบ.

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 512 (เล่ม 43)

๓๒. เรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ [๒๙๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระสุนทร-
สมุทรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โยธ กาเม " เป็นต้น.
กุลบุตรออกบวช
ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี กุลบุตรคนหนึ่งชื่อสุนทรสมุทรกุมาร
เกิดในตระกูลใหญ่อันมีสมบัติ ๔๐ โกฏิ.
วันหนึ่ง เขาเห็นมหาชนมีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นในมือ
ไปสู่พระเชตวันเพื่อต้องการฟังธรรม ในเวลาภายหลังภัตจึงถามว่า " พวก
ท่านจะไปไหนกัน" ? เมื่อมหาชนนั้นบอกว่า " พวกฉันจะไปสู่สำนัก
พระศาสดา เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรม, กล่าวว่า " ฉันก็จักไป "
แล้วไปกับมหาชนนั้น นั่ง ณ ที่สุดบริษัท.
พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของเขา จึงทรงแสดงอนุปุพพีกถา.
เขาคิดว่า " บุคคลผู้อยู่ครองเรือน ไม่อาจประพฤติพรหมจรรย์ให้เป็น
ดุจสังข์ที่ขัดแล้วได้." อาศัยพระกถาของพระศาสดา มีความอุตสาหะเกิด
แล้วในบรรพชา, เมื่อบริษัทหลีกไปแล้ว, จึงทูลขอบรรพชากะพระศาสดา
ได้สดับว่า " พระตถาคตทั้งหลาย ไม่ยังกุลบุตรที่มารดาบิดายังไม่อนุญาต
ให้บรรพชา" จึงไปสู่เรือนแล้ว ยังมารดาบิดาให้อนุญาตด้วยความพยายาม
มากเหมือนกุลบุตรชื่อรัฏฐบาลเป็นต้น ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนัก
พระศาสดาแล้ว คิดว่า " ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยการอยู่ในที่นี้ "
จึงออกจากกรุงสาวัตถีนั้นไปสู่กรุงราชคฤห์ เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ยังกาลให้
ล่วงไปแล้ว.

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ – หน้าที่ 513 (เล่ม 43)

หญิงแพศยารับอาสาจะให้พระเถระสึกให้ได้
ต่อมาวันหนึ่ง มารดาบิดาของพระสุนทรสมุทรเถระนั้น เห็นพวก
กุมารที่เป็นสหายของท่าน กำลังเล่นอยู่ด้วยสิริโสภาค๑ย์อันใหญ่ในวัน
มหรสพวันหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี คร่ำครวญว่า " การเล่นชนิดนี้ บุตร
ของเราได้โดยยาก."
ในขณะนั้น หญิงแพศยาคนหนึ่งไปสู่ตระกูลนั้น เห็นมารดาของ
พระสุนทรสมุทรเถระนั้นกำลังนั่งร้องไห้อยู่ จึงถามว่า " คุณแม่ เพราะ
เหตุไร ? คุณแม่จึงร้องไห้."
มารดาพระสุนทรสมุทร. ฉันคิดถึงลูก จึงร้องไห้.
หญิงแพศยา. ก็บุตรนั้นไปที่ไหนเล่า ? คุณแม่.
มารดาพระสุนทรสมุทร. บวชใน (สำนัก ) ภิกษุทั้งหลาย.
หญิงแพศยา. การให้ท่านสึกเสีย ไม่ควรหรือ ?
มารดาพระสุนทรสมุทร. ควร แต่เธอไม่ปรารถนา, เธอออกจาก
กรุงสาวัตถีนี้ ไปสู่กรุงราชคฤห์.
หญิงแพศยา. ถ้าดิฉันพึงให้ท่านสึกได้ไซร้, คุณแม่พึงทำอะไร ?
แก่ดิฉัน.
มารดาพระสุนทรสมุทร. พวกฉันพึงทำเจ้าให้เป็นเจ้าของแห่งขุม-
ทรัพย์ตระกูลนี้.
หญิงแพศยากล่าวว่า " ถ้าเช่นนั้น คุณแม่จงให้สินจ้างแก่ดิฉัน "
ถือเอาสินจ้างแล้ว ไปสู่กรุงราชคฤห์ด้วยบริวารหมู่ใหญ่ กำหนดถนนที่
เที่ยวบิณฑบาตของท่านได้แล้ว ยึดเอาเรือนเป็นที่พักหลังหนึ่งในที่นั้น
๑. ความเป็นผู้มีส่วนงามด้วยสิริ.

513